จะหยุดเผาอ้อย.. ต้องทำสิ่งนี้

ทำไม…ไม่หยุดเผาอ้อย?
(งานวิจัย นบส.61)

เรื่องฝุ่น pm2.5 ที่โยงไปถึงหนึ่งในต้นตอคือการเผาอ้อย
ทำไมชาวไร่ถึงหยุดเผาไม่ได้

มาหาคำตอบกันครับกับงานวิจัยของนักบริหารการพัฒนาการเกษตรระดับสูงรุ่นที่61 เรื่อง
Friendly sugar cane: แนวทางการเพิ่มมูลค่าการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรและยั่งยืน
หยิบยกมาบางตอนที่เกี่ยวกับ
ปัญหาผลกระทบจาการเผาใบอ้อย มีดังนี้ ปริมาณผลผลิตอ้อยที่มีการเผาใบจะมีประมาณ ร้อยละ 60-70 ของผลผลิตทั้งหมด ปัจจุบันเกษตรกรผู้ผลิตอ้อย หันมานิยมเผาใบอ้อยกันมาก

ทั้งนี้การเผาสามารถแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ
การเผาใบอ้อยก่อนการเตรียมดิน เพื่อให้สะดวกในการเตรียมดินปลูก เพราะล้อรถแทรกเตอร์จะลื่นเวลาที่ไถ
การเผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว สืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จะทำให้ตัดได้รวดเร็วเพราะไม่ต้องลอกกาบใบ
การเผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันไฟไหม้อ้อยตอ หลังจากที่มีหน่องอกแล้ว และทำให้สามารถใส่ปุ๋ยได้สะดวกยิ่งขึ้น

ละอองดาว แสงหล้า,และ ธวัชชัย ศุภดิษฐ์(2548) ศึกษาพบว่า การขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อยและปัญหาค่าจ้างแรงงานสูง โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกษตรบางส่วนหันมาใช้วิธีการเผาใบอ้อยซึ่งจะช่วยให้สามารถตัดอ้อยได้เร็วทันฤดูเปิดหีบของโรงงานน้ำตาล

ผลกระทบจากการเผาใบอ้อย คือ
ทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืชในดิน หน้าดินถูกชะล้างได้ง่าย ธรรมชาติขาดความสมดุล
การเผาใบอ้อยทำให้หนอนกอลายและหนอนกอสีชมพูเข้าทาลายอ้อยตอได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้แมลงศัตรูธรรมชาติเช่น แตนเบียน แมลงเต่าลาย อาจถูกทาลาย
การเผาใบอ้อยทาให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกลุ่มหมอกควัน
ทำให้บ้านเรือนสกปรกจากฝุ่นละอองเถ้าที่ปลิวมาตกตามอาคารบ้านเรือน
การสูญเสียน้ำหนักของอ้อยไฟไหม้จะสูญเสียน้ำหนักมากกว่าอ้อยตัดสด การสูญเสียคุณภาพความหวานของอ้อย จะมีค่า C.C.S. ลดลงมาก แต่การตัดอ้อยไฟไหม้กองไว้จะช่วยชะลอการลดลงของ C.C.S. ได้ การสูญเสียน้ำตาลในขบวนการผลิต
อ้อยไฟไหม้จะสูญเสียน้ำตาลซูโครสโดยจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมาในน้ำอ้อย ทำให้ซูโครสเปลี่ยนเป็นเด็คแทรน มีลักษณะเมือกเหนียว ทำให้กระบวนการผลิตน้ำตาล เช่น การทำให้ใส การกรอง และการตกผลึก มีประสิทธิภาพลดลง ทำให้ได้ผลผลิตน้ำตาลต่อต้นอ้อยน้อยลงและเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อการค้าน้ำตาลในตลาดโลกในอนาคต อาจทำให้ถูกกีดกันการค้าจากมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลก

แนวทางการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน มีคำแนะนำการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ได้แก่ การใช้เครื่องสับใบและกลบเศษซากอ้อย (อรรถสิทธิ์ และคณะ, 2548)
อ้อยไฟไหม้ควรตัดส่งโรงงานทันที แต่ในกรณีที่ส่งโรงงานไม่ทัน ควรตัดกองไว้ในไร่ ซึ่งจะสูญเสียความหวานน้อยกว่าการทิ้งยืนต้นไว้ในไร่
ควรส่งเสริมการนำเอาเครื่องตัดอ้อยมาใช้ทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง และควรกำหนดราคาอ้อยตัดสดให้สูงกว่าอ้อยไฟไหม้ในระดับที่เกษตรกรรับได้

การศึกษาพฤติกรรมการเผาใบอ้อยในพื้นที่เกษตรกร ก่อนเก็บเกี่ยวเกษตรกรส่วนใหญ่จะมีการเผาใบด้วยเหตุผลหลาย
ประการ คือ
ประการแรก เป็นการลดต้นทุนการเก็บเกี่ยว กล่าวคือ
การตัดอ้อยสดถ้าใช้แรงงาน 1 คน จะตัดได้ 2 ตัน/วัน (8ชั่วโมง) คิดตามค่าแรงงานมาตรฐานเท่ากับ 150 บาท/ตัน ค่าจ้างมัดและขนส่ง 500 บาท/ตัน รวมต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 650 บาท/ตัน
ส่วนอ้อยไฟไหม้ แรงงาน 1 คนจะตัดได้ 4 ตัน/วันเป็นค่าแรงงาน 75 บาท/ตัน ค่าจ้างมัดและขนส่ง 100 บาท/ตัน รวมต้นทุน 175 บาท/ตัน
จึงเป็นการลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวและขนส่งขึ้นรถบรรทุกถึง 485 บาท/ตัน

ประการที่สอง ในสภาวะที่แรงงานขาดแคลน การตัดอ้อยสดจะมีความเสี่ยงทำให้อ้อยเข้าโรงงานไม่ทันฤดูการเปิดหีบ ตัวอย่างเช่น เกษตรกรปลูกอ้อย 50 ไร่ ได้ผลผลิต 750 ตัน ถ้าตัดสดด้วยแรงงานคน 10 คน จะใช้เวลาถึง 37.5 วัน แต่การเผาก่อนตัดจะลดเวลาเก็บเกี่ยวลงเหลือครึ่งหนึ่ง และในข้อเท็จจริงการจัดหาแรงงานของกลุ่มจะได้แรงงานมาจำนวนจำกัดประมาณ 150 คน ทำงานในพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ หากตัดอ้อยสดทั้งกลุ่มจะใช้เวลาถึง 200 วัน ขณะที่โรงงานเปิดรับซื้ออ้อยเพียง 150 วัน จึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวให้ทันส่งโรงงานได้ทัน ส่งผลให้อ้อยตัดไม่ทัน 1,000 ตัน สูญเสียรายได้ ประมาณ 9 แสนบาท

ประการที่สาม โรงงานยังคงรับซื้อผลผลิตอ้อยไฟไหม้ และโรงงานต้องการผลผลิตในปริมาณมากที่จะเข้าโรงงานแต่ละวันซึ่งการตัดโดยไม่เผาใบจะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน การตัดอ้อยสดทำละได้เฉพาะรายที่มีพื้นที่น้อยๆ และมาตรการการเพิ่มราคาซื้ออ้อยสดเพียง 50 บาท/ตัน อ้อยไฟไหม้หัก 20 บาท/ตัน ยังไม่คุ้มกับค่าจ้างแรงงาน และการเผาใบก่อนเก็บเกี่ยวทำให้น้ำหนักลดแต่ค่าความหวานเพิ่มขึ้น

ประการที่สี่ การเผาอ้อย มีทั้งชาวไร่เผาในไร่ของตนเอง และไปแอบเผาของคนอื่นให้ลามเข้ามาในไร่ของตนเอง (เพื่อเลี่ยงการเป็นต้นเพลิง) การรีบเผาอ้อยจะทำให้สามารถส่งขายผลผลิตได้ก่อนคนอื่นสามารถได้เงินก่อน และได้ใช้น้ำก่อนคนอื่นๆ

ประการที่ห้า ในความเห็นของโรงงาน ยังต้องการอ้อยเขียวตัดสด ซึ่งสามารถรอส่ง(นอนค้างไร่)ได้ ถึง 7 วันหลังเก็บเกี่ยว แต่ถ้าเป็นอ้อยเผาจะต้องส่งภายใน 24 ชั่วโมง โรงงานมีมาตรการเฝ้าระวังการเผาอ้อย และมาตรการปัจจุบันเกษตรกรต้องแสดงใบแจ้งความจึงขายกับโรงงานได้ อ้อยที่เผาเกษตรกรจะต้องรีบส่งเข้าโรงงานจึงทำให้เกิดปัญหาการแซงคิว นอกจากนั้นมีปัญหาอ้อยสกปรกจากดินโคลนเนื่องเกิดจากฝนตกในฤดูเก็บเกี่ยว

เกษตรกรให้ความเห็นว่าการรณรงค์ไม่เผาใบอ้อย ไม่เกิดผลสำเร็จได้ เป็นการสูญเสียไม่คุ้มค่าการใช้งบประมาณภาครัฐ แนวทางการที่ให้เป็นไปได้คือการจัดหาเครื่องเก็บเกี่ยว หรือจัดหาแรงงงานและชดเชยค่าจ้างแรงงานให้แก่เกษตรกรซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากมีราคาแพงประมาณ 12 ล้านบาท

Friendly sugar cane: แนวทางการเพิ่มมูลค่าการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรและยั่งยืน Friendly sugar cane: the value added guideline for green and sustainable
ผลการวิจัย พบว่ามีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงเทคนิคในการพัฒนาการผลิตอ้อย
ภายใต้ วิสัยทัศน์

” อ้อยได้มาตรฐานส่งโรงงาน มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และความยั่งยืน”

โดยยุทธศาสตร์ที่1การพัฒนาขีดความสามารถเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิตอ้อยที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยการพัฒนามาตรฐานการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแหล่งน้้า การพัฒนาเทคโนโลยีการให้น้้าระบบน้้าหยด การพัฒนาการใช้ประโยชน์แผง พลังงานแสงอาทิตย์ พัฒนาและส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การวิจัยและพัฒนาการศึกษา ป้องกันปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษาเครื่องจักรกลการเกษตร การศึกษา โรงงานแปรรูปอย่างง่าย การศึกษาผลิตภัณฑ์แปรรูป การวิจัยปรับปรุงพันธุ์ การขยายผลและ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแปลงต้นแบบ การส่งเสริมการลดละเลิกการเผาอ้อย มาตรการชดเชยเพื่อลด มลภาวะสิ่งแวดล้อม มาตรการเพิ่มราคาซื้ออ้อยสดที่จูงใจ การปูองกันแบบมีส่วนร่วมการเพิ่ม ศักยภาพการผลิตและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ยุทธศาสตร์ที่2
การพัฒนาสถาบัน เกษตรกรและสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เป็นมิตร ประกอบด้วยพัฒนาสถาบันเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย พัฒนาการบริการและการด้าเนินธุรกิจครบวงจร สถาบันเกษตรกรต้นแบบ เกษตรกรต้นแบบ และ พัฒนาการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรอ้อยและน้้าตาล ในปี 2562 หากนำไปขยายผลในพื้นทีร้อยละ 50 ของพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศคือประมาณ 5 ล้านไร่ จะสร้างมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 95,800 ล้าน บาท จากการเพิ่มผลผลิตต่อไร่จาก 11.35 ตัน/ไร่ เป็น 20 ตัน/ไร่ เพิ่มคุณภาพเปอร์เซ็นต์น้้าตาล ลด การสูญเสียคุณภาพระหว่างการรอคิว ลดต้นทุนค่าแรงงาน ลดการเผาใบอ้อย จากร้อยละ 66 เหลือ ร้อยละ 33 มีสถาบันเกษตรกรต้นแบบ จังหวัดละ 1 แห่ง ในการบริการริหารจัดการภาคการผลิต อ้อย Smart farmers คุณภาพชีวิตเกษตรกร

…….
คณะนักวิจัย
ธัชธาวินท์ สะรุโณ วินิต อธิสุข ปรานอม จันทร์ใหม่ กรียาภรณ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประสพ พรหมมา พรเทพ บุญยะผลึก ถกล ตติยไตรรงค์ วัชรินทร์ อ่อนนุ่ม อนุพงษ์ ใจดี วิชิต นวลชื่น ปทิตตา แก้วมณี ชูจิต ทองย้อย สุเมธ วัฒนา
………..
http://www.samrancom.com/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2.pdf

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s