ยาง เส้นเลือดใหญ่เลี้ยงคนใต้

“ยาง เส้นเลือดใหญ่ของคนใต้” ธัชธาวินท์ สะรุโณ

หยิบบทความออนไลน์ที่ผมเขียนไว้มาให้เป็นอาหารสมอง อ่านเล่นๆ ยามว่าง
“เรื่อง ยางร้อน ต้องแหลง 5 ตอน” และ แถมตอนที่6 แบบสั้นๆ ว่า

ยาง เป็นพืชเหมาะสมกับ ‘ภูมิสังคม’ ภาคใต่มากที่สุด แต่ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นผลจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บวกผลพวงการกระทำของมนุษย์นั้น สิ่งที่ธรรมชาติปรับสมดุลออกมาเป็นโรคระบาดในคนและในยาง ย่อมไม่เป็นที่ถูกใจของมนุษย์
สมัยที่สัตว์ครองโลก การล้างเผ่าพรรณในสมัยโบราณนั้น ธรรมชาติทำได้สำเร็จ แต่ในยุคนี้คนมีความสามารถที่จะต่อสู้และปรับตัวให้เป็นผู้แข็งแกร่ง และรอด ตามกฎ ชาร์ล ดาวิน
และ ผมเชื่อว่า ปรัชญาแห่งโลก เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” จะทำให้คนรอดได้ในวิกฤตการปรับสมดุลของธรรมชาติยุคปัจจุบันและอนาคต

…………………………
ยางร้อน …ต้องแหลง
(บทความนี้เขียนเมื่อ พ.ย. 2561)

ตอนที่1

ผมหยิบรายงานวิจัยของ ศ.ดร.บัญชา สมบูรณ์สุข และคณะ(2556) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผลวิจัย สุกฤษตา พุ่มแก้ว และคณะ(2558) ราชฎัชยะลา มาเสนอเพื่อสนทนาพอหอมปากหอมคอตามสถานการณ์บ้านเมือง

  1. มาดูเรื่องต้นทุน-รายได้ยางพารา
    การสำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวสวนยางรายย่อย 339 ราย ในจังหวัดปัตตานี ปี 2558 พบข้อเท็จจริงว่า
    คนทำอาชีพสวนยางในช่วงปีที่ศึกษา จะมี “ต้นทุนผันแปร 6,330 บาทต่อไร่ต่อปี
    ต้นทุนคงที่ 3,210 บาทต่อไร่
    รวม 9,541 บาทต่อไร่
    รายได้เฉลี่ย 14,970 บาทต่อไร่
    มีกำไรเฉลี่ย 5,428 บาทต่อไร่ต่อปี”
    งานนี้ไม่ได้ศึกษามาเป็นต้นทุนต่อกิโลเพราะชาวบ้านขายเป็นยางก้อนและขี้ยาง ซึ่งสะท้อนความจริงในวิถีการทำสวนยางของรายย่อยโดยแท้
    ปี 2558 ราคายางแผ่นดิบ 36.80 – 55.30 บาท เฉลี่ยที่ 45.88 บาท ใกล้เคียงกับปีนี้ ถ้าทำ 10 ไร่ รายได้ราว แสนห้าหมื่น กำไรเน็ทๆ ห้าหมื่นต่อปี ถือว่าไม่น้อยเมื่อเทียบกับอาชีพเกษตรอื่นๆ
    รายได้ระดับนี้ถือว่าชาวสวนพอทนอยู่ได้

ทีนี้มาดูต้นทุนทางวิชาการในวิชาเศรษฐศาสตร์กันบ้าง
มีการศึกษาต้นทุนยางพาราแผ่นดิบของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศในปีพ.ศ. 2555 พบว่า
“เมื่อคิดต้นทุนตลอดอายุยาง 25 ปี ตั้งแต่สร้างสวนจนถึงตัดโค่น พบว่าคิดเป็นต้นทุนต่อการผลิตยางแผ่นดิบ เฉลี่ย 65.74 บาทต่อกิโลกรัม”
ยางขาย 2-3 โล 100 นักเศรษฐศาสตร์บอกขาดทุน เป็นธุรกิจก็เจ้งแล้ว ต้องเลิกทำสวนยางไปทำอย่างอื่น
65.74 บาท แบ่งเป็น
ค่าแรงงาน 43 บาท (65 %)
ค่าปุ๋ย 9.7 บาท (15%)
ค่าวัสดุอุปกรณ์ 6.8 บาท(10%
ค่าที่ดิน 6.3 บาท (10%)

จากผลการวิจัย ถ้าทำสวนเอง กรีดเอง รวมต้นทุนค่าดูแลยาง+อุปกรณ์ ราวๆ 16.5 บาทต่อกก.
คงตอบข้อสงสัยได้ว่า
จะ 3 โล 100 หรือ 2 โล 100
ทำไมชาวสวนยางจึงไม่คิดโค่นยางทั้งหมดไปทำอย่างอื่น
ชาวสวนยางรายย่อยในชนบทใต้ มักจะกรีดยางแบบครึ่งลำต้น 5 วันเว้น 1 วัน นอกจากปลูกยาง ก็จะมีสวนผลไม้ เช่น ลองกอง มังคุด ทุเรียน พืชผัก พืชผสมผสาน สมรมอีกหลากหลายชนิด ทั้งเพื่อขาย กิน และใช้สอยอื่นๆ
นอกจากอาชีพปลูกพืชแล้วก็จะมีการเลี้ยงสัตว์ อาชีพนอกเกษตร และมีรายได้จากการช่วยเหลือของลูกหลาน รวมทั้งจากรัฐบาลเป็นครั้งคราว

ผมจึงเสนอแนวทางที่จะทำเพื่อ”ชาวสวนยางรายย่อย'” 2 ทาง

  1. ทางตรง คือ ให้ถึงมือชาวสวน เช่น
    -สนับสนุนเงินช่วยเกษตรกร (ซึ่งหลายประเทศทำกันในหลายๆรูปแบบทั้งช่วยราคา ปัจจัย และอื่นๆ)
    -หาวิธีเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะส่งผลให้รายได้ต่อไร่ต่อวันเพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อกิโลกรัมลดลง
    -สนับสนุนอาชีพเสริมต่างๆ ทั้งเกษตรพืช-ปศุสัตว์-ประมง นอกเกษตรเช่น ท่องเที่ยว หรือการรวมกลุ่มสหกรณ์การผลิตหรือแปรรูปกันเอง และอื่นๆ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพื้นที่ ไปทำอย่างอื่นๆกรณีมีความเหมาะสมทั้งทางพืช ตลาด และพื้นที่
    -ส่งเสริมการผลิตอาหารและพืชอื่นๆ ในแนวทาง 9 พืชผสมผสานพอเพียง เพื่อการดำรงชีพ ตามแนว”เศรษฐกิจพอเพียง”
    -ส่งเสริมระบบตลาดซื้อขายน้ำยางที่เป็นธรรม และส่งเสริมการใช้สินค้าสหกรณ์
  2. ทางอ้อม เช่น การหาตลาดต่างประเทศเพิ่ม การแปรรูปหรือใช้สินค้าแปรรูป แม้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกกับภาคอุตสาหกรรม แต่ก็ระบบจะหมุนเวียนกลับมาสู่ชาวสวนยาง
    แถมท้าย พื้นที่ยาง 19 ล้านไร่ คลุมพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นสีเขียว
    ชาวใต้อยุ่กับยางมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยางจึงเป็นส่วนหนึ่งของ”ระบบสังคมเกษตรชาวใต้”อยู่กันแบบสังคมชาวสวนยาง มีทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หลายอย่างที่บอกมา ถ้าลองดีดตัวเลขผลได้ ทางตรงทางอ้อมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณค่า จะพบว่ามีมากมาาย

การแก้ปัญหายาง จึงควรโฟกัสไปที่ “ชาวสวนยาง ให้มากกว่าต้นยาง”
…….
อ้างอิง
แนวทางแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดย
รศ.ดร.บัญชา สมบูรณ์สุข ดร.ประวัติ เวทย์ประสิทธิ์และผศ.ทวีศักดิ์ นิยมบัณฑิต
คณะทรัพยากรธรรมชาติ
รศ.อาซีซัน แกสมาน
ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา
รศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกลุ
รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตศึกษา

สุกฤษตา พุ่มแก้ว และคณะ. 2558. การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประกอบการของเกษตรกรชาวสวนยาง กรณีศึกษาตำาบลปากล่ออำาเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี. มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
……………….

ยางร้อน ต้องแหลง2
วันนี้เอาเรื่องโลกของยาง ยางของโลก มาเล่าสู่กันฟังพอเป็นเค้าโครงได้คุยกันในร้านน้ำชา

การผลิตยางทั้งโลก
ข้อมูล ปี 2001-2017
พบว่ามีปริมาณการผลิตและการใช้ยางเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทุกปี
! ยกเว้นปี 2009 !
ปี 2017 ทั้งโลก ผลิตยางธรรมชาติ 13.53 ล้านตัน ใช้ไป 13.22 ล้านตัน ยางสังเคราะห์ผลิต 15.05 ล้านตัน ใช้ 15.18 ล้านตัน รวมยางทั้งหมด ผลิต 28.59 ล้านตัน ใช้ 28.41 ล้านตัน โดนสัดส่วนยางทั้งสองชนิดมีการเพิ่มขึ้นแต่ละปีในสัดส่วนที่พอๆ กัน
มาดูสถิติโลกรายปี
การผลิต -การใช้ (ล้านตัน) และ฿ราคายางแผ่นดิบไทย(บาท/กก.) ลองสังเกตดูว่ามีอะไรบ่งชี้ว่าเกี่ยวข้องกันบ้าง

2008 =10.09-10.18 ยางขาด 8.9 หมื่นตัน ฿77.86
2009 =9.72-9.28 เกิน 4.3 แสนตัน ฿57.77
2010=10.40-10.75 ขาด 3.5 แสนตัน ฿104.89
2011=11.23-11.03 เกิน 2 แสนตัน ฿129.36
2012=11.65-11.04 เกิน 6.1 แสนตัน ฿91.07
2013=12.28-11.43 เกิน 8.5 แสนตัน ฿75.55
2014=12.14-12.18 ขาด 3.9 หมื่นตัน ฿55.53
2015=12.26-12.13 เกิน 1.3 แสนตัน ฿45.88
2016=12.60-12.67 ขาด 6.6 หมื่นตัน ฿50.37
2017=13.53-13.22 เกิน 3.1 แสนตัน ฿77.86

ปี2009-2011 เกิดอะไรขึ้นกับยางธรรมชาติ และผลกระทบต่อราคา

ปี 2009 เป็นปีเดียวผลิตและใช้ยางลดลง คือผลิตยางธรรมชาติ ลดลงจากปีก่อน 0.37 ล้านตัน และใช้น้อยลง 0.9 ล้านตัน ราคายางในไทยตกลงจากปีที่แล้ว 20 บาท
ปี2010 ตัวเลขผลิตเพิ่มขึ้นราวๆ 0.7 ล้านตัน และมีใช้มากกว่าการผลิตในปีนี้ ราคาในไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็น 104 บาท
ปี 2011 ยอดผลิตยังพุ่ง แต่ใช้น้อยกว่าการผลิต ราคาในไทยยังเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 15 บาท เป็น 129 บาท

มีผู้สันทัดเรื่องยางกล่าวว่า สาเหตุการผลิตและใช้ลดลงในปี 2009 เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศนำเข้ายางตกต่ำ
ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีปัจจัยที่จะมีเงื่อนไขต่อการขึ้นลงราคายางคือ
1)เศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางพารา จีน สหรัฐฯ และยุโรป
2)การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ก็ไม่เสมอไป
3) สต็อกยางพารา ถือเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อราคายางพาราไทย
4) ความต้องการใช้ยางสงเคราะห์ ทั้งนี้ราคายางสังเคราะห์แปรผันตามราคาน้ำมันดิบ
5) ปริมาณการผลิต พื้นที่ ภูมิอากาศ
6) นโยบายการผลิตและการส่งออกของประเทศผู้ผลิตหลัก
7) อัตราแลกเปลี่ยน
8)การเก็งกําไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า
9) ราคาน้ำมันดิบ
10)มาตรการแทรกแซงของรัฐบาล

จึงจะเห็นว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวกับการขึ้นลงราคายาง กลไกอันซับซ้อนนี้ ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่ไทยควบคุมไม่ได้
มีการรวมตัวกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติภายใต้ Association of Natural
Rubber Producing Countries หรือ ANRPC ซึ่งมีทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเชีย มาเลเซีย ปาปัวนิวกีนี ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม
วันหลังจะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นอย่างไร

……….
อ้างอิง
กฤษณี พิสิฐศุภกุล. 2014
เบื้องหลังตลาดและการกําหนดราคายางพาราไทย. ธนาคารแห่งประเทศไทย

Malaysian natural rubber statistics. http://www.glm.gov.my
………….

ยางร้อน ต้องแหลง3
สารจากรัฐมนตรี
ด่วนที่สุด

เรื่อง การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และราคายางพาราตกต่ำของประเทศไทย
ตามที่ได้มีการสนับสนุนให้ปลูกยางพาราในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศนับล้านไร่มาตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาโดยไม่มีการวางแผนการผลิต (Agriculture Production Plan) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดนั้น ได้ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นทั้งผู้ผลิตยางพาราปริมาณมากที่สุดในโลกรวมทั้งเป็นผู้ส่งออกยางพารามากที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันราคายางพาราในประเทศไทยและในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงเป็นระยะๆ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่ประสบความเดือดร้อนมีรายได้ไม่เพียงพอ จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ เหมือนเช่นในอดีตที่ราคายางพาราตกต่ำ
สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ทำการศึกษาปัญหาภาวะวิกฤติราคายางพาราและแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำจากข้อมูลและข้อเท็จจริงจากพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งรวบรวมข้อมูลจากองค์การศึกษาเรื่องยางระหว่างประเทศ (IRSG) และหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้พบข้อเท็จจริงที่สำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. ประเทศไทยมีพื้นที่กรีดยางมากที่สุดในกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน เวียดนามและอินเดีย โดยในปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่กรีดยางได้ จำนวน 20.32 ล้านไร่ ทำให้ประเทศไทยมีผลผลิตยางมากที่สุดในโลกจำนวน 4.5 ล้านตัน เมื่อเทียบกับการผลิตยางธรรมชาติของทั้ง 6 ประเทศรายใหญ่
  2. ปัจจุบันราคายางพาราอยู่ในภาวะขาลง โดยราคายางแท่ง ปี 51-60 หดตัวลงเฉลี่ยร้อยละ 4.12 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปี 51-60 หดตัวลงเฉลี่ยร้อยละ 2.86%
  3. ต้นทุนการผลิตยางแผ่นดิบของประเทศไทย ปี 2550 – 2559 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเป็นระยะๆโดยไม่มีท่าทีว่าจะลดลงแต่อย่างใดโดยปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นถึงร้อยละ 6.94
  4. ในขณะที่ประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แต่เกษตรกรขายยางพาราได้ราคาลดลง ต้นทุนการผลิตยางแผ่นดิบของไทย และราคาที่เกษตรกรขายได้ปี 2550-2559 ต้นทุนเฉลี่ย ปี 50-59 เท่ากับร้อยละ 6.94 ราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ ปี 50-59 เท่ากับติดลบร้อยละ 3.76 ซึ่งในปี 57-59 ต้นทุนการผลิตยางแผ่นดิบสูงกว่าราคาที่เกษตรกรขายได้
  5. สถานการณ์ราคายางพาราเปรียบเทียบกับผลผลิตทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2540 – ปัจจุบัน จะเห็นว่าปี 2557 – 2561 ปริมาณผลผลิตยางเฉลี่ยในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นระยะๆ โดยปัจจุบันมีปริมาณผลผลิตยางมากที่สุดจำนวน 4.50 ล้านตันมากกว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา ในขณะที่ราคายางพาราในตลาดโลกลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับปริมาณยางพาราที่สูงขึ้นนั้น ในช่วงปี 2557 – 2561 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็มีราคาลดต่ำลงทำให้มีการใช้ยางสังเคราะห์มากกว่ายางพารา ขณะเดียวกันได้เกิดความขัดแย้งทางการค้า (Trade War) ระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ จีน และประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ของสหรัฐอเมริกา จึงทำให้การส่งออกยางพาราจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนหรือประเทศลูกค้ารายสำคัญลดลง ส่งผลกระทบต่อราคายางในประเทศไทยลดลงด้วย รายละเอียดตามแผนภาพที่แนบมาพร้อมนี้ ข้อพิจารณา
    เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาราคายางพาราในประเทศไทยให้ยั่งยืนและไม่มีผลกระทบต่อระบบการคลังของประเทศก็คือการลดการพึ่งพาการส่งออกเพราะราคายางพาราในต่างประเทศอยู่ในภาวะเวลาลดลงทุกตลาดและราคายางพาราซื้อขายในประเทศก็ยังอิงกับราคาซื้อขายยางพาราล่วงหน้า (future trading) ในต่างประเทศด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นพร้อมกับการปรับสมดุลลดปริมาณ (supply) ยางพาราลงด้วย จึงจะทำให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ

ข้อเสนอ:ในการแก้ไขปัญหายางพาราต่อคณะกรรมการยางพาราและคณะก

ปลูกสับปะรด แล้วรวย

แจกเคล็ดลับ
ปลูกสับปะรดแซมยาง 6 หมื่นบาทต่อไร่
…………….
สับปะรดบริโภคผลสดแซมยาง
สับปะรดเป็นพืชอายุข้ามปี ให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 13-16 เดือน ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศแห้งแล้ง มีศัตรูพืชน้อย แต่พันธุ์ปัตตาเวียจะอ่อนแอต่อโรคเหี่ยว เป็นพืชไม่ชอบสภาพน้ำขัง สามารถให้ผลผลิต 2-3 รุ่น สับปะรดเพื่อบริโภคผลสดมีตลาดค่อนข้างดี ผลผลิตสามารถแปรรูปได้

จากผลการวิจัยของ สวพ8 กรมวิชาการเกษตร พบว่า
วิธีการปลูก การปลูกสับปะรดแซมยาง นิยมปลูกแบบแถวเดี่ยว โดยปลูกห่างจากแถวยาง 1 เมตร ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 60-80 เซนติเมตร ระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร จำนวนต้น 4,300-7,600 ต้นต่อไร่
การดูแล ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-20 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น 2 ครั้ง ในกาบใบล่าง เมื่ออายุ 1 – 3 เดือน และ ครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก 2 – 3 เดือน พ่นสารกำจัดวัชพืชประมาณ 2 ครั้ง ช่วงอายุ 1 – 3 เดือน และ 4 -6 เดือน บังคับดอกเมื่ออายุ 12 เดือน ด้วยสารเอทธิฟอน ผสมปุ๋ยยูเรีย และ น้ำ 20 ลิตร หยอดยอดสับปะรด 2 ครั้ง ห่างกัน 4 – 7 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น ในกาบใบหลังบังคับดอก 3 เดือน และแกะจุกผลเมื่อผลอายุ 3 เดือน
ผลผลิตและผลตอบแทน ผลผลิตรวม 6.6- 11.8 ตันต่อไร่ ต้นทุนประมาณ 16,200 บาทต่อไร่ รายได้ 65,500- 77,300 บาทต่อไร่

http://samrancom.com/km.html

รวมเรื่องการปลูกพืชเสริมรายได้ชาวสวนยางอื่นๆ

http://www.doa.go.th/share/attachment.php?aid=1193

วิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ ตอนที่ 2 Small Farmers, Transfer-of-Technology , Farmer-First-And-Last , Farmer to Farmer , Facilitator

วิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ ตอนที่1 ได้กล่าวถึงฝั่งของนักวิจัย ในประเด็นธรรมชาติของงานวิจัย Yield Gap และ การวิจัยในไร่นา (On-Farm Research : OFR) ตอนที่ 2 นี้ จะมาพูดถึงนักส่งเสริม และเกษตรกร แต่ก็ยังคงมีความเชื่อมโยงมาที่นักวิจัยอยู่ (เพราะคนเขียนเป็นนักวิจัย)

5 คำที่ผมยกมา เห็นว่าเป็นคำที่นักวิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ ควร ทำความเข้าใจ Small Farmers, Transfer-of-Technology , Farmer-First-And-Last , Farmer to Farmer , Facilitator

  1. Small Farmers “เกษตรกรรายย่อย”
    สำหรับภาครัฐเห็นว่าเกษตรกรรายย่อยเป็นฐานราก เป็นบุคคลที่ต้องสนับสนุน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความสามารถทางการแข่งขันน้อยกว่า smart farmer หรือเกษตรกรรายใหญ่ มีหลายท่านที่ให้ความหมาย เกษตรกรรายย่อย ไว้ เช่น
    “เป็นเกษตรกรที่ เป็นประชากรชนบทซึ่งมีทรัพยากรน้อย มาตรฐานการเป็นอยู่ต่ำ ยากจน ผลิตเพื่อยังชีพ ได้รับบริการจากรัฐไม่ทั่วถึงด้านสุขภาพ การศึกษา และอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะที่แสดงออก 2ประการหลักคือพื้นที่น้อยและรายได้ต่ำ” (Dillon and Hardaker, 1980)
    “เป็นเกษตรกรที่ ปลูกพืช/ประมง/เลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลัก ทำการเกษตรไม่ก้าวหน้า และรายได้การเกษตร ปศุสัตว์ และประมงต่ำ รายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประชาชาติ หรือต่ำกว่าเส้นยากจน เช่าพื้นที่เพาะปลูก มีพื้นที่น้อย ถือครองเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ความอยู่รอดขึ้นกับการเกษตร ใช้แรงงานครอบครัวเป็นฤดูกาล มีพลังในส่วนร่วมทางการเมืองและเศรษฐกิจในหมู่บ้านต่ำ” (FAO, 1978)
    “เป็นเกษตรกรที่ มีพลังทางการเมืองต่ำ ทุนการผลิตและกระแสรายได้อยู่ภายในชุมชน” (Adams and Coward 1972)
    “เป็นประชากรทั้งหมดในชนบทในประเทศกำลังพัฒนาผู้ซึ่งไม่สามารถจัดหาสิ่งจำเป็นพื้นฐานได้เพียงพอหรือไม่มีความมั่นคง มีองค์ประกอบคือการยังชีพ รายได้ต่ำ และไม่รู้หนังสือ” (Steenwinkel 1979)
    “เป็นเกษตรกรที่ มีความขัดสนในสิ่งจำเป็น อดอยาก ยากจน มีความยากลำบากในการอยู่รอด ไม่สามารถรับเทคโนโลยีใหม่ได้ ไม่รู้หนังสือ ไม่สนใจสื่อส่งเสริม ทำเกษตรผสมผสาน มีความหลากหลายของการเกษตร ระบบเกษตรแบบปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์ ไม่ผลิตสัตว์เพื่อการค้า พื้นที่ถือครองน้อย ต้นทุนการผลิตต่ำ ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจต่ำ มีสภาพแวดล้อมอากาศร้อนชื้น ใช้ประโยชน์ที่ดินได้จำกัด ระบบเกษตรดั้งเดิมและหลากหลาย” (Devendra, 1993)

เมื่อก่อน Small Farmers first เกษตรกรรายย่อยต้องมาก่อน แต่ตอนนี้ไทยวางแผนจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงยั่งยืนภาคเกษตร การขับเคลื่อนการพัฒนา ก็ควรต้องใช้กลยุทธ์แยกกัน ระหว่าง Small Farmers กับ smart farmer จึงจะทำให้บรรลุเป้าหมายได้แน่นนอนขึ้น

  1. transfer-of-technology (TOT model ; Rhoades, Robert E., personal communication, 12 March, 1984.) “การถ่ายทอดเทคโนโลยี” เป็นรูปแบบการวิจัย-ส่งเสริมที่อยู่บนพื้นฐานการไม่มีข้อจำกัดของทรัพยากรในการทำฟาร์ม เพราะเป็นงานที่เริ่มต้นด้วยการค้นคว้าหาเทคโนโลยีในศูนย์วิจัย ตามด้วยการวิจัย ทดลอง ทดสอบในไร่นาที่อยู่ภายใต้การจัดการของนักวิจัยและจบด้วยการทำแปลงสาธิตให้เกษตรกรได้เรียนรู้ (ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำหรือไม่ทำ)

หลักการนี้คิดกันประมาณ ปี 1984 ไทยใช้มาหลายปี ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ ยังมีงานวิจัยส่งเสริมที่ยังใช้รูปแบบนี้ วิจัยในศูนย์ แล้ว ถ่ายทอด สาธิต อบรม แต่ไม่ค่อยเหมาสมนักกับงานวิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่

  1. farmer-first-and-last (FFL model ; Robert Chambers and B. P. Ghildyal. 1984.) “ เริ่มที่เกษตรกรและสิ้นสุดที่เกษตรกร” เป็นรูปแบบที่เน้นการเริ่มและจบที่ครัวเรือนเกษตรกรและระบบการทำฟาร์มของเกษตรกร เริ่มด้วยการใช้แนวคิดการทำงานแบบองค์รวมและสหสาขาวิชา พัฒนาบนฐานทรัพยากรของฟาร์มที่มีความจำกัด ทั้งกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม บนความต้องการ ปัญหา และโอกาสของเกษตรกร ซึ่งนักวิชาการจะทำหน้าที่สนับสนุนให้คำปรึกษาทางวิชาการ รวมทั้งวิจัยและพัฒนาที่ทำในไร่นาเกษตรกร และประเมินผลจากการยอมรับของเกษตรกร

หลักการนี้ มีการใช้อยู่ในปัจจุบันในงานวิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร มี สวพ 1-8 ที่ทำงานวิจัยลักษณะนี้เพิ่มขึ้น

  1. farmer to farmer ( FTF model) “จากเกษตรกรสู่เกษตรกร โดยเกษตรกร” เป็นแนวทางการพัฒนาเกษตร โดยเกษตรกรเป็นทั้งนักปฏิบัติและนักส่งเสริม ในการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน เพื่อนําไปสู่การพัฒนาการผลิตให้ดีขึ้น ซึ่งจะเน้นการให้วิทยากรเกษตรกรเป็นผู้ให้ความรู้ มีการเยี่ยมเยียนกันระหว่างเกษตรกร และเกษตรกรไปเยี่ยมสถาบันวิจัย อํานวยความสะดวก (facilitation) ให้เกษตรกรในการวิจัย ทดสอบ และปรับใช้ และ ปฏิบัติเทคโนโลยี พัฒนากลุ่มเกษตรกร ให้มีการพะปะ ประชุม วางแผน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือระหว่างเอกชนกับรัฐ

เป็นรูปแบบการส่งเสริมที่ใช้มายุคหนึ่ง เช่น โครงการส่งเสริมโดยปราชญ์ชาวบ้าน elder smart farmer แต่วิธีการไม่ครบถ้วนนัก และกำลังนำกลับมาใช้ใหม่ โดยอาศัย young smart farmer รอบนี้ถ้าศึกษาแนวทางให้ดีๆ นำกระบวนการมาใช้ให้ครบถ้วนน่าจะดีกว่ารอบที่แล้ว

  1. Facilitator : “วิทยากรกระบวนการ/ผู้อํานวยความสะดวก” เป็นบทบาทนักวิจัย นักพัฒนา ส่งเสริม จากเดิมที่เน้นเป็นผู้คิดค้น ทดลอง ถ่ายทอดความรู้ สอน เยี่ยมเยียน มาเป็น วิทยากรกระบวนการหรือผู้อํานวยความสะดวก ให้กระบวนการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดําเนินไปอย่างสําเร็จลุล่วง เปลี่ยนจากบทของผู้นําการพัฒนา เป็นคนกลางที่ประสานความคิดของผู้อื่น เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ร่วมรับผิดชอบโครงการ เป็นผู้ร่วมพัฒนาที่มีบทบาทการมีส่วนร่วม มีหน้าที่สําคัญคือกระตุ้นให้เกิดการคิด พูด วิเคราะห์หาแนวทาง และสรุป หน้าที่ร่วมดําเนินการตามขั้นตอนที่กลุ่มกําหนด หน้าที่อํานวยความสะดวก ธุระติดต่อ ประสานงาน สนับสนุน และร่วมติดตาม หน้าที่พัฒนาความรอบรู้ สะสมแหล่งข้อมูล เรียนรู้เทคนิคการและเครื่องมือที่จะนํามาใช้ และต้องทําความเข้าใจหลักสากลของความเป็นมนุษย์ และความแตกต่างของบุคคล

รูปแบบนี้ใช้มาระยะหนึ่งแล้วในไทย และปัจจุบันยังอยู่ ซึ่งเหมาะสมกับยุคที่เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายและรวดเร็ว หากเจ้าหน้าที่ที่คิดว่าพกความรู้มาเยอะ และไม่ดูตาม้าตาเรือ จะเข้ากับสุภาษิต สอนจระเข้ว่ายน้ำ เอามะพร้าวมาขายสวน หรือตกม้าตาย ก็ได้ครับ

สรุปถึงตอนที่2 หลักการวิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ จึงควรใช้เกษตรกร+สภาพพื้นที่ เป็นจุดร่วมหลัก และนักวิจัยนักส่งเสริมมีบทบาทเบื้องหน้าเป็นวิทยากรกระบวนการผู้อำนวยความสะดวก ส่วนเบื้องหลังยังคงทำงานในสาขาวิชาตนเองเพื่อเป็นตัวสนับสนุน เช่น นักวิจัยก็ไปค้นคว้าวิจัย นักส่งเสริมก็ค้นหาเทคโนโลยีที่สำเร็จแล้วมาทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่

………………..
ติดตามต่อ ตอนที่3
จาก ธัชธาวินท์ สะรุโณ

แนะนำเอกสารอ้างอิง
Robert Chambers and B. P. Ghildyal. 1984. Agricultural Research for Resource-Poor Farmers: The Farmer-First-and-Last Model. Agricultural . Administration 0309-586X/85/S03-30 © Elsevier Applied Science Publishers Ltd, England, 1985. Printed in Great Britain

สวนสมรม ตะโหมด บ้านยายจวง 88

วนยายจวง 88

คุณยายอายุ 88 ปี ฝังเมล็ดพันธุ์พืชไปเรื่อยๆ ตั้งแต่สาวจนวันนี้ยายเดินไม่ได้แล้ว บ้านยายจึงร่มรื่นไปด้วยพืชพรรณสมรม

“ไม่ได้สร้างสวนแบบวิชาการ แต่ปลูกไม้ข้างบ้านด้วยหัวใจ”

สวนพ่อเฒ่า สวนสมรม กลายเป็นภูมิปัญญาให้คนรุ่นนี้ได้เอาอย่าง วิชานี้ใจร้อนไม่ได้ต้องสะสม
ลองชมภาพและนับดู ยายปลูกอะไรบ้าง ชะมวง มะม่วง มะนาว มะปลิง มังคุด ลองกอง ทุเรียน เงาะ กระท้อน หมาก กล้วย ตำลึง สะทัง …ยอม

สวนยายจวง อ.ตะโหมด จ.พัทลุง

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตรปี 2563 เรื่องที่13 สารวัตรเกษตรอาสา กลไกขับเคลื่อนงานพระราชบัญญัติในระดับพื้นที่

ปัญหาการเร่ขายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรตามหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้เกษตรกรถูกหลอกลวง ได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ มีผลตอบแทนไม่คุ้มค่าการลงทุน ซึ่งสถิติการจับกุม ผู้กระทำความผิดยังมีน้อยมาก เนื่องจากจำนวนของสารวัตรเกษตรมีไม่เพียงพอ สำนักวิจัยและพัฒนาการ เกษตรเขตที่ 3 และศูนย์เครือข่าย 8 แห่ง จึงได้แก้ไขปัญหาโดยจัดทำโครงการสารวัตรเกษตรอาสา ในปี 2560 – 2562 เพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชน เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 และฉบับแก้ไข พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และ ฉบับแก้ไข พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และฉบับแก้ไข รวมถึงเผยแพร่ความรู้ในการเลือกซื้อปัจจัย การผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน

ขั้นตอนดำเนินงานประกอบด้วย การศึกษาและวิเคราะห์ สถานการณ์ในพื้นที่ การพัฒนากลุ่มบุคคลเป้าหมาย ประสานงานผู้ที่เกี่ยวข้อง จัดฝึกอบรม ขับเคลื่อนและ ติดตามประเมินผล

ผลการดำเนินงาน พบว่า ได้สร้างสารวัตรเกษตรอาสาใน 11 จังหวัด จำนวน 29 กลุ่ม เครือข่าย รวม 1,513 คน เพื่อช่วยเหลืองานของสารวัตรเกษตรและถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรกว่า 75,650 คน ทำให้ซื้อปัจจัยการผลิตได้ถูกต้อง ไม่ซื้อจากการเร่ขาย มีการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดและการเร่ ขาย ปุ๋ย วัตถุอันตราย และพันธุ์พืชตามหมู่บ้าน จำนวน 20 ครั้ง สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และพื้นที่ร้อยละ 82 ไม่พบการเร่ขาย เปรียบเทียบกับก่อนมีโครงการซึ่งมีการร้องเรียนว่ามีการเร่ขายอยู่เป็น ประจำแทบทุกพื้นที่ ปีละ 1-3 ครั้ง เกิดการพัฒนาต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านกฎหมายประจำหมู่บ้าน โดย ความร่วมมือของผู้นำชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นต้นแบบให้กรมวิชาการเกษตรนำไปขยายผลทั่วประเทศ

วิจัยและส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่” เวทีการร่วมพัฒนาของนักวิจัย+นักส่งเสริม+เกษตรกรและผุ้มีส่วนได้เสีย

“วิจัยและส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่” เวทีการร่วมพัฒนาของนักวิจัย+นักส่งเสริม+เกษตรกรและผุ้มีส่วนได้เสีย

ในโอกาสที่กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรลงนามความร่วมมือกัน และยกงาน “วิจัยและส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่” มาเป็นเวทีความร่วมมือการทำงานร่วมกัน วันนี้จึงขอนำเรื่องนี้มาคุยพอสังเขป เป็นแนวคิดส่วนตัวของผมถือว่ามาจากฝ่ายกรมวิชาการเกษตรก็แล้วกัน

‘เกรินนำ”
ยุคแรกๆ ของการพัฒนาการปลูกพืชของประเทศไทย ภายใต้หน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พอจำแนกกรมที่มีบทบาทหลักในการนำพาการผลิตพืชของประเทศ ตามภารกิจได้ 2 กลุ่ม คือ กรมวิชาการเกษตร รับผิดชอบหลักด้านการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีทางการผลิตพืช และกรมที่รับผิดชอบเรื่องการส่งเสริมการผลิตพืชของเกษตรกร โดยจะนำผลการวิจัยของกรมวิชาการเกษตรไปถ่ายทอดให้เกษตรกร เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร และ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น

ช่วงต้นทศวรรษของ พ.ศ. 2520 ได้มีการกล่าวถึงกันมากว่า ผลงานวิจัยไม่เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร บ้างกล่าวว่า เพราะเกิดจากช่องว่างระหว่างนักวิจัยในศูนย์สถานี กับ เกษตรกรที่อยู่ตามชนบท จนมีการพูดกันติดปากว่า
“เพราะเป็นหลวงถึงจะทาได้ เกษตรกรธรรมดาๆทำไม่ได้หรอก”
หมายความ ว่าเทคโนโลยีที่นักวิจัยคิดค้นมาแนะนาำเกษตรกรนั้น มีความยาก ซับซ้อน มีขั้นตอนมาก หาวัสดุยาก ต้นทุนสูง การปรับตัวของระบบการวิจัยส่งเสริม จึงเกิดขึ้น

ในปี พ.ศ. 2525กรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ชื่อว่า “สถาบันวิจัยการทาฟาร์ม” ให้มีหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างศูนย์วิจัย กับ เกษตรกร คือ มีหน้าที่นำผลงานวิจัยจากสถาบัน ศูนย์ สถานี ทำการพัฒนา ทดสอบ ปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพของเกษตรกรให้มากที่สุดก่อนที่จะนำไปถ่ายทอดให้กรมส่งเสริม พร้อมกับได้ตั้งหน่วยงานขึ้นในภูมิภาคชื่อ “หน่วยวิจัยและพัฒนาระบบการทำฟาร์ม” มีกลุ่มงาน 3 กลุ่ม คือวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรเขตน้าฝน กลุ่มวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรเขตชลประทาน และกลุ่มวิจัยสภาพแวดล้อมพืชและนิเวศน์เกษตร
หลังจากนั้น 10 ปี กรมวิชาการเกษตรได้ปรับหน่วยงานอีกครั้ง โดยตั้ง เปลี่ยนโครงสร้างของสถาบันวิจัยการทาฟาร์ม มาตั้งใหม่เป็น สานักวิจัยและพัฒนาการเกษตร พร้อมกับเพิ่มบทบาทหน้าที่อื่นๆ ขึ้นมาดังที่เห็นในปัจจุบัน

แนวคิดที่นักวิจัยและนักส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ควรรับทราบ

  1. ธรรมชาติของผลผลิตพืช
    เมื่ออยู่ในงานวิจัยของศูนย์วิจัย แปลงเกษตรกรก้าวหน้า และแปลงเกษตรกรรายย่อยจะมีความแตกต่างกัน ช่องว่างผลผลิตพืช (Yield Gap) ที่แตกต่างกันนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้และประสบการณ์ของผู้ผลิต ส่วนหนึ่งเกิดจากลักษณะประจำพันธุ์ของพืชนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมดิน น้ำ อากาศ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการปัจจัยการผลิตในการผลิตพืช
    การยกระดับผลผลิตของเกษตรกรรายย่อยไม่ให้ห่างจากศูนย์วิจัยมากนัก คือ งานหนึ่งของนักวิจัยและนักส่งเสริมที่ทำงานในไร่นาเกษตรกร ในการนำผลงานวิจัยจากศูนย์วิจัยมาปรับใช้ใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเงื่อนไขของเกษตรกร
  2. การวิจัยในไร่นา (On-Farm Research : OFR)
    เพราะมีความแตกต่างระหว่างศูนย์วิจัยและพื้นที่เกษตรกร เทคโนโลยีที่คิดค้นในศูนย์วิจัยจึงจำเป็นต้องมาทำการทดสอบปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพไร่นาเกษตรกรก่อนแนะนาให้เกษตรกรนำไปใช้ และต้องดำเนินการภายใต้การจัดการของเกษตรกร จึงจะทำให้ผลงานวิจัยหรือเทคโนโลยีนั้นได้รับการยอมรับและนำไปใช้ปฏิบัติได้ง่ายและรวดเร็ว
    การวิจัยในไร่นาเป็นการวิจัยที่ดำเนินการด้วยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเกษตรกร และนักส่งเสริม ภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของชีวิตจริง การวิจัยจะค้นหาปัจจัยจำกัดในการผลิต และทดสอบศักยภาพในการแก้ไขภายใต้ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ สังคม ในไร่นา โดยการวางแผนอาจเป็นการออกแบบและจัดการโดยทีมนักวิจัย หรือ ออกแบบโดยนักวิจัยและจัดการโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกร และนักส่งเสริม หรือร่วมกันออกแบบ และเกษตรกรดำเนินการทดลอง

2.1 หลักการของงานวิจัยในไร่นา
งานวิจัยในไร่นา จะมีลักษณะ 4 ประการที่เป็นข้อพิจารณาในการทำงานวิจัย คือ ตัวเกษตรกร พื้นที่เกษตรกร บทบาทการมีส่วนร่วมของเกษตรกร และสภาพแวดล้อมของเกษตรกร
The Farmer : เกษตรกร จำแนกเกษตรกรที่มีระดับความแตกต่างของการถือครองทรัพยากร ปัจจัยการผลิต และความรู้ความสามารถ ซึ่งมีผลต่อเลือกการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน
The Farmer’s Land : ที่ดินเกษตรกร การทดลองในพื้นที่เกษตรกรที่มีเงื่อนไขสภาพดินที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งกายภาพและเคมี ขนาด การจัดการความสม่ำเสมอ ความลาดเท และความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างกับในศูนย์วิจัย
The Farmer’s Involvement : บทบาทและการร่วมมือของเกษตรกร ถือเป็นส่วนสำคัญของการวิจัยทั้งระดับประสบการณ์ของผู้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งเกษตรกรหัวก้าวหน้าและเกษตรกรทั่วไป
ช่วงเวลาการมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอน การวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเทคโนโลยีที่มาทดสอบ ร่วมทดสอบ ร่วมสรุปและประเมินผล และสัดส่วนการมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ ระหว่างนักวิจัย และ เกษตรกร และนักส่งเสริม เช่น ในขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา 50:50 ขั้นตอนการทดสอบ 50:50 ขั้นตอนขยายการผลิต 20:80 นอกจากนั้นควรพิจารณาประเด็นบทบาท ในด้านการวางแผน และการปฏิบัติ
The Farmer’s Environment : สภาพแวดล้อมของเกษตรกร ได้แก่ กายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โครงสร้างครอบครัว ความเชื่อ ลักษณะการรับเทคโนโลยี ชุมชน และอื่นๆ

2.2 ประเภทของงานวิจัยในไร่นาเกษตรกร
Experimental OFR เป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาเทคโนโลยีหรือนำเทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยมาใช้ในการแก้ปัญหาในพื้นที่เกษตรกร โดยมีลำดับของการดำเนินงานคือ
-นักวิจัยจัดการ (researcher-managed trials)
-นักวิจัยและเกษตรกรร่วมกันจัดการ (researcher/farmer-managed trials)
-เกษตรกรจัดการ (farmer-managed trials)
กระบวนการนี้จะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขต่างๆในการผลิตพืช คือเงื่อนไขเชิงชีวภาพจะลดลงไปพร้อมกับบทบาทของนักวิจัย ขณะที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจสังคมและบทบาทเกษตรกรจะมีมากขึ้นตามลาดับ ความเหมาะสมของเทคโนโลยีในขั้นตอนนี้ยังเน้นในด้านการวัดผลทางชีวภาพและเทคนิค Developmental OFR เป็นกระบวนการวิจัยต่อจากการทดลองหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นการวิจัยที่จะนำไปสู่การนำไปปฏิบัติจริงที่เหมาะสมกับระบบการทำฟาร์มของเกษตรกร เน้นการมีส่วนร่วมของนักวิจัย นักส่งเสริม และเกษตรกร นำไปสู่การขยายการผลิต การวัดผลเทคโนโลยีในขั้นตอนนี้เน้นที่การยอมรับของเกษตรกร

ติดตามต่อในตอนที่ 2
ธัชธาวินท์ สะรุโณ
………………………….
อ้างอิง
International Center for Agricultural Research in the Dry Areas Central & West Asia and North Africa (2014) : Where Wheat Improvement Matters
http://www.fao.org/wairdocs/ilri/x5545e/x5545e08.htm
http://www.fao.org/wairdocs/ilri/x5545e/x5545e08.htm

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี 2563 เรื่องที่ 11 การจัดการสารเคมีในผักผลไม้เพื่อการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น

การพัฒนาระบบการควบคุมความปลอดภัยของสินค้าพืช ตามเงื่อนไขโครงการการจัดการสารเคมีในผักผลไม้เพื่อการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น

การศึกษานี้เพื่อพัฒนาระบบการควบคุมความปลอดภัยของสินค้าพืชภายใต้โครงการการจัดการ สารเคมีในผักผลไม้เพื่อการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้าเกี่ยวกับ การควบคุม กำกับ ดูแลผู้ส่งออกและเกษตรกรเครือข่ายให้มีความเข้มงวดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

มีการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลและสภาพปัญหา 2) การพัฒนาระบบการควบคุมความ ปลอดภัย 3) การประชาสัมพันธ์และชี้แจงแนวทางการตรวจประเมินแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ 4) น าระบบการ ควบคุมความปลอดภัยไปประยุกต์ใช้ในโครงการฯ 5) การติดตามและประเมินผลการดำนินงาน

ผลการดำเนินการ พบว่า ระบบการควบคุมความปลอดภัยของสินค้าพืชที่พัฒนาขึ้น ครอบคลุมตาม หลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการฯ โดยเพิ่มมาตรการตรวจประเมินผู้ส่งออก เกษตรกรเครือข่าย การสุ่มเก็บ ตัวอย่างเพื่อทดสอบและการเข้าตรวจติดตามในกรณีต่างๆ ซึ่งสามารถวัดได้จากการยอมรับจากกระทรวง สาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่นที่เข้าตรวจประเมินโครงการฯ และอนุมัติขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกราย ใหม่ให้ประเทศไทยจ านวน 6 ราย จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการส่งออกด้านความเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ การส่งออก พบว่าการส่งออกภายใต้โครงการฯ จะช่วยลดมูลค่าที่สูญเสียจากการต่อรองของผู้น าเข้าและ การกักตรวจที่ด่านน าเข้าประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,200-1,400 ล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดส่งออกประเทศญี่ปุ่น และยังส่งผลต่อเนื่องไปยัง เกษตรกรเครือข่ายกว่า 1,185 ราย ให้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ผลการประเมินความพึงพอใจผู้ส่งออกต่อโครงการฯ ในหัวข้อความเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจส่งออก มีผู้ส่งออกภายใต้โครงการฯที่ยังดำเนินธุรกิจส่งออก จำนวน 32 ราย .ในจำนวนนี้มีผู้ตอบแบบประเมินความ พึงพอใจจำนวน 26 ราย คิดเป็นร้อยละ 81.25 ของผู้ส่งออกทั้งหมดและมีความพึงพอใจที่ระดับเฉลี่ย ร้อยละ 92.80 หัวข้อที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุดคือความคุ้มค่าจากการเข้าร่วมโครงการฯ การอำนวย ความสะดวกในการส่งออกและหัวข้อความเสมอภาคในการให้บริการเหมือนกันทุกรายโดยไม่เลือกปฏิบัติ มีความพึงพอใจที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 95.4 รองลงมาเป็นหัวข้อประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการฯในภาพรวม และหัวข้อความซื่อสัตย์ สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ มีความพึงพอใจที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 94.6 และหัวข้อการมี ประโยชน์ต่อการส่งออก ตรงตามความต้องการของผู้ส่งออกมีความพึงพอใจที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 93.8 ตามลำดับ

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี2563 เรื่องที่ 10 ห้องปฎิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี

ผลงาน เรื่อง การควบคุมคุณภาพห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี ด้วยการทดสอบความช้านาญตามมาตรฐาน ISO/IEC 17043 : 2010

กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (กปผ.) ได้ปรับเปลี่ยนภารกิจ จากให้บริการตรวจ วิเคราะห์สู่การกำกับดูแลห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ย ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ถ่ายโอนภารกิจด้าน การวิเคราะห์ให้กับห้องปฏิบัติการภาคเอกชน การทดสอบความชำนาญเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการควบคุม มาตรฐานห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีของประเทศไทยให้มีมาตรฐานเดียวกัน

โดยเริ่มดำเนินการจัดการ ทดสอบความชำนาญตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17043: 2010 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 มีห้องปฏิบัติการเข้าร่วม การทดสอบความชำนาญ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 19 ห้องปฏิบัติการในปี พ.ศ.2550 จนในปี 2562 มีจำนวน ทั้งสิ้น 54 ห้องปฏิบัติการ ผลการทดสอบความชำนาญ พบว่า ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีของประเทศไทย มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลการวิเคราะห์ เป็นที่ยอมรับ ร้อยละ 77–96 ในการทดสอบแอมโมเนียม ไนโตรเจน ร้อยละ 65–97 ในการทดสอบไนโตรเจนทั้งหมด ร้อยละ 70–100 ในการทดสอบฟอสฟอรัสทั้งหมด (P2O5) ร้อยละ 53–92 ในการทดสอบโพแทสเซียมที่ละลายน้ำ (K2O) ร้อยละ 80–97 ในการทดสอบความเป็น กรด-ด่าง ร้อยละ 45–87 ในการทดสอบแคลเซียมออกไซด์ ร้อยละ 62–92 ในการทดสอบแมกนีเซียมออกไซด์ และร้อยละ 51– 88 ในการทดสอบกำมะถันทั้งหมดในปุ๋ยเคมี

กรมวิชาการเกษตรได้ยื่นขอการรับรอง ความสามารถการจัดการทดสอบความชำนาญจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 และ ได้รับการรับรองในเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานเดียวที่ได้รับการรับรองความสามารถการ จัดการทดสอบความชำนาญวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีของประเทศไทย ตลอดจนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อกรมวิชาการเกษตร ได้รับการรับรองความสามารถในการเป็นผู้จัดสำหรับ การทดสอบความชำนาญ ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานและพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ปุ๋ย ในประเทศ ไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งห้องปฏิบัติการกรมวิชาการเกษตรในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และภาคเอกชน ส่งผลให้มีห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยรับถ่ายโอนภารกิจแทนกรมวิชาการเกษตรเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มจำนวนการ ให้บริการจาก 7,450 ตัวอย่าง เป็น 15,300 ตัวอย่างต่อปี และเป็นการลดปริมาณการวิเคราะห์ปุ๋ยของ ห้องปฏิบัติการส่วนกลางของกรมวิชาการเกษตร จาก 11,546 ตัวอย่าง ในปี งบประมาณ 2561 เหลือ 8,347 ตัวอย่าง ในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งบรรลุตามวัตถุประสงค์การถ่ายโอนภารกิจตามประกาศกรมวิชาการเกษตร

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตรปี 2563 เรื่องที่9 ถั่วลิสงเมล็ดปานกลางพันธุ์ขอนแก่น 9 เพื่ออุตสาหกรรมอาหาร

ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 ได้จากคู่ผสมระหว่างพันธุ์ KKFC4000-1 (พันธุ์แม่) กับพันธุ์ไทนาน 9 (พันธุ์พ่อ) ในปี 2540 คัดเลือกสายพันธุ์ชั่วที่ 2-6 ระหว่างปี 2542-2544 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น และ แปลงทดลองห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี ประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ระหว่างปี 2545-2552 และในไร่เกษตรกร จังหวัดต่างๆ ระหว่างปี 2554-2560 รวมจ านวน 54 แปลงทดลอง

พบว่า พันธุ์ขอนแก่น 9 ให้ผลผลิต ฝักแห้ง 264 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 5 และพันธุ์ไทนาน 9 ร้อยละ 6 และ 7 ตามลำดับ ขนาดเมล็ดโต น้ าหนัก 52.8 กรัมต่อ 100 เมล็ด มากกว่าพันธุ์ไทนาน 9 และพันธุ์ขอนแก่น 5 ร้อยละ 19 และ 9 ตามลำดับ ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 ลักษณะทรงต้นตรง เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู เปอร์เซ็นต์กะเทาะ 67.0 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณโปรตีนและไขมัน 32.7 และ 46.5 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 มีการนำไปใช้ประโยชน์ให้โครงการพืชไร่หลังนาร่วมกับกรมการข้าว กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทุ่งกุลา สมาร์ทฟาร์ม ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตร้อยเอ็ด รวมทั้งขยายผลสู่ เกษตรกรเครือข่ายในโครงการโรงเรียนถั่วลิสงของบริษัท แม่รวย จำกัด ผู้ผลิตสินค้าแปรรูปถั่วลิสง ภายใต้ชื่อการค้า “โก๋แก่” ในพื้นที่ส่งเสริมของบริษัท ได้แก่ จังหวัดสกลนคร กาฬสินธุ์ และนครพนม รวมถึงศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอบ้านไผ่ ส่งเสริมร่วมกับ เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วลิสง โดยในปี 2564 มีแผนการขยายผลให้เกษตรกรเครือข่าย ปลูกมากกว่า 800 ไร่

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตรปี 2563 เรื่องที่8 มันสำปะหลังอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ระยอง 15

มันสำปะหลังอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ระยอง 15 ได้จากการผสมเปิดของมันสำปะหลังพันธุ์ เกษตรศาสตร์ 50 ซึ่งเป็นพันธุ์แม่ที่ให้ผลผลิตสูงและปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง

มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์มันสำปะหลังที่อายุเก็บเกี่ยวสั้นไม่เกิน 8 เดือน และให้ผลผลิตแป้งสูงกว่า พันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 และระยอง 72 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

ทำการศึกษาวิจัยตั้งแต่ปี 2545-2558 จำนวน 40 แปลงทดลอง ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 17 จังหวัด พบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 15 เก็บ เกี่ยวที่อายุ 8 เดือน ให้ผลผลิตหัวสดสูงเฉลี่ย 4,632 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 72 และเกษตรศาสตร์ 50 คิดเป็นร้อยละ 10 18 5 และ 4 ตามลำดับ และพันธุ์ระยอง 15 มีเปอร์เซ็นต์แป้ง สูงเฉลี่ย 29.2 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 และระยอง 72 คิดเป็นร้อยละ 4 1 และ 5 ตามลำดับ พันธุ์ระยอง 15 ให้ผลผลิตแป้งสูงเฉลี่ย 1,355 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 72 และเกษตรศาสตร์ 50 คิดเป็นร้อยละ 13 18 10 และ 2 ตามลำดับ จากการสำรวจการเข้า ทำลายของแมลงศัตรูมันสำปะหลัง ภายใต้สภาพไร่ในช่วงฤดูแล้ง พบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 15 มี การเข้าทำลายของไรแดงน้อยกว่าพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 และระยอง 72 และทุกพันธุ์มีการเข้าทำลายของ เพลี้ยแป้งและแมลงหวี่ขาวเล็กน้อย มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 15 เป็นพันธุ์อายุเก็บเกี่ยวสั้น ปลูกได้ 3 รอบ ต่อ 2 ปี หากสามารถปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 15 ทดแทน 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ทั้งประเทศ คาดว่าจะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรถึง 814 – 4,882 ล้านบาทต่อปี

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี 2563 เรื่องที่ 8 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 5

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มี ศักยภาพ ให้ผลผลิตสูง ทนทานแล้ง และต้านทานโรคทางใบที่สำคัญ มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นเหมาะสมกับฤดู ปลูกและระบบปลูกพืช โดยเฉพาะการปลูกในนาหลังเก็บเกี่ยวข้าว

จากการประเมินผลผลิตตามขั้นตอน การปรับปรุงพันธุ์ในแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศไทย พบว่า

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 5 ให้ผลผลิต 1,176 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าพันธุ์นครสวรรค์ 3 ร้อยละ 10 (เฉลี่ยจาก 64 แปลงทดลอง) ในสภาพขาดน้ำระยะออกดอกเป็นเวลา 1 เดือน ให้ผลผลิต 749 กิโลกรัม ต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์นครสวรรค์ 3 ที่ให้ผลผลิต 589 กิโลกรัมต่อไร่ ร้อยละ 27

มีความต้านทานโรคใบไหม้ แผลใหญ่ และโรคราสนิม ต้านทานปานกลางต่อโรคราน้ำค้าง และโรคใบด่างที่เกิดจากเชื้อ Maize dwarf mosaic virus (SCMV-MDB) ฝักแห้งเร็ว หรือมีความชื้นขณะเก็บเกี่ยวน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ ในขณะที่ต้นยังเขียวสด สามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้นที่อายุ 95-100 วัน

ในปี 2562-2563 ขยายผลการใช้ ประโยชน์ไปสู่เกษตรกรและภาคเอกชน ได้แก่ โครงการต้นแบบหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม เกษตรกรสามารถน ำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกครอบคลุมพื้นที่ 121,330 ไร่ ได้ผลผลิต 142,680 ตัน คิดเป็น รายได้ที่เกษตรกรได้รับจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 5 เป็นเงิน 1,220 ล้านบาท เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทย

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี2563 เรื่องที่7 อ้อย

การขยายผลการใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตอ้อยและลดการเผาใบอ้อย (สุมาลี โพธิ์ทอง และคณะ)

จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี เป็นแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของภาคกลาง มีพื้นที่ปลูก อ้อย 791,364 623,655 และ 192,255 ไร่ ตามลำดับ รวมพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งสิ้น 1,607,274 ไร่ คิดเป็น 50.18 % ของพื้นที่ปลูกอ้อยในเขตภาคกลางซึ่งมีพื้นที่ปลูกรวม 3,203,034 ไร่ (สำนักงานคณะกรรมการ อ้อยและน้ าตาลทราย, 2562 และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2562) ปัจจุบันในพื้นที่ภาคกลางมี โรงงานน้ำตาล 20 โรงงาน ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี จ านวน 13 โรงงาน และมี ความต้องการผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การผลิตอ้อยในเขตภาคกลางยังคงประสบปัญหาผลผลิต ต่ำเนื่องจากการปลูกอ้อยส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนทำให้ผลผลิต มีความแปรปรวนสูงเพราะขึ้นอยู่กับปริมาณ น้ำฝนและการกระจายของฝนในแต่ละปี การบริหารจัดการไร่อ้อยและช่วงปลูกที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามเกษตรกรยังพบปัญหาการปลูกอ้อยให้ทันช่วงฤดูปลูกที่เหมาะสม เนื่องจากต้องรอเก็บเกี่ยว อ้อยให้แล้วเสร็จทันโรงงานน้ำตาลปิดหีบ และการเตรียมดินมีหลายขั้นตอนทำให้ใช้เวลานานจึงปลูกอ้อยได้ ล่าช้าไม่ทันเวลา ส่งผลต่อความงอก การเจริญเติบโต และผลผลิตอ้อย ปัญหาที่สำคัญอีกประการ คือ ต้นทุนการผลิตสูง การขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยว และค่าจ้างแรงงานสูง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของ ต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก เป็นอุปสรรคต่อการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและการเพิ่มผลผลิตต่อ พื้นที่ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีการเผาใบอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อลดปัญหาด้านแรงงานและสามารถตัด อ้อยได้ทันฤดูเปิดหีบของโรงงานน้ำตาล นอกจากนี้เกษตรกรที่ตัดอ้อยสดยังมีการเผาใบอ้อยหลังการเก็บ เกี่ยวร่วมด้วย เพื่อป้องกันไฟไหม้หลังอ้อยตองอก และสะดวกต่อการเตรียมดิน การเผาอ้อยนอกจากจะทำ ให้อ้อยสูญเสียน้ำหนักและคุณภาพความหวานแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยเป็นเวลานาน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ลดลง โครงสร้างของดินแน่นทึบ และเป็นการทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

การขยายผลการใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยและลดการเผาใบ อ้อย ในพื้นที่ปลูกอ้อยภาคกลาง ดำเนินงานตั้งแต่ ปี 2560-2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ต้นแบบ เครื่องจักรกลขนาดเล็กที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาของศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีสู่การใช้ประโยชน์ของ เกษตรกรในพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี ได้แก่ 1) เครื่องมือเตรียมดินปลูกอ้อยแบบลด การไถพรวนสไตรพ์ ทิลเลจ (Stripe tillage) เพื่อลดขั้นตอนการเตรียมดิน ท าให้เกษตรกรสามารถปลูกอ้อย ได้เร็วขึ้น 2) เครื่องสับใบและกลบเศษซากอ้อย สำหรับการจัดการใบและเศษซากอ้อยก่อนการเตรียมดิน 3) เครื่องสางใบอ้อย และ 4) เครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ เพื่อแก้ปัญหาการเผาใบอ้อยก่อนและหลัง การเก็บเกี่ยวอ้อยสด โดยได้จัดทำแปลงต้นแบบเปรียบเทียบกับวิธีของเกษตรกร พบว่า การเตรียมดินปลูก อ้อยแบบลดการไถพรวน สไตรพ์ ทิลเลจ เพิ่มผลผลิตอ้อยได้มากกว่าวิธีเกษตรกร เฉลี่ย 16.48 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มผลตอบแทน 876-2,430 บาท/ไร่ ลดต้นทุนได้ 500 บาทต่อไร่ การใช้เครื่องสางใบอ้อย ทำให้การตัดอ้อยสดได้รวดเร็ว อัตราผลตอบแทนเพิ่ม มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ การใช้เครื่องสับใบ ระหว่างแถวอ้อยตอ ทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น 6-23 เปอร์เซ็นต์ การใช้เครื่องสับใบและกลบเศษซากอ้อย เพิ่มผลผลิต 5-18 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าวิธีการเผาใบก่อนการเตรียมดินของเกษตรกร ทำให้พื้นที่การตัด อ้อยสดเพิ่มขึ้นในพื้นที่ปลูกอ้อย จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี ส่งผลให้การผลิตอ้อยของไทย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ช่วยลดการเผาใบอ้อยแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้อย่างยั่งยืน

Top 13 DOA research award

13 ผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ปี2563 เรื่องที่6 การส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งอย่างยั่งยืนด้วยพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ

มันฝรั่ง (Solanum tuberosum L.) เป็นพืชอุตสาหกรรมที่สำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 15,000-25,000 บาทต่อไร่ ส่งผลให้มี เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเกษตรกรไทยมากกว่า 1,270 ล้านบาทต่อปี จังหวัดที่มีการปลูกมันฝรั่งมาก ที่สุด คือ จ. เชียงใหม่ รองลงมาคือ จ. ตาก ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง เพชรบูรณ์ หนองคาย สกลนคร เลย และนครพนม (ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่, 2557; อรทัย, 2560) ในปี 2559 มีพื้นที่ เพาะปลูกมันฝรั่งพันธุ์โรงงาน 34,777 ไร่ ให้ผลผลิต 105,988 ตัน ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3,048 กก. (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2559) จึงทำให้อุตสาหกรรมมันฝรั่งแปรรูปของประเทศไทยมีมูลค่า มากกว่า 9,000 ล้านบาทต่อปี โดยการส่งเสริมและลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบใน ประเทศจากภาคเอกชน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด (สมบัติ, 2556) มีความต้องการมันฝรั่งสดสูงถึง 150,000 ตันต่อ ปี เพื่อใช้ในการแปรรูป (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2557; ชวาลา, 2559) ส่งผลให้เกษตรกรมีความ ต้องการหัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพ ปลอดโรค และราคาถูก มากกว่า 10,000 ตันต่อปี

แต่อย่างไรก็ตาม ผลผลิตของหัวพันธุ์มันฝรั่งภายในประเทศมีไม่เพียงพอ กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการผลิตได้เพียงร้อย ละ 38 ผู้ประกอบการจึงนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศประมาณ 6,500 ตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 62 ทำให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 227.5 ล้านบาท (อรทัย, 2562) ทำให้ต้นทุนการ ผลิตสูง เนื่องจากค่าแรงและค่าหัวพันธุ์ที่น าเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพง ประกอบกับหัวพันธุ์ที่ เกษตรกรเป็นผู้ผลิต และเก็บไว้ใช้เองไม่มีคุณภาพ มีการติดโรคแบคทีเรีย (Ralstonia solanacearum) ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ พันธุ์ที่เกษตรกรใช้ปลูกเป็นพันธุ์ Atlantic ที่อ่อนแอต่อโรคใบไหม้ (Phytophthora infestans) มีการแพร่ระบาดมากในทุกระยะการปลูก ท าให้ต้นตายก่อนการลงหัว (สุรชาติ และคณะ, 2540)

เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งในประเทศ ไทย จึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปมัน ฝรั่งอย่างยั่งยืน ด้วยการให้เกษตรกรใช้พันธุ์มันฝรั่งพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร พันธุ์ เชียงใหม่ 1 และเชียงใหม่ 2 ที่ต้านทานต่อโรคใบไหม้ ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพได้มาตรฐานการแปรรูป ร่วมกับการ ส่งเสริมให้เกษตรกร ผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งใช้เอง โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคของ กรมวิชาการเกษตร ในการผลิตหัวพันธุ์ขยาย (basic seed production: G1) และ หัวพันธุ์รับรอง (certified seed production: G2-G3) ขยายผลถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เกษตรกร จะเป็น แนวทางให้เกษตรกรได้ใช้หัวพันธุ์ที่ดี ให้ผลผลิตสูง ปลอดจากโรค ราคาถูก ทำให้เกษตรกรมีรายได้ เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยลดการนำเข้าหัวพันธุ์จากต่างประเทศ ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านการเกษตร ช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งมีวัตถุดิบเพียงพอในการ ขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพการผลิตในอุตสาหกรรมมันฝรั่งของไทยให้แข่งในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ผลวิจัย

งานวิจัยนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ใช้มันฝรั่งพันธุ์ แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีความทนทานต่อโรคใบไหม้ ให้ผลผลิตสูง และได้มาตรฐานการแปร รูป ที่ผลิตจากระบบการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคแบบครบวงจร นำไปทดสอบเทคโนโลยีการผลิต มันฝรั่ง ปี 2558-2559 โดยใช้พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร คือ พันธุ์ เชียงใหม่ 1 และ เชียงใหม่ 2 อัตรา 350 กก./ไร่ เปรียบเทียบกับพันธุ์แอตแลนติก และพันธุ์ FL ในแปลงเกษตรกรจ านวน 63 ราย ทำให้ได้ผลผลิตมันฝรั่งเฉลี่ย 3.6 ตัน/ไร่ สูงกว่าพันธุ์เกษตรกรร้อยละ 14 ได้ขนาดหัวที่ผ่านเกณฑ์ โรงงานเฉลี่ย 3.2 ตัน/ไร่ สูงกว่าเดิมร้อยละ 13 ให้ปริมาณแป้งเฉลี่ย 19.9% ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 23,008 บาท/ไร่ ต่ำกว่าเดิมร้อยละ 3 รายได้เฉลี่ย 39,123 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 15 ทำให้มี รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 16,115 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 และมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุน (BCR) เฉลี่ย 1.8 สูงกว่าเดิมร้อยละ 0.3 ซึ่งเกษตรกรที่ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการใช้หัว พันธุ์มันฝรั่งพันธุ์แนะนำ และเทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 75 และ 54 ตามลำดับ ส่งผลให้มีความต้องการใช้หัวพันธุ์ในปริมาณสูง จึงดำเนินโครงการขยายผลจัดทำแปลง ต้นแบบผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่ง ปี 2561-2562 ในแปลงเกษตรกรจำนวน 16 ราย ได้ผลผลิตหัวพันธุ์ เฉลี่ย 3.2 ตัน/ไร่ มีต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 26 จาก 30,000 บาท/ไร่ เป็น 23,834 บาท/ไร่ จึง ขยายผลสู่แปลงผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งเชิงพาณิชย์ของเกษตรกร 178 ราย รวม 704 ไร่ จากผลผลิต G1จ านวน 53.84 ตัน ทำให้มีหัวพันธุ์อยู่ในระบบการค้า 171.7 ตัน ใช้เป็นวัตถุดิบส่งโรงงานแปรรูป 2,076 ตัน ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงร้อยละ 58 มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 34,110 บาท/ไร่ คิดเป็น มูลค่าทางระบบเศรษฐกิจรวม 255.9 ล้านบาท ทำให้ลดการนำเข้าลงร้อยละ 5 นอกจากนี้เกษตรกร ได้ถ่ายทอดความรู้ผ่านการจัดฝึกอบรม 3,762 ราย และกิจกรรมต่างๆ อันก่อให้เกิดความยั่งยืนใน ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งในระยะยาว

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี2563

เรื่องที่4 เห็ดเยื่อไผ่

งานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ในงานประชุมวิชาการปี 2563 เรื่องที่ 4 การพัฒนาสายพันธุ์และเทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทย
นพวรรณ นิลสุวรรณ อุมาพร เพชรพรรณ นูรีดา สาและ บรรเทา จันทร์พุ่ม จิระ สุวรรณประเสริฐ ธัชธาวินท์ สะรุโณ อภิญญา สุราวุธ ภรณี สว่างศรี สุวลักษณ์ ชัยชูโชติ

เห็ดร่างแห หรือเห็ดเยื่อไผ่ (Dictyophora spp. Synonyme :Phallus) มีชื่อเรียกหลากหลาย ตามลักษณะเด่นที่เห็นทั่วไปของเห็ด เช่น Long net Strinkhorn, bamboo mushroom, Lady mushroom
อานนท์ (2555) ให้ข้อมูลว่าประเทศจีนถือเป็นประเทศที่มีการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการ เพาะเห็ดร่างแหอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่า 80 ปี โดยสายพันธุ์ที่เพาะเป็นการค้ามีเพียง 2 สายพันธุ์ คือ Phallus indusiata Fisch และP. echinovolvata Zang ในขณะที่หลายประเทศพยายามพัฒนา เทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแห เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ มากมายหลายชนิด จึงเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการในปริมาณมาก

สำหรับในประเทศไทย อรทัย (2559) รายงานการนำเข้าเห็ดร่างแหชนิดอบแห้ง เฉลี่ยปีละไม่ต่ ากว่า 6,500 ตัน คิดเป็นมูลค่า การนำเข้าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท แต่กลับตรวจพบสารตกค้างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 4,498.09 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และสารแคดเมียม 2.17 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่จีน อนุญาตให้มีการบริโภคภายในประเทศ เห็ดร่างแหดังกล่าวข้างต้นจึงถูกส่งขายได้เฉพาะในประเทศที่ ไม่เข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าเห็ดอบแห้ง เช่น ไทย ลาว พม่า และขายได้ในราคาถูก

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร โดย สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพได้สำรวจ รวบรวม คัดเลือก และศึกษา วิธีการเพาะเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย พบว่าเห็ด ร่างแหกระโปรงสั้นสีขาว อ.บางพระ จ.ชลบุรี ที่เพาะในแปลงเแบบก่ออิฐบล๊อก ขนาดกว้างXยาวXสูง เท่ากับ 50X80X15 เซนติเมตร ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,643 กรัมต่อแปลง (วราพร และคณะ, 2558)

การพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแหหรือเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทย เริ่มดำเนินการเดือน ตุลาคม 2559 – กุมภาพันธ์ 2563 โดยเก็บรวบรวมเห็ดร่างแหชนิดที่บริโภคได้ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้ จำนวน 9 ไอโซเลท จากสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ และพันธุ์การค้า อย่างละ 1 ไอโซเลท รวม 11 ไอโซเลท นำมาจำแนกโดยใช้สัณฐานวิทยาด้วยตาเปล่าและเทคนิคทางชีวโมเลกุล ได้เป็น

เห็ดร่างแห กระโปรงสั้นสีขาว (Phallus atrovolvatus และ P. merulinus) เห็ดร่างแหกระโปรงยาวสีขาว (P. echinovolvata) จากนั้นนำมาศึกษาตามขั้นตอนในกระบวนการเพาะ คือ การผลิตเชื้อขยาย พบว่า การใช้เห็ดหลินจือเป็นวัสดุเพาะเลี้ยงเส้นใย ทำให้เห็ดร่างแหทุกไอโซเลทเจริญได้ดี เส้นใยมีความหนาแน่นปานกลางถึงมาก

การผลิตเชื้อเพาะ พบว่าวัสดุสูตรที่ 1 ที่มีส่วนผสมของ ขี้เลื่อยไม้ยางพารา:รำละเอียด:ปูนขาว:ดีเกลือ:ยิปซัม อัตรา 90:5:1:2:2 โดยน้ำหนัก ทำให้เส้นใยของทุกไอโซเลทเจริญได้ดี ใช้เวลาบ่มเชื้อน้อยที่สุดเฉลี่ย 32.6 วัน

การเพาะเลี้ยงให้เกิดดอก พบว่าวัสดุเพาะสูตรที่ 7 ที่มีส่วนผสม ของใบไผ่และกิ่งไผ่:แกลบดิบ:ขุยมะพร้าว อัตรา 50:25:50 โดยน้ำหนัก เป็นวัสดุเพาะที่เหมาะสมที่สุด โดยเห็ดร่างแหกระโปรงสั้นสีขาว (K8) ให้ผลผลิตสูงสุด 794.33 กรัมต่อตะกร้าเพาะ และมีสารสำคัญ กลุ่มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารสำคัญทางด้านเวชสำอางในปริมาณสูง
ผลทดสอบ พิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลองอยู่ในระดับความปลอดภัยที่ 5 ตามมาตรฐาน OECD 423 คือมีความ ปลอดภัยสูง
ได้ขยายผลงานวิจัยผ่านการอบรม การทำแปลงเรียนรู้ และขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี 2563 เรื่องที่3 ปาล์มน้ำมัน

ผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร จากงานประชุมวิชาการปี 2563

เรื่องที่3 การพัฒนาชุดตรวจดีเอ็นเออย่างง่ายเพื่อใช้ตรวจลักษณะความหนาของกะลาปาล์มน้ำมันในระยะต้นกล้า

ประสาน สืบสุข กุหลาบ คงทองรุ่งนภา พิทักษ์ตันสกุล อรรัตน์ วงศ์ศรี ขนิษฐา วงศ์วัฒนารัตน์ สุวิมล กลศึก ดนัย นาคประเสริฐ

ถ้าเกษตรกรได้ใช้พันธุ์ดีที่ถูกต้องตรงตามพันธุ์ จะมีประโยชน์มาก
ปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตของปาล์มน้ำมัน คือลักษณะของผลปาล์ม ที่เป็นผลมาจากยีนควบคุมลักษณะความหนาของกะลา สามารถจำแนกออกได้ เป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะผลได้แก่


1) ดูรา (Dura) เป็นพันธุ์ที่ลักษณะผลมีกะลาหนา 2-8 มิลลิเมตร มีเปลือกนอกบาง 35-60% ของน้ำหนักผล และมียีนควบคุมลักษณะผลเป็นแบบยีนเด่น (homozygous dominance) พันธุ์กลุ่มนี้นิยมปลูกเป็นต้นแม่พันธุ์
2) พิสิเฟอรา (Pisifera) เป็นพันธุ์ที่ลักษณะผลไม่มี กะลาและมียีนควบคุมลักษณะผลเป็นแบบยีนด้อย (homozygous recessive) พันธุ์นี้มีข้อเสียคือ ช่อดอกตัวเมียมักเป็นหมัน ซึ่งทำให้ผลฝ่อ ทะลายเล็ก เนื่องจากผลไม่พัฒนา ผลผลิตทะลายต่ำมาก ไม่ใช้ปลูกเป็นการค้า แต่ใช้เป็นพ่อพันธุ์ และ
3) เทเนอรา (Tenera) ลักษณะผลมีกะลาบาง 0.5-4 มิลลิเมตร มีชั้นเปลือกนอกมาก 60-90% ของน้ำหนักผลและมียีนควบคุมลักษณะผลเป็นแบบพันธุ์ทาง (heterozygous) พันธุ์นี้เกิดจากการผสมข้ามระหว่างดูราและพิสิเฟอราและเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกเป็น การค้าเนื่องจากให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่สูงกว่าชนิดอื่น (กรมวิชาการเกษตร, 2547)

การจำแนกลักษณะความหนาของกะลาปาล์มน้ำมันในระยะต้นกล้า โดยวิธีการตรวจดีเอ็นเอ โดยใช้เทคนิค Real-time PCR จำเป็นต้องใช้เครื่องมือและสารเคมีที่มีราคาแพง


งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนา ชุดตรวจดีเอ็นเออย่างง่ายเพื่อใช้จำแนกลักษณะความหนาของกะลาปาล์มน้ำมัน โดยใช้หลักการ Nucleic Acid Lateral Flow เพื่อใช้ตรวจคัดกรองการปนของต้นที่มีลักษณะกะลาแบบดูราในแปลง เพาะกล้า และคัดเลือกต้นพ่อพันธุ์ที่มีลักษณะกะลาแบบพิสิเฟอราในขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์
ดำเนินการวิจัยที่สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ และศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ระหว่าง เดือนตุลาคม 2560 ถึงธันวาคม 2562

จากการตรวจสอบลำดับเบสของยีน MADS-box ซึ่งเป็นยีนที่ เกี่ยวข้องกับลักษณะความหนาของกะลา พบการเปลี่ยนลำดับเบสแบบสนิปส์ที่ต าแหน่ง 274 (A/T) มีความสัมพันธ์กับลักษณะความหนากะลาในประชากรปาล์มน้ำมันกลุ่มพันธุ์ Deli Tanzania และลูกผสม สุราษฎร์ธานี 7 จึงนำไปพัฒนาเป็นชุดตรวจดีเอ็นเออย่างง่าย การทดสอบความใช้ได้ของวิธีวิเคราะห์
พบว่าให้ผลการตรวจที่มีความจำเพาะ ความถูกต้อง ความแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์ และมีประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับเทคนิค Real-time PCR ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ สามารถใช้ควบคุม คุณภาพการผลิตพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอราให้สูงขึ้น ลดการปนของต้นที่มีลักษณะกะลาแบบดูรา ในแปลงผลิตต้นกล้าพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 ก่อนจำหน่าย

เกษตรกรได้ต้นพันธุ์ดีไปปลูก ส่งผลให้ ผลผลิตสูงขึ้น และใช้เป็นเครื่องหมายดีเอ็นเอเพื่อคัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีลักษณะกะลาแบบพิสิเฟอรา ตั้งแต่ ระยะต้นกล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดพื้นที่ปลูก ระยะเวลา แรงงาน และลดค่าใช้จ่ายในขั้นตอน การปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมัน

อ่านเรื่องเต็มจากรายงานผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี 2562

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตรในงานประชุมวิชาการปี 2563 เรื่องที่2 อินทผลัม

ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตรในงานประชุมวิชาการปี 2563

เรื่องที่2
การใช้เทคนิคเลเทอรัลโฟลว์อิมมูโนโครมาโตกราฟฟิกสตริปส์ ตรวจดีเอ็นเอแยกเพศอินทผลัมแบบรวดเร็ว
โดย อรุโณทัย ซาววา ศิริลักษณ์ อินทะวงศ์ จารุฉัตร เขนยทิพย์ ประสาน สืบสุข มัลลิกา แก้ววิเศษ นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด
ขนิษฐา วงศ์วัฒนารัตน์ ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัฒน์ ดนัย นาคประเสริฐ

อินทผลัม (Date palm) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Phoenix dactylifera L. เป็นพืชไม่สมบูรณ์เพศ(dioecious plant) อยู่ในตระกูล Arecaceae มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อน (Wellmann et al., 2007) ประเทศอียิปต์เป็นประเทศที่ปลูกอินทผลัมมากที่สุด รองลงมาได้แก่ อิหร่าน แอลจีเรีย ซาอุดิอาระเบีย (FAO, 2017) ประเทศไทยนิยมปลูกอินทผลัมในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ตามลำดับ การเพาะเมล็ดมีโอกาสเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละครึ่ง ต้องรอจนกว่าจะออกดอก 3-7 ปีจึงจะทราบเพศ

การแยกเพศอินทผลัมด้วยวิธีพีซีอาร์(PCR: Polymerase Chain Reaction) มีรายงานจากต่างประเทศสามารถใช้เทคนิค ได้แก่ PCR-RFLP (Restriction Fragment Length Polymorphism)
SSR (Simple Sequence Repeat) แ ล ะ SCAR (Sequence Characterized Amplified Region)(Cherif et.al., 2012; Elmeer and Mattat, 2012) โดยเทคนิค PCR-RFLP และ SCAR มีใช้จ่ายน้อยกว่าการตรวจสอบด้วยเทคนิค SSR ที่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือแยกขนาดชิ้นส่วนพีซีอาร์ที่มีราคาสูง (Al-Mahmoud et al., 2012)

สำหรับประเทศไทยมีรายงานการแยกเพศอินทผลัมในระยะต้นกล้าด้วยเทคนิคพีซีอาร์ด้วยไพรเมอร์แบบผสม ผลผลิตพีซีอาร์ที่ได้ปรากฏแถบดีเอ็นเอในอินทผลัมต้นตัวผู้ 2 แถบ ขนาด 320 และ 430 คู่เบส และในต้นตัวเมีย 1 แถบ ขนาด 430 คู่เบส (นพรัตน์ และคณะ, 2558) แต่การตรวจสอบแถบดีเอ็นเอที่ได้จากวิธีพีซีอาร์แบบไพรเมอร์ผสมจ านวน 2 คู่ไพรเมอร์ มักประสบปัญหาความคมชัดและแถบดีเอ็นเอที่ไม่ต้องการเมื่ออ่านผลบนบนเจลอะกาโรส (agarose gel) อาจทำให้การอ่านผลเกิดความผิดพลาดได้ง่าย จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ชำนาญและมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานและตรวจสอบผล

ปัจจุบันหลักการเลเทอรัลโฟลว์ (Lateral flow) ที่พัฒนาโดย Singer และ Plotz มีการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่ปี1984 ได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นเทคนิคเลเทอรัลโฟลว์อิมมูโนกราฟฟิ กสตริปส์ (LFICS: Lateral Flow Immunochromatographic Strips) การตรวจสอบดีเอ็นเอจากผลผลิตพีซีอาร์อย่างง่ายและรวดเร็ว โดยการนำฉลากสีที่มีแอนติบอดี(antibody) ในการจับ มาติดทางด้านปลาย 5’ ของสายไพรเมอร์เมื่อนำไพรเมอร์ที่ติดฉลากสีแล้วมาเพิ่มปริมาณดี
เอ็นเอด้วยวิธีพีซีอาร์ สามารถนำไปอ่านผลบนแผ่นสตริปส์ภายในระยะเวลา 3-5 นาที ใช้ผลผลิตพีซีอาร์ในปริมาณน้อย ผลการตรวจสอบแถบดีเอ็นเอมีความละเอียดแม่นยำสูง ง่ายต่อการใช้งาน รวดเร็ว ราคาถูก และสามารถลดการใช้อุปกรณ์เครื่องมือในการตรวจสอบได้หลายขั้นตอน (Jauset-Rubio et. al., 2016; Pecchia and Lio, 2018; Zhuang et.al., 2019)

การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเครื่องหมายดีเอ็นเอที่เฉพาะเจาะจงกับเพศอินทผลัม และใช้เทคนิค LFICS ตรวจแยกเพศอินทผลัมแบบรวดเร็วตั้งแต่ระยะกล้า เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน และสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นชุดตรวจสอบภาคสนามได้

การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เทคนิคเลเทอรัลโฟลว์อิมมูโนโครมาโตกราฟฟิกสตริปส์
(LFICS: Lateral Flow Immunochromatographic Strips) ในการตรวจดีเอ็นเอแยกเพศอินทผลัมอย่างรวดเร็ว โดยทำการทดสอบไพรเมอร์ด้วยวิธีพีซีอาร์ พบคู่ไพรเมอร์ DpDOAmale5F และ
DpDOAmale5R มีความเฉพาะเจาะจงต่ออินทผลัมเพศผู้ เมื่อใช้ร่วมกับคู่ไพรเมอร์ PDK30sF และ PDK30sR จะปรากฏแถบดีเอ็นเอเฉพาะในต้นตัวผู้ขนาด 450 คู่เบส และแถบดีเอ็นเออ้างอิงขนาด 693 คู่เบส การทดสอบคู่ไพรเมอร์กับอินทผลัมพันธุ์โกหลักและบาฮีที่ทราบเพศแล้วจำนวน 120 ต้น พบมีความจำเพาะต่อเพศ 100 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นนำคู่ไพรเมอร์ดังกล่าวติดฉลากสีด้วยสาร Fluorescein isothiocyanate (FITC) แล ะ Digoxigenin (DIG) เพื่อใช้ทำปฏิ กิริยาพี ซีอาร์และตรวจสอบดีเอ็นเอด้วยชุด LFICS พบว่าสามารถตรวจสอบแถบดีเอ็นเอได้ทั้งจากวิธีพีซีอาร์และไดเรกซ์พีซีอาร์ โดยใช้ผลผลิตพีซีอาร์ปริมาตร 1.25-5 ไมโครลิตร เมื่อเปรียบเทียบขั้นตอนการตรวจดีเอ็นเอ 3 วิธี ได้แก่ พีซีอาร์ พีซีอาร์ร่วมกับ LFICS และไดเรกซ์พีซีอาร์ร่วมกับ LFICS พบว่าวิธีไดเรกซ์พีซีอาร์ร่วมกับ LFICS สามารถทราบผลภายใน 1ชั่วโมง จากวิธีพีซีอาร์เดิมทราบผลภายใน 10 ชั่วโมง นอกจากนี้ชุด LFICS มีความแม่นยำสูง ง่ายต่อการใช้งาน ลดการใช้สารเคมีอันตราย และลดการใช้อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นชุดตรวจสอบเครื่องหมายดีเอ็นเอแบบภาคสนามได้

…..
อ่านเรื่องเต็มจากผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี 2562

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี63

เรื่องที่5 พัฒนาการผลิตผักอินทรีย์ “ทางเลือกเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน” ภาคอิสาน

นิยม ไข่มุกข์ แคทลิยา เอกอุ่น นฤทัย วรสถิตย์ รัติกาล ยุทธศิลป์ กุศล ถมมา นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด บุญช่วย สงฆนาม จำลอง กกรัมย์

1. จังหวัดนครพนมและกาฬสินธุ์มีศักยภาพในทำเกษตรอินทรีย์ แต่ยังพบปัญหาในการผลิตผัก อินทรีย์ของเกษตรกรในพื้นที่ ได้แก่ การจัดการธาตุอาหาร และศัตรูพืช

2. การทดสอบเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารและศัตรูพืชส าหรับการผลิตผักอินทรีย์ ทำให้ได้ วิธีจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสม คือ การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ส าหรับผักตระกูลกะหล่ำและผักที่รับประทานต้น และใบ ในดินที่มีอินทรียวัตถุต่ า (น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์) ปานกลาง (1.5-2.5 เปอร์เซ็นต์) และสูง (มากกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์) ต้องให้ไนโตรเจน 20 15 และ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นถ้าใส่ปุ๋ยหมักแบบเติม อากาศที่มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม 1.3 1.6 และ 2.3 เปอร์เซ็นต์ สำหรับดินที่มี อินทรียวัตถุต่ำควรใส่อัตรา 2 ตันต่อไร่ สำหรับปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพที่มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม 0.9 1.8 และ 1.8 เปอร์เซ็นต์ ดินที่มีอินทรียวัตถุต่ าควรใส่อัตรา 2.8 ตันต่อไร่ วิธีการ จัดการศัตรูพืชที่เหมาะสม คือ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาผสมปุ๋ยหมักคลุกดิน หรือรองก้นหลุมพร้อมปลูก และควบคุมโรคใบไหม้ของหอมแบ่ง และโรคราน้ำค้างของคะน้า โดยการผสมน้ำพ่น ควบคุมโรคได้ดี และ การใช้ชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยก าจัดแมลงสายพันธุ์ไทยสามารถลดปริมาณของด้วงหมัดผักและหนอนผีเสื้อ ทำให้กวางตุ้งและหอมแบ่งในจังหวัดนครพนม ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,713 และ 1,671 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าวิธีเกษตรกรเฉลี่ยร้อยละ 17.9 ได้ผลตอบแทนอยู่ระหว่าง 17,248 – 60,115 บาทต่อไร่ มากกว่าวิธีเกษตรกรเฉลี่ยร้อยละ 24.3 กะหล่ำปลี คะน้า และ กวางตุ้ง วิธีทดสอบในจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ ผลผลิตเฉลี่ย 3,218 1,090 และ 1,567 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าวิธีเกษตรกรเฉลี่ยร้อยละ 20.3

3. การพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Thailand) โดยการดำเนินการในแปลงของ ของเกษตรกรที่ร่วมทดสอบ แปลงต้นแบบ และ แปลงขยายผล ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ใน จังหวัดนครพนม จำนวน 18 แปลง พื้นที่ 67.5 ไร่ ผลผลิตประมาณ 101 ตัน และกาฬสินธุ์ 33 แปลง พื้นที่ 336.5 ไร่ ผลผลิตประมาณ 572 ตัน

4. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชอินทรีย์ และความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับเกษตรกรทั้ง 2 จังหวัด รวม 3,448 คน และเกิดเครือข่ายผู้ผลิตพืชอินทรีย์ จังหวัดนครพนม 4 กลุ่ม 210 ราย จังหวัดกาฬสินธุ์ 22 กลุ่ม 793 ราย ผู้ผลิตผักปลอดภัยจังหวัดนครพนม 10 กลุ่ม 300 ราย จังหวัดกาฬสินธุ์ 23 กลุ่ม 1,291 ราย ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชได้อย่างปลอดภัย นอกจากจะได้รับการรับรองมาตรฐานการ ผลิตพืชอินทรีย์แล้ว ยังมีเกษตรกรที่ได้รับการรับรองการผลิตพืชตามมาตรฐาน GAP จังหวัดนครพนม 831 แปลง/ราย พื้นที่ 2,893 ไร่ จังหวัดกาฬสินธุ์ 713 แปลง/ราย พื้นที่ 3,767 ไร่ ผลผลิตประมาณ 4,055 ตัน ซึ่งอาจพัฒนาการผลิตสู่มาตรฐานอินทรีย์ได้ในอนาคต

13 ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร

เรื่องที่ 1 การแช่น้ำร้อนส้าหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis (Hendel) ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ เพื่อการส่งออก

ย่างเข้าปีที่ 48 ของกรมวิชาการเกษตร ผมเลยหยิบผลงานวิจัยดีเด่นในปีนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ วันละเรื่องพอได้เป็นความรู้ใหม่ๆกันครับ

เรื่องที่1
การแช่น้ำร้อนส้าหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis (Hendel) ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ เพื่อการส่งออก
โดย สัญญาณี ศรีคชา กรกต ดำรักษ์ ศรุต สุทธิอารมณ์

บทคัดย่อ
กลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศไทยเสนอวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ก่อนการส่งออก เนื่องจากตรวจพบหนอนแมลงวันผลไม้ติดไปกับมะม่วงผลสดจากประเทศไทยบ่อยครั้ง

ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรจึงเสนอวิธีการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis(Hendel) ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ให้กลุ่มสหภาพยุโรปพิจารณา เนื่องจากวิธีนี้ทำได้ง่ายใช้เวลาน้อยกว่า ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กสามารถทำได้เองต้นทุนการผลิตถูกกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการอบไอน้ำที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

หลังจากกลุ่มสหภาพยุโรปพิจารณาแล้วได้กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 มะม่วงผลสดจากประเทศไทยต้องทำการแช่น้ำร้อนเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ก่อนถึงจะนำเข้าไปจำหน่ายยังกลุ่มสหภาพยุโรปได้ วิธีการแช่น้ำร้อน (hot waterimmersiontreatment)

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชได้ทำการศึกษาวิธีการแช่น้ำสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยดำเนินการศึกษาที่โรงคัดบรรจุผักและผลไม้ของบริษัทวีเอสเฟรชโก้จำกัด ห้องปฏิบัติการกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเกษตร กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูป และห้องปฏิบัติการกลุ่มบริหารศัตรูพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ระหว่างเดือนตุลาคม 2556–กันยายน 2561

เพื่อหาอุณหภูมิและระยะเวลาที่
เหมาะสมสำหรับการกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ด้วยการแช่น้ำร้อนสำหรับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกำจัดแมลงวันผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวในมะม่วงสำหรับการส่งออก

จากผลการทดลองพบว่า การ
แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส จนความร้อนบริเวณจุดศูนย์กลางของผลถึง 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที
สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ระยะไข่ และหนอนวัยที่ 1 ได้ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของมะม่วงและใช้เป็นวิธีการกำจัดศัตรูพืชด้านกักกันพืช (Quarantinetreatment) ได้

…….

เอกสารอ้างอิง ผลงานวิจัยดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ปี2562

รำแดงโมเดล

สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร เผยแพร่ผลงานวิจัย “รำแดงโมเดล ชุมชนต้นนแบบการผลิตพืชตามศาสตร์พระราชา”

เป็นแนวทางการพัฒนาการผลิตพืชที่นำไปสู่ความพอเพีบงและยั่งยืนของเกษตรกร ชุมชน และท้องถิ่น โดยใช้ 4 เสาหลักเกษตรรำแดง คือ
“9 พืชผสมผสาน-ทำการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า -พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง-เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวและเครือข่ายการพัฒนา”

“การพัฒนาการผลิตพืชผสมผสาน 9 กลุ่มพืช”
เพื่อการดำรงชีพที่พอเพียง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

  1. กลุ่มพืชอาหาร – ปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ ที่หลากสีหลายคุณค่าทางสารอาหาร
  2. กลุ่มพืชรายได้ -ปลูกพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่โดดเด่น
  3. กลุ่มพืชสมุนไพรสุขภาพ -ปลูกสมุนไพรเป็นตู้้ยาประจำบ้าน
  4. กลุ่มพืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช -ปลูกใช้ทำสารสกัดแทนสารเคมี
  5. กลุ่มพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ -ปลูกบำรุงดิน กันดินพังทะลาย
  6. กลุ่มพืชอาหารสัตว์-ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์
  7. กลุ่มพืชใช้สอย -ปลูกไม้โตเร็ว ไม้ทำค้าง พืชที่มาทำงานหัตกรรม
  8. กลุ่มพืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น -ปลูกและอนุรักษ์พืชประจำถิ่น
  9. กลุ่มพืชพลังงาน-ปลูกไม้ที่จะมาเป็นเชื้อเพลิง

“การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า”

  1. ผลิตสินค้าให้มีคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม โดยดูและจัดการตามให้ถูกหลักวิชาการ มีขนาด มีรูปลักษณ์ดี มีรสชาติดี เก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม
  2. ขอรับรองมาตรฐานสินค้า เช่น GAP หรือ อินทรีย์
  3. พัฒนาการแปรรูป ขั้นพื้นฐาน และขั้นสูง เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ด้านความงาม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  4. พัฒนาบรรจุภัณฑ์ หีบห่อ ให้เหมาะสมกับแต่ละตลาดผู้บริโภค
  5. สร้างตราสินค้า สร้างแบรนด์สินค้า สร้างความน่าเชื่อถือในสินค้า เพื่อขายคุณค่า ขายเรื่องราวที่น่าสนใจลงในสินค้า
    ุ6. เชื่อมโยงการตลาดนำาการผลิต เช่น ตลาดสัญจร ตลาดชุมชน ตลาดห้างสรรพสินค้า และตลาดออนไลน์

“ชุมชนเข้มแข็ง”

วิธีการพัฒนาชุมชนการผลิตพืชที่เข้มแข็ง”

  1. จัดตั้ง “กลุ่มเกษตรกร วิจัยการผลิตพืช” เพื่อให้ชุมชนได้เกิดความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน พร้อมกับการตั้งกรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อดึงความรู้ความสามารถของแต่ละคนมาช่วยทำงานส่วนรวม
  2. กำหนดข้อตกลง กฎระเบียบในการทำงานร่วมกันของกลุ่ม เช่น ในการเข้าเป็นสมาชิก การประชุม การร่วมทำกิจกรรม
  3. กลุ่มมีการระดมทุนเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ในรูปแบบต่างๆ
  4. มีการจัดให้มีสวัสดิการสมาชิก เช่น งานบุญ หรือสวัสดิการ การช่วยเหลือต่างๆ
  5. กำหนดให้มีกิจกรรมร่วมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิจกรรมจิตอาสาเพื่อส่วนรวม และ เพื่อสมาชิก
    6.สร้างอัตลักษณ์กลุ่มโดยมีสิ่งที่แสดงออกถึงสัญญลักษณ์เช่น ป้าย หรือ เสื้อทีม เป็นต้น
  6. จัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำธุรกิจให้เกิดรายได้
  7. จัดเวทีวิจัยสัญจรแลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตพืชในไร่นาเกษตรกรเพื่ออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งร่วมพัฒนาไร่นา และจัดศึกษาดูงานเพื่อเปืดโลกทัศน์
  8. พัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำ ความสามารถใรการเป็นวิทยากรแก่สมาชิก
  9. พัฒนาฟาร์มต้นแบบ เพื่อเป็นตัวอย่างเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความเป็นต้นแบบ ส่งเสริมความเป็นผู้นำ ส่งเสริมการประกวดยกย่องการเป็นเกษตรกรดีเด่น
  10. ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ผลงานชุมชนสู่ภายนอก
  11. ส่งเสริมให้สมาชิก และกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมกับภาคส่วนต่างๆ

“เชื่อมโยงการท่องเที่ยวและเครือข่ายการพัฒนา”

  1. พัฒนาไร่นาเป็นสถานที่ศึกษาดูงาน
  2. จัดกิจกรรมการศึกษาดูงานในชุมชนแก่บุคคลภายนอก
  3. บูรณาการงานเกษตรของชุมชนกับงานของท้องถิ่น เช่น อบต อบจ จังหวัด งานพัฒนาชุมชน และส่งเสริมการเกษตร
  4. บูรณาการงานเกษตรกับงานวิจัย งานวิชาการ
  5. บูรณาการด้านการจัดการศึกษานอกระบบและสถาบันการศึกษา
    6.. เชื่อมโยงการเกษตรของชุมชนกับการจัดการท่องเที่ยวในชุมชน
  6. เชื่อมโยการผลิตกับงผู้ประกอบการตลาดสินค้า และ ผูู้รวบรวมสินค้า
  7. เชื่อมโยงชุมชนกับภาคสื่อสารมวลชน และ อื่นๆ

……………..
จากผลงานวิจัย โครงการวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ออกจากโรงงานมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่

ออกจากโรงงานทำเกษตรทฤษฎีใหม่

สมคิด น้อยสำลี เกษตรกร ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา ปรับพื้นที่นาบางส่วนให้เป็นร่องสวนปลูกไม้ผลพืชผัก ขุดคูริมคันนาเสริมคันนาให้ใหญ่เพื่อปลูกพืชและเลี้ยงปลาในนาข้าว สีข้าวสารบรรจุถุงจำหน่าย พร้อมกับเดินตลาดด้วยตนเอง และยังมีจิตอาสาเป็นประธานกลุ่มเกษตรกร
อีกหนึ่งความสำเร็จของเกษตรกรต้นแบบใน
โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนใจดูงานติดต่อ 074 445 905-7

มาเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทย

มาเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยกันเถอะ

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา พัฒนาการเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทย พืชเศรษฐกิจใหม่ทดแทนการนำเข้า สนใจติดต่อ โทรศัพท์ 074445905-7

รำแดง ชุมชนเข้มแข็ง

ชุมชนเข้มแข็ง ด้วยงานวิจัย

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำการวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบ การปลูกพืชโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
ผลการวิจัย นอกจากทำให้เกษตรกร มีเศรษฐกิจ ดีขึ้นสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น แล้ว ยังส่งผลให้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง รู้รักสามัคคี สามารถบริหารจัดการตนเอง นำไปสู่ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

สนใจศึกษาดูงานติดต่อ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 0 7444 590 5-7 หรือติดต่อกลุ่มเกษตรกร วิจัยการปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง บ้านป่าขวาง ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา