การวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชโดยใช้ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG”

ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (ภาคใต้ตอนล่าง)

บทนำ BCG

            “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” เป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ไปพร้อม ๆ กัน โมเดลเศรษฐกิจ BCG มีความสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP)  โดยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทําหน้าที่บูรณาการ การพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) จากฐานความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพและวัฒนธรรมด้วยกลไกจตุภาคี (Quadruple Helix)

ทั้งนี้กิจกรรมหลักภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย

1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา เพิ่มพูนทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม

2) บริหาร จัดการ การใช้ประโยชน์และบริโภคอย่างยั่งยืน

3) ลดและใช้ประโยชน์ของทิ้งจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ

4) เพิ่ม Value Creation ตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ภาคเกษตรที่เป็นต้นน้ำ จนถึงภาคการผลิตและบริการ

5) สร้างภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเอง และเพิ่มสมรรถนะในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 การประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จึงได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2569 และพร้อมประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

วิสัยทัศน์ประเทศไทย ตาม “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” 

เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ประชาชนมีรายได้ดี คุณภาพชีวิตดี รักษาฟื้นฟู ฐานทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพให้มีคุณภาพที่ดี ด้วยการใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ และแผนงานขับเคลื่อน “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” 

ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 14 แผนงาน โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่ 1 : สร้างความยั่งยืนของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการจัดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์

เน้นการนําความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืนของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทุนพื้นฐานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตเพื่อส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการมอง ว่า “Nature as Resource” เป็น “Nature as Source”

การขับเคลื่อนประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่

แผนงานที่ 1.1 อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม

แผนงานที่ 1.2 สร้างความสามารถในการบริหารทรัพยากรและการบริโภคที่ยั่งยืนของชุมชน

แผนงานที่ 1.3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

แผนงานและโปรแกรมขับเคลื่อน

แผนงานที่ 1.1 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม (BCG – Biodiversity & Cultural Conservation and Utilization)

มุ่งเน้น อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้อยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นทุนการพัฒนาเศรษฐกิจและเพื่อการดํารงชีวิตที่มีคุณภาพ

ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทาง ชีวภาพและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน นําองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และวัฒนธรรมไปใช้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองป้องกัน อนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้กลับมามีสภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรเพื่อลดการใช้ทรัพยากร แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น

โปรแกรมที่ 2 พัฒนาแพลตฟอร์มการปลูกเลี้ยง และขยายพันธุ์เพื่อทดแทนการนําออกจากแหล่งรรมชาติที่เหมาะสม

การนําองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการขยายพันธุ์พืช สัตว์ เพื่อเป้าหมายสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนโดยไม่รบกวนธรรมชาติ โดยให้ความสําคัญกับการขยายพันธุ์พืชพื้นบ้าน พืชป่า สัตว์พื้นเมืองที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจชองชุมชน แต่อยู่ในสภาวะใกล้หรือมีความเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่น พืชท้องถิ่นที่มีมูลค่าสูงและกำลังจะสูญพันธ์ การเพาะขยายเห็ดป่าจากธรรมชาติซึ่งมีราคาสูง การเพาะเลี้ยงผึ้งและชันโรง การเพาะกล้าไม้เศรษฐกิจ หรือ กล้วยไม้ป่า นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมการปรับปรุงพันธุ์ เช่น เห็ดเพื่อเศรษฐกิจ

แผนงานที่ 1.2 สร้างความสามารถในการบริหารทรัพยากรและการบริโภคที่ยั่งยืนของชุมชน(BCG – Community Management and Sustainable Consumption)

มุ่งเน้นยกระดับความสามารถของชุมชนให้เป็นผู้บริหารจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 โปรแกรม โปรแกรมที่ 1 พัฒนาศักยภาพผู้นําชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืนที่มีความจําเพาะต่อชุมชนและระบบนิเวศ โปรแกรมที่ 2 สร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรระหว่างชุมชน สถาบันวิจัยในท้องถิ่น และภาครัฐ

แผนงานที่ 1.3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน(BCG – Resource Management System)

มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรที่นําไปสู้การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างสมดุล รวมถึงพัฒนากลไกในการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ประกอบด้วย 3 โปรแกรม โปรแกรมที่1 พัฒนาแพลตฟอร์ม สนับสนุนการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีของชุมชนรวมทั้งพัฒนาระบบเชื่อมโยง Big Data ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงได้สะดวกและรวดเร็ว โปรแกรมที่ 2 พัฒนากลไกและกําหนดกฎเกณฑ์/กฎระเบียบด้านการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ และการจัดสรรผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง โปรแกรมที่ 3 พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บ และรักษาทรัพยากรพันธุกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากให้เข็มแข็งด้วยทุนทรัพยากร อัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

ใช้ศักยภาพของพื้นที่ การตอบสนองความต้องการในแต่ละพื้นที่ การสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ การดํารงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก “ความหลากหลายทางชีวภาพ”และ“ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” มาต่อยอดและยกระดับมูลค่าในห่วงโซ่การผลิตสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่

การขับเคลื่อนประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่

แผนงานที่ 2.1 เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และพลังงานของชุมชน

แผนงานที่2.2 การพัฒนาเชิงพี้นที่

แผนงานที่2.3 เพิ่มโอกาสการเข้าถึงและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน

แผนงานที่ 2.1 เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และพลังงานของชุมชน(BCG – Community Security)

 ประกอบด้วย 3 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร

พัฒนาแพลตฟอร์มที่มีความเหมาะสมกับบริบททางสังคม สภาพภูมิศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในมิติความพอเพียง (Availability) ทั้งปริมาณและคุณภาพ (มีความปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย) เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง (Access) อาหารทั้งในยามปกติ และในยามวิกฤติ สําหรับชุมชนในระดับต่าง ๆ โดยเน้นการยกระดับระบบการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

โปรแกรมที่ 2 สร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพ

โดยพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับการใช้สมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองและเพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพของสมุนไพร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคัดเลือกชนิดพันธุ์ การขยายพันธุ์ และ พัฒนาพันธุ์ เพื่อการปลูกที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ นําไปสู่การพัฒนาและยกระดับสมุนไพรสู่มาตรฐานระดับที่เป็นที่ยอมรับ เกิดการพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพิ่มการสร้างงานพร้อมทั้งเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพในชุมชน

โปรแกรมที่ 3 สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระดับพื้นที่โดยเน้นนําทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ชีวมวลที่มีอยู่มาก รวมถึงการนําขยะ หรือของเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน

แผนงานที่ 2.2 การพัฒนาเชิงพื้นที่ (BCG – Area Based Development)

มุ่งเน้นการกระจายการเติบโตสู่ภูมิภาค นําไปสู่การยกระดับรายได้ของประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้ ประกอบด้วย 5 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ เน้นการพัฒนาระบบเกษตรปลอดภัย มีมูลค่าสูง ส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร พัฒนาเศรษฐกิจตลอดโซ่คุณค่าของพืชสําคัญในพื้นที่ เช่น กาแฟ กล้วย และมะม่วง ตั้งแต่ การพัฒนาเกษตรกรในการเพาะปลูกแบบเกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปขั้นต้นเพื่อเป็นอาหาร อาหารสัตว์ จนกระทั่งการแปรรูปขั้นสูงเพื่อเป็นอาหารเสริม เป็นส่วนผสมของอาหาร รวมถึงการนําวัฒนธรรมล้านนา (Creative Lanna) มาต่อยอดและสร้างเรื่องราว พัฒนาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และต่อยอดผ่านสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในพื้นที่

โปรแกรมที่ 2 ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นแก้ไขปัญหาสุขภาพหลักของประชากรในพื้นที่ และส่งเสริมการผลิตสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ (รวมถึงพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่)  เพื่อยกระดับรายได้ การเพาะเลี้ยงแมลงเพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนใหม่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำผ่านระบบบริหารจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็ก การใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์หรือผลิตภาพการใช้น้ำสูงขึ้น และส่งเสริมการท่องเที่ยวตามวิถีชีวิตวัฒนธรรมและความเชื่อริมฝั่งโขง

โปรแกรมที่ 3 ระเบียงเศรษฐกิจภาคกลาง เน้นพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจเกษตรคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มผัก ประมง และปศุสัตว์ การแปรรูปผลผลิตเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับแหล่งอาหารริมทาง (Street Food) ให้มีคุณภาพมาตรฐานเชื่อมโยงการท่องเที่ยว รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มรดกโลกและการท่องเที่ยวนานาชาติ

โปรแกรมที่ 4 ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิตทางด้านการเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มไม้ผล เช่น ทุเรียน ด้วยการส่งเสริมการเพาะปลูกแบบเกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปเพื่อเป็นอาหาร การสกัดสารมลูค่าสูงจากผลไม้ หรือพืชสมุนไพรเพื่อใช้เป็นเวชสําอาง และกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ทั้งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือการสร้างแหล่งและกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในลักษณะ Man-Made ขึ้นมา

โปรแกรมที่ 5 ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจและการพัฒนาสัตว์น้ำตัวใหม (รวมถึงพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การแปรรูปผลผลิตเป็นอาหารที่มีมูลค่าสูง รวมถึงการนําเสนอเรื่องราวของปักษ์ใต้ยุคใหม่ พัฒนาพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงพหุวัฒนธรรม

แผนงานที่ 2.3 เพิ่มโอกาสการเข้าถึงและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน(BCG-Accessibility & Knowledge Transfer)

การเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเข้าถึงองค้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นปัจจัยที่นําไปสู่การสร้างความ สามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าของสินค้า และบริการ สร้างสินค้าและบริการมูลค่าสูงรูปแบบใหม่จากฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพได้เต็มศักยภาพ ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การพัฒนาแหล่งความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับชุมชน

ความรู้และเทคโนโลยีที่จัดเตรียมให้ชุมชนต้องเป็นชุดความรู้และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการในลักษณะองค์รวม เช่น (1) การบํารุงดิน (2) การบริหารจัดการน้ำ (3) การทําการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (4) การใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม (5) การบริหารจัดการควบคุมคุณภาพผลผลิตเพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย และ (6) การเชื่อมโยงตลาด โดยองค์ความรู้และเทคโนโลยีต้องพร้อมใช้ นําไปปฏิบัติได้จริง และ มีราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้

โปรแกรมที่ 2 การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่ชุมชน

การนําความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ร่วมกับภูมิปัญญาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งระบบ เพิ่มมูลค่าและความยั่งยืนด้วยการใช้หน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงยกระดับศูนย์เรียนรู้ในชุมชน ที่ต้องได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ ความรู้และเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อเป็นแหล่งของการเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างมีพลวัต

ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้เศรษฐกิจ BCG ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

เน้นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้วยการนําความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มายกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ หรือการนําไปสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับมาตรฐานสู่การเป็น แหล่งผลิตและให้บริการที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีสุขอนามัยที่ดี ให้ความสําคัญกับระบบการผลิตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการผลิตที่ยั่งยืนเทียบเท่ามาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาสู่การสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้นวัตกรรมเข้มข้น เช่น ระบบการผลิต พืชใน Plant Factory การให้บริการด้านสุขภาพที่มีความแม่นยําสูง หรือการแพทย์เฉพาะบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นผู้นําในการผลิตและการให้บริการทั้งในระดับประเทศและเวทีโลก การขับเคลื่อน ประกอบด้วย 5 แผนงาน ได้แก่

แผนงานที่ 3.1 การพัฒนาสาขายุทธศาสตร์

แผนงานที่ 3.2 การเตรียมกําลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ

แผนงานที่ 3.3 การสร้างและพัฒนาตลาด

แผนงานที่ 3.4 การพัฒนาปรับแก้กฎหมาย กฎระเบียบ

แผนงานที่ 3.5 การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสําคัญและสิ่งอำนวยความสะดวก

แผนงานที่ 3.1 การพัฒนาสาขายุทธศาสตร์

3.1 สาขาการเกษตร

มาตรการ/แนวทาง

1)ส่งเสริมการสร้างและใช้ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตสินค้าเกษตร และการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำของสถาบันการเงินภาครัฐ

2) เตรียมกําลังคนและผู้เชี่ยวชาญสาขา BCG เกษตร ด้วยการพัฒนาเกษตรกรแกนนําเพื่อทําหน้าที่เป็นตัวกลางและตัวคูณในพื้นที่ การพัฒนาหลักสูตรเกษตรสมัยใหม่ และการจัดตั้งย่านนวัตกรรมเกษตรเพื่อการบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตร

3) ส่งเสริมการใช้คลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และจัดสมดุลการผลิต และการตลาด ด้วยการพัฒนาระบบแรงจูงใจให้เอกชน/ชุมชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจัดส่งข้อมูลในระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าเกษตร เช่น การได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ การยกเว้นค่าบริการภาครัฐ เช่น การวิเคราะห์ธาตุอาหาร ความช่วยเหลือด้านการตลาด

4) สร้างความพร้อมและความสามารถในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพด้วยกลไกการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ Start-up ให้สิทธิเอกชน/เกษตรกรในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูล เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และดึงดูดการลงทุนของบริษัทชั้นนําด้านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่

เป้าหมาย

ปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ

ประสิทธิภาพสูง  ด้วยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมผสานภูมิปัญญา
มาตรฐานสูง      ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และระบบการผลิตที่ยั่งยืน
รายได้สูง  ด้วยการผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นความเป็นพรีเมียม มีความหลากหลาย และกําหนดราคาขายได้ตามคุณภาพของผลผลิตเกษตร

กลุ่มเป้าหมาย

แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1) พืช/สัตว์ เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว มันสําปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผัก ผลไม้ ไก่ โคนม สุกร กุ้ง และไม้เศรษฐกิจ

2) พืช/สัตว์มูลค่าสูง รวมถึง พืช/สัตว์ชนิดใหม่ หรือพืช/สัตว์ประจําถิ่น ได้แก่ สมุนไพร ผักพื้นบ้าน โคเนื้อ ไก่พื้นบ้าน ปลา ปูม้า ปูทะเล แมลง

3) ปัจจัยการผลิตและการให้บริการทางการเกษตร ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารปรับปรุงบํารุงดิน สารกําจัดศัตรูพืช อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สัตว์ เครื่องจักรกลการเกษตร อุปกรณ์เกษตรสมัยใหม่ และ บริการทางการเกษตรการบํารุงดิน บริหารจัดการน้ำ

แผนงานและโปรแกรมขับเคลื่อน

แผนงานที่ 3.1.1 การพัฒนาสาขาการเกษตร (BCG – Agriculture Development)

มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์แบบเชิงเดี่ยว ซึ่งมีความเปราะบางจากความผันผวนของราคาตลาดโลกและภัยธรรมชาติ ไปสู่รูปแบบเกษตรสมัยใหม่ ที่ผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียม ที่หลากหลาย ด้วยการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการวางแผนการผลิต ส่งเสริมการนําความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ร่วมกับภูมิปัญญา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งระบบตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การเพาะปลูก การแปรรูป จนถึงการตลาด รวมถึงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่การเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และระบบการผลิตที่ยั่งยืน

ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 ส่งเสริมการผลิตแม่นยําสูง (Precision Farming) ประสิทธิภาพสูง และเกษตรยั่งยืน

 การส่งเสริมการนําเทคโนโลยีเกษตรแม่นยําไปประยุกต์ใช้ตั้งแต่ การเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพดินในพื้นที่ ทรัพยากรน้ำ สภาพภูมิอากาศในแต่ละปี การใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการของชนิดพืช สัตว์ในแต่ละช่วงวัยและฤดูกาล เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ เพิ่มผลกําไร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบควบคุมการให้น้ำแบบอัตโนมัติในแปลงผลิตพืชตามความชื้นสัมพัทธ์ การตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินก่อนการใส่ปุ๋ย ให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช รวมถึงการใช้โปรแกรมปุ๋ยสั่งตัด การเลี้ยงปลา ในระบบหนาแน่นสูง ระบบการผลิตพืชในระบบโรงเรือน (Smart Greenhouse) รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการติดตามตรวจสอบและพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลผลิตของพืชและการเลี้ยงสัตว์ เช่น การระบาดของโรคแมลง สภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมธาติ เพื่อการบริหารจัดการของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรแกรมที่ 2 ส่งเสริมระบบการผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียม (เน้นคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และการผลิตที่ยั่งยืน)

ส่งเสริมแนวคิด “ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้มาก” ด้วยการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรสู่สินค้าพรีเมียม ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์ดีที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ผลักดันให้ระบบการผลิตเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทาง การเกษตรที่ดี (Good Agriculutue Practices : GAP) การผลิตพืชในระบบโรงเรือน หรือการผลิตด้วยระบบ Plant Factory ซึ่งผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ความปลอดภัย และมีปริมาณสารสําคัญสูงและสม่ำเสมอ จัดให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ (Traceability) รวมถึงการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อให้สินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าคาร์บอนต่ำ

แผนงานที่ 3.1.2 การเตรียมกําลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ (BCG – Talent & Entrepreneur Development)

ให้ความสําคัญกับการสร้างและพัฒนากําลังคนในภาคเกษตรให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ทักษะ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเกษตรไปสู่ระบบเกษตรสมัยใหม่ ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การสร้างและพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ และเกษตรกรรุ่นใหม่ด้านนวัตกรรมเกษตร

โปรแกรมที่ 2 การสร้างและพัฒนาบุคลากรสนับสนุนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร เช่น นักเทคโนโลยีชุมชนสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรับรองคุณภาพ

แผนงานที่ 3.1.3 การสร้างและพัฒนาตลาด (BCG – Market Development)

ให้ความสําคัญกับการสร้างความสามารถในการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การสร้างความสามารถในการตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการขยายตลาดได้ด้วยตนเองเพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มราคาจําหน่ายให้สูงขึ้น ประกอบด้วย 1 โปรแกรม คือ การพัฒนาตลาดเชิงรุก ให้ความสําคัญกับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนากลไกตลาดขายตรง (Farmer-Directed Market) การเชื่อมโยงกับตลาดภายในพื้นที่ เช่น ตลาดโรงพยาบาล โรงเรียน ตลาดท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในการสร้างความเชื่อมั่นในความเป็นสินค้าพรีเมียม

แผนงานที่ 3.1.4 การพัฒนา ปรับแก้ กฎหมาย กฎระเบียบ (BCG – Regulatory Framework)

แผนงานที่ 3.1.5 การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสําคัญและสิ่งอํานวยความสะดวก (BCG – Infrastructure & Facility Development)

3.2 สาขาอาหาร

มาตรการ/แนวทาง

1) การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ
2) ขยายตลาดเดิมและสร้างตลาดใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ ยกระดับอาหารท้องถิ่น/อาหารริมทาง (Street Food) ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในวงกว้าง
3) สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ทดสอบ และด้านการผลิตที่ได้มาตรฐานเพื่อรองรับการ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศและเพื่อการส่งออก
4) สร้างแบรนด์อาหารไทยในระดับโลก

กลุ่มเป้าหมาย แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเดิม (Commodity) เช่น ข้าว มันสําปะหลัง กุ้ง ปลาทูน่า น้ำตาล อาหาร
2) กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารใหม่ (Function) เช่น อาหารเฉพาะกลุ่ม อาหารฟังก์ชั่น หรือ กลุ่ม Functional Ingredients อาหารกลุ่มนี้ยังไม่มีการผลิตเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศ แต่มีโอกาสทางการตลาดสูง
3) กลุ่มอาหารท้องถิ่น (Local/ Heritage/ Street Food) รวมถึงผู้ประกอบการอาหารริมทาง (Street Food) จุดเด่นคือความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แสดงถึงวัฒนธรรมประจําถิ่น

แผนงานและโปรแกรมขับเคลื่อน

แผนงานที่ 3.2.1 การพัฒนาสาขาอาหาร (BCG – Food Development)

ประกอบด้วย 3 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การพัฒนาแนวทางบริหารจัดการผลผลิตเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต การกระจาย สินค้าและผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ การลดการสูญเสียระหว่างการผลิตและขยะอาหาร เทคโนโลยีการยืดอายุอาหาร (Preservation) การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการยืดอายุการเก็บอาหาร ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) รวมถึงสรา้งความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัย (Transparency & Safety)

โปรแกรมที่ 2 การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการผลิตสีเขียว  ลดการสูญเสียระหว่างการผลิต และขยะอาหาร และการยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตสีเขียว (Green Processing) การลดการสูญเสียและขยะอาหารตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งด้วยหลักการ Zero Waste

โปรแกรมที่ 3 การยกระดับอุตสาหกรรมเดิม สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย นวัตกรรมการผลิตอาหารฟังก์ชั่น / Functional Ingredients  สร้างแพลตฟอร์มการพัฒนาอาหารฟังก์ชั่น อาหารทางการแพทย์ และการผลิต Functional Ingredients การยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง อาทิ ระบบอัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) หรือหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิต ควบคู่ ไปกับการสร้างกําลังคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ตามความต้องการอาหารของผู้บริโภคในอนาคต อาทิ ความต้องการรสชาติ เนื้อสัมผัสของอาหาร ประโยชน์ด้านสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์สําหรับผู้สูงอายุที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรค ผลิตภัณฑ์สําหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารนักกีฬา อาหารสําหรับเด็ก อาหารที่ปราศจากสารก่ออาการแพ้ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น กลูเตน รวมทั้งความต้องการอาหารที่เป็นทางเลือกสําหรับผู้มีข้อจํากัด เช่น อาหารที่ผลิตจาก โปรตีนทางเลือก (พืช แมลง จุลินทรีย์) หรือการใช้สารทดแทนสารกันบูดหรือยาปฏิชีวนะในอาหาร

แผนงานที่ 3.2.2 การสร้างและพัฒนาตลาด (BCG – Market Development)

ให้ความสําคัญกับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การเร่งรัดการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์การใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ (Government Procurement) รวมถึงการสร้างแบรนด์โดยการใช้อัตลักษณ์ รวมถึงการมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่มี ประสิทธิภาพสูง ประกอบด้วย 2 โปรแกรม โปรแกรมที่ 1 การยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานของอาหารท้องถิ่น (Street Food / วิสาหกิจชุมชน) โปรแกรมที่ 2 การส่งเสริมแบรนด์อาหารไทยในระดับโลกด้วยอัตลักษณ์ และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

แผนงานที่ 3.2.3 การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสําคัญและสิ่งอํานวยความสะดวก (BCG – Infrastructure & Facility Development)

ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เสริมสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

เน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเท่าทัน รวมถึงเข้าถึงโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การขับเคลื่อนประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่ แผนงานที่ 4.1 การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า แผนงานที่ 4.2 การยกระดับความสามารถของกําลังคน แผนงานที่ 4.3 การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

บริบทของนโยบายภาคเกษตรของประเทศ

แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)

ประเด็น การเกษตร ประกอบด้วย 6 แผนย่อย โดยสรุป ดังนี้

  1. เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ด้วยการประยุกต์ใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีและนวัตกรรม การขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิทธิให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและผลิตภัณฑ์ และการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชน ในการพัฒนาอัตลักษณ์พื้นถิ่น รวมทั้งสร้างอัตลักษณ์หรือเรื่องราวแหล่งกำเนิด สร้างความแตกต่างและ ความโดดเด่น และสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น และส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ พื้นถิ่นทั้งในระดับประเทศและเพื่อการส่งออก
  2. เกษตรปลอดภัย พัฒนาคุณภาพมาตรฐานและระบบการรับรองความปลอดภัยในระดับต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับให้เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหารอย่างทั่วถึงและปลอดภัยสร้างความตระหนักรู้ของผู้ผลิตและผู้บริโภคถึงความสำคัญของเกษตรปลอดภัย และส่งเสริมด้านการขยายตลาดบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนการทาเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอินทรีย์วิถีชาวบ้าน เพื่อต่อยอดสู่เกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
  3. เกษตรชีวภาพ สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทางการเกษตรเพื่อนาไปสู่การผลิตและ ขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ และประยุกต์ใช้นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อการแปรรูปสินค้าจากความหลากหลายชีวภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฐานเกษตรกรรมและฐานทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงพัฒนาเชื่อมโยงไปสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และใช้ฐานการทาเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อใช้ประโยชน์และ ต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรชีวภาพ รวมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจตามความเหมาะสม และส่งเสริมให้มีการนาวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวภาพ
  4. เกษตรแปรรูป สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร ขั้นสูงที่มีคุณค่าเฉพาะ และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ตลอดจนให้ความสำคัญกับตราสินค้าและปกป้องสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและผลิตผลทางการเกษตรเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยการนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร รวมทั้งสนับสนุนการนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการควบคุมคุณภาพและ ความปลอดภัย ติดตามผลิตภัณฑ์ระหว่างขนส่ง และยืดอายุของอาหารและสินค้าเกษตรในบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า
  5. เกษตรอัจฉริยะ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปัจจัยการผลิต เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางการเกษตร รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคต เพื่อนามาใช้ในกระบวนการผลิตและ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตรทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร เทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิสารสนเทศ เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อวางแผนการเกษตร และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะที่มี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมการทาระบบฟาร์มอัจฉริยะ โดยถ่ายทอดและสนับสนุนเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการวางแผนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
  6. ระบบนิเวศการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการฐานทรัพยากรทางการเกษตร  สร้างความมั่นคงอาหารให้กับครัวเรือนเกษตรกรและชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนทำการเกษตรของท้องถิ่น เพื่อเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก ส่งเสริมการทาการเกษตรตามหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐหรือท้องถิ่นในพื้นที่มีบทบาทดำเนินการให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในมิติต่างๆ สร้างเสถียรภาพ ด้านรายได้ของเกษตรกรและประชาชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอและเหมาะสม พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ และการเฝ้าระวังและเตือนภัยสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบติดตามเฝ้าระวังและวางระบบเตือนภัย และกลไกการจัดการปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน อาทิ เสถียรภาพราคาสินค้า กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ภัยพิบัติธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่าย วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนภาคเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยพื้นฐาน รวมถึงการวิจัยเชิงประยุกต์ในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งในส่วนของปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่รองรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ พัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการผลิตและการตลาด เทคโนโลยีดิจิทัล และข้อมูลสารสนเทศ โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาการผลิตและยกระดับเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและผลิตภัณฑ์  ส่งเสริมด้านการตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่าง ๆ การรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจถึงคุณค่าหรือเรื่องราวของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ และการสร้างตราสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล  อำนวยความสะดวกทางการค้าและพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร

กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้กำหนดเป้าหมาย คือ

 “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน”

(Transformation to Hi-Value and Sustainable Thailand)

โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1) เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Value-Added Economy)

2) สังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค (High Opportunity Society)

3) วิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Eco-Friendly Living)

4) ปัจจัยสนับสนุน การพลิกโฉมประเทศ (Key Enablers for Thailand’s Transformation)

หมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญ อย่างไรก็ดีภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่อาจลดทอนความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มสินค่าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับนานาชาติที่เข้มงวดขึ้น ต้นทุนในการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตรและค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรสามารถนำมาใช้จัดการกับความเสี่ยงและข้อจำกัดข้างต้น และยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับรายได้ของเกษตรกรและ ผู้ประกอบการแปรรูป รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ

ขอบเขต

  1. ภาคการเกษตรของไทยได้รับการปรับโครงสร้างให้เป็นภาคการผลิตที่มีผลตอบแทนสูง

ผ่านการยกระดับผลิตภาพ การพัฒนาคุณภาพของผลผลิต และ การปรับเปลี่ยนประเภทของการผลิตจากการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาในการผลิต และการพัฒนา ศักยภาพของเกษตรกร ด้วยการสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ที่จำเป็น รวมทั้งการสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกร

2. เกษตรกรสามารถเข้าถึงช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรที่หลากหลาย

อาทิ การขายตรงให้กับผู้ค้าปลีกหรือผู้ส่งออก การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม และการทำเกษตรพันธสัญญากับผู้แปรรูป

3. โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อภาคการเกษตรและเกษตรแปรรูปได้รับการพัฒนาให้เพียงพอต่อความต้องการและมีประสิทธิภาพ

อาทิ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ระบบการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์การเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตร

4. เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้รับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มีกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสนับสนุนการ พัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)

นโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2563 – 2565 และแผนด้านวิททยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ฉบับปรับปรุง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

แพลตฟอร์มที่ 2 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายสังคม

เป้าหมาย คนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่า และสามารถ

จัดการปัญหาท้าทายเร่งด่วนสำคัญทางสังคมของประเทศได้อย่างเหมาะสม ด้วยองค์ความรู้ที่เกิดจากการวิจัยและนวัตกรรม

KR2.4 อัตราผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ในปี 2565 และเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.0 ในปี 2570

โปรแกรมที่ 7 โจทย์ท้าทายด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และการเกษตร

การสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกรเป็น Smart Farmer ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเป็นเกษตรแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneur) และเหมาะสมกับภูมินิเวศของพื้นที่

เป้าหมาย (Objectives: O) และผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ (Key Results: KRs)  O2.7 ใช้ความรู้การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อจัดการกับปัญหาท้าทายเร่งด่วนสำคัญของประเทศ ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน  

KR2.7.4 อัตราผลิตภาพการ ผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.2
ตัวอย่างแผนงาน Smart Farming มีนวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการตลอด Value chain สามารถสร้างคุณค่าเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดเพื่อให้ขายผลผลิตได้และมีกำไร ต้นทุนการผลิตที่คุ้มค่า และลดต้นทุนการผลิตลงร้อยละ 15  

แพลตฟอร์มที่ 4 : การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ

เป้าหมายกระจายความเจริญและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจสังคมท้องถิ่น ด้วยความรู้และนวัตกรม

โปรแกรมที่ 13 นวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนนวัตกรรม
จากความท้าทายและเป้าหมายในการับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ต้องใช้คนแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหา

ต้องเป็น 4.0 กล่าว การสร้างและใช้นวัตกรรมในการแก้ปัญหา แต่ที่ผ่านมามุ่งเน้นนวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีจากบุคคลภายนอก เช่น นักวิชาการ ทำให้ไม่สอดคลองกับความต้องการของชุมชน และปัญหาการถ่ายทอดเทคโนโลยี จึงเกิดแนวคิดใหม่ คือการให้ชุมชนเป็นผู้สร้างนวัตกรรม โดยมีภาคีต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม

O4.13 เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนและการจัดการตนเองบน

ฐานเศรษฐกิจพอเพียง
           KR4.13.1 เกิดนวัตกรรมชุมชน วิสาหกิจชุมชนและ Smart SMEs เพื่อยกระดับรายได้ให้กับชุมชน ปีละ 1,000 นวัตกรรม
           KR4.13.2 จำนวน Smart Community / ชุมชนนวัตกรรม มีความสามารถในการพึ่งพาพัฒนาตนเองและจัดการตนเองเพิ่มขึ้น 3,000 ชุมชน ภายใน 3 ปี (ปีละ 1,000 ชุมชน)
           KR4.13.3 มูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทรัพยากร วัฒนธรรมในพื้นที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี

แผนปฏิบัติการด้านงานวิจัยและนวัตกรรม กรมวิชาการเกษตร ปี2564 – 2569

เป้าหมาย

1. งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและถูกนำไปใช้ประโยชน์

2. ยกระดับการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้านพืช มีคุณภาพได้มาตรฐาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

3. ทรัพยากรการเกษตรได้รับการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูสร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน

มาตรการที่ 1 การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างและเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นของประเทศไทยและระบบการผลิตพืชที่ยั่งยืน

1.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการประสิทธิภาพการผลิตพืชที่มีศักยภาพเป็นพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่น

1.2 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่มีศักยภาพในอนาคต 1.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นและ

พัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์เป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร

1.4 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนและ

เหมาะสมกับนิเวศเกษตรรวมถึงการแก้ปัญหาของพืชเฉพาะถิ่นในพื้นที่

1.5 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของท้องถิ่นและการสร้างจุดเด่นของพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

1.6 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการระบบฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างและเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่น

มาตรการที่ 2 การวิจัยและพัฒนาระบบนวัตกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชและผลิตภัณฑ์สู่เกษตรปลอดภัย

2.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตพืชอาหารปลอดภัยและพืชอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

2.2 วิจัยและพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐานการผลิต คุณภาพผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรด้านพืช และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรสู่เกษตรปลอดภัย

2.3 วิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจสอบเพื่อการรับรองมาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัยอาหารด้านพืช และปัจจัยการผลิตสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าเกษตร เป็นการสร้างอำนาจการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

2.4 วิจัยและพัฒนาการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรด้านพืชและความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเกษตรในประชาคมโลก ตลอดจนรองรับและสนับสนุนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่รับผิดชอบ

2.5 วิจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเชื่อมโยงระบบการผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพผลิตพืชและผลิตภัณฑ์สู่เกษตรปลอดภัย

มาตรการที่ 3 การวิจัยและพัฒนาเกษตรชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปกป้องคุ้มครอง สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ

3.1 วิจัยและพัฒนาการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านพืช จุลินทรีย์และศัตรูธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การผลิต การขยายผล การสร้างมูลค่าเพิ่ม ระบบฐานข้อมูล และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้านพืช จุลินทรีย์และศัตรูธรรมชาติตามกฎหมาย

3.2 วิจัยและพัฒนาการผลิต การแปรรูป และการพัฒนาสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรชีวภาพ และฐานเกษตรกรรมยั่งยืน ตลอดนำวัตถุดิบเหลือทิ้ง ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม

3.3 วิจัยและพัฒนาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อการผลิตพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ

3.4 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชสมุนไพร เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร สินค้าประเภทโภชนาเภสัช ผลิตภัณฑ์เวชสำอางและเครื่องสำอาง

3.5 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเสถียรภาพด้านรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชน โดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ

มาตรการที่ 4 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านวิทยาการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้แก่สินค้าเกษตรด้านพืช

4.2 วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสินค้าเกษตรขั้นสูงที่มีคุณค่าเฉพาะและผลิตภัณฑ์ใหม่

4.3 วิจัยและพัฒนาการผลิตและการใช้ระบบโลจิสติกส์ตลอดห่วงโซ่อุปทานของพืชเศรษฐกิจเพื่อผลิตวัตถุดิบและผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

4.4 วิจัยและพัฒนาการสร้างตราสินค้าและขยายช่องทางการตลาดด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของผลิตภัณฑ์เกษตร

มาตรการที่ 5 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเข้าสู่เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรแห่งอนาคต

5.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและเกษตรอัจฉริยะ ด้านการผลิตพืช พันธุ์พืช ปัจจัยการผลิต อารักขาพืช และเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร รวมถึงเทคโนโลยี และนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคตและวิทยาการเกษตรสมัยใหม่

5.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพืชที่มีศักยภาพด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

5.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชเศรษฐกิจ

5.4 วิจัยและพัฒนาวิทยาการข้อมูลทางการเกษตร

บริบทการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ภาคใต้ตอนล่างประกอบด้วย 7 จังหวัด คือ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้าน คือ ทะเลฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ทะเลฝั่งตะวันตกด้านทะเลอันดามัน มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดตรัง และสตูล ส่วนจังหวัดพัทลุงและจังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล สำหรับลักษณะภูมิประเทศทางตอนกลางของภาคใต้ตอนล่างจะมีเทือกเขาวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ เป็นแกนกลางของภาคและมีพื้นที่ราบยาวขนานจากแนวภูเขาลงสู่ทะเล จึงทำให้มีสภาพพื้นที่เป็นลุ่มน้ำ

พื้นที่การผลิตพืชที่สำคัญในภาคใต้ตอนล่าง มีพื้นที่ปลูกเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ยางพารา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ร้อยละ 75 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด รองลงมาจะเป็น ข้าว ร้อยละ 7 ปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 5 และ ลองกอง ทุเรียน มังคุด เงาะ มะพร้าว และสับปะรด รวมกันร้อยละ 13 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด อนึ่ง ลักษณะการปลูกไม้ผลในภาคใต้ตอนล่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นแบบผสมผสานหลายชนิด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 42.3 ของพื้นที่ทางการเกษตรที่ไม่รวมยางพาราและปาล์มน้ำมัน

ลักษณะอากาศ เป็นแบบร้อนชื้น โดยช่วงฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม และฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนรายปี 2,245 มิลลิเมตร วันฝนตก เฉลี่ย 166 วัน ช่วงอุณหภูมิต่ำสุด-สูงสุด 19.76- 37.28 องศาเซลเซียส กลุ่มชุดดินในพื้นที่ลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 2, 3, 6, 14 และ 17 รวมประมาณ 1.5 ล้านไร่ ใช้ประโยชน์ในการปลูกข้าว มีพื้นที่รวมประมาณ 1.2 ล้านไร่ และไม้ยืนต้นประมาณ 3 แสน ไร่ กลุ่มชุดดินในพื้นที่ดอน ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 26, 32, 34, 39, 45, 50, 51, 53 และ 62 มีพื้นที่รวมประมาณ 11.5 ล้านไร่ เป็นป่าสมบูรณ์ 3.6 ล้านไร่ ไม้ยืนต้น 7.3 ล้านไร่ และไม้ผลประมาณ 6 แสนไร่  

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่8 (2562) รายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรภาคใต้ ปี 2562 พบว่า สาขาพืชขยายตัวร้อยละ 2.9 สาขาปศุสัตว์ขยายตัวร้อยละ 2.9 สาขาประมงขยายตัวร้อยละ 1.1 ในขณะที่สาขาป่าไม้หดตัวร้อยละ 2.8 และสาขาการบริการทางการเกษตรหดตัวร้อยละ 1.2 โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ได้แก่สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตพืชเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันและไม้ผล ยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตรระดับภาคและระดับจังหวัด ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและยางพาราครบวงจรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาครัฐมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งด้านการผลิต ส่งเสริมการตลาดนำการผลิต และประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมัน สาขาการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของภาคใต้ในปี 2560 ได้แก่ สาขาพืช ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 75.8 ของผลิตภัณฑ์ภาคเกษตร หรือ GRP ภาคเกษตร รองลงมา คือ สาขาประมง สาขาปศุสัตว์สาขาป่าไม้และสาขาบริการทางการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 17.0, 3.9, 3.2 และ 0.1 ตามลำดับ

        ปัญหาด้านการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ยางพารา ผลผลิตเฉลี่ย 285 กิโลกรัมต่อไร่ ยังต่ำกว่าศักยภาพเล็กน้อย สาเหตุสำคัญมาจากการปฏิบัติดูแลรักษาน้อยและโรคยางพาราโดยเฉพาะโรครากขาวและโรคใบร่วงที่กำลังระบาดเพิ่มมากขึ้น มีต้นทุนการผลิต 56.90 บาทต่อกิโลกรัม ในสถานการณ์ราคายางที่อ่อนไหวแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรชาวสวนยางมีความเสี่ยงในการขาดทุนสูง

ข้าว   ข้าวนาปี ผลผลิตเฉลี่ย 395 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ ข้าวนาปี 415 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ร้อยละ 5.01 เมื่อคำนวณตามผลผลิตเฉลี่ยในพื้นที่พบว่าจะมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนสูงมาก

ปาล์มน้ำมัน      ผลผลิตเฉลี่ย 2,258 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 2,844

กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 3.74 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายค่อนข้างแปรปรวน แต่นับว่าเป็นสินค้าที่เกษตรกรยังสร้างกำไรในการผลิตได้แต่ไม่มากนัก

ลองกอง      ผลผลิตเฉลี่ย 360 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตงานวิจัยในพื้นที่เกษตรกรที่มีผลผลิต 1,052.1 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก มีต้นทุนการผลิต 28.14 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันราคาขายค่อนข้างต่ำ ถือว่ามีความเสี่ยงในการผลิตสูง 

ทุเรียน        ผลผลิตเฉลี่ย 420 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 907 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 35.77 บาทต่อกิโลกรัม ทุเรียนมีราคาดีมาหลายปี ถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รายได้สูง และเกษตรกรกำลังขยายการผลิต       

มังคุด         ผลผลิตเฉลี่ย 591 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 539 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า แต่ยังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพผลผลิตต่ำ มีต้นทุนการผลิต 14.11 บาทต่อกิโลกรัม หากมีการผลิตที่มีคุณภาพจะขายได้ราคาดี แต่ในบางปีที่มีผลผลิตออกมากและเกษตรกรดูแลรักษาได้ผลผลิตด้อยคุณภาพจะขายได้ราคาต่ำกว่าทุน 

เงาะ   ผลผลิตเฉลี่ย 505 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 1,067 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 19.58 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่ามีความเสี่ยงในการผลิตสูงหากผลผลิตออกมากในบางปี 

มะพร้าว      ผลผลิตเฉลี่ย 705 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 793 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 6.01 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคามีความแปรปรวน ถือว่ามีความเสี่ยงในการผลิต 

        บทวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของภูมิสังคมและการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

จุดแข็ง (Strength)

  1. ลักษณะทางภูมินิเวศเกษตร มีอาณาเขตพื้นที่ติดทะเลทั้งสองด้านทำให้มีจุดเด่นด้านอัตลักษณ์พื้นที่ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และด้วยสภาพพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเป็นทิวเขาอยู่ตอนกลาง ลาดเทสู่พื้นที่ราบลุ่ม ลำน้ำ และทะเล จึงทำให้สามารถทำความเข้าใจและวางแผนในการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้ง่าย 
    1. ลักษณะภูมิอากาศ สภาพที่มีฝนกระจายตัวเกือบตลอดปี มีปริมาณน้ำฝนมากและไม่มีช่วงอากาศหนาวหรือแล้งยาวนาน จะเป็นผลดีต่อการเพาะปลูก ทำให้ลดต้นทุนในการพัฒนาระบบชลประทาน สามารถทำการปลูกพืชได้หลากหลายชนิดและมีช่วงฤดูเพาะปลูกยาวนานกว่าภาคอื่นๆ และด้วยสภาพอากาศที่แตกต่างของภาคใต้ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกประมาณ 2 เดือนมีผลทำให้ผลผลิตพืชออกไม่พร้อมกันจึงช่วยลดภาวะกดดันสินค้าออกสู่ตลาด
    1. ลักษณะดินที่สำคัญในภาคใต้ตอนล่างเป็นดินดอนจึงเหมาะสมกับการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น ขณะเดียวกันก็มีแหล่งที่ลุ่มสำหรับปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงประชากรในพื้นที่
    1. สภาพทางสังคม ประชากรประกอบด้วยไทยพุทธและมุสลิมซึ่งเป็นผลดีในด้านการพัฒนาสินค้าฮาลาลไปต่างประเทศ และด้วยอัตลักษณ์ของเกษตรกรแต่ละศาสนาได้ส่งผลให้มีพฤติกรรมความนิยมในการผลิตพืชที่แตกต่างกันจึงช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ตลอดจนการมีวิถีการเป็นอยู่แบบเรียบง่ายชอบใช้เทคโนโลยีต้นทุนต่ำและมีความเชื่อในตัวผู้นำชุมชนทำให้ง่ายต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
    1. สภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร พึ่งพารายได้จากพืชเป็นหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพืชมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือนสูง เกษตรกรจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพืช
    1. การใช้ที่ดินทางการเกษตร การถือครองที่ดินมีขนาดฟาร์มเฉลี่ย 20.6 ไร่ ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน (Multiple Cropping Index : MCI) ร้อยละ 67.3 ยังสามารถพัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้ ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นลักษณะฟาร์มที่เอื้ออำนวยต่อการเกษตรผสมสาน คือเป็นที่อยู่อาศัย 1.6 ไร่ ที่ไม้ยืนต้น 12.5 ไร่ ที่นาข้าว 3.3 ไร่ ที่สวนไม้ผล 3.1 ไร่ 
    1. สภาพภูมิสังคมรายจังหวัด จังหวัดตรังและสตูลมีความเด่นด้านอยู่ติดทะเลฝั่งอันดามัน จังหวัดพัทลุงเป็นอู่ข้าวและมีพื้นที่ติดทะเลสาบ เช่นเดียวกับ จังหวัดสงขลาซึ่งมีด่านการค้าติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จังหวัดยะลาเป็นพื้นที่ดอนมีความหลากหลายของพืชพรรณ ส่วนจังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาส เป็นเส้นทางการค้าสู่ประเทศมาเลเซีย
    1. การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ลักษณะการปลูกไม้ผลในภาคใต้ตอนล่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นแบบผสมผสานหลายชนิด จึงถือเป็นจุดแข็งในด้านความมั่นคงของระบบการผลิตพืชกรณีพืชใดพืชหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านการตลาด ในบรรดาพืชเศรษฐกิจสำคัญ 9 ชนิดพบว่า ยางพารามีสัดส่วนพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 75 ข้าวร้อยละ 7 ปาล์มน้ำมันร้อยละ 5 และ ลองกอง ทุเรียน มังคุด เงาะ มะพร้าว สับปะรด รวมกันร้อยละ 13 และด้วยความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศทำให้ในพื้นที่ยังมีพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่น่าสนใจอีกหลายชนิด

จุดอ่อน (Weaknesses)

  1. ลักษณะทางภูมินิเวศเกษตร การที่มีอาณาเขตพื้นที่ติดทะเลทั้งสองด้านและมีทิวเขาอยู่ตอนกลาง จึงทำให้พื้นที่ประสบปัญหาด้านภาวะน้ำท่วมขังในที่ลุ่มและน้ำป่าไหลหลากในที่ดอนอยู่เสมอเป็นสาเหตุที่ทำให้การปลูกพืชได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มริมทะเลที่มีสภาพน้ำทะเลหนุนทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังยาวนาน
  2. ลักษณะภูมิอากาศ ภาวะฝนตกที่สร้างปัญหาให้พื้นที่คือมีช่วงฝนตกหนักช่วงฤดูฝน 1-2 เดือน มีปริมาณ 200-500 มิลลิเมตรต่อเดือน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก นอกจากนั้นยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้มีผลต่อการผลิตพืช
  3. ลักษณะดิน ในพื้นที่จะมีปัญหาดินอยู่ 4 ลักษณะ คือดินเปรี้ยวจัดในพื้นที่พรุดินเค็ม ดินทรายจัดในพื้นที่ริมทะเล ดินที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งไม่เหมาะกันการปลูกพืช รวมพื้นที่ทั้งภาคใต้มีประมาณ 38 ล้านไร่
  4. สภาพทางสังคม ในพื้นที่มีปัญหาด้านการก่อเหตุความไม่สงบได้ทำให้มีผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งการผลิตพืชที่ไม่สามารถขยายผลเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่ และพ่อค้าไม่สามารถไปซื้อสินค้าได้ในบางพื้นที่
  5. สภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร การพึ่งพารายได้จากยางพาราพืชเป็นหลัก เมื่อเกิดภาวะราคาตกต่ำได้ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่ำในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นจึงส่งผลให้เกษตรกรมีภาวะหนี้สินมากส่งผลต่อการลงทุนการผลิต
  6. การใช้ที่ดินทางการเกษตร ด้วยขนาดการถือครองที่ดินมีขนาดฟาร์มเฉลี่ย 20.6 ไร่ ถือว่าไม่สูงมาก และประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน ร้อยละ 67.3 ถือว่ายังต่ำ
  7. การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ จุดอ่อนพื้นที่ ที่มีการปลูกยางพารามีสัดส่วนพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 75 ของพื้นที่นั้นทำให้มีความเสี่ยงเมื่อเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และพื้นที่ปลูกข้าวที่มีน้อยเพียงร้อยละ 7 ส่งผลให้เกษตรกรต้องซื้อข้าวบริโภค อีกทั้งจุดอ่อนของลักษณะการปลูกไม้ผลแบบผสมผสานหลายชนิดในภาคใต้ตอนล่างมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพเชิงการค้าที่ทำได้ยากเพราะมีลักษณะการผสมผสานเป็นแปลงเล็ก ตัวอย่างเช่น สวนผสมลองกอง ทุเรียน มังคุด และเงาะ ด้านประสิทธิภาพการผลิตพบว่าแต่ละพืชยังที่มีจุดอ่อนด้านผลิตต่ำ คุณภาพต่ำ และมีปัญหาด้านราคาตกต่ำอยู่เสมอ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดระยะสั้นและมีปริมาณมาก อีกทั้งคุณภาพผลผลิตค่อนข้างต่ำโดยเฉพาะลองกองและมังคุด

โอกาส (Opportunities)

  1. ด้วยการมีอาณาเขตพื้นที่ติดทะเลโดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามันทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่มาก ทำให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคสินค้าเกษตรมากขึ้น
    1. ด้วยสภาพพื้นที่ที่อยู่ติดชายแดนประเทศมาเลย์เชียได้ส่งผลดีให้นักท่องเที่ยวและการค้าต่างประเทศกับ มาเลย์เชีย อินโดนีเชีย และสิงค์โปร์ นำเข้าส่งออกสินค้าระหว่างภาคใต้ตอนล่างได้สะดวก ตลอดจนการได้ประโยชน์จากความร่วมมือกันระหว่างประเทศในโครงการ The Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (IMT-GT)  
    1. ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จึงเป็นโอกาสให้สามารถนำงานโครงการที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาด้านการผลิตพืชเพิ่มขึ้น

อุปสรรค (Threats)

  1. ความหวาดกลัวที่มีต่อเหตุก่อความไม่สงบในพื้นที่ ของผู้คนภายนอกซึ่งเป็นทั้งนักท่องเที่ยว นักลงทุน พ่อค้าคนกลาง และประชาชนทั่วไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเกษตรของภาคใต้ตอนล่าง
    1. การผลิตพืชในภาคตะวันออก จะมีชนิดไม้ผลเช่นเดียวกับภาคใต้ตอนล่างแต่ฤดูกาลผลผลิตจะเร็วกว่าประมาณ 1-2 เดือน จึงส่งผลต่อราคาผลผลิตในภาคใต้ตอนล่างเนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูกาลของการบริโภคผลไม้
    1. การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมีผลทำให้ผลไม้ออกดอกมากกว่าปกติเกินอัตราความต้องการของตลาดจึงส่งผลให้ราคาตกต่ำ

แนวทางการวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชโดยใช้ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG”

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร   ปี 2566-2569

           การกำหนดนโยบายและแนวทางการวิจัย โดยประมวลสังเคราะห์ข้อมูลจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แผนวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม แนวทางการวิจัยกรมวิชาการเกษตร และบริบทพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง นำมาเชื่อมโยงกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ในด้านที่เกี่ยวข้อง ได้เป็น 4 แนวทาง ดังนี้

1. การวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบแม่นยำสูง (Precision Farming) เพื่อผลิตสินค้าพรีเมียม มีมูลค่าสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลองกอง มะพร้าว พืชผัก พืชไร่ เศรษฐกิจต่าง ๆ  เป็นต้น

2. วิจัยและพัฒนาพืชท้องถิ่นชนิดใหม่ พืชป่า เห็ด และพืชที่มาจากความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ด้านการสำรวจ รวบรวม พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต คัดเลือกสายพันธุ์ การขยายพันธุ์ การแปรรูป และการสร้างมูลค่า

เช่น เห็ดท้องถิ่น พืชผักพื้นบ้าน ทุเรียนพื้นบ้าน ไม้ผลพื้นบ้าน ไม้ดอก/กล้วยไม้ป่า  เป็นต้น

3. การวิจัยและพัฒนาพืชสมุนไพรพื้นถิ่น ด้านการคัดเลือกชนิด สายพันธุ์ การขยายพันธุ์ การผลิต การแปรรูป การสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ และการพึ่งตนเองด้านสมุนไพรในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

เช่น สมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ สมุนไพรเทือกเขาบรรทัด สมุนไพรพื้นบ้านตำรับไทยและมุสลิม และสมุนไพร

เงาะป่า สมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาโรคจากเชื้อไวรัส เป็นต้น

4. วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารของพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง  

เช่น พืชผักปลอดภัย พืชผักอินทรีย์ พืชผสมผสาน พืชไร่พืชผักท้องถิ่นที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง หรือโภชนาการที่สมดุล พืชอาหารที่นำเข้าจากภาคอื่นๆ พืชอาหารท้องถิ่นที่มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ถั่วหรั่ง มันขี้หนู พืชตระกูลมันพื้นบ้านต่างๆ เป็นต้น      

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s