โกโก้-ช็อกโกแลต ไทยมุ่งไปทางไหนจึงจะยั่งยืน

โดย ธัชธาวินท์ สะรุโณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 กรมวิชาการเกษตร

‘แหล่งผลิตช็อกโกแลตและโกโก้คุณภาพดี ผสมผสานวิถีท่องเที่ยวชุมชน บนอัตลักษณ์ความเป็นไทย”

เอ่ยชื่อ เครื่องดื่มโกโก้ ใครๆก็นึกถึงรสชาติหวาน มัน กลมกล่อม ไม่ขมแบบกาแฟ ดื่มได้ทุกเพศทุกวัย ส่วน ช็อกโกแลต ก็พาให้นึกถึงความหวาน อ่อนโยน และ ความรัก แต่ถ้าจะพูดว่า โกโก้ ช็อกโกแลต “เส้นทางแห่งความหวานชื่นหรือซ่อนความขมขื่น” คงทำให้ท่านสงสัยพอสมควรว่ามันเป็นอย่างไร วันนี้จึงมาติดตามเส้นทางสาย โกโก้ และช็อกโกแลต กันครับ

ช็อกโกแลตมาจากไหน

Chocopologie Chocolate Truffle คือชื่อช็อกโกแลต ที่ผลิตโดยเชฟชื่อ Fritz Knipschildt จากประเทศเดนมาร์ก  ได้รับการบันทึกชื่อว่าเป็นช็อกโกแลตที่แพงที่สุดในโลก คือจำหน่ายในราคา 2,600$ หรือประมาณ  78,000 บาท หากท่านต้องการลิ้มชิมรส ต้องสั่งซื้อโดยตรงจากเชฟ เพราะสินค้านี้ไม่วางขายทั่วไปในท้องตลาด

การผลิตช็อกโกแลต มีต้นทางคือ ต้นโกโก้ ในขั้นตอนการผลิตหลักๆ เริ่มจากนำผลโกโก้แก่จัดมาแกะเปลือก แยกเอาเมล็ดออก มาทำความสะอาด เอาเยื่อหุ้มเมล็ดออก นำเมล็ดมาหมัก ตากแห้ง แล้วนำเมล็ดมาคั่ว จนเนื้อเมล็ดโกโก้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล นำเข้าเครื่องกระทะเปลือก เป่าด้วยลมเพื่อแยกเปลือกเมล็ดออก จนเหลือเฉพาะเนื้อเมล็ด และไขมันโกโก้ นำเมล็ดโกโก้มาบดให้ละเอียด โดยใช้ความร้อนช่วย ทำให้ได้เป็นโกโก้หนืดสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ สกัดไขมันโกโก้แยกออกด้วยการบีบอัด ก่อนจะนำเนื้อโกโก้หรือผงโกโก้มา ผลิตช็อกโกแลตตามสูตรของแต่ละคน ออกมาเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามพร้อมรับประทานต่อไป

10 ประเทศที่ผลิตและส่งออกช็อกโกแลต มากที่สุดในโลก

ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกช็อกโกแลต อันดับ 10. สวิสเชอร์แลนด์ มีมูลค่าการส่งออก 802.2 ล้านเหรียญสหรัฐ 9. อังกฤษ – 878.8 ล้าน$ 8. ฝรั่งเศส- 1.4 พันล้าน$ 7. แคนาดา- 1.5 พันล้าน$  6. โปแลนด์ – 1.6 พันล้าน$ 5. สหรัฐอเมริกา – 1.6 พันล้าน$ 4. อิตาลี – 1.7 พันล้าน$ 3. เนเธอร์แลนด์ – 1.8 พันล้าน$ 2. เบลเยี่ยม – 2.9 พันล้าน$  และ อันดับ 1. เยอรมันนี – มีมูลค่าการส่งออก 4.5 พันล้าน$

สังเกตได้ว่าผู้ส่งออกช็อกโกแลตล้วนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและร่ำรวย ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกที่ดีมั่นใจต่อการดื่มด่ำกับผลิตภัณฑ์  

กลับมาที่ต้นทางของช็อกโกแลต คือโกโก้ 10 อันดับ ผู้ผลิตโกโก้ใหญ่ของโลก ได้แก่ อันดับ 10. สหรัฐโดมินิแกน 68,021 ตัน
9.เปรู 71,175 ตัน 8. แมกซิโก 82,000 ตัน 7. เอกวาดอ 128,446 ตัน 6. บราซิล 256,186 ตัน 5. คาเมรูน 275,000 ตัน 4. ไนจีเรีย 421,300 ตัน 3. อินโดนีเซีย 777,500 ตัน 2. กาน่า 835,466 ตัน และ อันดับ1 สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ หรือรู้จักกันในชื่อไอเวอรรี่โคส 1,448,992 ตัน  

ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ยากจน ซึ่งกล่าวได้ว่า โกโก้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศยากจน แต่ถูกสร้างมูลค่าเป็นช็อกโกแลตเป็นรายได้ของประเทศร่ำรวย”

ว่ากันว่า คนงานที่ผลิตโกโก้ในประเทศยากจน แทบไม่เคยได้ลิ้มรสของ ช็อกโกแลตเลยด้วยซ้ำ นี่ถือว่าเป็นความขมขื่นแรกที่ได้รับรู้ในเส้นทางสายความหวานของช็อกโกแลต เมื่อแยกตามภูมิภาคผู้ผลิตและบริโภค ปรากฏว่า กลุ่มประเทศยุโรป มีผลิตโกโก้น้อยมาก แต่ใช้ผลผลิตโกโก้ประมาณ 40% ของโลก กลุ่มอเมริกา ผลิต โกโก้ 14% ใช้ผลผลิต 21% เกลุ่มเอเชีย ผลิตโกโก้ 15% ใช้ผลผลิต 20% และ กลุ่มแอฟริกา ผลิตโกโก้ 71% ใช้ผลผลิต 18%
       

มีการประมาณการตัวเลขของสัดส่วนรายได้จากช็อกโกแลต 1 แท่ง ราคา 100 บาท พบว่า ชาวสวนโกโก้จะได้ส่วนแบ่ง  6.6 บาท ผู้แปรรูปผงโกโก้ 7.6 บาท โรงงานช็อกโกแลต 35.2 บาท ได้ร้านจำหน่าย 44.2 บาท ภาคอื่นๆอีก 6.4 บาท

ไวเวอรรี่โคส หรืออีกชื่อคือ สาธารณรัฐโกตดิวัวร์  มีมูลค่าภาคเกษตรเป็น 25% ของ GDP และการเกษตร 60% พึ่งพาการส่งออก มีพื้นที่เกษตรประมาณ 120 ล้านไร่ ผลิตโกโก้ประมาณ 20 ล้านไร่ ผลผลิตยังมีแนวโน้มเพิ่มจาก 1.44 ล้านตันขึ้นถึง 2 ล้านตันในไม่ช้า ผลผลิตคิดเป็น 40% ของโลก แต่ศักยภาพการผลิตต่ำประมาณ 80 กิโลกรัมต่อไร่ ประเด็นร้อนของโกโก้ที่ตกเป็นที่จับตามองในประเทศนี้ คือ การปลูกโกโก้ได้บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไปถึง 64% ในช่วงปี 1990-2015 ปัญหาการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมโกโก้ ความเหลื่อมล้ำของส่วนแบ่งรายได้ ระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้กับผู้ผลิตและจำหน่ายช็อกโกแลต ที่เคยมีส่วนแบ่งรายได้โดยเฉลี่ย 16% ของมูลค่าช็อกโกแลต ลดลงเหลือเพียง 6.6 % ขณะที่บริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตได้ส่วนแบ่งรายได้ 35 % โดยเฉลี่ย และร้านค้าปลีกหรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้มากถึง 44 % ว่ากันว่า เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้กลับยากจนถึงขั้นที่ว่าไม่สามารถซื้อช็อกโกแลตทานได้แม้แต่แท่งเดียว

อินโดนีเซีย 10 ปีย้อนหลังไป ปริมาณโกโก้ได้ลดลงจาก 8.3 แสนตัน เป็น 6.8 แสนตัน บางปีผลผลิตจะไม่พอกับความต้องการของโรงงานในประเทศต้องนำเข้าประมาณ 2 แสนตันเมื่อปีที่แล้ว ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือต้นโกโก้ 70% เป็นต้นอายุมาก ศัตรูพืชระบาด ความรู้เกษตรกรมีน้อย ให้ผลผลิตเฉลี่ย 100-130 กิโลกรัมต่อไร่ มีคุณภาพต่ำ เกษตรกรขายได้ราคาต่ำ ซึ่งรัฐบาลกำลังทำโครงการฟื้นฟูและให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นที่รายได้ดีกว่า จึงถือว่าเส้นทางโกโก้ของอินโดนีเชียไม่หวานชื่นนัก

มาเลเชีย  บทเรียนที่น่าสนใจของเพื่อนบ้านมาเลเชีย ได้ตั้งวิสัยทัศน์ว่าจะเป็น “King of chocolate in Asia” ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย ในปี 2015 อุตสาหกรรมโกโก้มาเลเชียส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่า 5 พันล้านริงกิต มีการขยายการผลิตช็อกโกแลตจาก 13,400 ตันเป็น 13,800 ตัน มีโรงงาน 51 โรงงาน และ 194 ผู้ประกอบการวิสาหกิจ สามารถทำยอดขาย 1.1 พันล้านต่อปี มาเลเชียเคยมีพื้นที่ปลูกโกโก้เมื่อปี 1989 สูงถึง 2.5 ล้านไร่ เป็นรายใหญ่ 49% รายย่อย 51 % แล้วพื้นที่ปลูกก็ลดลงเรื่อยๆ จนปี 2016 เหลือเพียง 1 แสนไร่ และเป็นรายย่อย 99%  มาเลเชียประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตำแหน่งของประเทศ จากผู้ผลิตเมล็ดโกโก้มาเป็นทำโรงงานแปรรูปช็อกโกแลต และวันนี้สิ่งที่มาเลย์กังวลคือ วัตถุดิบโกโก้กำลังไม่เพียงพอ ต้องสั่งจากอินโดนีเซียเข้ามา 3-4 พันล้านริงกิตต่อปี ผู้นำมาเลย์พูดว่า “we need to learn from advanced countries, why they are so advanced,  invest in the right things then only you can compete” หมายถึงว่า ถ้าอยากจะก้าวหน้า ต้องไปเรียนรู้จากประเทศที่ก้าวหน้า ว่าทำไมเขาถึงก้าวหน้า และต้องเลือกเดินให้ถูกทาง ลงทุนให้ถูกที่ จึงจะสามารถแข่งขันกับคนอื่นๆได้สำเร็จ สมกับการเดินบนเส้นทางแห่งความหวานได้อย่างแท้จริง

ราคา อดีตและอนาคต…หวานชื่นหรือขมขื่น?

องค์การโกโก้นานาชาติ (The International Cocoa Organization,ICCO) ศึกษาไว้ว่า ราคาโกโก้ผงได้สูงเป็นประวัติการณ์ เมื่อปี 1977 (ปี 2520) และตกต่ำสุด ในปี 2000 (ปี 2543) และพยากรณ์ว่าราคาจะขึ้นสูงอีกใน ปี 2025 หรือ 2568  ตามข้อมูลนี้จะเห็นว่ารอบของช่วงราคาสูงสุดจะมีวงจรประมาณ 20 ปี สอดคล้องพอดีกับช่วงอายุโกโก้ 20-30 ปี และตามคาดการณ์นับจากปีนี้ไปราคายังคงขึ้นไปอีกประมาณ 6 ปี แล้วจะตกต่ำ ราคาในตลาดโลกจะมีค่าเฉลี่ยไม่สูงนักและจะมีช่วงราคาแพงระยะสั้นๆประมาณ 3 ปี แล้วลดต่ำ ราคาซื้อขายในตลาดโลก 2,000-4,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ประมาณ 60,000-120,000 บาทต่อตัน หรือ 60-120 บาท/กิโลกรัม ราคาเกษตรกรบ้านเราถ้าผลิตโกโก้ให้เมล็ดแห้งประมาณ 150 กิโลกรัม/ไร่ รายได้เมล็ดแห้งจะราวๆ 9,000-18,000 บาท/ไร่ เมื่อหักต้นทุนประมาณ 6 พันบาทแล้ว กำไรก็ไม่มากนักพออยู่ได้ ในสถานการณ์นี้อาจฝันหวานไปได้สัก 6 ปี หลังจากนั้นราคาจะลดต่ำลง แต่ทั้งนี้ยังขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยกัน

โกโก้ ในประเทศไทย

          นับจากมีกระแสข่าวเรื่องโกโก้ขึ้นมา ก็เกิดการตื่นตัวของสังคมมากพอสมควร ย้อนอดีตที่เคยหวานชื่นและจบลงด้วยความขมขื่นของโกโก้ไทยในยุคที่1 ประมาณ 30 ปี มาแล้ว รัฐบาลได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกโกโก้แซมสวนมะพร้าวเนื่องจากเป็นช่วงที่มะพร้าวราคาตกต่ำ พื้นที่การปลูกเน้นมาที่ภาคใต้ และภาคตะวันออก ปรากฏว่าโกโก้เจริญเติบโตได้ดี แต่การรับซื้อผลผลิตไม่หวานชื่น ยั่งยืน สุดท้ายเกษตรกรได้โค่นทิ้งไปจำนวนมาก ซึ่งบทเรียนบ่งชี้ชัดเจนว่าโกโก้เป็นพืชอุตสาหกรรมที่ตลาดต้องมาก่อนอย่างชัดเจน หากไม่มีโรงงานแปรรูปในพื้นที่จึงถือว่าการผลิตย่อมมีความเสี่ยงสูง

จากการสัมภาษณ์เกษตรกรและผู้รับซื้อโกโก้แหล่งดั้งเดิมที่ อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช เกษตรกรเล่าว่า ปลูกโกโก้มา 20 กว่าปี สมัยที่รัฐบาลมาส่งเสริมการปลูก ผลผลิตต่อต้นราวๆ 30-50 กิโลกรัมต่อปี เก็บได้เรื่อยๆทั้งปี ปลูกเป็นสวนไม้ผลผสมผสาน หรือร่วมกับมะพร้าวได้ดี มีแสงแดดเหมาะสม แต่ในสวนยางไม่เหมาะเพราะแสงแดดน้อยเกินไป ระยะหลังๆที่ตลาดขายไม่ค่อยดี จึงโค่นโกโก้ไปปลูก มังคุด หรือ ทุเรียน แทน สมัยก่อนจะมีการทำเมล็ดแห้งจำหน่ายกิโลกรัมละ 30 -40 บาท แต่ช่วงหลังบริษัทไม่รับซื้อ เนื่องจากหมักไม่ได้คุณภาพตามที่ผู้ซื้อต้องการ  ปัจจุบันนี้บางรายเริ่มมีการปลูกใหม่เมื่ออายุ 3 ปี มีการปลูกโกโก้ระหว่างแถวมังคุด ระยะระหว่างต้นโกโก้ 4 เมตร 1 ไร่ แซมมังคุดได้ประมาณ 50 ต้นต่อไร่ มีต้นที่มีการเจริญเติบโตดีราว 80% มีการตัดแต่งให้ต้นเตี้ยราวๆ 1.5 -2 ม. และกำลังเริ่มออกดอกตามกิ่งก้าน  

การรับซื้อผลโกโก้ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา ได้คำบอกเล่าจากคุณอนุกูล เงินเปีย เล่าว่าครอบครัวดำเนินธุรกิจซื้อโกโก้มาตั้งแต่สมัยที่เริ่มมีโกโก้เข้ามาปลูกรุ่นแรก สืบทอดมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ดั้งเดิมมีการซื้อทั้งผลสดและแบบเมล็ดแห้งที่ผ่านการหมักแล้ว โดยส่งขายต่อไปยังบริษัท ประเด็นปัญหาสำคัญของการทำเมล็ดแห้งของชาวบ้าน คือทำออกมาคุณภาพต่ำ เพราะฝนตกชุก การตากการหมักได้ไม่ดี สุดท้ายบริษัทไม่รับซื้อ จึงมีการซื้อขายผลสดเพียงอย่างเดียว

วิกฤตโกโก้นครศรีธรรมราชเกิดขึ้นตอนที่บริษัทรับซื้อโกโก้ปิดตัวไม่รับซื้อผลผลิต ทำให้ชาวสวนโค่นทิ้งกันมาก แต่ต่อมาสามารถไปเจรจาส่งผลผลิตกับโรงงานที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ การซื้อขายโกโก้จึงฟื้นขึ้นมาใหม่ รูปแบบการซื้อปัจจุบันซื้อเป็นผลสดอย่างเดียว ส่งโรงงานประมาณเดือนละ 30-40 ตันต่อเดือน  ราคารับซื้อในหมู่บ้าน ผลสุกสดกิโลกรัมละ 7-8 บาท ตลอดปี มีเกษตรกรขาประจำประมาณ 20 ราย ส่วนตนเองมีการทำเมล็ดแห้งขาย 80-100 บาท/กิโลกรัม ขายให้กับผู้ที่จะนำไปแปรรูปเพื่อบดเป็นเครื่องดื่มในพื้นที่ โดยผลโกโก้สดราวๆ 3.5 กิโลกรัม ได้เมล็ดสด 1 กิโลกรัม เมล็ดสด 3 กิโลกรัม ได้เมล็ดแห้ง 1 กิโลกรัม หรือผลโกโก้ ราวๆ 10 กิโลกรัม ได้เมล็ดแห้ง 1 กิโลกรัม  อัตราส่วนนี้ขึ้นกับขนาดผลด้วย

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ image-9.png
รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ image-8.png

โกโก้ อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช

บทวิเคราะห์ โกโก้ไทย ไปได้หวานชื่น หรือจะเจอความขมขื่น?  เกษตรกรควรศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. บทเรียนโกโก้ของต่างประเทศ กรณีศึกษาจากประเทศร้อนชื้นทางแอฟริกา ลาตินอเมริกา รวมทั้งเอเชีย ในการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชที่มีโกโก้เข้ามาในระบบเกษตร โดยปกติประเทศในเขตร้อนชื้น มักมีพืชเศรษฐกิจ คล้ายๆกันกับไทย คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ และมะพร้าว ที่จะหยิบยกมาให้เป็นกรณีศึกษามีดังนี้

กัวติมอร์ หรือไอเวอรีโคส ประเทศผลิตโกโก้อันดับ 1 ของโลก สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-คงอยู่-ไปต่อ” ประเทศนี้พึ่งโกโก้เป็นหลัก ย้อนหลังไปราว 40 ปี ก่อนปี 1960-1979 โกโก้และกาแฟ เป็นอาชีพหลักเกษตรกร และเติบโตสูงสุดช่วง 1980-1989 ช่วง 1990 การพึ่งพาโกโก้ กาแฟ ได้ลดลง โดยพืชทางเลือกใหม่คือ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เข้ามาแทนที่โกโก้ในบางส่วน สาเหตุสำคัญคือ ราคาโกโก้ตกต่ำ และเกิดโรคระบาด แต่ประเทศนี้ยังคงขยายพื้นที่โกโก้ ครองแชมป์โลกตลอดมาทุกยุคสมัย

กานา ประเทศผลิตอันดับ 2 ของโกโก้โลก สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-แผ่วไป-คงอยู่” ก่อนปี 1940 เกษตรกรพึ่งพาพืชหลายชนิด และโกโก้ก็มาเริ่มรุ่งเรืองเอาตอน ช่วง 1957-1983 ทำเอาป่าจำนวนมากถูกบุกรุกและทดแทนด้วยโกโก้ พอถึงจุดสูงสุดโกโก้ก็ตกต่ำ หลังจากนั้นปาล์มน้ำมันก็มาทดแทนเพิ่มมากขึ้น

อินโดนีเซีย ประเทศผลิตอันดับ 3 ของโกโก้โลก สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-คงอยู่-แผ่วไป” สถานการณ์ในอินโดนีเซีย เมื่อราคาโกโก้ตกต่ำ ชาวอินโดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกโดยยาง และดูเหมือนโกโก้จะลดลงเรื่อยมาจนถึงปีนี้

มาเลเชีย สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-แผ่วไป-เปลี่ยนให้มั่งคั่ง” มาเลเชีย เคยปลูกโก้โก้ประมาณ 2 ล้านไร่ แต่สุดท้ายการพึ่งพาโกโก้ไม่สามารถไปได้ จึงมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกที่ปัจจุบันเหลือเพียงหลักแสนไร่ แต่หันไปเติบโตทางการผลิตช็อกโกแลตแทน

  • การให้ผลผลิตของโกโก้  ปัญหาการผลิตโกโก้คือ ศัตรูพืชทำลาย ผลสดคุณภาพต่ำ เมล็ดเล็ก การทำเมล็ดแห้งได้คุณภาพต่ำ การเจริญเติบโตของโกโก้ ชอบสภาพแสงรำไร ไม่มากหรือน้อยเกินไป แบบสวนมะพร้าว ส่วนในสวนยางพารา งานวิจัยที่ประเทศโกตดิวัวร์ รายงานไว้ว่า การปลูกโกโก้ในปีแรกพร้อมยาง โดยปลูกยางเป็นแถวคู่ ระหว่างแถว 3 เมตร และเว้นพื้นที่ 16 เมตร ไว้ปลูกโกโก้ 2 แถว  การขยายแถวยางเพื่อให้เพิ่มพื้นที่ว่างให้พืชอื่นขยายราก และ ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ยิ่งมีร่มเงามาก ยิ่งรากยางหนาแน่นมาก โกโก้จะให้ผลผลิตน้อยลง โกโก้ให้รายได้ในปีที่ 4 ยาง เริ่มให้รายได้ในปีที่ 8 ในช่วง 12 ปี หลังปลูก ระบบ ยาง+โกโก้ ให้รายได้ดีกว่าการทำสวนยางแบบเดี่ยวๆ และหลังปลูกไป 13 ปี รายได้จากยางอย่างเดียวจะไม่ต่างจากการปลูก ยาง+โกโก้
  • การตลาดโกโก้  ตลาดประเทศไทยต้องประเมินให้รอบคอบและบนความเป็นจริง ผู้ปลูกต้องตอบคำถามนี้ได้ชัดเจน เช่น ในจังหวัดที่ปลูกมีผู้ซื้อในพื้นที่หรือยัง กี่ราย ซื้อมานานหรือยังและจะซื้ออีกนานเท่าไร ถ้าไม่มีคนซื้อเสียหายอย่างไร จะมีทางออกอย่างไร แปรรูปได้ไหม แปรรูปแล้วทำคุณภาพดีได้ไหม ขายในท้องถิ่นได้ไหม มีโอกาสขยายไปมากน้อยเท่าไร จะล้นตลาดไหม ราคาจะตกลงเท่าไหร่คุ้มทุนหรือไม่ เป็นต้น คำถามเหล่านี้จะทำให้การตัดสินปลูกได้รอบคอบขึ้น ส่วนทางภาครัฐและเอกชน ควรมีการส่งเสริมให้ขยายธุรกิจแปรรูป วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้นำ ทำช็อกโกเเลตในท้องถิ่น หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น เครื่องดื่ม มีการเชื่อมโยงกับโรงงาน มีการสร้างความนิยมในการบริโภคผลิตภัณฑ์โกโก้ในประเทศ รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคพึงพอใจหันมาบริโภคให้มากขึ้น
  • ผลตอบแทน  จากการสัมภาษณ์เกษตรกร จ.นครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า การปลูกระยะ 4 เมตร ระหว่างพืชหลัก ก็จะได้ประมาณ 50 ต้น/ไร่ 1 ต้นเฉลี่ยจะเก็บผลสดได้ 30 กิโลกรัม/ปี หรือ 1,500 กิโลกรัม/ไร่ หรือประมาณ 150 กิโลกรัมเมล็ดแห้ง ราคาขายผลสด 7.5 บาท/กิโลกรัม หรือ 12,250 บาท/ไร่  หักต้นทุน ปุ๋ย ยา น้ำ แรงงาน ประมาณ 6,000 บาท จะเหลือรายได้ 6,250 บาท/ไร่  อนึ่งผลผลิตที่ได้จะขึ้นกับการดูแล ตัดแต่งใสปุ๋ย และปัญหาศัตรูพืช ที่จะทำให้ผลผลิตลดลง แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ไกลจากจุดรับซื้อ ราคาซื้อหักค่าขนส่งอาจจะเหลือเพียง 5-6 บาท ต่อกิโลกรัม รายได้ 8,250 บาท/ไร่ หรือกำไร 2-3 พันบาทต่อไร่ ข้อมูลผลผลิตเมล็ดแห้งต่อไร่
  • ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร รายงานว่าให้ผลผลิตตลอดเวลาการทดลอง 13 ปี ให้ผลผลิตแห้ง เฉลี่ย 127 กิโลกรัม/ไร่
  • รายงานผลการวิจัยในประเทศกาน่า 64-192 กิโลกรัม/ไร่ อินโดนีเซีย 64-128 กิโลกรัม/ ไร่  ไอเวอรรี่โคส 70 กิโลกรัม/ไร่
  • ราคาตลาดค้าขายส่งออกของโลก 2.0-2.5 เหรียญสหรัฐ หรือ 64-80 บาทต่อกิโลกรัม ประเมินจากข้อมูลดังกล่าวนี้ถือว่ารายได้ไม่สูงนัก
  • การถูกโน้มน้าวโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงจากธุรกิจขายพันธุ์พืช  มีประเด็นที่น่าห่วงจากบทเรียนในอดีตของการเชิญชวน หรือหลอกลวง ให้ปลูกพืชบางชนิดไม่มีตลาดรองรับ หรือพืชบางชนิดไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น อินทผาลัม ไม่เหมาะกับภาคใต้เนื่องจากอากาศไม่หนาวพอที่จะให้ผลผลิต ดาวอินคาปลูกในที่ลุ่มเกิดโรคโคนเน่าตาย  การสัญญาว่าจะซื้อผลผลิตแต่ไม่ซื้อ เช่น กล้วยหอมทอง อ้างว่าไม่ได้คุณภาพ ผู้ซื้อหนีหาย บางชนิดเป็นพืชระยะยาว ยังไม่รู้อนาคต แต่ผู้ส่งเสริมปิดกิจการหายไร้ร่องรอย เช่น ตะกู  บางชนิดไม่มีการแปรรูปหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น สบู่ดำ เป็นต้น เกษตรกรจึงควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก หากพบการเชิญชวนให้ซื้อพันธุ์พร้อมอุปกรณ์ ควรตรวจสอบว่าเป็นของบริษัทที่มีโรงงานแปรรูปจริง และหากมีการดำเนินการเข้าลักษณะกฎหมายเกษตรพันธะสัญญาควรปรึกษาสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดมาร่วมดูแลการทำสัญญา
  • ภาคนโนบาย ไทยควร “วางตำแหน่งโกโก้ไว้ตรงไหน” เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาว ไม่ใช่เพียงเป็นกระแสระยะสั้น ซึ่งภาคนโยบายน่าจะมีทางเลือกการวางตำแหน่งของไทยไว้ให้ชัดเจน เช่น
  • ตำแหน่งที่ 1 “เป็นผู้นำการผลิตช็อกโกแลตในเอเชีย” แนวทางนี้ถือเป็นความมั่นคงในการผลิตในประเทศอย่างครบวงจร ไม่ให้มีปัญหาที่ผ่านมาแบบพืชอุตสาหกรรมชนิดอื่นๆ ไทยต้องส่งเสริมการตั้งโรงงานช็อกโกแลต และกำหนดปริมาณการปลูกที่เหมาะสมโดยโรงงาน
  • ตำแหน่งที่ 2 “เป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบคุณภาพพรีเมี่ยมในเอเชีย” การเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบจะเจอปัญหาถูกกำหนดราคาโดยตลาดโลก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเรื่องวังวนแห่ง ราคาตกต่ำ-ประท้วง-โค่น แต่ในสถานการณ์ที่หลายๆประเทศผลิตวัตถุดิบคุณภาพยังต่ำ ประเทศไทยจึงต้องทำผลผลิตเกรดคุณภาพสูง
  • ตำแหน่งที่ 3 “เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์โกโก้ทีมีอัตลักษ์พื้นถิ่นไทย” แนวทางนี้ ต้องส่งเสริมการบริโภคและการแปรรูปนำการผลิต ไม่ส่งเสริมขยายพื้นที่ปลูกวงกว้าง แต่ “ส่งเสริม เมืองโกโก้และช็อกโกแลต” ในเขตท้องถิ่น ชุมชน หรือคลัสเตอร์ ทำครบวงจร มุ่งขายความเป็นไทย ขายการท่องเที่ยว ลงในผลิตภัณฑ์  ซึ่งในเป้าหมายประเทศไทย 4.0 ที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดทิศทางเกษตรไทยควรเป็นเกษตรแปรรูป นั่นคือต้องทำผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต ส่วนการขยายพื้นที่ปลูกต้องประเมินความพอดีกับความต้องการใช้และให้อยู่ในระดับขาดแคลนเพื่อรักษาระดับราคาของเกษตรกรให้สูง มีนำเข้าวัตถุดิบในช่วงฤดูที่ในประเทศให้ผลน้อย

บทสรุปเพื่อเกษตรกรประเมินตนเองก่อนตัดสินใจปลูกโกโก้  แบบประเมินคะแนน 10 ข้อๆ ละ 10 คะแนน นี้ลองนำมาตรวจสอบความเหมาะสมโดยให้คะแนนในแต่ละข้อตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ก่อนตัดสินใจปลูกโกโก้

1) ตลาดโลก  ข้อมูล- ปริมาณการผลิตในตลาดโลกปัจจุบันประมาณ 4.3-4.5 ล้านตัน ยังเกินปริมาณการใช้อยู่ หลักหมื่นตันถึง 2 แสนตัน โดยมีสต็อกสำรองของประเทศผู้ซื้อระดับหนึ่ง ประมาณ 1.7 ล้านตัน ราคาตลาดโลกมีการพยากรณ์ว่า ช่วงนี้มีแนวโน้มดีขึ้นระยะสั้นแต่จะลดต่ำลงมากในระยะเวลาอีกไม่กี่ปี ราคาเมล็ดแห้ง ณ ปัจจุบัน ประมาณ 2.2 $ หรือราวๆ 70 บาท/กิโลกรัม ถือว่าตลาดโลกยังพอไปได้

2) ผู้ซื้อผลผลิตในพื้นที่ ข้อมูล- มีผู้ซื้อในบางจังหวัดที่ปลูกโกโก้มานาน เช่น นครศรีธรรมราช ชุมพร ประจวบ จันทบุรี และบางจังหวัดทางภาคเหนือ การมีผู้ซื้อที่ซื้อมายาวนานนั่นคือความมั่นคงทางการตลาด แต่ถ้ายังไม่มีการซื้อขายมาก่อนในพื้นที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูง


3) อุตสาหกรรมโกโก้และช็อกโกเลต  ข้อมูล-ในประเทศไทยยังมีโรงงานช็อกโกเลตน้อย เมื่อเทียบกับกาแฟหรือพืชอื่นๆ การขอตั้งโรงงานใหม่ยังไม่มีมาชัดเจน หากโรงงานน้อยรับผลิตได้น้อย ถือเป็นความเสี่ยงสำหรับเกษตรกร 


4) ความนิยมในตัวสินค้า    ข้อมูล-ตลาดช็อกโกแลตยังเป็นตลาดของผู้มีรายได้ดี ชาวบ้านธรรมดายังรับประทานน้อย และเครื่องดื่มโกโก้ยังนิยมน้อยกว่ากาแฟ การสร้างกระแสความนิยมในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนัก 


5) ปริมาณการปลูกและการใช้ในประเทศไทย  ข้อมูล-คาดว่าพื้นที่ปลูกจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากกระแสในปัจจุบัน ซึ่งมียอดการสั่งจองพันธุ์นับแสนต้นที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และอีกหลายแสนต้นของบริษัทเอกชน  เนื่องจากโกโก้เป็นพืชยืนต้นที่ต้องการร่มเงา จึงน่าจะไปปลูกในพื้นที่วางเปล่าที่มีอยู่ได้ไม่มาก แต่ข้อดีคือปลูกร่วมกับบางพืชได้ การปลูกน้อยราคาจะดี ปลูกมากราคาตกต่ำ ด้านตลาดไทยปัจจุบันมีทั้งการนำเข้าและส่งออก การผลิตที่น้อยกว่าการใช้ จะเป็นตัวพยุงราคาให้ดี ซึ่งดีกว่าการผลิตจนมีมากและอาศัยการส่งออกเป็นลมหายใจหลัก ประเด็นนี้ยังถือว่ามีโอกาสในการเติบโต


6) อากาศ ดิน น้ำ  ข้อมูล-โกโก้ปลูกดีในที่ร้อนชื้น ไม่หนาวมาก ดินร่วนระบายน้ำดี หน้าดินลึก มีฝน 1,500-2,000 มิลลิเมตร/ปี ไทยปลูกได้ดีในภาคใต้ ภาคตะวันออก ส่วนภาคอื่นๆ อาจมีปัญหาอากาศหนาวและแห้งแล้งบ้าง 


7) โรค แมลง ศัตรูพืช ข้อมูล- ศัตรูพืช เช่น กระรอก หนู โรค มีรายงานโรคระบาดสร้างความเสียหายในต่างประเทศ แต่ในไทยที่ยังพบน้อยเนื่องจากยังมีการปลูกน้อย

8) เงินลงทุน เวลา แรงงาน ความรู้  ข้อมูล-การจัดการสวนโกโก้ ดูแลง่าย ไม่แตกต่างจากพืชทั่วไป แต่ต้องตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ทำร่มเงาเมื่อเริ่มปลูก กำจัดวัชพืช แรงงานสามารถเข้าสวนได้ทุกอาทิตย์ มีความรู้ในการจัดการให้ได้ผลขนาดใหญ่ เมล็ดโต มีความรู้การแปรรูปเป็นเมล็ดแห้งคุณภาพดี 

9) ความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์จำหน่ายเองและตลาด  ข้อมูล-ความสามารถในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตลอดจนไปจนถึงการผลิตช็อกโกแลต ถ้าเกษตรกรหรือผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถทำเองได้ นั่นหมายถึงโอกาสทางการระบายผลผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มมีสูงขึ้น ลดปัญหาความเสี่ยงการตลาดลง 


10) ผลตอบแทน   ข้อมูล-ตัวเลขจากการสัมภาษณ์ พบว่าโกโก้ให้ผลผลิตผลสดประมาณ 1,500 กิโลกรัม/ไร่ หรือประมาณ 150 กิโลกรัมเมล็ดแห้ง ราคาขายผลสดประมาณ 7.5 บาท/กก. รายได้ประมาณ 12,250 บาท/ไร่  หักต้นทุน ปุ๋ย ยา น้ำ แรงงาน ประมาณ 6,000 บาท จะเหลือรายได้สุทธิ 6,250 บาท/ไร่   ทั้งนี้ขึ้นกับความเป็นมืออาชีพของเกษตรกรด้วย  


รวมคะแนนประเมิน หากได้คะแนน 60 ลงมาแสดงว่ายังไม่ควรปลูก 60-69 ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงจึงประสบความสำเร็จ 70-79 สามารถรักษาสภาพการผลิตไปได้ 80 ขึ้นไป มีอนาคตสดใส

 เครื่องดื่มโกโก้ มีรสกลมกล่อม ดีต่อสุขภาพ มีสารอาหาร ไม่มีคลอเรสเตอร์รอล ในผงโกโก้ 100 กรัม มีพลังงานทั้งหมด 228 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 19.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 57.9 กรัม, ไขมัน 13.7 กรัม โซเดียม, เหล็ก ซิงค์ วิตามิน, กากไยอาหาร และ อื่นๆอีกมากมาย มีประโยชน์ต่อร่างกายบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ถ้าวันนี้ร้านกาแฟหันมาพัฒนาสูตรเครื่องดื่มโกโก้ และท่านทดลองสั่งเครื่องดื่มโกโก้ร้อนๆเข้มข้นสูตรไม่ผสมน้ำตาลมาสักแก้ว จะทำให้ท่านเปลี่ยนใจมาเป็นคอโกโก้เพิ่มอีกหนึ่งคนแน่นอน

บทความโดย ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร

โกโก้ต้นอายุ 29 ปี ที่สงขลา

เอกสารอ้างอิง

Götz Schroth, François Ruf. Farmer strategies for tree crop diversification in the humid tropics. A review. Agronomy for Sustainable Development, Springer Verlag/EDP Sciences/INRA, 2014, 34 (1), pp.139-154. <10.1007/s13593-013-0175-4>. <hal-01234798>

https://www.businesswire.com/…/Malaysia-Cocoa-Industry-Repo…http://www.calforlife.com/…/ca…/cocoa-dry-powder-unsweetened

https://www.cirad.fr/…/rubber-intercropping-with-coffee-or-…

http://www.fairtrade -deutschland.de

http://www.fao.org/docrep/006/AD220E/AD220E03.htm#ch3.4

www.fao.org The Future of the World Cocoa Economy: Boom or Bust? – FAO 

http://www.icco.org

http://induced.info/…

http://iopscience.iop.org

http://www.koko.gov.my/…/indu…/statistic/cocoacultivated.cfm

https://www.malaymail.com/…/its-chocolate-factory-or-cocoa-…http://www.researchgate.net/

https://www.straitstimes.com/…/malaysia-aims-to-be-chocolat…https://www.telegraph.co.uk/…/the-surprising-country-that-…/

http://www.uq.edu.au/_School_Science_Lessons/CocoaProj.html

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s