ใต้เกษตร ฉบับที่4 สื่อเกษตรออนไลน์ ของ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร

เรื่องเด่นจากวารสารใต้เกษตร ฉบับที่ 4
สื่อออนไลน์การเกษตร จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สวัสดีครับ ใต้เกษตรฉบับที่ 4 รับหน้าฝนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยปกติช่วงเดือน 12 เดือนอ้าย เดือนยี่ เกษตรกรจะเฝ้าระวัง ภาวะฝนตกหนักน้ำท่วม ซึ่งเกิดได้เป็นประจำเนื่องจากภาคใต้มีทะเลทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก สำหรับ การจัดการพืชเพื่อรับมือกับน้ำท่วมใต้เกษตรได้นำเสนอไว้แล้วในฉบับที่ผ่านมา การรับมือกับน้ำท่วมจำเป็นจะต้องเตรียมการล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายได้ระดับหนึ่ง เนื่องจาก ช่วงน้ำกำลังท่วม เราแทบทำอะไรไม่ได้เลย ต้องรอให้น้ำลดจึงจะเข้าไปจัดการพืชได้ ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งสำหรับพื้นที่ลุ่มคือการ สำรองเสบียงอาหารสัตว์ ถ้าเกษตรกรเตรียมการไว้ล่วงหน้า จะหาซื้อฟางได้ในราคาไม่เกิน 40 บาท แต่ในช่วงน้ำท่วมราคาฟางอัดก้อนจะสูงถึง 80 บาท สิ่งที่น่าทำคือการทำ ธนาคารฟางของชุมชน จะช่วยลดการพึ่งพาภายนอกได้

ช่วงนี้ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมัน ยางพารา ที่ขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ถือว่าเกษตรกรได้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็มีจำนวนไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นช่วงที่ยางพารา และปาล์มน้ำมันเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อย
ใต้เกษตรฉบับที่ 4 มีประเด็น สดใหม่ ที่นำมาเล่า สู่กันฟัง จากกรณีที่คณะผู้ส่งออกผลไม้ไปประเทศจีน ได้มาเยี่ยมชมการผลิตผลไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ติดตามอ่านได้ในฉบับนี้
ข้อคิดอย่างหนึ่งที่พูดกันมานานและยังต้องพูดกันต่อไปคือ เรื่องสินค้าดีมีคุณภาพ และมีมาตรฐานรับรอง ไม่ว่าตลาดผู้ส่งออกที่ทำตลาดขนาดใหญ่ หรือทำตลาดออนไลน์แบบสั่งซื้อล่วงหน้า มีพันธะสัญญาให้ผู้ซื้อได้เป็นเจ้าของผลผลิตตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว หรือร่วมการสร้างสวนออนไลน์ได้ด้วยตนเองด้วย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีแก่เกษตรกรได้มีช่องทางการตลาดที่มากขึ้น
สำหรับในส่วนของการวิจัยและพัฒนาในปีงบประมาณ 2564 นี้ ทางกรมวิชาการเกษตร กำลังจัดเตรียมโครงการ “1 อำเภอ 1 หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์”และมีโครงการร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรในการพัฒนาการเกษตรเชิงพื้นที่ คือเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง คาดว่าจะส่งผลดีต่อการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

เรื่องเด่นในฉบับ
โอกาสการส่งออกผลไม้ชายแดนใต้ไปจีน
นับว่าเป็นโอกาสดีที่ สวพ.8 ได้มีโอกาสต้อนรับทีมผู้ส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ประกอบด้วย คุณอรทัย เอื้อตระกูล คอลัมนิสต์ (คอลัมน์ การค้าไทย-จีน) วารสารเคหการเกษตร อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านนำเข้าและส่งออกสินค้าพืชและปัจจัยการผลิต กรมวิชาการเกษตร, คุณภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย, กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็กซ์โซทีคจำกัด, กรรมการผู้จัดการบริษัทแม็กซ์กรีนไบโอเทคโนโลยีจำกัด, กรรมการหอการค้าจันทบุรี, คุณจินดาภา เทวกุล ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท Mr. Fruity Co. Th, ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร เลขาธิการ สมาคมส่งเสริมธุรกิจเกษตรระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตร CLMV Ms.Jiaoling Pan (คุณเจียวหลิง พาน) บริษัทรอยัล ฟาร์ม กรุ๊ป จำกัด และ ZheJiang Unice Agriculture& technolongy Co.,ltd. ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการสมาคมผู้ส่งออกทุเรียนมังคุด ตำแหน่ง กรรมการสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ ตำแหน่ง รองนายก (ฝ่ายต่างประเทศ) และ ศ.ดร.สมยศ ทุ่งหว้า โดยมี ดร.จิระ สุวรรณประเสริฐ ผอ.สวพ.8และคุณธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญฯ สวพ.8 นำคณะต้อนรับ
การเดินทางมาศึกษาตลาดผลไม้ชายแดนใต้ของคณะผู้ส่งออกครั้งนี้ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนกับคณะผู้บริหาร และนักวิจัย สวพ.8 ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนเบตง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรผู้นำในจังหวัดสงขลา สตูล และ ยะลา นับว่าเกิดประโยชน์แก่การผลิตและการค้าผลไม้ชายแดนใต้มากทีเดียว ใต้เกษตรจึงขอนำบางประเด็นมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาต่อไป

โอกาสการส่งออกจำปาดะสตูลสู่ประเทศจีน
คุณบุญพา ชูผอมนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสตูล สรุปให้ฟังว่า จำปาดะสตูลมีพื้นที่ให้ผลผลิตที่มีเอกสารสิทธิ์ 1,372 ไร่ (สำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล 2563) จำปาดะสตูลได้รับการขึ้นทะเบียนและประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เรื่องการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จำปาดะสตูล ลักษณะพันธุ์ที่ขอขึ้นทะเบียนมีทั้งหมด 7 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขวัญสตูล พันธุ์สตูลสีทอง พันธุ์น้ำดอกไม้ พันธุ์ทองเกษตร พันธุ์ดอกโดน พันธุ์วังทอง และพันธุ์พื้นเมือง
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 ผู้ส่งออก เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล และเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสตูลได้ร่วมปรึกษาหารือแนวทางการส่งออกจำปาดะสู่ประเทศจีน ผู้ส่งออกได้ให้ความเห็นว่า ตอนนี้จีนได้นำเข้าขนุน ซึ่งจำปาดะก็เป็นไม้ผลที่มีสายพันธุ์คล้ายขนุน ประเทศไทยน่าจะมีการส่งออกจำปาดะสู่ประเทศจีน แต่ต้องมาดูว่าพันธุ์ไหนที่มีศักยภาพในการส่งออก ระยะเวลาของการส่งออกที่จะมีผลต่อคุณภาพของผลผลิต ปริมาณผลผลิต ผลผลิตต้องมีคุณภาพได้การรับรอง GAP และมีรสชาติดี ซึ่งจำปาดะสตูลมีโอกาสในการส่งออก แต่มีคู่แข่งที่สำคัญคือประเทศเวียดนาม
เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ข้อมูลพื้นที่ปลูกพบว่า พื้นที่ปลูกจำปาดะส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอควนโดนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับการขึ้นทะเบียน GAP และประธานแปลงใหญ่ร่วมให้ข้อมูลในการรวบรวมจำปาดะเพื่อส่งจำหน่าย โดยมีการคัดเฉพาะจำปาดะที่มีคุณภาพและมีลักษณะตรงตามพันธุ์
เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสตูล กรมวิชาการเกษตร ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม โดยทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไว้ในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสตูล ทำแปลงต้นแบบทดสอบปุ๋ยในพื้นที่ศูนย์วิจัยฯ และพื้นที่แปลงเกษตรกร มีงานวิจัยเกี่ยวกับวัสดุห่อผลเพี่อป้องกันแมลงวันผลไม้ และแผนรองรับเกี่ยวกับจำปาดะในการแปรรูปเป็นไซรัป การอบแห้ง การเพิ่มมูลค่าจากเมล็ดจำปาดะ และการนำเปลือกจำปาดะเพื่อเป็นอาหารสัตว์
จากการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมแปลงปลูกจำปาดะของเกษตรกรที่ได้รับรางวัล GAP ดีเด่นระดับประเทศของกรมวิชาการเกษตรในปี พ.ศ.2562 เพื่อหาแนวทางในการส่งจำปาดะสตูลสู่ประเทศจีน เกษตรกรได้ให้ความเห็นว่าพันธุ์จำปาดะที่มีศักยภาพในการส่งออกไปจีนได้แก่ พันธุ์ขวัญสตูล เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เมื่อสุกเนื้อจะไม่เละ ลักษณะเด่นของพันธุ์ขวัญสตูล ผลมีขนาดปานกลาง ผลเป็นรูปทรงกระบอก เมื่อสุกเต็มที่แล้วหนามค่อนข้างเรียบ ร่องหนามเข้มเห็นชัดเจน ยวงใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองส้ม (จำปา) ค่อนข้างหนา รสหวาน มีกลิ่นไม่จัด เปลือกบาง เมล็ดค่อนข้างเล็ก แกนยวงเล็ก ยวงติดกับแกนออกมาเกือบทั้งหมดเมื่อดึงออกมา
ในอดีตจังหวัดสตูลมีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “ตะรุเตา ไก่ดำ จำปาดะ คนใจพระงามเลิศเชิดสตูล” โดยสมัยนั้นมีการรณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงไก่ดำ ส่งเสริมการปลูกจำปาดะ และจัดให้มีการประกวดจำปาดะ ในปี 2534 ได้มีการเปลี่ยนคำขวัญสตูลใหม่ คือ “สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์” และได้มีการจัดงาน “วันจำปาดะและของดีเมืองสตูล” ขึ้นเป็นครั้งแรกที่อำเภอเมืองสตูล และในปี 2537 ได้เปลี่ยนสถานที่จัดงานเป็นอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล จัดเป็นงานประจำจังหวัดมาจนถึงปัจจุบัน

โอกาสของทุเรียนชายแดนใต้ไปจีน
คุณชัชญ์นนท์ เต็มนา นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศวพ.ยะลา เล่าว่า โอกาสทุเรียนยะลา ทุเรียนในสายหมอก สู่แดนมังกร นั้น ทุเรียนในประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ในโลก แต่ผู้ประกอบการน้อยคนที่ได้สัมผัสและเห็นทุเรียนยะลาในพื้นที่จริงๆ ว่าคุณภาพเป็นอย่างไร ทำให้ทุเรียนยะลาเปรียบเสมือนทุเรียนที่หลับไหล การมาดูงานของคณะผู้ส่งออกและทีมเคหเกษตรเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชมและฟังบรรยายภารกิจงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา และลงพื้นที่เกษตรกรเยี่ยมชมบริษัท สกายออน อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (ผู้ส่งออกทุเรียนผลสดและทุเรียนแช่แข็ง) และแปลงเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนมูซานคิง ทุเรียนหนามดำ(โอวฉี่) ทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ยาวลิ้นจี่ ในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
ปัจจุบันทุเรียนยะลามีการส่งออกสู่ประเทศจีนโดยผ่านพ่อค้าคนกลางส่งสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่อีกต่อหนึ่งแล้วจึงส่งออกถึงมือผู้บริโภคในประเทศจีน ทำให้ในพื้นที่จังหวัดยะลา เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนยังคงต้องประสบกับปัญหาพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดราคาทุเรียนทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ต่ำกว่าที่ควร ในปี 2562 บริษัท สกายออน อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ได้เริ่มดำเนินธุรกิจรับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และทำการส่งออกทุเรียนผลสด ตามมาตรฐาน มกษ.9047-2560 ทำให้ราคาทุเรียนในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2562
ทางคณะเดินทางได้เข้าสุ่มดูตัวอย่างทุเรียนแช่แข็งใน สต๊อกเช่นกัน พบว่ามีคุณภาพในระดับที่ดีมากและได้ปรึกษาหารือถึงแนวทางการส่งออกต่อในอนาคตที่จะนำทุเรียนยะลาที่มีคุณภาพสูงส่งขายสู่ตลาดจีนได้มากขึ้น
ภาคต้นน้ำของห่วงโซ่ทุเรียนในสายหมอกหรือทุเรียนเบตง สู่ประเทศจีนทุเรียนเบตงถือว่าเป็นทุเรียนที่มีรสชาติไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากการสัมภาษณ์เกษตรกรทุเรียนพันธุ์หมอนทองในพื้นที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จะใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวที่นานกว่าทุเรียนในพื้นที่ภูมิภาคอื่น โดยจะเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 120-130 วันหลังดอกบาน และเกษตรกรสันนิษฐานว่าจากการที่วันเวลาในการเก็บเกี่ยวที่มากกว่าทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่อื่น ๆนั้น ทำให้ทุเรียนเบตง หรือทุเรียนในสายหมอกมีเวลาในการสะสมอาหารที่มากกว่าทุเรียนในภูมิภาคอื่น ๆ ทำให้มีรสชาติที่ละเอียด และอร่อยแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ ทุเรียนมูซานคิงและทุเรียนหนามดำ(โอวฉี่) เป็นทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคทั้งในพื้นที่และในประเทศจีนนิยมเป็นอย่างมาก ที่สำคัญราคาของทุเรียนทั้งสองชนิดนี้มีราคาที่สูงกว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จึงเป็นทุเรียนพันธุ์ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน
ทางคณะฯ มองเห็นว่า การขายทุเรียนสายพันธุ์ใหม่สู่ตลาดจีนว่ายังมีโอกาสมากเพราะคนจีนนิยมทุเรียนที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ สิ่งที่สำคัญของทุเรียนยะลาที่ต้องพัฒนาคือคุณภาพเรื่องการจัดการหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน โดยต้องทำการควบคุมเพื่อให้ผลผลิตมีการปนเปื้อนของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนไม่เกินกว่า 10% ของผลิตผล ซึ่งเป็นปริมาณที่ผู้ประกอบการที่ทำการส่งออกไปประเทศจีนกำหนดและรับได้ ทั้งนี้ทางส่วนราชการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา สวพ.8 ได้สนับสนุนและแนะนำเกษตรกรถึงการจัดการศัตรูพืช หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนตามวิธีแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อลดปริมาณการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนต่อไป

งานวิจัย การนำวัสดุเศษเหลือจากการผลิตแป้งสาคูมาใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดแครง อภิญญา สุราวุธ
สาคู (Metroxylon sagusRottb.) เป็นพืชเฉพาะถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ พบมากในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช สตูล กระบี่ ปัตตานี นราธิวาส พัทลุง และตรัง ป่าสาคูมีความหลากหลายทางชีวภาพ บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และวิถีชีวิตของชุมชน สาคูมีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอาหาร โดยลำต้นสามารถนำมาผลิตเป็นแป้งได้ ซึ่งสาคูหนึ่งต้นสามารถผลิตแป้งได้ 100-500 กก. (สมศักดิ์, 2530) ในกระบวนการผลิตแป้งจากสาคู จะมีวัสดุเศษเหลือเป็นจำนวนมาก มีรายงานวิจัยการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตอาหารสัตว์ แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากในวัสดุเศษเหลือดังกล่าวมีธาตุอาหารต่ำ และมีเยื่อใยค่อนข้างมากอาจไม่เหมาะกับระบบย่อยอาหารของสัตว์ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ปัจจุบันวัสดุเศษเหลือจากการผลิตแป้งสาคูไม่ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์แต่อย่างใด
คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาการนำวัสดุเศษเหลือจากการผลิตแป้งสาคูมาใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ด ซึ่งเห็ดเป็นผู้ย่อยสลายในระบบนิเวศน์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายเยื่อใย และ “เห็ดแครง”เป็นเห็ดที่นิยมในภาคใต้ ที่มีการผลิตโดยนิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นวัสดุเพาะ การวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการนำเศษเหลือทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และเพื่อพัฒนาไปสู่การเพาะเห็ดให้มีประสิทธิภาพต่อไป
ทำการเพาะเปรียบเทียบผลผลิตเห็ดแครงในอาหาร 8 สูตร ซึ่งเป็นสูตรอาหารที่มีอัตราส่วนของขี้เลื่อยต่อวัสดุเศษเหลือจากการผลิตแป้งสาคู (กากสาคู) ในอัตราส่วนที่ต่างกัน ดังนี้
สูตรที่ 1 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด : ปูนขาว อัตราส่วน 100 : 50 : 5 :1
สูตรที่ 2 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด :ปูนขาว อัตราส่วน 80 : 20 : 20 : 10 :1
สูตรที่ 3 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด :ปูนขาว อัตราส่วน 70 : 30 : 20 : 10 :1
สูตรที่ 4 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด :ปูนขาว อัตราส่วน 60 : 40 : 20 : 10 :1
สูตรที่ 5 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด :ปูนขาว อัตราส่วน 50 : 50 : 20 : 10 :1
สูตรที่ 6 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด :ปูนขาว อัตราส่วน 40 : 60 : 20 : 10 :1
สูตรที่ 7 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด :ปูนขาว อัตราส่วน 30 : 70 : 20 : 10 :1
สูตรที่ 8 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด :ปูนขาว อัตราส่วน 20 : 80 : 20 : 10 :1
เพาะทดสอบโดยเตรียมก้อนเชื้อซึ่งมีส่วนผสมต่างกัน 8 สูตรบรรจุลงในถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 7 x 11 นิ้ว ถุงละ 500 กรัม นำไปนึ่งฆ่าเชื้อในหม้อนึ่งชนิดไม่อัดความดันเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็น ใส่เชื้อเห็ดแครงที่เตรียมไว้ในเมล็ดข้าวฟ่าง นำไปบ่มที่อุณหภูมิห้อง เมื่อเส้นใยเจริญเต็มถุงนำไปเปิดดอก ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ระหว่าง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการให้น้ำแบบพ่นฝอยเปรียบเทียบผลผลิต
จากการเพาะทดสอบพบว่าเส้นใยสามารถเจริญได้ดีบนอาหารสูตรที่ 4 และ 5 ซึ่งมีส่วนผสมระหว่าง
ขี้เลื่อยไม้ยางพาราและกากสาคูในอัตราส่วน 60 : 40 และ 50 : 50 โดยเส้นใยใช้เวลาในการเจริญเต็มถุง 13-15 วัน และพบว่าเมื่อใช้กากสาคูเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนที่สูงกว่า 50 เส้นใยเจริญได้ช้าลง ทำให้ระยะเวลาการบ่มเชื้อเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบผลผลิต พบว่า สูตรอาหารที่ 5 ซึ่งมีส่วนผสมของขี้เลื่อยไม้ยางพารา และกากสาคูในอัตราส่วน 50 : 50 ให้ผลผลิตสูงสุด คือ 80.85 กรัม/ถุง และมีเปอร์เซ็นต์ผลผลิตเฉลี่ยต่อน้ำหนักแห้งวัสดุเพาะ (% B.E.) 37.91 โดยลักษณะของดอกเห็ดที่เพาะได้บนสูตรอาหารต่างกันมีลักษณะใกล้เคียงกัน
เมื่อพิจารณาถึงวัตถุดิบที่ใช้เพาะในสูตรอาหารต่างกัน พบว่าในสูตรอาหารที่ 1 ซึ่งเป็นสูตรเปรียบเทียบ เป็นสูตรที่ใช้ข้าวฟ่างเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่สูงมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง ในขณะที่สูตรที่ 5 มีส่วนผสมของขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด : ปูนขาว อัตรา 50 : 50 : 20 : 10 : 1 โดยมีการลดอัตราส่วนขี้เลื่อย และเพิ่มกากสาคูในอัตราส่วน 50 : 50 และลดอัตราส่วนของข้าวฟ่างลงจาก 50 เหลือ 20 และเพิ่มรำละเอียด จาก 5 เป็น 10 ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และเป็นสูตรที่ให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงสุด (BCR) โดยมีค่า BCR = 2.57
จากการนำวัสดุเศษเหลือจากการผลิตแป้งสาคูมาใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดแครง โดยเปรียบเทียบผลผลิตพบว่า สูตรอาหารที่ 5 ซึ่งมีส่วนผสมของขี้เลื่อยไม้ยางพารา : กากสาคู : ข้าวฟ่าง : รำละเอียด : ปูนขาว อัตรา 50 : 50 : 20 : 10 : 1 ให้ผลผลิตสูงสุด คือ 80.85 กรัม/ถุง และมีเปอร์เซ็นต์ผลผลิตเฉลี่ยต่อน้ำหนักแห้งวัสดุเพาะ (% B.E.) 37.91 และมีผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงสุด อย่างไรก็ตามสูตรอาหารที่ให้ผลผลิตสูงเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้การเพาะเห็ดประสบผลสำเร็จได้ เนื่องจากในการเพาะเห็ดจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ ทั้งสายพันธุ์เห็ด อิทธิพลของสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้การจัดการโรงเรือนให้ถูกสุขลักษณะก็เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเห็ดให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพต่อไป

การรับรองเกษตรอินทรีย์ (Organic Thailand) ตามมาตรฐาน มกษ. 9000 เล่ม 1-2552
จิระ สุวรรณประเสริฐ
มีคำจัดความที่เข้าใจได้ง่าย กล่าวไว้ว่า “มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ คือข้อกำหนดขั้นต่ำที่เกษตรกรผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามและหน่วยงานรับรองจะใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจประเมินการผลิตและตัดสินใจในการรับรองฟาร์มที่ได้ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานนั้นๆ” ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานจะต้องเป็นที่ยอมรับกันทั้งฝ่ายผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้บริโภค และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม มาตรฐานเกษตรอินทรีย์จึงมีหลากหลายมาตรฐาน ทั้งที่เป็นการยอมรับกันในระดับสากลระหว่างประเทศ หรือยอมรับได้เฉพาะในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงข้อกำหนดหรือความเข้มข้นของกฎเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติตามมีความแตกต่างกัน การผ่านตามเกณฑ์ของกลุ่มหรือมาตรฐานนี้แล้ว แต่ไม่ผ่านตามเกณฑ์ของอีกมาตรฐานหนึ่งจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ในส่วน มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย (Organic Thailand) ที่กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่เป็นมาตรฐานหลักของประเทศไทยจึงอาจมีข้อกำหนดที่เข้มข้นมากกว่าบางมาตรฐานที่ปฏิบัติกันได้ง่ายกว่า
ดังนั้นในการที่เกษตรกรจะขอการรับรองเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานไหน เพื่อให้เกิดการยอมรับในวงกว้างของผู้บริโภคระดับไหน จึงต้องศึกษาข้อกำหนดของแต่ละมาตรฐานและความสามารถในการที่ตนเองจะพึงปฏิบัติตามได้เป็นสำคัญ จะได้ตัดข้อกังขาที่ว่า ทำไมจึงไม่สามารถได้การรับรองตามมาตรฐาน Organic Thailand ที่เกษตรกรยื่นขอการตรวจรับรองกับหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้ทางราชการมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรที่สนใจจะทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ให้มีเพิ่มมากขึ้นอยู่แล้ว เกษตรกรจึงอาจเริ่มจากการผลิตตามมาตรฐานที่สะดวกต่อการปฏิบัติตามก่อน แล้วค่อยพัฒนาสู่การผลิตตามมาตรฐานที่มีข้อกำหนดเข้มข้นมากขึ้น ทำได้ถึงมาตรฐานไหนก็ยื่นขอรับรองตามมาตรฐานใหม่เพิ่มเติมได้ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีช่องทางออกสู่กลุ่มผู้บริโภคได้กว้างขวางขึ้น หากพัฒนาได้ถึงการผ่านมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ก็สามารถส่งผลผลิตเกษตรอินทรีย์ไปตลาดทั่วโลกได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่ครับ

การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices ) หรือ GAP
ปวีณา สังข์แก้ว และ ปฐม คงแก้ว
“แม้ว่า สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในภาวะวิกฤติเพียงใดแต่สินค้าเกษตรไทยจะต้องไปต่อ”
เป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในบทความประชาสัมพันธ์ของกรมวิชาการเกษตร โดยกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช ที่เดินหน้ารุกประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบ GAP เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบการผลิตภายใต้การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices ) หรือ GAP มากขึ้น และเร่งพัฒนาเกษตรกรเข้าสู่ระบบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ “เกษตรกรไทยต้องอยู่ได้”
เกษตรกรจะได้อะไรจากการยื่นขอรับรอง GAP

  1. มีความรู้และผลิตพืชอย่างมีระบบ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกวิธี
  2. ได้ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารเคมี เชื้อโรค และศัตรูพืช เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ เพราะ GAP เป็นระบบที่ป้องกันหรือลดความเสี่ยงของอันตรายที่เกิดขึ้นในสินค้าเกษตรและอาหาร
  3. ส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังประเทศจีน เพราะประเทศจีนมีเงื่อนไขว่า ผลไม้ที่จะส่งออกต้องมาจากแปลงที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP
    สถานการณ์การยื่นขอรับรอง GAP และการใช้วัตถุอันรายทางการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
    ปัจจุบันมีแปลงผลิตพืชของเกษตรกรในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับการรับรอง GAP จำนวน 9,705 แปลง (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)โดยเกษตรกรได้ยื่นขอการรับรองกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 และหน่วยงานเครือข่าย (ศวพ.จังหวัด) ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลย้อนหลังช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2561-2563) มีเกษตรกรรายใหม่ยื่นขอรับรอง GAP พืช กับ สวพ.8 และเครือข่าย รวมทั้งสิ้น 6,777 แปลง และมีเกษตรกรยื่นขอต่ออายุใบรับรอง ทั้งสิ้น 4,826 แปลง นอกจากนี้ยังพบว่าเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรมากขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากข้อมูล การตรวจพบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน (Maximum Residue Limits; MRL) ในผลผลิต ช่วงปี 2561 – 2563 ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพบสารพิษตกค้างเกินค่า MRL ร้อยละ 8.49, 6.93 และ 2.78 ตามลำดับ
    การถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรอง GAP
    จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 เห็นชอบ เรื่องมาตรการทบทวนบทบาทภารกิจของส่วนงานราชการ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ให้มีการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐานของส่วนราชการต่างๆ ให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการแทน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ จึงได้เปิดให้การรับรองระบบงานทั้งหน่วยตรวจ (Inspection body; IB) และหน่วยรับรอง (Certification body; CB) แก่ภาคเอกชน เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรอง GAP ให้กับหน่วยงานภาคเอกชนแล้ว ปัจจุบันเกษตรกรสามารถยื่นขอรับรอง GAP กับกรมวิชาการเกษตรหรือหน่วยรับรองมาตรฐานการผลิตพืชของเอกชนก็ได้ แล้วแต่ความสมัครใจ
    โดยปัจจุบันมีหน่วยรับรองมาตรฐานการผลิตพืช (CB) ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร จำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่
  4. หน่วยรับรองมาตรฐานการผลิตพืช ทะเบียนเลขที่ PSCD_CB_01 สถาบันรับรองระบบการผลิตผลิตภัณฑ์การเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  5. หน่วยรับรองมาตรฐานการผลิตพืช ทะเบียนเลขที่ PSCD_CB_02 บริษัท ทูฟ นอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด
  6. หน่วยรับรองมาตรฐานการผลิตพืช ทะเบียนเลขที่ PSCD_CB_03 บริษัท เอ-วัน ฟิวเจอร์จ ากัด
  7. หน่วยรับรองมาตรฐานการผลิตพืช ทะเบียนเลขที่ PSCD_CB_04บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด
    แต่ทั้งนี้ การถ่ายโอนภารกิจการตรวจรับรอง GAP จะต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรได้จัดทำแผนการถ่ายโอนภารกิจตามช่วงเวลาดังนี้
    ปีงบประมาณ 2564 ประชาสัมพันธ์ เรื่องการถ่ายโอนภารกิจ
    ปีงบประมาณ 2565 งดรับสมัครการยื่นขอรับรองพื้นที่ 50 ไร่ ขึ้นไป
    ปีงบประมาณ 2566 งดรับสมัครการยื่นขอรับรองพื้นที่ 20 ไร่ ขึ้นไป
    ปีงบประมาณ 2567 งดรับสมัครการยื่นขอรับรองพื้นที่ 10 ไร่ ขึ้นไป
    ปีงบประมาณ 2568 งดรับสมัครการยื่นขอรับรองพื้นที่ 5 ไร่ ขึ้นไป
    ปีงบประมาณ 2569 งดรับสมัครการยื่นขอรับรอง
    ยกเว้นกรณี
  8. โครงการที่เป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โครงการความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร การตรวจรับรองแบบกลุ่มของสหกรณ์การเกษตร
  9. หน่วยงานภาครัฐที่มีหนังสือขอความอนุเคราะห์มายังกรมวิชาการเกษตร
  10. การตรวจติดตามแปลงที่ยังไม่หมดอายุการรับรอง
    ทั้งนี้เมื่อการถ่ายโอนภารกิจการตรวจรับรอง GAP ให้กับหน่วยงานเอกชนเสร็จสมบูรณ์แล้ว กรมวิชาการเกษตรจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ ดูแล หน่วยรับรองมาตรฐานการผลิตพืช (Certification Body: CB) ที่ขึ้นทะเบียนกับกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าว สามารถตรวจรับรองได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับกรมวิชาการเกษตร

ติดตามเรื่องอื่นๆ ในเอกสารฉบับเต็ม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s