“รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน”

รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน

ธัชธาวินท์ สะรุโณ

 ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร

กระแสโลกาภิวัติ (globalization) วิกฤตแห่งสุขภาพ (health chock) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ได้กดดันให้เกษตรกรรายย่อย (small famers) เกิดความเปราะบางเพิ่มขึ้น (vulnerable) ทั้งในด้านประสิทธิภาพทางการผลิตที่ต่ำลง ความสามารถในการแข่งขันน้อยลง มีรายได้ที่ไม่สมดุลกับรายจ่าย ขาดความมั่นคงทางอาหาร นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ไม่พอเพียง และพึ่งตนเองได้น้อยลง 

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร จึงได้ทำการวิจัยค้นหาแนวทางทางในพัฒนาการผลิตพืชที่นำไปสู่การพึ่งตนเองของชุมชนเกษตร โดยได้ทำการการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ในปี 2559-2563 ในการวิจัยจะมีการพัฒนาการจัดการผลิตพืชทั้งองค์รวมของชุมชนแบบมีส่วนร่วม (participatory action research and development) คือ ด้านการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงการตลาดและการท่องเที่ยว รวมทั้งการพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็ง

“รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน”

คือรูปแบบ (model) การพัฒนาการผลิตพืชโดยนำศาสตร์พระราชา เรื่อง 23 หลักทรงงาน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการจัดการผลิตพืชให้พอเพียงและยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองของครัวเรือนและชุมชนเกษตร โดยจะมีหลักปฏิบัติ 4 เสาหลักของการพัฒนา คือ  เสาหลักที่ 1 พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เสาหลักที่ 2 พัฒนา 9 พืชผสมผสานพอเพียง เสาหลักที่ 3 พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และเสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงการผลิตพืชกับการท่องเที่ยวชุมชน และเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ  โดยมีรายละเอียดดังนี้

           1. กระบวนการนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการพัฒนาการผลิตพืช  คือ การนำ 23 หลักทรงงานของในหลวง ร.9 และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการผลิตพืช ได้แก่

ขั้นตอนการวิเคราะห์ชุมชน  กำหนดเป้าหมาย และวางแผนงาน  ใช้หลักการทรงงาน เรื่อง การศึกษาภูมิสังคมพื้นที่ และศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำตามลำดับขั้น แก้ปัญหาจากจุดเล็ก

ขั้นตอนการพัฒนาและสังเกตติดตามผลการพัฒนา  ใช้หลักการทรงงาน เรื่องการพัฒนาแบบองค์รวม หลักการมีส่วนร่วม  ทำให้ง่าย ปรับให้เหมาะสม ไม่ยึดติดตำรา ประหยัด เรียบง่าย ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ใช้อธรรมปราบอธรรม หลักคุณธรรม ความเพียร ปลูกป่าในใจคน การรู้รักสามัคคี เพื่อส่วนรวม ขาดทุนคือกำไร ซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน บริการที่จุดเดียว ทำงานอย่างมีความสุข และระเบิดจากข้างใน

ขั้นตอนการประเมินผลและสรุปผลการพัฒนา     ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการผลิตพืช  คือ หลักความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุผล รอบรู้ คุณธรรม และ  23 หลักทรงงาน

โดยกระบวนการพัฒนาใช้แนวทางการวิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนส่วน (participatory action research and development) และมีการจัด “เวทีวิจัยสัญจร” แลกเปลี่ยนเรียนรู้หมุนเวียนไปที่บ้านและไร่นาของเกษตรกรในชุมชน และนอกชุมชน

“รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน” จะมีหลักปฏิบัติ 4 เสาหลักของการพัฒนา คือ  เสาหลักที่ 1 พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เสาหลักที่ 2 พัฒนา 9 พืชผสมผสานพอเพียง เสาหลักที่ 3 พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและเสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงการผลิตพืชกับการท่องเที่ยวชุมชน และเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ  โดยมีรายละเอียดดังนี้

เสาหลักที่ 1 พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้ชุมชนมีพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตพืช และจะเป็นตัวเร่งให้การพัฒนาต่างๆ สำเร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีวิธีการดำเนินงาน คือ

  1. วิเคราะห์ชุมชน กำหนดเป้าหมาย และแผนงานกิจกรรมในการพัฒนาการผลิตพืชของชุมชน
  2. จัดตั้ง “กลุ่มเกษตรกร” เพื่อให้ชุมชนได้เกิดความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน พร้อมกับการตั้ง

กรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อดึงความรู้ความสามารถของแต่ละคนมาช่วยทำงานส่วนรวม กำหนดข้อตกลง กฎระเบียบในการทำงานร่วมกันของกลุ่ม เช่น ในการเข้าเป็นสมาชิก การประชุม การร่วมทำกิจกรรม กลุ่มมีการระดมทุนเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ในรูปแบบต่างๆ  มีการจัดให้มีสวัสดิการสมาชิก เช่น งานบุญ หรือสวัสดิการ การช่วยเหลือต่างๆ กำหนดให้มีกิจกรรมร่วมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิจกรรมจิตอาสาเพื่อส่วนรวม สร้างอัตลักษณ์กลุ่มโดยมีสิ่งที่แสดงออกถึงสัญลักษณ์ เช่น ป้าย หรือ เสื้อทีม เป็นต้น และส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมกับภาคส่วนต่างๆ

  • จัดเวทีวิจัยสัญจร เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตพืชในไร่นาเกษตรกร ร่วมพัฒนาไร่นา และจัดศึกษาดูงานเพื่อเปิดโลกทัศน์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งหมุนเวียนกันไปในไร่นาเกษตรกรในชุมชน และนอกชุมชน 
  • พัฒนาฟาร์มต้นแบบและพัฒนาเกษตรกรผู้นำ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เพื่อนบ้าน ส่งเสริมความเป็นต้นแบบ ส่งเสริมความเป็นผู้นำ ส่งเสริมการประกวดยกย่องเป็นเกษตรกรดีเด่น พัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำของประธานกลุ่ม กรรมการ และสมาชิก
  • จัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำธุรกิจให้เกิดรายได้ โดยการระดมทุนจากสมาชิก และการสนับสนุน

จากราชการในช่วงการเริ่มต้นดำเนินงาน ทั้งในด้านการพัฒนาสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่น การตลาด สินค้า การบริหารธุรกิจ และการประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ   

        เสาหลักที่ 2 พัฒนา 9 พืชผสมผสานพอเพียง เพื่อให้มีพืชเพียงพอต่อการดำรงชีพที่พอเพียง ทั้ง

ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยมีการพัฒนาระบบการปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และพัฒนาระบบเกษตรผสมผสาน  คือ

  1. กลุ่มพืชรายได้ –พัฒนาการปลูกพืชเศรษฐกิจชุมชนที่มีอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่โดดเด่น
    1. กลุ่มพืชอาหาร –พัฒนาการปลูกพืชอาหารให้เพียงพอ เช่น ผักสวนครัวต่างๆ ที่เป็นเครื่องแกง ผัก ผลไม้ผล ที่หลากหลายคุณค่าทางโภชนาการ
    1. กลุ่มพืชอาหารสัตว์-พัฒนาการปลูกพืชอาหารสัตว์ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์ และจำหน่ายเป็นรายได้
    1. กลุ่มพืชสมุนไพรสุขภาพ –พัฒนาการปลูกสมุนไพรพื้นฐานเพื่อเป็นตู้ยาประจำบ้าน และแปรรูปจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรสุภาพ
    1. กลุ่มพืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช –พัฒนาการปลูกพืชเพื่อนำมาใช้ทำสารสกัดจากพืชในการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช
    1. กลุ่มพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ -พัฒนาการปลูกเพื่อบำรุงดิน ป้องกันดินพังทลายของดิน รักษาความชื้นของดินและน้ำ
    1. กลุ่มพืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น –พัฒนาการปลูกพืชท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ในเชิงวัฒนธรรมชุมชน
    1. กลุ่มพืชใช้สอย –พัฒนาการปลูกไม้ยืนต้น ไม้โตเร็ว ไม้ใช้สอย เพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ทำค้างปลูกพืช ใช้ในงานก่อสร้าง และงานหัตกรรมต่างๆ
    1. กลุ่มพืชพลังงานและเชื้อเพลิง-พัฒนาการปลูกไม้ที่จะมาเป็นเชื้อเพลิงครัวเรือน หรือเป็นพลังงานทดแทน

เสาหลักที่ 3 พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่ารายได้เพิ่มขึ้น โดยมีวิธีการดำเนินงาน คือ

  1. ผลิตสินค้าให้มีคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม มีขนาด มีรูปลักษณ์ดี มีรสชาติดี โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดการผลิตพืชให้มีประสิทธิภาพ 
  2. ขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เช่น GAP หรือ อินทรีย์ หรือ GI
  3. พัฒนาการแปรรูปสินค้าที่มีอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ทั้งขั้นพื้นฐาน และขั้นสูง
  4. พัฒนาบรรจุภัณฑ์ การหีบห่อ ให้เหมาะสมกับในแต่ละตลาดผู้บริโภค
  5. สร้างตราสินค้า สร้างแบรนด์สินค้า สร้างความน่าเชื่อถือในสินค้า เพื่อจำหน่ายคุณค่า จำหน่ายเรื่องราวที่น่าสนใจลงในสินค้า

    เสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงการผลิตพืชกับการท่องเที่ยวชุมชนและเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ  เพื่อดึงพลังจากภายนอกชุมชน หรือพลังจากภาคนอกเกษตร เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาการผลิตพืช โดยมีวิธีการดำเนินงาน คือ

  1. เชื่อมโยงการเกษตรของชุมชนกับการจัดการท่องเที่ยวชุมชน  พัฒนาไร่นาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

เรียนรู้ ศึกษาดูงาน จัดกิจกรรมการศึกษาดูงานในชุมชนแก่บุคคลภายนอก และการเชื่อมโยงกับ

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเอกชน การต่อยอดตลาดท่องเที่ยวชุมชน

  • บูรณาการงานเกษตรของชุมชนกับงานทางวิชาการและงานส่งเสริม เช่น ของหน่วยงานกระทรวงเกษตร ท้องถิ่น จังหวัด พัฒนาชุมชน งานการด้านการจัดการศึกษานอกระบบและสถาบันการศึกษา และภาคเอกชนต่างๆ 
  • เชื่อมโยการผลิตกับการตลาด  เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการตลาดสินค้า ผู้รวบรวมสินค้า พัฒนาตลาดชุมชน ตลาดสัญจร ตลาดออนไลน์ และตลาดอื่นๆ
  • เชื่อมโยงชุมชนกับภาคสื่อสารมวลชน การประชาสัมพันธ์ และ อื่นๆ

กรณีตัวอย่างการพัฒนาตามแนวทาง “รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน” ในพื้นที่ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังในฤดูฝน ขาดน้ำในฤดูแล้ง ดินเหนียวจัด เกษตรกรมีพื้นที่เฉลี่ย 11 ไร่/ราย พืชเศรษฐกิจหลักของชุมชน คือทำนาปีละ 1 ครั้ง และมีตาลโตนดเป็นพืชท้องถิ่น เกษตรกรพึ่งพารายได้จากภาคนอกเกษตรมากกว่าภาคเกษตร คือมีสัดส่วน 65 : 35 ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น คือภาคอุตสาหกรรมเกษตรได้เปลี่ยนการจ้างงานจากคนในท้องถิ่นเป็นแรงงานต่างด้าว หากเกษตรกรปรับตัวไม่ทันก็จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง จึงเป็นโจทย์วิจัยที่สำคัญในการพัฒนาองค์รวมการจัดการผลิตพืชของชุมชนให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ ซึ่งผลการวิจัยมีดังนี้

1. การจัดการพืชเศรษฐกิจชุมชน โดยพัฒนาจากเดิมที่มีการทำนาเพียงอย่างเดียวให้มีการปลูกพืชในฤดูแล้ง โดยจัดระบบการปลูกพืช ระบบถั่วเขียว(หรือข้าวโพดหวานหรือฟักทอง)-ปอเทือง-ข้าว ซึ่งพบว่าถั่วเขียว ปลูกได้ 2 ช่วง คือ ปลูกพร้อมการเก็บเกี่ยวข้าวโดยไม่ต้องมีการเตรียมดิน ในแปลงที่มีความชื้นของดินที่เหมาะสมประมาณ 45-50 % ไม่เปียกหรือแห้งเกินไป ผลผลิตเฉลี่ย 51.2 กิโลกรัม/ไร่ มีรายได้ 2,048 บาท/ไร่ ต้นทุน 500 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,548 บาท/ไร่ การปลูกถั่วเขียวในฤดูกาลปกติ คือต้นฤดูฝนให้ผลผลิต เฉลี่ย 84.8 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนเฉลี่ย 1,120 บาท/ไร่ รายได้ 3,390.4 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 2,270.4 บาท/ไร่ เงื่อนไขสำคัญคือควรมีการเตรียมดินที่ดี ไถเปิดร่องระบายน้ำ หว่านและคราดกลบ ข้าวโพดหวาน ให้ ผลผลิต 2,300 กิโลกรัม/ไร่  รายได้ 39,100 บาท/ไร่   ต้นทุนการผลิต 3,200 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 35,900 บาท/ไร่  ฟักทอง ผลผลิต 674 กิโลกรัม/ไร่  รายได้ 9,705 บาท/ไร่ ต้นทุนการผลิต 4,050 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 5,655 บาท/ไร่ ทั้งสองพืชนี้ต้องมีการให้น้ำที่เพียงพอ การปลูกปอเทืองหลังเก็บเกี่ยวถั่วเขียวช่วงเดือนกรกฎาคม หรือต้นสิงหาคม จะให้น้ำหนักต้นสดที่ไถกลบลงดิน 1,221 กิโลกรัม/ไร่ เทียบเท่ากับการได้ปุ๋ยไนโตรเจน  7 กิโลกรัม/ไร่ แต่ถ้าเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ควรหว่านช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ผลผลิต 62 กิโลกรัม/ไร่ การปลูกข้าวหลังปลูกถั่วเขียว-ปอเทืองให้ผลผลิต 440.6 กิโลกรัม/ไร่ รายได้ 3,568.9 บาท/ไร่  ต้นทุน 1,571.3 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 1,997.6 บาท/ไร่ ระบบนี้เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยน้อยลงและคุณสมบัติทางเคมีของดินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ ค่าการนำไฟฟ้า ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์  และโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์

 การปรับสภาพนาเป็นร่องสวนประมาณ 3 ไร่/รายพบว่า มีต้นทุน 2,329 บาท/ไร่/ปี  รายได้ 15,871 บาท/ไร่/ปี  รายได้สุทธิ 13,542 บาท/ไร่/ปี  หรือมีรายได้สะสม 4 ปี เฉลี่ย 63,484 บาท/ไร่/ปี หรือ 190,451 บาท/ราย  พืชที่ให้รายได้ดี คือ ฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอม พริก อ้อยคั้นน้ำ และ พืชผัก โดย ฝรั่งกิมจู มีรายได้เฉลี่ย 51,250 บาท/ไร่ ต้นทุน 10,275 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 40,975 บาท/ไร่  ข้อดีอีกประการหนึ่งคือร่องสวนที่ขุดคูน้ำลึก 2 เมตร กว้าง 4 เมตร มีปริมาตรน้ำคงเหลือในร่องสวนตลอดปีเฉลี่ย 321 ลบ.ม./ไร่/ปี เพียงพอสำหรับการปลูกพืชตลอดปี

           2. การจัดการผลิตพืชผสมผสานตามแนวทาง 9 พืชผสมผสานพอเพียง พบว่า การพัฒนาพืชรายได้ มีการพัฒนากล้วยน้ำว้าพรีเมียมรำแดง คือ กล้วยคุณภาพดีปลูกในพื้นที่ดินยุคโฮโลซีน 5,000 ปี และพัฒนาคุณภาพโดยใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร ทำให้สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่ากล้วยทั่วไปเฉลี่ยหวีละ 10 บาท  ให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม คือ 8.4 หวี/เครือ น้ำหนักเครือ 10.7 กิโลกรัม น้ำหนัก/หวี  6.5 กิโลกรัม จำนวนผล/หวี 14.8 ผล ความหวาน 24.8 ˚Brix มีการแปรรูปกล้วยเป็นกล้วยฉาบน้ำตาลโตนดรำแดง เป็นสินค้าอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่มีจุดเด่น มีแคลเซียม สูงกว่าข้าวสังข์หยด ประมาณ 3 เท่า มีธาตุเหล็กสูงกว่ากล้วยหอมทองทอดทั่วไป 3.5  เท่า มีรายได้การจำหน่วยกล้วยฉาบ เฉลี่ย 156,066 บาท/ปี นอกจากนั้นมีการมะม่วงพิมเสนเบานอกฤดู ให้ราคาผลผลิตสูงกว่าในฤดูประมาณ 20 บาท  การพัฒนาพืชอาหาร โดยการปลูกพืชในภาชนะต่างๆ สามารถจัดการดินและน้ำได้สะดวก ผลการพัฒนาทำให้เกษตรกรมีการปลูกพืชที่หลากหลายขึ้น จาก 9.5 ชนิดในปี เป็น 15.9 ชนิด/ปี  และทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชอาการที่เป็นส่วนเกินจากการเป็นอาหารในครัวเรือนเฉลี่ย 6,270 บาท/ปี  การพัฒนาพืชสมุนไพรสุขภาพ ทำให้มีเกษตรกรปลูกพืชเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 มีชนิดพืชรวม 46 ชนิด มีรายได้จากแปรรูปเป็นน้ำมันไพล 8,693 บาท/ปี การพัฒนาพืชสมุนไพรเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น ตะไคร้หอม ข่า สาบเสือ ยาสูบ นำมาทำเป็นสารสกัด และใช้วิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานร่วมด้วย เช่น กับดักกาวเหนียว และ ชีวภัณฑ์ต้องพัฒนาให้มีความพร้อมใช้ในชุมชน การพัฒนาพืชอาหารสัตว์ มีแนวโน้มการตลาดดี ปลูกเพื่อจำหน่ายและไว้ใช้เองรวมทั้งสำรองการขาดแคลนอาหารสัตว์ตอนฤดูน้ำท่วม การเพิ่มผลผลิตด้วยการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.5 ในหญ้าหวายข้อ และหญ้าพายใบใหญ่ การพัฒนาพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พบว่าแฝกสามารถลดการพังทลายของคันร่องสวนได้ และปอเทืองควรเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การพัฒนาพืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น  กล้วยไม้กะเรกะร่อนปากเป็ดสีม่วง ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณต้นตาลโตนด นำมาปลูกในกระถาง จะออกดอกใน 90 – 120 วัน มีอายุดอกบาน 14 – 21 วัน ให้ดอก 4-9 ช่อดอก/กระถาง/ปี  การพัฒนาพืชใช้สอย พืชพลังงานและเชื้อเพลิง พบว่าปลูกได้หลายรูปแบบ เช่น ปลูกแบบสลับแถว ระยะปลูก 2 x2 เมตร ปลูกแบบสลับต้นในแถวเดียวกัน ระยะปลูก 2×2 เมตร  หรือปลูกพืชเป็นผสมผสาน ระยะปลูก 1-2 เมตร  การเจริญเติบโตของพืช เมื่ออายุ 48 เดือน พบว่า ตะเคียน เจริญเติบโตดีในการปลูกแบบสลับแถวกับไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ คือมีขนาดรอบโคนต้น 15.5 เซนติเมตร และ สูง 2.60 เมตร  มะฮอกกานี มีขนาดรอบโคนต้น  30.2 เซนติเมตร สูง 6.5 เมตร สนทะเล มีขนาดรอบโคนต้น  47.8 เซนติเมตร สูง 1.3 เมตร แคนา เจริญเติบโตดีในทุกรูปแบบการปลูก มีขนาดรอบโคนต้น  34.3 เซนติเมตร และ สูง 5.4 เมตร ไผ่ซางหม่น ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ปักกิ่ง ไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่สีทอง ไผ่รวก ไผ่ซางนวล เฉลี่ยมีความสูง 4.4 เมตร  

      3. การจัดการผลิตพืชแบบประณีตในฟาร์มระบบต่างๆ พบว่า ในฟาร์มระบบเกษตรแบบปรับสภาพนาเป็นร่องสวนปลูกพืชแบบผสมผสานไม้ผลและพืชผัก ขนาด 3 ไร่ เกษตรกรมีแรงงานทำการเกษตร 1 คน และทำงานเกษตรไม่เต็มเวลา แปลงมีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝน ทำให้มีความหลากหลายของชนิดพืช 24 ชนิด มีรายได้มาจาก ฝรั่ง พริก เห็ด ข้าว กล้วย และ ปลา เฉลี่ย 15,422 บาท/ปี  สูงกว่าที่เคยทำนาอย่างเดียวประมาณ 3 เท่า แต่ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงต้องทำอาชีพนอกเกษตรเพื่อเป็นรายได้หลัก  โดยพืชที่สามารถขยายการผลิตได้ คือ ฝรั่งมีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูงสุด 1,488 กิโลกรัม/ไร่  รายได้ 37,200 บาท/ไร่/ปี ในฟาร์มระบบเกษตรที่ปลูกดาวเรืองเป็นพืชหลัก พื้นที่  4 ไร่ มีแรงงาน 2 คน ดาวเรืองได้ผลผลิตรวม 109,978 ดอก/ไร่ รายได้ 75,952 บาท/ไร่  ต้นทุน 13,680 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 62,272 บาท/ไร่  มีการจัดการแปลงปลูกแบบยกร่องเพื่อระบายน้ำ ติดตั้งระบบน้ำ จัดการปุ๋ย การป้องกันกำจัดศัตรูพืช และการจัดหาตลาด    ในฟาร์มระบบพืชผสมผสานมีการผลิตฝรั่งเป็นพืชหลัก  มีแรงานเต็มเวลา 1 คน แรงงานเสริม 1 คน  มีการจัดการพืชตามหลักวิชาการ พบว่ามีความหลากหลายของพืช 38 ชนิด มีฝรั่งกิมจู พืชผักยกแคร่ และผักโรงเรือน ตะไคร้ และกล้วย เป็นพืชรายได้หลัก โดย รายได้เฉลี่ยของฟาร์ม 286,221 บาท/ปี โดยฝรั่งกิมจู ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,083 กิโลกรัม/ไร่/ปี รายได้เฉลี่ย 205,000 บาท/ปี  หรือ ร้อยละ 71.6  พืชผัก 44,000  บาท/ปี  หรือ ร้อยละ 15.5  กล้วย 18,800 หรือ ร้อยละ 6.6  และ ตะไคร้ 18,421 บาท หรือร้อยละ 6.4 โดยเฉพาะ ฝรั่งกิมจู ในพื้นที่ปลูก 4 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 205,000 บาท/ปี   ในฟาร์มระบบเกษตรแบบเลี้ยงแพะผสมผสานกับการปลูกพืช มีแรงานเต็มเวลา 1 คน เสริม 1 ค พบว่าให้รายได้เฉลี่ย 192,553 บาท/ปี มีความหลากหลายในการผลิตพืชปลูก 30 ชนิด รายได้จากแพะเฉลี่ย 112,592 บาท/ปี จากพืช 79,739 บาท/ปี โดยรายได้จากพืชจะมาจากมะพร้าวน้ำหอม ในฟาร์มมีการใช้ปุ๋ยมูลแพะแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ ประมาณ 20,000 บาท/ปี  ในฟาร์มระบบเกษตรแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ แรงงานทำเกษตร 1 คน และไม่เต็มเวลา พบว่ามีความหลากหลายของพืช มี 25 ชนิด โดยรายได้หลักของฟาร์มมาจากการปลูกข้าว เฉลี่ย 64,844 บาท/ปี หรือเฉลี่ย 5,205 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นร้อย 65 ของรายได้ทั้งหมดของฟาร์ม 100,075 บาท/ปี  การทำนาปีละ 2 ครั้ง เป็นกิจกรรมที่ใช้แรงงานน้อย มีการขุดสระรอบแปลงนา และขุดเป็นร่องสวนจะช่วยให้มีน้ำเพียงพอ

           4. การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในกระบวนการพัฒนาการผลิตพืชเพื่อเพิ่มความยั่งยืนและพอเพียงในการผลิตพืช

         การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร “วิจัยการปลูกพืชตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง” และพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็ง พบว่าประธานกลุ่มมีบทบาทสำคัญในการรักษาไว้ซึ่งการรวมตัวของสมาชิก และคณะกรรมการกลุ่มต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สมาชิกให้ความร่วมมือ และราชการสนับสนุนอย่างจริงจัง  ประเด็นหนุนเสริมอื่นๆ เช่น การไม่เน้นใช้เงินในการขับเคลื่อนชุมชน การให้มีกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง การพัฒนากลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนประกอบธุรกิจ พบว่าจำเป็นต้องสนับสนุนในช่วงการเริ่มต้นทั้งด้านเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ความรู้ และการจัดหาตลาดสินค้า และในระยะยาวควรมีการพัฒนาทักษะเกษตรกรให้เป็นนักการตลาด หรือ เป็นพานิชตำบล ในการนำสินค้าชุมชนออกสู่ตลาดทั้งตลาดออนไลน์และตลาดทั่วไป ผลการประกอบธุรกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมรำแดง พบว่ามีรายได้ เฉลี่ย 156,066 บาท/ปี ทำให้กล้วยที่ปลูกในชุมชนขายได้ 73,900 บาท จ้างแรงชุมชน 123,673 บาท ปันผลจัดสรรให้สมาชิก 6.41 % สูงกว่าการดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคาร 6.41 เท่า จากความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรในโครงการวิจัย ได้ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาต่อยอดสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในด้านการสนับสนุนธุรกิจการแปรรูปกล้วยของกลุ่ม และการนำโครงการต่างๆลงมาพัฒนาพื้นที่โดยผ่านทางกลุ่มเกษตรกรหลายโครงการ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชนในหลายๆด้านทั้งการเรียนต่อนอกเวลา การคัดเลือกสมาชิกกลุ่มเข้าประกวดเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาต่างๆ

             การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร และท่องเที่ยวชุมชน  การทดลองจัดตั้ง “ตลาดพรีเมี่ยมรำแดง” เพื่อจำหน่ายสินค้าในชุมชน และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สนองนโยบาย “ตลาดนำ” ของรัฐบาล พบว่า เปิดดำเนินการ 6 เดือน ทำให้เกิดรายได้ 266,749 บาท “ตลาดดานนาสินค้าพื้นถิ่นเปิดดำเนินการ 9 เดือน รายได้ 259,138 บาท  การจัดตลาดสัญจร คือนำกลุ่มพ่อค้าไปจำหน่ายนอกสถานที่ สามารถสร้างรายได้ รวม 239,592 บาท และตลาดออนไลน์ “สินค้าคุณภาพมาตรฐาน GAP ปลอดภัยจากเชื้อโควิด 19”  ทำรายได้ให้เกษตรกร 29,618 บาท การเปิดร้านใน LAZADA รวมยอดจำหน่าย 12,570 บาท/ปี  ปัจจัยความสำเร็จของตลาดท่องเที่ยวชุมชน คือ 1) ควรมีผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่เป็นนักลงทุนในชุมชนที่จะลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยว ความสามารถในการบริหารจัดการ จะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าเกษตรกรหรือภาครัฐที่ขาดพื้นฐานในการจัดการท่องเที่ยว 2) ควรมีสถานที่ที่ดึงดูดใจที่เป็นไข่แดงของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จะเป็นสถานที่ให้ปักหมุดการเดินทางมาท่องเที่ยว และมีสถานที่นั่งพักผ่อน เดินชมความสวยงาม ได้ถ่ายภาพ มีกาแฟ เครื่องดื่ม อาหารอร่อยๆ บริการ มีสินค้าเกษตรที่หลากหลาย และมีการจัดสินค้าที่สวยงามน่าซื้อ 3) การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการจัดการท่องเที่ยว ถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ท่องเที่ยวชุมชนแตกต่างจากธุรกิจท่องเที่ยวของเอกชนรายเดี่ยวๆ ซึ่งจะต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นและเข้มแข็ง ไม่ล้มเลิกไปกลางคัน เนื่องจากตลาดท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยเวลา อาศัยการบอกต่อหรือการแชร์ในสื่อออนไลน์ ประเด็นนี้มักพบปัญหาเกิดขึ้นเสมอเนื่องจากเกษตรกรที่มาร่วมจัดการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถนัดในการทำเกษตรแต่ไม่ถนัดค้าจำหน่าย และมักขาดความอดทนก่อนที่จะแหล่งท่องเที่ยวจะเป็นที่นิยม 4) มีการประชาสัมพันธ์ทั่วถึง และ 5) ควรมีการเชื่อมโยงกันผู้ประกอบการจัดทัวร์ท่องเที่ยวเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยวประจำก็จะยิ่งก่อให้เกิดผลสำเร็จได้มากขึ้น 6) ในส่วนของตลาดสัญจร ความสำเร็จจะขึ้นกับการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการออกไปจำหน่ายนอกสถานที่ สินค้าที่มีสม่ำเสมอ และการเลือกสถานที่ไปจำหน่าย ด้านตลาดออนไลน์ ความสำเร็จจะขึ้นกับความสามารถในการจัดการระบบออนไลน์ การเลือกชนิดสินค้าเด่นของท้องถิ่น และการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว

        การจัดเวทีวิจัยสัญจร  คือ การจัดเวทีประชุมของนักวิจัย เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืช โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ ความคิด ผลงานวิจัย ภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำการเกษตรที่บ้านและไร่นาเกษตรกรหมุนเวียนกันไปในแต่ละรายประมาณ เดือนละ 1 ครั้ง กิจกรรมที่ดำเนินการในการจัดเวทีวิจัยประกอบด้วย 1) ของฝากจากเพื่อนบ้าน  2) เรื่องเล่าจากเจ้าของบ้าน  3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำการเกษตร 4) การแลกเปลี่ยน/สาธิตความรู้วิชาการ และรายงานผลการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาของเกษตรกร  พบว่าทำให้เกิดการพัฒนาระบบการผลิตพืชได้รวดเร็ว จากการได้ไปพบเห็นการปลูกพืชของเพื่อนบ้าน แรงกระตุ้นจากการจะต้องเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับการศึกษาดูงานของสมาชิกที่ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อแสดงผลงาน ได้เพิ่มทุนทางสังคม เพิ่มทุนมนุษย์ มีการช่วยเหลือแรงงาน ช่วยแก้ปัญหาการผลิตพืช เกิดการสร้างเครือข่ายทางสังคม ได้พัฒนาความสามารถในการพูดการเป็นวิทยากร เกษตรกรรู้สึกมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือผู้อื่น ได้องค์ความรู้เพื่อการพัฒนา ซึ่งมีเชื่อมโยงการจัดการความรู้ 3 ฝ่าย คือ เกษตรกรสู่เกษตรกรและนักวิจัย เป็นวิธีที่ได้ผลสัมฤทธิ์สูงกว่าการอบรมเชิงบรรยาย คือความรู้ถูกถ่ายทอดจากเกษตรกรสู่เกษตรกรด้วยความไว้วางใจ การเป็นเพื่อนพี่น้อง มีสถานะทางสังคมใกล้เคียงกัน และมีนักวิจัยคอยสนับสนุนข้อมูลเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และจัดกระบวนการให้แต่ละคนได้นำภูมิปัญญามาแลกเปลี่ยน ภายใต้สถานการณ์จริงของไร่นาเกษตรกร

การบริหารจัดการภาครัฐแบบมีส่วนร่วม จากการนำหลักทรงงาน และหลักการพัฒนาแบบมีส่วน

ร่วมมาใช้ในการวิจัยและพัฒนา (participatory action research) ที่ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียมาร่วมกันค้นหาแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมติดตามผล ร่วมสรุปบทเรียน มีการส่งเสริมบทบาทของ “เกษตรกร” ให้เป็นผู้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของการดำเนินงานโครงการ  ได้เกิดผลสำเร็จในเชิงปริมาณจากเดิมที่เกษตรกรพึ่งพานอกการเกษตรเป็นหลัก มาเป็นเกษตรกรพึ่งพารายได้จากการเกษตรได้เพิ่มขึ้น ในเชิงคุณภาพ เกิดกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกำลังสำคัญของชุมชน เป็นกลุ่มที่จะประสานโครงการจากภาครัฐลงสู่ชุมชน เกิดชุมชนต้นแบบที่ให้ชุมชนอื่นได้มาศึกษาเรียนรู้กระบวนการพัฒนา โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนความคิดของเกษตรกรเองให้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาไปสู่การพึ่งตนเอง  การตั้งกลุ่มเกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  การปลูกพืช 9 กลุ่มผสมสานเกษตรผสมผสาน แปรรูป และส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรในชุมชนและนอกชุมชน การพัฒนาความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยกระบวนการสำคัญในการขับเคลื่อนคือเวทีวิจัยสัญจรที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดระยะเวลาของการพัฒนา  ผลสำเร็จการดำเนินงาน คือ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ด้านสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จากสำนักนายกรัฐมนตรี

           การพัฒนาตัวชี้วัดการผลิตพืชตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่าสามารถกำหนดตัวชี้วัดความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในการผลิตพืชได้ รวมเป็น 8 กลุ่มตัวชี้วัด กลุ่มละ 3 ตัวชี้วัดย่อย รวม 24 ตัวชี้วัด  ได้แก่   พื้นฐานทั่วไป ได้แก่ สมดุลรายได้รายจ่าย, ความมั่นคงทางอาหาร พืชกับความเป็นอยู่ในครอบครัว เพื่อนบ้าน และสังคม พืชกับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ พืชกับความสุขมวลรวม ความมีภูมิคุ้มกัน ภาวะผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ภาวะแนวโน้มตามฤดูกาล ภาวะผลการกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากหน่วยงานต่างๆ การสร้างภูมิคุ้มกันจาการเพิ่มต้นทุน/ทรัพย์สินในการดำรงชีพ ทุนมนุษย์ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ ทุนทางกายภาพ ทุนทางสังคม พืชกับความมีเหตุผล การใช้เหตุใช้ผล ความรอบรู้ ตรวจสอบติดตาม คุณธรรม ความเพียร การนำ 23 หลักทรงงานมาใช้ ด้านพฤติกรรมตนเองและครอบครัว ด้านสังคมชุมชน ด้านการผลิตพืช ตัวชี้วัดนี้ ใช้สำหรับประเมินความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในการผลิตพืชนี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไป ทั้งนี้ในการนำไปใช้กับพื้นที่ต่างๆ ผู้นำไปใช้สามารถให้น้ำหนักตัวแปรแต่ละรายการ ซึ่งจะทำให้การวัดมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมนั้นๆ

             5. การประเมินผลความสำเร็จในการจัดการผลิตพืชโดยใช้ศาสตร์พระราชา

           ด้านเศรษฐกิจ เปรียบเทียบระหว่างก่อนพัฒนา ปี 2558 กับหลังพัฒนา ปี 2563  พบว่า รายได้รวม ปี 2563  คือ 153,046 บาท/ครัวเรือน/ปี  โดยสัดส่วนรายได้ภาคนอกเกษตรลดลงจากร้อยละ 65 เป็น 34  ทั้งนี้เนื่องมาจากภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนการจ้างจากแรงงานท้องถิ่นเป็นต่างด้าว และการจ้างงานภาคบริการลดลง รายได้ภาคเกษตร 101,017 บาท/ครัวเรือน/ปี เพิ่มขึ้นจากก่อนพัฒนา ร้อยละ 10.59 และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 35 เป็น 66  โดยสาขาพืช มีรายได้ 72,227 บาท/ครัวเรือน/ปี ปศุสัตว์ 20,490 บาท/ครัวเรือน/ปี และ ประมง มีรายได้ 8,300 บาท/ครัวเรือน/ปี รายจ่ายทางการปลูกพืช 15,801 บาท/ครัวเรือน/ปี ลดลงร้อยละ 51  ความหลากหลายของการผลิตพืชชุมชนเพิ่มเป็น 152 ชนิด หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15 เช่น กลุ่มพืชรายได้ เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 42 ชนิด พืชสมุนไพรสุขภาพ 20 ชนิด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 33 พืชใช้สอย 21 ชนิด เพิ่มขึ้นร้อยละ 31

ด้านการดำรงชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ด้านความประมาณ มีคะแนน 2.32 เพิ่มขึ้นจากก่อนพัฒนาร้อยละ 69  จากระดับน้อยเป็นระดับปานกลาง ด้านความมีภูมิคุ้มกัน มีคะแนน 1.89 เพิ่มขึ้นร้อยละ 142 จากระดับน้อยเป็นระดับปานกลาง ด้านทุนการดำรงชีพ มีคะแนน 2.10 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 อยู่ในระดับปานกลาง ด้านความมีเหตุมีผล มีคะแนน 2.20 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12  อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการนำ 23 หลักทรงงานมาปฏิบัติ  มีคะแนน 2.33 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 อยู่ในระดับปานกลาง คะแนนรวมผลความสำเร็จในการจัดการผลิตพืชโดยใช้ศาสตร์พระราชา2.17 เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากระดับน้อยเป็นระดับปานกลาง

            ความสำเร็จการพัฒนา ตามแนวทาง “รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน” จะทำให้ชุมชนเกษตรจัดการผลิตพืชให้มีความพอเพียง ยั่งยืน และพึ่งตนเองได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่ผลลัพธ์ ชุมชนมีขีดความสามารถในการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เกิดผลกระทบทำให้เศรษฐกิจฐานราก มีความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปี   

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s