ร่างแผนพัฒนากาแฟ โดยกรมวิชาการเกษตร ตอนที่ 4 SWOT

การวิเคราะห์สถานการณ์กาแฟ
ภายใต้เงื่อนไขการค้าเสรี
ใช้แนวทางวิเคราะห์แบบ SWOT คือวิธีวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เข้าใจ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อให้สามารถกำหนดกลยุทธ์สำหรับสินค้ากาแฟของประเทศไทยได้ ดังนี้
จุดแข็ง (Strength-S)
S1 กระแสความนิยมดื่มกาแฟภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15-25 ปี และมีรูปแบบการนำเสนอกาแฟที่น่าสนใจมากขึ้น (เมนู การโฆษณา ผลิตภัณฑ์ใหม่)
S2 มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาให้แก่ชาวสวนกาแฟไทย โดยผ่านกลไกของรัฐ เช่น การเผยแพร่เทคโนโลยีการผลิต การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เงินทุน โดยเฉพาะนโยบายให้ความเป็นธรรม
S3 ประเทศไทยได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่จุดกึ่งกลางภูมิภาคอาเซียน และยังมีระบบโลจิสติกส์ที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
S4 ไทยสามารถส่งออกกาแฟไปประเทศต่างๆ มากกว่า 40 ประเทศ โดยมีมูลค่าส่งออกมากกว่า 4,583 ล้านบาท ในปี 2561
S5 แหล่งปลูกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น สภาพอากาศ ดิน และการสร้างอัตลักษณ์ สามารถต่อยอดสร้างสินค้า Local brand และ GI
S6 มีความหลากหลายของการแปรรูปที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้
S7 มีแหล่งผลิตกาแฟเฉพาะถิ่นที่มีชื่อเสียง (GI) ทำให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น
S8 ผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเพื่อสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้งบริโภคภายในประเทศและส่งออก
S9 เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้สูงกว่าราคาต้นทุน
S10 ไทยมีการส่งออกกาแฟสำเร็จรูป/เมล็ดกาแฟดิบ
S11 ความหลากหลายของสภาพพื้นที่ปลูกทำให้สามารถสร้างอัตลักษณ์กาแฟไทยได้หลายหลายทำให้ขยายตลาดได้กว้างเพิ่มมากขึ้น
S12 ทักษะบุคลากร เช่น บาริสตาระดับโลก โรงงานแปรรูป มีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้เราเปิดตลาดใหม่ได้
S13 มีองค์กรและสถาบันที่มีความพร้อมในการวิจัยและพัฒนาด้านกาแฟ
S14 พื้นฐาน ทักษะของเกษตรกรไทยที่ได้รับผลงานวิจัยเพื่อนำไปปฏิบัติในสวนหรือร่วมวิจัยกับผู้วิจัยได้ดีกว่าประเทศคู่แข่ง
S15 ประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟของโลก
S16 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการจัดทำยุทธศาสตร์กาแฟ ในลักษณะบูรณาการและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการผลิตกาแฟทั้งระบบ เพื่อสร้างคุณค่าของชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต

เกษตรกรรุ่นใหม่ กลับคืนถิ่นเดิม และใช้พื้นฐานในชุมชนเดิมในการผลิตกาแฟ นำไปขยายฐานการใช้ประโยชน์ มีโอกาสในการหาตลาดมากขึ้น สร้างห่วงโซ่การท่องเที่ยว ในชุมชน
S18 ประเทศไทยพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูก ทำให้ได้คุณภาพผลผลิต และมีรสชาติดี เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
S19 มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต เช่น กาแฟดอยช้าง กาแฟห้วยห้อม กาแฟปางขอน
S20 มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาผลผลิตให้แก่เกษตรกร ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพกาแฟดีขึ้น สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
S21 บุคลากรมีความสามารถในการส่งเสริมและชักจูง เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กในการพัฒนาการแปรรูปกาแฟ
S22 มีวัตถุดิบที่ดีและมีผู้แปรรูปที่มีความรู้มากขึ้น รวมทั้งมีสถาบันให้ความรู้ด้านการแปรรูปกาแฟมากขึ้น
S23 มีการผูกเรื่องราวของสินค้าแปรรูปกับวัฒนธรรม โดยการผูกเรื่องกับการผูกเรื่องเป็นพืชทดแทนพืชเสพติด
S24 มีนวัตกรรมการแปรรูปที่มากและทันสมัยในการแปรรูปเพิ่มความหลากหลายในการแปรรูปกาแฟและผลิตภัณฑ์ต่อยอด
S25 มีบุคลากรที่มีความสามารถในการซื้อเมล็ดกาแฟ การคั่วกาแฟ การชิมกาแฟ และการชงกาแฟ (Buyer/Roaster/Cupping/Brewer)
S26 มีวัตถุดิบและแหล่งปลูกกาแฟที่สมบูรณ์และเป็นเอกลักษณ์รวมทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยังมีความเป็นธรรมชาติสูง
S27 มีโรงงานแปรรูปทางการเกษตรที่ทันสมัย
S28 มีเส้นทางและช่องทางการจำหน่ายสินค้าหลายแหล่งได้แก่ เครื่องบิน รถไฟ และทางบก และติดชายแดน
S29 มีสายพันธุ์กาแฟที่แข็งแรงและหลากหลายเหมาะสำหรับการนำไปแปรรูปเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะ
S30 ตลาดกาแฟไทยมีการเติบโตสูงมาก เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟ
S31 ธุรกิจ SME มีศักยภาพในการขยายตัวที่สูงมาก ซื่งเป็นผลดีต่อความอยู่รอดของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ แต่ธุรกิจ SME ขาดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภาครัฐควรเข้ามามีส่วนร่วมโดยส่งเสริมการลงทุน
S32 ส่งเสริมการสร้างตลาดกลางการซื้อขายกาแฟ
S33 ภาครัฐควรส่งเสริมการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อลดต้นทุนการผลิตที่สูงมาก
S34 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน
S35 พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต เพื่อให้สามารถใช้ปัจจัยการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
S36 ส่งเสริมความความร่วมมือระหว่างเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่แท้จริงในอุตสาหกรรมกาแฟ
S37 ภาครัฐควรสนับสนุนภาคเอกชนในการขยายตลาดกาแฟไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ เช่น การจัด roadshow ในเวทีต่างประเทศ เป็นต้น

S38 รัฐบาลมีนโนบายสนับสนุน และมีการจัดทำยุทธศาสตร์วิจัยและพัฒนากาแฟในลักษณะบูรณาการ
S39 มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนในด้านการวิจัยและพัฒนากาแฟ
S40 มีความร่วมมือกับต่างประเทศในงานวิจัยและพัฒนากาแฟ
S41 กาแฟเป็นพืชที่มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และการบริการที่หลากหลายและมีมูลค่าสูง
S42 มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาองค์ให้แก่ชาวสวนกาแฟไทย ทำให้การรวมกลุ่มเป็นวิสหกิจชุมชนเข้มแข็งขึ้น และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
S43 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน และมีการจัดทำยุทธศาสตร์กาแฟในลักษณะบูรณาการด้วยกลไลประชารัฐทำให้เกิดต้นแบบของการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
S44 ความเป็นอัตลักษณ์ของกาแฟอะราบิกาในประเทศไทยของแต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย สามารถสร้างคุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มได้
S45 กาแฟอะราบิกา สามารถปลูกร่วมกับป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

จุดอ่อน (Weakness-w)
W1 พื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ภาครัฐไม่สามารถส่งเสริมได้เต็มที่ โดยมากกว่าร้อยละ 90 เป็นเขตป่าสงวน ซึ่งเกษตรกรได้ทำกินกันมานานโดยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ยากต่อการให้การส่งเสริมของภาครัฐ
W2 ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เนื่องจากดินมีสภาพเสื่อมโทรม ไม่มีการปรับปรุงดิน ประกอบกับการขาดการตัดแต่งกิ่ง และทำสาวต้นกาแฟ เนื่องจากการขาดแคลนแรงงาน และขาดแรงจูงใจเนื่องจากพืชคู่แข่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า
W3 สถาบันเกษตรกรส่วนมากไม่มีความเข้มแข็ง ไม่สามารถช่วยเหลือสมาชิกในการบริหารจัดการด้านการผลิต
W4 เกษตรกรยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ
W5 เกษตรขาดองค์ความรู้และเครื่องมือในการแปรรูป ทำให้ขาดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แข่งขันได้
W6 ต้นทุนในการผลิตและการแปรรูปสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ราคาสูง เกิดความเสียเปรียบคู่แข่งในด้านราคา
W7 ต้นทุนของไทยสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง ทำให้ขีดความสามารถในการส่งออกลดลง เนื่องจากไทยมีค่าแรงงานสูงกว่า และผลผลิตต่อไร่ต่ำ
W8 ขาดแรงงานในภาคเกษตร
W9 ขาดกระบวนการ Goal alignment ทำให้ไม่สามารถระบุกลยุทธ์ในการบริหารในภาพรวม
W10 การถ่ายทอดและการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรยังขาดประสิทธิภาพ
W11 ค่าแรงเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนในงานวิจัยเพิ่มขึ้น
W12 ขาดการทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและเชื่อมโยงการติดตามประเมินผลในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
W13 พื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ภาครัฐไม่สามารถส่งเสริมได้เต็มที่ โดยมากกว่าร้อยละ 50 เป็นเขตป่าสงวนซึ่งเกษตรกรไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ยากต่อการส่งเสริมของภาครัฐ
W14 การรวมกลุ่มของเกษตรกรไม่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน แม้ในระยะแรกมีการรวมตัวกันได้แต่ท้ายสุดแล้วมีเหตุให้ต้องล้มเลิกไป ส่งผลให้การสนับสนุนส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ไม่บรรลุผล
W15 เกษตรกรไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้องในการจัดการเทคโนโลยีการผลิต ส่งผลให้ผลผลิต และคุณภาพของกาแฟต่ำ รายได้ของเกษตรกรลดลง
W16 ต้นทุนการผลิตของไทยยังอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เนื่องจากมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ และค่าแรงสูง
W17 เกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย ได้มาตรฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของกาแฟ
W18 ขาดการรวมกลุ่มที่เป็นนิติบุคคลทางกฎหมาย
W19 เทคโนโลยีด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปกาแฟไม่หลากหลายและไม่มีการยกระดับโดยตัวเอง และการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการรักษาความสะอาด
W20 ขาดโอกาสในการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในด้านการตลาด และเกษตรกรไม่พึ่งพาตัวเอง

W21 ขาดข้อมูลความต้องการของเมล็ดกาแฟแต่ระดับของการแปรรูปไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ทำให้มีการลักลอบนำเข้า
W22 เกษตรกรในพื้นที่เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานและมีประสบการณ์
W23 บรรจุภัณฑ์เมล็ดกาแฟและการยืดอายุการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟและกาแฟคั่วมีราคาสูงและไม่มีบรรจุภัณฑ์ทดแทน
W24 ผลผลิตไม่เพียงพอ ขึ้นอยู่กับฤดูกาล
W25 ภาครัฐไม่สนับสนุน ขาดความเข้าใจในปัญหา และขาดความร่วมมือกับภาคเอกชน
W26 ต้นทุนการผลิตที่สูงมาก
W27 ขาดการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพกาแฟ ทั้งสายพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย
W28 กฎหมายและข้อบังคับเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการผลิตกาแฟ เช่น บางพื้นที่ปลูกเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เป็นอุปสรรคในการพัฒนาและลงทุน
W29 กาแฟแต่ละพื้นที่ของไทยไม่มีความแตกต่างกันชัดเจน
W30 ขาดหน่วยงานที่ทำหน้าที่แบบ one stop service เพื่อสนับสนุนการส่งออก
W31 ขาดพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมเฉพาะพื้นที่ ทำให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำ
W32 ขาดการยอมรับและการปฏิบัติของเทคโนโลยีเนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกร (ชนเผ่า) ทำให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตลดลง
W33 เกิดการปรับตัวของศัตรูกาแฟทำให้การระบาดของศัตรูมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพ และรายได้ลดลง
W34 พื้นที่ปลูกกาแฟอะราบิกาส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ภาครัฐไม่สามารถส่งเสริมได้เต็มที่ โดยมากกว่าร้อยละ 50 เป็นเขตป่าสงวน ซึ่งเกษตรกรได้ทำกินกันมานานโดยไม่มีกรรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ยากต่อการให้การส่งเสริมของภาครัฐ และไม่สามารถยื่นขอการรับรองแหล่งผลิตดีที่เหมาะสม (GAP) ได้

โอกาส (Opportunity-O)
O1 ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในขณะที่ผลผลิตมีทิศทางลดลง ให้เกษตรกรมีแรงกระตุ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ
O2 มีแหล่งรับซื้อผลผลิตกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณพื้นที่ที่ปลูกกาแฟ ช่วยลดต้นทุนการผลิตในส่วนการขนส่ง
O3 เกษตรกรรมแบบผสมผสาน ลดความเสี่ยงในด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร และเป็นโอการสในการขยายพื้นที่ปลูกและเพิ่มผลผลิต
O4 พฤติกรรมการบริโภคกาแฟของโลกได้เปลี่ยนไป โดยเน้นการบริโภคกาแฟเย็น จึงเป็นโอกาสในการคิดนำเสนอกาแฟรูปแบบใหม่ๆ เช่น กาแฟโบราณที่มีรสชาติเป็นเป็นเอกลักษณ์
O5 กระแสการบริโภคกาแฟเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ประเทศไทยมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตกาแฟรักษ์สิ่งแวดล้อม
O6 เกษตรออนไลน์เพื่อผลิตกาแฟให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ/ผลิตในตรงกับตลาด
O7 กระแสการบริโภคกาแฟมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15 % ต่อปี เป็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟและรูปแบบการบริการเพิ่มมูลค่าของกาแฟ
O8 พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตเน้นการบริโภคสินเค้าเพื่อสุขภาพ ปลอดภัย เป็นโอกาสสร้างนวัตกรรมในการแปรรูปผลิตภัณฑ์
O9 ปริมาณความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งปริมาณ และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
O10 มีแหล่งรับซื้อผลผลิตโรบัสตากระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ที่มีการปลูกกาแฟทำให้ลดต้นทุนโลจิสติกของเกษตรกร และเกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้ง่าย
O11 พฤติกรรมการบริโภคในเอเชียใช้โรบัสตาเป็นหลักในขณะที่พื้นที่ปลูกโรบัสตาในอาเซียนลดลงแต่ความต้องการใช้ทั้งในประเทศ/ต่างประเทศ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จะเป็นช่องทางให้ประเทสไทยคลองตลาดโรบัสตาได้มากขึ้น
O12 เทรนการบริโภคกาแฟเพื่อสุขภาพและความงามทำให้สามารถเปิดช่องขายตลาดใหม่เพิ่มขึ้น
O13 โอกาสการขายสินค้า/วัตถุดิบในตลาด online
O14 การขยายของธุรกิจ SME และรูปแบบการขยายธุรกิจโดยขายเฟรนด์ไชน์
O15 ความต้องการกาแฟในตลาดโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงเป็นโอกาสในการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตกาแฟและลดต้นทุนการผลิต
O16 มีมาตรฐานสากลที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการวิจัยและพัฒนา
O17 มีความร่วมมือด้านการวิจัยกับองค์กรในต่างประเทศจึงมีโอกาสในการวิจัยงานวิจัยและพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย
O18 มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในการสนับสนุนองค์ความรู้มาพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟ
O19 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้เข้าถึงช่องทางการบริการภาครัฐได้มากขึ้น
O20 กาแฟไทยเป็นที่ยอมรับด้านคุณภาพ ทำให้มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟทั้งในประเทศ และต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟ เพิ่มรายได้ให้กับประเทศมากขึ้น
O21 หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมสนับสนุนพันธุ์กาแฟคุณภาพดี และให้ผลผลิตต่อไร่สูง ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพกาแฟดีขึ้น สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

O22 เกษตรกรรมแบบผสมผสานกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ให้เกษตรกร และเป็นโอกาสในการขยายพื้นที่ปลูก
O23 นโยบายของรัฐให้ความสำคัญกับกาแฟเพื่อเป็นเมืองต้นแบบ Food safety , Green Economy
O24 กำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางค้าขายกาแฟ (Asean Coffee Hub) โลจิสติกทางราง ทางบก ทางอากาศ ได้แก่ Highway, R410 และสนามบิน
O25 ประเทศไทยมีดินแดนเชื่อมกับประเทศเพื่อบ้านเพื่อส่งออกสินค้าแปรรูป ให้หลากหลาย โดยรับเข้ามาและส่งออก
O26 ประเทศไทยมีสินค้ากาแฟเกษตรที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ดอยช้าง ดอยตุง เกอิชาน่าน กาแฟดงมะไฟ ฯลฯ
O27 มีการจัดงานเทศกาลกาแฟระดับนานาชาติ ได้แก่ เชียงใหม่เมืองกาแฟ Chiangrai Coffee fest, Thailand coffee fest, Thaifex, ACID etc.
O28 มีผู้บริโภคกาแฟในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 200 แก้วต่อคนต่อปี มูลค่า 21,220 ล้านบาท
O29 มีเทคโนโลยีด้านการแปรรูปที่ทันสมัยเช่น การคั่วกาแฟ การแปรรูปกาแฟ การตากกาแฟ Barista ฯลฯ
O30 มีช่องทางสื่อสารในท้องถิ่น เช่น สถานีวิทยุ ช่องโทรทัศน์ เอกสารเผยแพร่ ออนไลน์ สภากาแฟฯลฯ
O31 รัฐบาลมีนโยบายในแก้ใขปัญหาภูเขาหัวโล้นและลดปัญหาหมอกควัน จึงเป็นโอกาสในการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหา
O32 มีความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพิ่มโอกาสการแข่งขันด้านการตลาดมากขึ้น
O33 มีองค์กรต่างประเทศที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนา ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยและพัฒนาได้เร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพO4: แนวโน้มด้านอาหารสุขภาพและความงามที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
O34 นโยบาย Thailand 4.0 ในการปฏิรูปภาคเกษตรเพื่อการพัฒนาสินค้าโดยพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มมูลค่าด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม
O35 รัฐบาลมีนโยบายสงเสริมกิจการ SME สร้างสภาพคล่องให้ผู้ประกอบกิจการมากขึ้น
O36 ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ส่งเสริมการรวมกลุ่มทางการเกษตรให้เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก

อุปสรรค/ข้อจำกัด (Threat-T)
T1 ปริมาณและคุณภาพผลผลิตแปรผันตามสภาพแวดล้อม ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล
T2 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อโรคแมลง ศัตรูพืชอุบัติใหม่ สามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
T3 ผลตอบแทนพืชเศรษฐกิจอื่นสูงกว่ากาแฟ ทำให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นแทนกาแฟเพราะได้รายได้ดีกว่า
T4 กฎระเบียบที่เป็นปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิการครอบครองใช้ประโยชน์บนที่ดิน ไม่สมารถยื่นขอการรับรองแหล่งผลิต GAP ได้ตามพิ้นที่ปลูกจริง
T5 นโยบายของภาครัฐไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในในการสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟไปสู่การปฏิบัติในการขับเคลื่อน/ไม่ต่อเนื่องและจริงจัง
T6 อุปกรณ์แบะเทคโนโลยีมีราคาสูง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงของเกษตรกร และทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูง
T7 ผลิตภัณฑ์แปรรูปจกต่างประเทศเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของกาแฟในประเทศ
T8 การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากราคาต่ำกว่าภายในประเทศ
T9 การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากราคาต่ำกว่าภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศ
T10 กฎระเบียบการนำเข้า – ส่งออก ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟ ลดความสามารถในการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ
T11 ประเทศผู้ผลิตกาแฟมีการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนากาแฟโดยทำให้ประเทศคู่แข่งมีนวัตกรรมในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากกว่า
T12 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ผลงานวิจัยล่าช้าหรือไม่ประสบผลสำเร็จ
T13 เกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ทำกินทำให้ไม่สามารถขอรับรองแหล่งผลิตได้ ส่งผลให้เป็นอุปสรรคทางการค้า
T14 ขาดข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและบูรณาการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
T15 การสวมสิทธิ์นำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้การจัดการผลผลิตกาแฟในประเทศมีความคลาดเคลื่อนไม่สอดคล้องกับสภาพควรมเป็นจริง
T16 ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น เมียนม่า ลาว มีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะพันธุ์
T17 อะราบิกา และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลต่อให้ไทยได้ส่วนแบ่งการตลาดโลกลดลง
T18 มีการลักลอบนำเข้าเมล็ดกาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่มีการเสียภาษีที่ถูกต้อง กระทบต่อกลไกราคาของประเทศ
T19 พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อยู่ในเขตสงวนหวงห้ามของรัฐ ส่งผลให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเต็มที่
T20 มีการระบาดของโรคและแมลง กระทบต่อคุณภาพและผลผลิต ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร
T21 ปริมาณและคุณภาพผลผลิตแปรผันตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต ความสม่ำเสมอของคุณภาพ รวมทั้งเกิดการระบาดของโรคและแมลงมากขึ้น

มีปัญหาสภาพพื้นที่และสถานที่ตั้งโรงงานแปรรูปไม่เหมาะสม เช่น น้ำ พื้นที่ตากกาแฟ
T23 มีปัญหาในการกำหนดราคาของภาคเอกชนในพื้นที่เพื่อการรับซื้อกาแฟในการแปรรูปตลอดสายทั้งกาแฟสาร กาแฟกะลา กาแฟคั่วและกาแฟอื่นๆ
T24 มีปัญหาการ Zoning พื้นที่ปลูกกาแฟเพื่อการแปรรูปและการส่งเสริมการผลิตกาแฟพิเศษ
T25 ปัญหาขาดแรงงานที่มีทักษะความรู้ด้านการเกษตรและไม่มีผู้สืบทอดในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
T26 มีปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ (Climate Change)
T27 มีปัญหาการจัดการระบบโลจิสติกที่ครอบคลุมพื้นที่
T28 มีปัญหาในการตรวจสอบคุณภาพกาแฟแปรรูปกาแฟตลอดวงจรการผลิต ไม่มีหน่วยงานรับรอง
T29 มีปัญหาข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ไม่แท้จริง และการสื่อสารเอกสารผิดต่อผู้ซื้อ ผู้บริโภค
T30 ต้นทุนการผลิตสูงกว่าต่างประเทศ
T31 ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ
T32 นโยบายการค้าเสรี (FTA) จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ SME และเกษตรกรไทย
T33 ประเทศผู้ผลิตกาแฟอื่น ๆ ในเอเชีย มีการปรับนโยบายต่าง ๆ จากประเทศส่งออกกาแฟ เป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟชนิดต่าง ๆ ลดภาษีการนำเข้า และสนับสนุนการส่งออก
T34 ไม่มีโครงสร้างมารองรับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ Digital Disruption
T35 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
T36 การนำเข้าสารเคมีอย่างเสรี ทำให้มีการใช้สารเคมีในแปลงข้างเคียงกาแฟมากขึ้น ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นอุปสรรคในการวิจัยและพัฒนากาแฟอินทรีย์/กาแฟชนิดพิเศษ/กาแฟเฉพาะกลุ่ม
T37 การลับลอบนำเข้ากาแฟ ทำให้เกิดปัญหาศัตรูกาแฟชนิดใหม่ๆ และทำให้เกิดการระบาดอย่างรุนแรง
T38 เมล็ดกาแฟภาษีเหลือร้อยละ 5 กาแฟสำเร็จรูปภาษีเหลือร้อยละ 0 การนำเข้าจากประเทศอาเซียนมีผลให้ราคากาแฟถูกลง ซึ่งอาจกระทบกับผลผลิตในประเทศ
T39 ประเทศคู่แข่งซึ่งปลูกกาแฟอะราบิกาเช่นเดียวกับไทย มีปริมาณการผลิตมาก มีค่าแรงงาน และต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย จึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้
T40 การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีการเสียภาษีที่ถูกต้อง การสวมสิทธิ์ ส่งผลต่อเกษตรกรและตลาดกาแฟ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s