ประชากรภาคเกษตร เหลือ 38%

เกษตรกรเหลือประมาณ 38% ของประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน หรือราวๆ 25 ล้านคน

โครงสร้างครัวเรือนเกษตรไทย
โดยเฉลี่ยครัวเรือนเกษตรไทยมีสมาชิก 2.7 คนและ 75% มีส่วนร่วมในการทำการเกษตรไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักหรือรองในปี 2560 และหากมองในมิติอายุและการศึกษา เราพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ 2 ประการ

ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสูงวัยของแรงงาน ซึ่งเร็วกว่าภาพรวมของประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของแรงงานเกษตรสูงอายุที่มีอายุ 40-60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 39% ในปี 2546 เป็น 49% ในปี 2556 เช่นเดียวกับสัดส่วนของแรงงานที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ที่เพิ่มขึ้นด้วย สวนทางกับสัดส่วนของแรงงานอายุน้อย (15-40 ปี) ที่ลดลงอย่างมากจาก 48% เป็น 32% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับภาพรวมโครงสร้างประชากรของประเทศจากกรมการปกครอง พบว่าจำนวนประชากรของประเทศที่มีอายุ 15-40 ปี, 40-60 ปี และมากกว่า 60 ปี ในปี 2560 มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 51, 35 และ 14 ตามลำดับ

และเมื่อพิจารณาสัดส่วนแรงงานสูงอายุในเชิงพื้นที่ พบว่าภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือมีสัดส่วนของแรงงานสูงอายุและการเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ในระดับที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ และสัดส่วนแรงงานสูงอายุได้ปรับเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ และทุกกิจกรรมการผลิต
แรงงานเกษตรไทยมีการศึกษาที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนแรงงานเกษตรที่สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไปได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 12.1% ในปี 2546 เป็น 21.5% ในปี 2556 และเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ

โดยเฉลี่ยครัวเรือนเกษตรไทยมีที่ดินทำกิน 14.3 ไร่ในปี 2560 แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนเกษตรที่มีที่ดินทำกินขนาดใหญ่ (40 ไร่ขึ้นไป) ส่วนมากจะอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย ข้าวโพดและมันสำปะหลัง และเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในบางจังหวัดของภาคใต้ และเมื่อเปรียบเทียบจากปี 2546-2556 พบว่าขนาดที่ดินทำกินได้ลดลงในเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขนาดของที่ดินทำกินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ขนาดของที่ดินทำกินของครัวเรือนเกษตรไทยยังมีขนาดที่ใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชีย เช่น เวียดนาม อินโดนิเซีย กัมพูชา หรือ อินเดีย ที่มีขนาดที่ดินทำกิน 3.9, 5.8, 8.2, 8.3 ไร่ ตามลำดับ (FAO, 2015, Lowder et al. 2016)

โดยเฉลี่ย 59.8% ของครัวเรือนเกษตรมีกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ซึ่งก็มีสัดส่วนครัวเรือนที่มีกรรมสิทธิ์ถือครองประเภทอื่น ๆ สูงด้วย ขณะที่ครัวเรือนที่เช่าที่ดินทำกินจะมีสัดส่วนสูงในภาคกลางและเหนือตอนล่าง และครัวเรือนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินจะกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในเขตพื้นที่สูงและป่า และหากเปรียบเทียบจากปี 2546-2556 พบว่าสัดส่วนของครัวเรือนเกษตรที่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เพิ่มขึ้นในเกือบทุกจังหวัด

การเข้าถึงทรัพยากรน้ำยังมีข้อจำกัด และมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่สูง แสดงให้เห็นว่าในปี 2560 ครัวเรือนเกษตรเพียงร้อยละ 42 สามารถเข้าถึงทรัพยากรน้ำซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์เกษตรที่สำคัญมาก โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และหากพิจารณาตามประเภทของแหล่งน้ำ พบว่า 26% ของครัวเรือนเกษตรเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงระบบการชลประทานได้ และส่วนใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง เหนือตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเช่นกัน 11% ของครัวเรือน มีการสร้างและใช้แหล่งน้ำของตนเอง และมีสัดส่วนสูงในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ และ 6% ของครัวเรือนใช้แหล่งน้ำธรรมชาติและสาธารณะ และมีสัดส่วนสูงในภาคเหนือ โดยรวมการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของครัวเรือนเกษตรยังจำกัดในภาคอีสานตอนล่างและภาคใต้เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ

การใช้แรงงานเกษตรต่อไร่ของครัวเรือนเกษตรไทยลดลงในเกือบทุกพื้นที่ สวนทางกับจำนวนครัวเรือนที่ใช้เครื่องจักรกลที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 2546-2556 สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต หรือ Structural transformation ของภาคเกษตรไทยได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ (Bustos et al. 2016, FAO 2015) โดยสัดส่วนของแรงงานในครัวเรือนที่ทำการเกษตรเป็นหลักมีการปรับลดลงมากที่สุดในทุกพื้นที่ ในขณะที่สัดส่วนของครัวเรือนที่ใช้เครื่องจักรกลเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหนือและใต้ ซึ่งในสองภูมิภาคแรก มากกว่าครึ่งยังเป็นการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของครัวเรือนที่ใช้เครื่องจักรกลแบบดั้งเดิมอยู่


ในเชิงพื้นที่ กิจกรรมทางการเกษตรไทยมีการกระจุกตัวสูง ซึ่งอาจสะท้อนถึง Economy of scale ในการทำการเกษตรไทย แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของพื้นที่ทำกิจกรรมการเกษตรแต่ละชนิด เช่น จุดสีเขียวเข้มแสดงถึงพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งกระจุกตัวอยู่มากในจังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคอีสาน เช่นเดียวกับจุดสีชมพู ซึ่งแสดงถึงพื้นที่ปลูกยางพาราที่กระจุกตัวอยู่มากในหลายจังหวัดในภาคใต้

ในภาพรวมระดับประเทศ การทำการเกษตรของไทยมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเมื่อเปรียบเทียบจากปี 2546-2556 เราพบว่าสัดส่วนของพื้นที่เกษตรทั่วประเทศมีการทำกิจกรรมการเกษตรหลากหลายชนิดขึ้น

รายได้ต่อหัวต่อปีของครัวเรือนเกษตรไทยอยู่ที่ 57,032 บาทในปี 2560 ซึ่งร้อยละ 66 มาจากภาคเกษตร[4] และสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ต่อหัวต่อปีของครัวเรือนเกษตรไทยอยู่ที่ 1.3 เท่าในปี 2560 ซึ่งร้อยละ 69 มาจากภาคเกษตร

เกือบ 40% ของครัวเรือนเกษตรไทยยังมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศ แสดงให้เห็นว่ารายได้ต่อหัวมีการกระจายตัวและมีความเหลื่อมล้ำสูง โดย 70% ของครัวเรือนมีรายได้ไม่ถึงค่าเฉลี่ย และครัวเรือนจำนวนน้อยเท่านั้นที่มีรายได้สูง และที่สำคัญก็คือ ประมาณ 40% ของครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้ไม่ถึง 32,000 บาท ซึ่งคือระดับเส้นความยากจนของประเทศไทยในปี 2559[5] โดยรวมครัวเรือนเกษตรไทยจำนวนมากยังมีฐานะยากจน

30% ของครัวเรือนเกษตรมีหนี้สินเกิน 1 เท่าของรายได้ต่อหัวต่อปี และเช่นเดียวกับรายได้ แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนหนี้ต่อรายได้มีความแตกต่างสูงมากระหว่างครัวเรือน โดย 50% มีหนี้สินต่อรายได้ต่อหัวต่อปีไม่ถึง 0.6 เท่า และมีเพียง 10% ของครัวเรือนที่มีหนี้สินเกิน 3 เท่าของรายได้ต่อหัวต่อปี

ที่มา:
จุลทรรศน์ภาคเกษตรไทยผ่านข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและสำมะโนเกษตร
https://www.pier.or.th

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s