Organic ดีเด่นภาคใต้ตอนล่าง

เกษตรกรผลิตพืชอินทรีย์ ดีเด่นภายใต้ตอนล่าง ประจำปี 2563

นายเมธี บุญรักษ์
รหัสรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ TAS : 54566

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานพัฒนาและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และได้คัดเลือกนายเมธีเป็นเกษตรกรดีเด่นระดับภาคใต้ตอนล่างในปีนี้

ประวัติเกษตรกรผลิตพืชอินทรีย์
ชื่อ-สกุล นายเมธี บุญรักษ์ อายุ 60 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 98/87 หมู่ที่ 1 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
ที่ตั้งแปลง บ้านเลขที่ 9/57 ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
พื้นที่ปลูก 10 ไร่
ชนิดสินค้า ลองกอง มังคุด สละ พริกไทย และกาแฟ

  1. แนวคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน
    1.1 แนวความคิดในการทำงาน
    หลังจากเรียนจบช่างยนต์ได้ไปทำงานอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง แต่ต้องการอยู่กับครอบครัว
    จึงลาออกจากงาน กลับมาทำเกษตรในที่ดินมรดก พื้นที่ 10 ไร่ ทำการปลูกลองกอง มังคุด แต่ไม่มีประสบการณ์ และไม่มีความรู้ทางด้านการเกษตร จึงปล่อยตามธรรมชาติ ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช้สารเคมี แต่พบว่าต้นไม้ไม่ตาย ยังสามารถเจริญเติบโตได้ดี
    ปี พ.ศ. 2555 ทำความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยคำนึงถึงระบบนิเวศน์ และสิ่งแวดล้อมภายในแปลง มีความคิดจะใส่ปุ๋ยบำรุงต้นและปรับปรุงดิน เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น จึงขอคำแนะนำจากสถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส และสำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงโก-ลก
    ในเรื่องการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ วิธีการทำน้ำส้มควันไม้ และได้เรียนรู้หลักการผลิตพืชตามมาตรฐานการ GAP และมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส
    ปี พ.ศ. 2561 ได้สมัครขอรับรองแหล่งผลิต GAP พืช และขอรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ จนผ่านรับการรับรองมาตรฐานพืชอินทรีย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Organic Thailand) จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร

1.2 การพัฒนาใฝ่รู้
สิ่งที่จะนำมาพัฒนาตนเองและงานที่ปฏิบัติเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประกอบกิจการ คือ การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งได้มาจาก การปรึกษาพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มเกษตรกร หน่วยงานราชการ พ่อค้า รัฐวิสาหกิจต่างๆ การเข้าร่วมรับการอบรม/สัมมนา ในโอกาสต่างๆ รวมถึงการทดลองปฏิบัติจริงในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง เกิดเป็นองค์ความรู้ต่างๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัว รวม 300,000 บาทต่อปี ตลอดจนสามารถพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทัศนศึกษาดูงานให้กับบุคคลที่สนใจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และต่างจังหวัด รวมถึงผู้สนใจจากต่างประเทศ

1.3 การประยุกต์และการบริหารจัดการใช้เทคโนโลยี
เทคโนโลยีในปัจจุบันมีหลากหลาย ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ การนำมาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสมกับตนเองและทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง ที่มีอยู่อย่างจำกัด และให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างสมดุล ซึ่งทุกกิจกรรมในการทำเกษตรอินทรีย์นั้น จะพยายามปรับและพึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่ให้มากที่สุดในรูปแบบการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีเทคโนโลยีที่ใช้ ดังนี้
● การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งเป็นหลักเพื่อการปฏิบัติในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเป็นแนวคิดการผสมผสานการอนุรักษ์ ดิน น้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับความต้องการด้านเศรษฐกิจ ด้วยการจำแนกป่า 3 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ ซึ่งเหล่านี้ทำให้เกิดประโยชน์ 4 อย่าง ประโยชน์ที่ 1 ไม้ใช้สอยนำมาสร้างบ้าน ที่อยู่อาศัย ประโยชน์ที่ 2 ไม้กินได้นำมาทำอาหาร ประโยชน์ที่ 3
ไม้เศรษฐกิจเป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว และประโยชน์ที่ 4 ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศในแปลง ช่วยปกป้องผิวดินให้ชุ่มชื้น ดูดซับน้ำฝน และค่อยๆ ปลดปล่อยความชื้นสู่แปลง

● การปลูกหญ้าแฝกรอบๆ โคนต้นพืช เพื่อปรับปรุงและอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของดิน

● การเลี้ยงไส้เดือนดิน การเลี้ยงปลากินพืช เพื่อนำมูลที่ได้มาทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ

● การผลิตและขยายแหนแดง เพื่อเป็นปุ๋ยชีวภาพ และแจกจ่ายแก่ผู้ที่สนใจ

● การผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุที่เหลือใช้ และผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลผลิตที่ร่วงหล่นในแปลง โดยไม่เผาทำลายเศษซากพืชในแปลง ยกเว้นเศษซากพืชที่เป็นโรคพืช

● การใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น การป้องกันกำจัดหนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง จะใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย 60 ล้านตัว (4 ถุง) ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นตามกิ่งที่มีหนอน พ่น 2-3 ลิตร ต่อต้น พ่นจำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 15-20 วัน

1.4 การแก้ไขปัญหาด้านการผลิต เศรษฐกิจ และสังคม
● ด้านการผลิต และด้านเศรษฐกิจ : การทำเกษตรอินทรีย์ เป็นการผลิตแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงจากใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนภายในแปลง ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิต และจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป ตัวอย่างเช่น ผลผลิตลองกอง ซึ่งตลาดท้องถิ่นราคาขายอยู่ที่ 30-40 บาทต่อกิโลกรัม แต่จากการบริหารจัดการ โดยการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์
การคัดคุณภาพก่อนส่งจำหน่าย โดยแบ่งเป็น 4 เกรด คือ A B C และเกรดช่อคละ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และการจำหน่ายผลผลิตด้วยตัวเอง ให้แก่ลูกค้าผ่านทาง Social Media เช่น Facebook, Line โดยในปีการผลิตที่ปัจจุบัน วางแผนจำหน่ายผลผลิตลองกอง ดังนี้

  • เกรด A ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม
  • เกรด B ราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม
  • เกรด C ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม
  • เกรดช่อคละ (ปลายกิ่ง) ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยจัดทำกล่องบรรจุลองกอง 2 แบบ คือ กล่องแบบพรีเมี่ยม สำหรับลองกอง เกรด A และกล่องแบบทั่วไป สำหรับลองกอง เกรด B C และเกรดช่อคละ กล่องมีขนาดบรรจุ
    2 ขนาด คือ ขนาด 5 กิโลกรัม และ 10 กิโลกรัม

● ด้านสังคม : ตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ จนได้รับการรับรองมาตรฐาน ทำให้เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานในพื้นที่ และยกย่องให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ ส่วนพื้นที่ผลิตก็ได้พัฒนาจนเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่าย ด้านเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสาน เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทัศนศึกษาดูงานให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรที่มาศึกษาดูงาน เกิดแรงบันดาลใจในการทำเกษตรที่มีคุณภาพ และรักในอาชีพเกษตรกรมากยิ่งขึ้น

1.5 การบริหารการจัดการที่ดี
การทำเกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่ 10 ไร่ ได้วางแผนการผลิตเป็นอย่างดีและเป็นระบบ โดยเน้นการพึ่งพาธรรมชาติในพื้นที่ให้มากที่สุด ซึ่งมีหลักในการบริหารจัดการด้านต่างๆ ดังนี้
● ด้านแรงงาน : เน้นการใช้แรงงานการผลิตในครัวเรือนเป็นหลัก แต่บางช่วงที่ต้องจัดการสวนแข่งกับเวลา เช่น ช่วงการตัดแต่งกิ่ง ช่อดอก ช่อผล หรือช่วงการเก็บเกี่ยว ก็จะจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงกับแปลงปลูก เพื่อช่วยจ้างงานในพื้นที่ และได้คนช่วยสอดส่องดูแลแปลงในอีกทางหนึ่ง
● ด้านพื้นที่และพืชปลูก : เน้นการปลูกพืชผสมผสาน ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้มากที่สุด เช่น
ใช้หลักการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง หลักการปลูกพืชไล่ระดับเป็นชั้นๆ และมีการเตรียมแหล่งน้ำ ให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นให้อยู่ในพื้นที่ด้วยฝายชะลอน้ำ และขุดคลองไส้ไก่ มีบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็ก
● ด้านการผลิตและการรับรองมาตรฐาน : มีความตั้งใจที่จะผลิตพืชให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความตั้งใจจะผลิตลองกอง ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้มีความยั่งยืน จึงพัฒนากระบวนการผลิตจนได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) ลองกองตันหยงมัส

  1. ผลงานและความสำเร็จของผลงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ
    2.1 การผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพพืชอินทรีย์ เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐาน/คุณภาพปลอดภัย/คุณภาพปลอดศัตรูพืช
    ● พื้นที่ปลูก
    พื้นที่ทั้งหมด 10 ไร่ โดยมีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน คือ นส 3 ก. มีการจัดทำผังแปลง มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลายระดับความสูงเป็นชั้นๆ ร่วมกับการปลูกหญ้าแฝก ได้แก่
  • ลองกอง จำนวน 210 ต้น
  • มังคุด จำนวน 180 ต้น
  • สละอินโด จำนวน 200 ต้น
  • พริกไทย จำนวน 100 ต้น
  • กาแฟ จำนวน 30 ต้น
  • พืชเสริม เช่น ฝรั่งกิมจู ผักหวานป่า ผักเหรียง
  • ไม้เศรษฐกิจ เช่น สะเดา ยางนา ตะเคียน พะยอม มะค่า ต้นสัก มีมาตรการและการป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอก โดยจัดทำแนวกันชน หลายชั้นหลายระดับ ตั้งแต่การขุดคันดินป้องกันน้ำจากภายนอก ปลูกหญ้าแฝกบนคันดิน ปลูกไม้พุ่มขนาดเล็ก และไม้ขนาดใหญ่
    ● แหล่งน้ำ
    เพื่อลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนัก จึงใช้น้ำจากบ่อบาดาลน้ำตื่น และขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ภายในแปลง สร้างฝ่ายชะลอน้ำ และขุดคลองไส้ไก่ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
    ● เมล็ดพันธุ์และส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์
    ใช้หลักการขยายพันธุ์พืชจากต้นพันธุ์ที่มีอยู่ในสวนเป็นหลัก หรือจัดหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้

● การจัดการและการปรับปรุงดิน
มีการปลูกหญ้าแฝกรอบๆ โคนต้นพืช เพื่อปรับปรุงและอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของดิน และการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน มีการห่มดินจากใบไม้ที่ร่วงหล่นในแปลง มีการใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติ เช่น การผลิตปุ๋ยหมักจากใบไม้และใบหญ้าแฝก และการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ต่างๆ ในสวนที่ตกเกรด การผลิตและขยายแหนแดง เพื่อเป็นปุ๋ยชีวภาพ
● การจัดการศัตรูพืช

  • รักษาระบบนิเวศภายในแปลง อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงหางหนีบ
  • มีการสำรวจแปลงอย่างต่อเนื่อง
  • เน้นการป้องกัน มากกว่าการกำจัดศัตรูพืช โดยใช้วิธีเขตกรรม เป็นหลัก เช่น การดูแลแปลงปลูกให้สะอาด การดูแลพืชปลูกให้สมบูรณ์แข็งแรง
  • ใช้วิธีการกำจัดวัชพืช ด้วยวิธีการถากหญ้า ถอนหญ้า แล้วนำใบหญ้าแฝกไปคลุมโคนต้นไม้ในสวน
  • ใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

● การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
มีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการจัดการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น เก็บเกี่ยวลองกองที่ 13 สัปดาห์ หลังดอกบาน (สำหรับจำหน่าย) และ 14 สัปดาห์ หลังดอกบาน (สำหรับบริโภค)
มีการเก็บเกี่ยวใส่ตะกร้าที่ไม่ผ่านการใช้งานแบบทั่วไปมาก่อน และมีการทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อนนำมาใช้ และมีการบำรุงรักษาให้มีสภาพพร้อมใช้งาน

● การบรรจุหีบห่อ การเก็บรักษาและการขนส่ง
สถานที่เก็บรักษาผลิตผลพืชอินทรีย์ มีพื้นที่เพียงพอ สะอาด อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มีการพักผลผลิตและเก็บรักษา เนื่องจากนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชนทุกวัน หรือส่งทางระบบขนส่งทันทีเมื่อได้รับคำสั่งซื้อ
จากการจำหน่ายทาง Social Media เช่น Facebook, Line

● การแสดงฉลากและการกล่าวอ้าง
มีการใช้ใบรับรอง ที่แสดงถึงการปลูกพืชตรงกับชนิดพืชที่ได้รับการรับรองจริง มีการใช้เครื่องหมายการรับรอง Organic Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

● บันทึกข้อมูลการผลิต
มีการบันทึกข้อมูลการใช้ปุ๋ย บันทึกวัสดุที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ บันทึกการให้น้ำ ราคาผลผลิต และการปฏิบัติงานภายในแปลง เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพมากที่สุด มีการจดบัญชีรับ-จ่าย ในแต่ละกิจกรรมเพื่อรู้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง โดยประยุกต์แบบบันทึกข้อมูลต่างๆ ให้สะดวกและง่ายดายต่อการบันทึกข้อมูล (รายละเอียดแสดงไว้ในภาคผนวก)

● การทวนสอบ
มีการบันทึกหลักฐาน เอกสารที่สามารถทวนสอบได้ และมีการจัดเก็บบันทึกฯ ไว้เป็นอย่างดี ส่วนผลผลิตที่จำหน่ายมีการแสดง QR code เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ และเพื่อการติดต่อสื่อสารของผู้บริโภค

2.2 ความยั่งยืนและความต่อเนื่องในระบบการจัดการคุณภาพพืชอินทรีย์
มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้บริโภค ในขั้นตอนกระบวนการผลิต โดยจะรักษาความเป็นผลผลิตอินทรีย์ตลอดกระบวนการผลิต สามารถทวนสอบได้
มีความรักและหวงแหนพื้นที่ทำการเกษตรไว้ให้ลูกหลาน และมีความสุขและความพึงพอใจในการประกอบอาชีพการเกษตร ได้ดำเนินชีวิต “9 ตามรอยพระบาท ศาสตร์พระราชา” และได้ส่งต่อความรักในอาชีพเกษตรกรไปสู่คนในครอบครัว เพื่อสานต่อการผลิตพืชที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน แก่ผู้บริโภคต่อไป

2.3 การขยายผล สามารถเผยแพร่และเป็นแบบอย่างของส่วนรวมและเครือข่ายได้
ได้มอบสิ่งที่ตนเองรู้ ด้วยใจ จากประสบการณ์การทำการเกษตร ให้กับเกษตรกรที่สนใจ และเกษตรกรที่ได้มาทัศนศึกษา นอกจากนี้ยังได้ขยายผลการทำเกษตรอินทรีย์จากแปลงปลูก ไปสู่พื้นที่รอบๆบริเวณบ้านพักอาศัย ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอำเภอสุไหงโก-ลก โดยได้เริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่คนเมืองที่อยากปลูกพืชอินทรีย์ ไว้บริโภคในครัวเรือน

  1. ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมด้านต่างๆ
    3.1 เป็นผู้นำกลุ่มหรือชุมชน
  • เป็นหมอดินอาสา
  • เป็นวิทยากรประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
  • ผ่านการประเมินเป็น Smart Farmer

3.2 การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เช่น เป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ เป็นสถานที่ดูงาน ฯลฯ
จากการทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีกิจกรรมย่อยหลายๆ อย่าง เช่น การปลูกแฝก การบริหารจัดการน้ำด้วยฝายชะลอน้ำ การปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้เกษตรกรในชุมชนได้นำไปปฏิบัติจากการแนะนำในพื้นที่ และเกิดการแลกเปลี่ยนสอบถามเรียนรู้เป็นเครือข่ายตามมา เกิดเป็นสังคมเกษตรที่มีความชอบเหมือนกัน ร่วมเป็นกลุ่ม/เครือข่ายกัน เช่น

  • เครือข่ายคนรักษ์แฝกระดับเขตและระดับประเทศ
  • เครือข่าย ศพก.อินทรีย์ อ.สุไหงโก-ลก
  • เครือข่ายหมอดินอาสา
  • กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตลองกองคุณภาพ
  • เครือข่ายการทำเกษตรแบบผสมผสาน และการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่
  • เครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) ลองกองตันหยงมัส
  1. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    4.1 การจัดการสุขลักษณะที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
    การทำการเกษตรในชีวิตประจำวันที่ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวัน จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำด้วยความตั้งใจ ขยันและเอาใจใส่ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างมีสติ พึ่งพาตนเองลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกให้มากที่สุด ไม่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และจิตใจที่ดีตามมา ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ครอบครัวที่มีความสุข และผลพลอยได้ คือ การเพิ่มมูลค่าในตัวของสินค้า คือ การได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand ซึ่งช่วยในด้านการตลาด การเพิ่มมูลค่า กำหนดราคาต่อรองผู้บริโภคได้ เพียงปฏิบัติดูแลสวนให้เป็นไปตามปกติตามที่เคยทำมา และประยุกต์ให้เข้ากับตลาดสมัยใหม่ ในโลกของการเปลี่ยนแปลง ก็สามารถรับมือและปรับตัวได้
    มีการดูแลสุขลักษณะในแปลง ป้องกันและหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกฎของแปลงที่ห้ามนำอาหาร ถุงพลาสติก เข้ามาภายใน สำหรับผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน

4.2 การใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี
ในกระบวนการผลิตจะไม่มีการใช้สารเคมี โดยใช้วิธีการตัดหญ้าทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช มีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อคลุมวัชพืชในสวนและป้องกันการระเหยของความชื้นในดิน ป้องกันการพังทลายของดิน มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพจากแหนแดง ส่วนการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช จะใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ร่วมกับวิธีเขตกรรม เช่น การดูแลแปลงปลูกให้สะอาด การดูแลพืชปลูกให้สมบูรณ์แข็งแรง

  1. เอกสารสิทธิ์ฯ
    ที่ตั้งของแปลงมีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน คือ นส 3 ก.
  2. ผลงาน ความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ
    ● ประกวดผลผลิตลองกองได้รับรางวัล อันดับ 2 ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง” ปี 2554
    ● รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เกษตรกรดีเด่น (สาขาไร่นาสวนผสม) ปี 2557 จังหวัดนราธิวาส
    ● รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เกษตรกรดีเด่น (สาขาไร่นาสวนผสม) ปี 2555 จังหวัดนราธิวาส
    ● รางวัลหมอดินอาสาดีเด่นระดับเขต ปี 2558
    ● รางวัลชนะเลิศจากการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 9 ประจำปี 2557-2558 ประเภทการปลูกและการส่งเสริมการปลูก
    ● รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำและการใช้ประโยชน์หญ้าแฝก ปี 2558
    จากกรมพัฒนาที่ดิน
    ● รางวัลชนะเลิศการประกวดเกษตรกร GAP ลองกอง ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง”
    ครั้งที่ 42 ประจำปี 2560
    ● รางวัลชนะเลิศ เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง” ครั้งที่ 43 ประจำปี 2561
    ● รางวัลเป็นผู้ที่มีความสามารถดำเนินกิจกรรมของงานพัฒนาที่ดินและขยายผลการดำเนินงานเป็นที่ประจักษ์เป็นวงกว้าง เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562

สูตรและอัตราการใช้ปุ๋ยหมัก-น้ำหมัก
การทำปุ๋ยหมัก 1 กอง (1 ตัน)

  • หญ้าแห้ง หรือ ใบไม้ จำนวน 300 กิโลกรัม
  • ใบหญ้าแฝก จำนวน 400 กิโลกรัม
  • มูลวัวพื้นบ้าน จำนวน 300 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.1 จำนวน 1 ซอง
  • น้ำหมักผลลองกอง จำนวน 100 ลิตร
  • หมักไว้นาน 2-3 เดือน นำไปใส่ต้นพืช 20-30 กิโลกรัม/ต้น/ปี ขึ้นอยู่กับชนิดและอายุของพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพ (200 ลิตร)

  • ผลลองกองภายในสวน จำนวน 50-60 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
  • น้ำสะอาด จำนวน 150 ลิตร
  • หมักไว้นาน 3 เดือน นำไปใช้ 20 มิลลิลิตร (2 ซ้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดหรือฉีดพ่นต้นพืช

การทำน้ำหมักปลาทะเล (100 ลิตร)

  • ปลาทะเล จำนวน 30-40 กิโลกรัม
  • ผลลองกองสุกภายในสวน จำนวน 40-50 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
  • น้ำสะอาด จำนวน 50 ลิตร
  • หมักไว้นาน 6 เดือน นำไปใช้ 20 มิลลิลิตร (2 ซ้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดหรือฉีดพ่นต้นพืช

การทำน้ำชีวภาพหน่อกล้วย

  • หน่อกล้วยสับภายในสวน จำนวน 30 กิโลกรัม
  • ผลลองกองสุกภายในสวน จำนวน 40-50 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
  • หมักไว้นาน 3 เดือน นำไปใช้ 20 มิลลิลิตร (2 ซ้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดหรือฉีดพ่นต้นพืช

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s