ร่าง แผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ปี 2563 – 2573 โดยกรมวิชาการเกษตร (ตอนที่ 2 สถานการณ์)

2.1.2 การตลาด
(1) ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟ
ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโลก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 8.543 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 9.616 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.99 ต่อปี เนื่องจาก การบริโภคโดยรวมของโลกขยายตัว ประเทศที่มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟมากที่สุดได้แก่ ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และบราซิล (ตารางที่ 4)
(2) ราคา
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 68.45 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 62.62 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.39 ต่อปี และราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดลอนดอน เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 61.44 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 64.02 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.55 ต่อปี ส่วนราคากาแฟอะราบิกาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 128.17 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 96.17 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 6.10 ต่อปี (ตารางที่ 5)

(3) การส่งออก
การส่งออกเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจาก 7.733 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 7.871 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.14 ต่อปี ประเทศ ที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ บราซิล ส่งออก 2.049 ล้านตัน ในปี 2556/57 ลดลงเหลือ 1.827 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.24 ต่อปี รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม ส่งออก 1.697 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 1.770 ล้านตัน ในปี 2558/59 และลดเหลือ 1.674 ล้านตันในปี 2560/61 ทำให้ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.22 ต่อปี และโคลัมเบียส่งออก 0.662 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 0.763 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.94 ต่อปี (ตารางที่ 6)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นจาก 6.600 ล้านตันในปี 2556/57 เป็น 6.676 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.17 ต่อปี โดยประเทศบราซิลส่งออกมากที่สุด จาก 1.836 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.616 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลง ร้อยละ 3.68 ต่อปี รองลงมาได้แก่ เวียดนามส่งออก 1.636 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.515 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.81 ต่อปี และโคลัมเบีย ส่งออก 0.618 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.702 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.50 ต่อปี (ตารางที่ 7)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกกาแฟสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 0.939 ล้านตันในปี 2556/57 เป็น 0.969 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.39 ต่อปี โดยประเทศบราซิลส่งออกมากที่สุด จาก 0.211 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.224 ล้านตัน ในปี 2559/60 และลดลงเหลือ 0.210 ล้านตัน ในปี 2560/61 ทำให้ในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.55 ต่อปี รองลงมาได้แก่ มาเลเซียส่งออก 0.127 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.183 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.15 ต่อปี และเวียดนามส่งออก 0.054 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.126 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.84 ต่อปี (ตารางที่ 8)

(4) การนำเข้า
การนำเข้าเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจาก 7.021 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 7.665 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.54 ต่อปี ประเทศ ผู้นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป นำเข้า 2.679 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 2.847 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.43 ต่อปี รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา นำเข้า 1.495 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 1.589 ล้านตัน ในปี 2560 ล้านตัน และลดเหลือ 1.487 ล้านตัน ในปี 2560/61 ทำให้ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.88 ต่อปี เนื่องจากความต้องการบริโภคของประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 9)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้าเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นจาก 6.157 ล้านตัน ในปี 2560/61 เป็น 6.500 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.55 ต่อปี โดยกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนำเข้ามากที่สุด จาก 2.679 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 2.847 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.43 ต่อปี รองลงมาได้แก่ สหรัฐฯ นำเข้า 1.473 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 1.549 ล้านตัน ในป 2559/60 และลดเหลือ 1.467 ล้านตันในปี 2560/61 ทำให้ภาพรวมเพิ่มเป็นร้อยละ 0.85 ต่อปี และญี่ปุ่นนำเข้า 0.413 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.390 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 1.39 ต่อปี (ตารางที่ 10)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 0.720 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.964 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.71 ต่อปี โดยประเทศฟิลิปปินส์นำเข้ามากที่สุด จาก 0.179 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.330 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.05 ต่อปี รองลงมาได้แก่ จีน นำเข้า 0.041 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.120 ล้านตันในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.49 ต่อปี และรัสเซีย นำเข้า 0.104 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.076 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 5.21 ต่อปี (ตารางที่ 11)

2.2 ของอาเซียน
2.2.1 การผลิต
ผลผลิตกาแฟอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 2.709 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 2.604 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.99 ต่อปี เนื่องจากสภาพอากาศ ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตเสียหาย ประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดได้แก่ เวียดนาม รองลงมาคือ อินโดนีเซีย โดยมีผลผลิตในปี 2560/61 คิดเป็นร้อยละ 67.51 และร้อยละ 23.96 ของผลผลิตอาเซียน ตามลำดับ (ตารางที่ 12)

(1) เวียดนาม เป็นผู้ผลิตกาแฟอันดับ 1 ของอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตกาแฟของเวียดนามลดลงจาก 1.790 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.758 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.62 ต่อปี โดยแยกเป็นกาแฟโรบัสตา ลดลงจาก 1.719 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.680 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.77 ส่วนกาแฟอะราบิกา ลดลงจาก 0.114 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.060 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 11.82 (ตารางที่ 12, ตารางที่ 13 และ ตารางที่ 14)


(2) อินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตกาแฟอันดับ 2 ของอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตกาแฟของอินโดนีเซียลดลงจาก 0.714 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.624 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 2.54 ต่อปี โดยแยกเป็นกาแฟโรบัสตา ลดลงจาก 0.600 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.564 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 1.12 ส่วนกาแฟอะราบิกา เพิ่มขึ้นจาก 0.071 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.078 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.37 (ตารางที่ 12, ตารางที่ 13 และ ตารางที่ 14)

2.2.2 การตลาด
(1) ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟ
ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 0.572 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.865 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.75 ต่อปี เนื่องจากการบริโภคโดยรวมของโลกและเอเซียขยายตัว ประเทศที่มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟมากที่สุดได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย และเวียดนาม (ตารางที่ 15)

(2) ราคา
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 68.45 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 62.62 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.39 ต่อปี และราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดลอนดอน เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 61.44 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 64.02 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.55 ต่อปี ส่วนราคากาแฟอะราบิกาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 128.17 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 96.17 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 6.10 ต่อปี (ตารางที่ 16)

(3) การส่งออก
การส่งออก ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาลดลงจาก 2.595 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 2.398 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.40 ต่อปี ประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม ส่งออก 1.697 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 1.770 ล้านตัน ในปี 2558/59 และลดเหลือ 1.674 ล้านตัน ในปี 2560/61 ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.22 ต่อปี อินโดนีเซีย ส่งออก 0.623 ล้านตันในปี 2556/57 ลดเหลือ 0.481 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 5.66 ต่อปี และมาเลเซีย ส่งออก 0.127 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 0.183 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.15 (ตารางที่ 17)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกเมล็ดกาแฟลดลงจาก 2.170 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.952 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.20 ต่อปี โดยประเทศเวียดนามส่งออกมากที่สุด จาก 1.636 ล้านตัน ในปี 2556/57 ลดเหลือ 1.187 ล้านตัน ในปี 2557/58 และเพิ่มเป็น 1.515 ล้านตัน ในปี 2560/61 ทำให้ในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.81 ต่อปี รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซียส่งออก 0.512 ล้านตัน ในปี 2556/57 ลดเหลือ 0.416 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.32 ต่อปี และสปป.ลาว ส่งออก 0.022 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.021 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลง ร้อยละ 2.80 ต่อปี (ตารางที่ 18)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกกาแฟสำเร็จรูปลดลงจาก 0.415 ล้านตันในปี 2556/57 เหลือ 0.408 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 2.20 ต่อปี โดยประเทศมาเลเซีย ส่งออกมากที่สุด จาก 0.127 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.183 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.15 ต่อปี รองลงมาได้แก่ เวียดนาม ส่งออก 0.054 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.126 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.84 ต่อปี และอินโดนีเซีย ส่งออก 0.108 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.060 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 18.46 ต่อปี (ตารางที่ 19)

(4) การนำเข้า
การนำเข้า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 0.466 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.668 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.64 ต่อปี ประเทศผู้นำเข้ากาแฟที่สำคัญ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยฟิลิปปินส์ มีการนำเข้า 0.189 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 0.364 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.30 ต่อปี อินโดนีเซีย นำเข้า 0.058 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 0.105 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.89 ต่อปี และมาเลเซีย นำเข้า 0.076 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 0.093 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.47 ต่อปี เนื่องจากความต้องการบริโภคของประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 20)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้าเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นจาก 0.225 ล้านตันในปี 2556/57 เป็น 0.250 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83 ต่อปี โดยประเทศมาเลเซียนำเข้ามากที่สุด จาก 0.076 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.093 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.47 ต่อปีรองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย นำเข้า 0.014 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.053 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.10 ต่อปี และฟิลิปปินส์นำเข้า 0.010 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.034 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.66 ต่อปี (ตารางที่ 21)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 0.222 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.390 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.43 ต่อปี โดยประเทศฟิลิปปินส์ นำเข้ามากที่สุด จาก 0.179 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.330 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.05 ต่อปี รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย นำเข้า 0.033 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.050 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.07 ต่อปี และเวียดนาม นำเข้า 0.010 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.008 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 16.43 ต่อปี (ตารางที่ 22)

2.3 ของไทย
2.3.1 การผลิต
(1) กาแฟพันธุ์โรบัสตา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื้อที่ให้ผลลดลงจาก 208,789 ไร่ ในปี 2556/57 เหลือ 182,214 ไร่ ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.02 ต่อปี ส่วนผลผลิตลดลงจาก 29,935 ตัน ในปี 2556/57 เหลือ 13,845 ตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 14.31 ต่อปี และผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 143 กิโลกรัม ในปี 2556/57 เหลือ76 กิโลกรัม ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 11.59 ต่อปี เนื่องจากแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตาทางภาคใต้ที่ปลูกกาแฟแซมในสวนไม้ผล เช่น ทุเรียน เริ่มให้ผลผลิต เกษตรกรจึงโค่นต้นกาแฟที่ไม่สมบูรณ์ และอายุมากออก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตลดลง (ตารางที่ 23)


สำหรับแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตาที่สำคัญของไทยอยู่ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ ซึ่งในปี 2560/61 มีสัดส่วนร้อยละ 69 เมื่อเทียบกับ เนื้อที่ปลูกทั้งหมด
(2) กาแฟพันธุ์อะราบิกา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื้อที่ให้ผล และผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยเนื้อที่ให้ผลเพิ่มจาก 52,179 ไร่ ในปี 2556/57 เป็น 75,547 ไร่ ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.05 ผลผลิตเพิ่มจาก 8,015 ตัน ในปี 2556/57 เป็น 9,772 ตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.87 เนื่องจากภาครัฐและเอกชน มีโครงการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟเพิ่มในสวนไม้ผล ไม้ยืนต้น และพื้นที่ป่าชุมชน เริ่มให้ผลผลิต ส่วนผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 154 กิโลกรัม ในปี 2556/57 เหลือ 129 กิโลกรัม ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 4.89 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ในช่วงกาแฟกำลังออกดอก ทำให้กาแฟติดผลลดลง (ตารางที่ 23)


สำหรับแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิกาที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก ซึ่งในปี 2560/61 มีสัดส่วนร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับ เนื้อที่ปลูกทั้งหมด

ต้นทุนการผลิตกาแฟในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 6,902.26 บาทต่อไร่ ในปี 2556/57 เหลือ 6,154.83 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 2.38 ต่อปี และต้นทุนการผลิต ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจาก 47.60 บาทในปี 2556/57 เป็น 66.90 บาทในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.13 ต่อปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของ ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย เป็นต้น (ตารางที่ 24)

สำหรับต้นทุนการผลิตพันธุ์โรบัสตาลดลงจาก 6,638.91 บาทต่อไร่ ปี 2556/57 เหลือ 5,578.91 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.46 ต่อปี ส่วนต้นทุนต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นจาก 46.43 บาทในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 73.41 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.19 ต่อปี เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ต่ำ แม้ว่าต้นทุนต่อไร่ลดลงก็ตาม ส่วนพันธุ์อะราบิกาลดลงจาก 7,931.82 บาทต่อไร่ในปี 2556/57 เหลือ 7,563.64 บาทต่อไร่ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 1.49 ต่อปี (ตารางที่ 25)

2.3.2 การตลาด
(1) ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงาน
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้น จาก 75,000 ตัน ในปี 2556/57 เป็น 95,000 ตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.08 ต่อปี ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้น ทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก (ตารางที่ 26)

(2) ราคา
ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาที่เกษตรกรขายได้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 64.94 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 69.74 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.37 ต่อปี เนื่องจากผลผลิตมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของโรงงานแปรรูป ประกอบกับเมล็ดกาแฟของไทยมีคุณภาพดี ส่งผลให้ราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดโลก (ตารางที่ 28)


สำหรับราคาเมล็ดกาแฟอะราบิกาเกษตรกรขายเป็นผลสดในพื้นที่ราคากิโลกรัมละ 15-20 บาท

(3) การส่งออก
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกเมล็ดกาแฟดิบของไทยลดลงจาก 399 ตัน ในปี 2557 เหลือ 305 ตัน ในปี 2560 และเพิ่มขึ้นเป็น 469 ตัน ในปี 2561 ทำให้ในภาพรวมลดลงร้อยละ 0.65 ต่อปี สำหรับเมล็ดกาแฟคั่วลดลงจาก 168 ตัน ในปี 2557 เหลือ 164 ตัน ในปี 2561 หรือลดลงร้อยละ 1.54 และกาแฟสำเร็จรูป ลดลงจาก 6,316 ตัน ในปี 2557 เหลือ 3,950 ตัน ในปี 2561 หรือลดลงร้อยละ 14.10 เนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลง และความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มมากขึ้น (ตารางที่ 29)

(4) การนำเข้า
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบเพิ่มขึ้นจาก 46,305 ตัน ในปี 2557 เป็น 62,657 ตัน ในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.91 ต่อปี และเมล็ดกาแฟคั่วเพิ่มขึ้นจาก 1,108 ตัน ในปี 2557 เป็น 2,028 ตัน ในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.17 เนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูป สำหรับกาแฟสำเร็จรูปมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 7,015 ตัน ในปี 2557 เป็น 7,208 ตัน ในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.51 ต่อปี (ตารางที่ 30)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s