ส่อง การจัดโควิด19 ระดับพื้นที่

“การสำรวจความคิดเห็นการจัดการโควิดในระดับพื้นที่”

ธัชธาวินท์ สะรุโณ

การสำรวจความคิดเห็นออนไลน์ เรื่องจุดอ่อนการจัดการโควิดในระดับพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่มีต่อการจัดการโรคโควิด 19 ในระดับพื้นที่ ที่จะนำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการให้ข้อมูลสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วมในการร่วมกันป้องกันโรค จุดอ่อนที่ควรปรับปรุงพัฒนาของแต่ละภาคส่วน รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ  ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้อง  ทำการสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 8-12 พฤษภาคม 2564  มีผู้ตอบแบบสำรวจ 57 ราย วิเคราะห์ประเมินความคิดเห็นและคำนวณค่าเป็นคะแนน สรุปข้อมูลผลการสำรวจดังนี้

  1. ด้านการให้ข้อมูลแก่ประชาชนของภาคส่วนต่าง ๆ  

โดยประเมินระดับการให้ข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้เกี่ยวกับโควิดได้อย่างเพียงพอหรือไม่เพียงพอ  พบว่าการให้ข้อมูลจากหมู่บ้าน/ชุมชน มีคะแนนต่ำที่สุด 67.92 รองลงมา คือ เทศบาล/อบต. 68.63 ส่วนจังหวัดได้คะแนนสูงสุดร้อยละ 75.96 ข้อเสนอแนะจึงควรมีการเร่งการให้ข้อมูลแก่ประชาชนในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน เทศบาล/อบต. เพิ่มขึ้น

  • ด้านการจัดการป้องกันการแพร่เชื้อของแต่ละภาคส่วนต่าง ๆ  

โดยประเมินระดับการจัดการว่าทำได้ดี พอใช้ หรือยังจัดการได้ไม่ดี พบว่าตลาดสด มีคะแนนต่ำที่สุด รองลงมา ผู้ค้าขายรายย่อย ชุมชนนอกเมือง ตลาดชุมชน และชุมชนเมือง ตามลำดับ มีคะแนนร้อยละ 55.56-58.64 ส่วนโรงพยาบาล ได้คะแนนสูงสุด ร้อยละ 85.12 ข้อเสนอแนะคือจำเป็นที่จะต้องลงไปให้การช่วยเหลือ สนับสนุน ภาคส่วนที่ยังขาดความพร้อมในการจัดการตนเอง

  • ภาคส่วนที่ควรปรับปรุงในบทบาทหน้าที่ในการป้องกันการแพร่เชื้อ

โดยประเมินระดับการทำตามบทบาทหน้าที่ว่าทำได้ดี พอใช้ หรือควรปรับปรุง พบว่า ผู้บังคับใช้กฎหมาย ได้คะแนนต่ำที่สุด คือร้อยละ 61.11 รองลงมาคือ หมู่บ้าน/ชุมชน เทศบาล/อบต. กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน และครอบครัว ตามลำดับ ภาคส่วนที่ได้คะแนนสูงสุด คือ อสม. ร้อยละ 72.96 ข้อเสนอแนะ คือ การค้นหาสาเหตุ เงื่อนไขที่ทำให้ภาคส่วนเหล่านี้ยังไม่สามารถปฏิบัติงานตามบทบาท หน้าที่ได้เต็มที่ โดยเฉพาะการบังคับใช้ประกาศจังหวัดอย่างเคร่งครัด จริงจัง เหมาะสม รวมทั้งบทบาทของท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และครอบครัว ที่เป็นกลไกสำคัญในพื้นที่

  • สถานที่ที่อยากให้มีตรวจสอบการจัดการ หรือควบคุมการเปิด-ปิดบริการ

โดยประเมินระดับความเชื่อมมั่นของประชาชนต่อการจัดการตนเองของภาคส่วนต่าง ๆ  ว่าจะให้ภาครัฐควบคุมอย่างเข้มงวด ควรให้บริหารจัดการตนเองภายใต้การควบคุม หรือ ควรให้จัดการตนเอง พบว่า เกือบทุกภาคส่วนได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 50 แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของประชาชนในการจัดการตนเอง โดยสถานบันเทิง ได้คะแนนต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 40.48 รองลงมา คือ ห้างสรรพสินค้า วัด/ มัสยิด /โบสถ์ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านสะดวกซื้อ ตลาดชุมชน ตลาดสด สถานศึกษา สถานที่ราชการ ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ตามลำดับ ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีระบบการตรวจสอบ กลไกตรวจสอบ หรือหน่วยตรวจสอบ กำกับติดตาม ตรวจสอบ การจัดการตนเองของภาคส่วนต่าง ๆ  ให้มากขึ้นเพื่อให้มีการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติอย่างจริงจัง

  • ด้านกลุ่มบุคคลที่ควรเน้นหนักในการป้องกันการแพร่เชื้อ

พบว่า ร้อยละ 61.8 เห็นว่าควรเน้นที่กลุ่มวัยรุ่น รองลงมาคือวัยทำงาน ร้อยละ 32.7 และ วัยเกษียณ ร้อยละ 5.5 ข้อเสนอแนะ คือ การสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งอาจจะอาศัยผู้นำเยาวชน หรือผลิตสื่อที่เหมาะสม และการสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยง ผลกระทบที่จะมีสู่พ่อแม่ ครอบครัว ถ้าหากมีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งนี้รวมถึงกลุ่มวัยทำงานที่ต้องอาศัยหน่วยงานที่สังกัดในการให้ความสำคัญการสร้างจิตสำนึกการป้องกันโรคและดูแลสังคม (ตารางที่ 1)

6 ข้อเสนอแนะอื่น ๆ  

ผู้ตอบแบบสำรวจให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังนี้

  1. สร้างจิตสำนึกในตนเองให้มาก ๆ
  2. ควรจัดตรวจเชิงลึกให้มาก โดยเฉพาะตลาดสด ขายอาหารสด และตลาดนัด แม่ค้า ควรหาวิธีตรวจเชื้อ และให้ทราบผลทันทีเพื่อการควบคุมการกระจายโรค
  3. ขอให้เทศบาลหาวิธีกำจัดขยะที่อาจแพร่เชื้อให้รัดกุม เช่น หน้ากากอนามัย และมีที่ขยะให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย และการห้ามทิ้งเกลื่อนกราด
  4. พิจารณาปิดเมือง ปิดประเทศ เหมือนระบาดครั้งแรก ขยายเวลาล็อคดาวน์ จัดการหยุดการนำเข้าเชื้อจากนอกจังหวัดเข้ามาในจังหวัด เพราะปัจจุบันยังมีรายใหม่ที่เกิดจากผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ถ้าไม่มีผู้ป่วยส่วนนี้ จังหวัดมีโอกาสจบการระบาดระลอกนี้ได้เร็วขึ้น แต่ถ้ายังมีผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงเข้ามาเรื่อย ๆ  จังหวัดก็จบการระบาดระลอกนี้ยากมาก ส่งผลต่อคนทำมาหากินในจังหวัดก็ยิ่งลำบากหนักต่อไปอีก
  5. การบังคับใช้ประกาศอย่างจริงจัง และมีคนตรวจสอบ ซึ่งตามอำเภอต่าง ๆ  ไม่มีการตรวจสอบที่รัดกุม พบตั้งวงดื่มสุรา ไม่ใส่หน้ากากอนามัย เป็นต้น
  6. การจะทำให้สำเร็จ คนในพื้นที่ต้องร่วมแรงร่วมใจ และเห็นด้วยกับการกระทำเพื่อแก้ปัญหานั้น หากยังมีความคิดเห็นแตกต่างเช่นในปัจจุบัน เช่น การฉีดวัคซีน จะให้บรรลุเป้าหมายคงยาก และเศรษฐกิจคงฟื้นตัวช้ากว่าเป้าหมาย สมควรเพิ่มมาตรการควบคุมจากภาครัฐในส่วนของผู้ประกอบการที่มีส่วนเชื่อมโยงกับคนหมู่มาก เช่นตลาดสด ตลาดทุกพื้นที่ ผู้ประกอบการโรงแรมและพนักงานโรงแรมโรงงาน ร้านอาหาร ต้องฉีด 100% และแรงงานต่างด้าวรวมทั้งประชาชนที่แฝงเข้ามาอาศัยในเขตเทศบาลจากพื้นที่อื่น ๆ  ในทุกประเภทอุตสาหกรรมและพาณิชย์ สมควรได้ฉีดอย่างเร็วพร้อมกัน
  7. ให้เพิ่มการประชาสัมพันธ์ในแต่ละชุมชนทางรถกระจายเสียงเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน
  8. ข้อมูลไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ ไม่ครบถ้วน คือ ของหลายรายไม่ปรากฏเผยแพร่ คนที่เผยแพร่ก็ออกมาช้า ทำให้ประชาชนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงในการไปยังสถานที่ต่าง ๆ  โดยไม่รู้ตัว ควรจัดทำเพจหรือไลน์สำหรับแจ้งไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะ และมีผู้คอยเพิ่มข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
  9. เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา ดีที่สุดของในหลวงรัชกาลที่ 9

7. การวิเคราะห์ความเสี่ยงของกลุ่มประชากร

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในระลอกที่ 3 เดือนเมษายน 2564 พบว่ามีการขยายปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน แต่มีข้อสังเกตที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ  เช่น กลุ่มคนที่ติดเชื้อเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อยมีเพิ่มมากขึ้น คือ จากสถิติ พบว่า ผู้ติดเชื้อรอบที่ 3 นี้เป็น ช่วงอายุ 20-29 ปี มีร้อยละ 40 ช่วงอายุ 30-39 ปี ร้อยละ 24.2 และช่วงอายุ 40-49 ปี ร้อยละ 11.7 รวมทั้ง 3 ช่วงอายุ ร้อยละ 75.9 เมื่อเทียบกับรอบที่ 1 คือมีร้อยละ 70.9 และรอบที่ 2 ที่มีร้อยละ 69.1 นอกจากนั้นพบว่า มีการระบาดในรูปแบบที่มีการติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการมีมากขึ้น ซึ่งอธิบายได้ว่าในกลุ่มช่วงวัยที่มีร่างกายแข็งแรง มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จะแสดงอาการป่วยช้ากว่ากลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มมีโรคเรื้อรัง และพบข้อมูลหลายกรณีที่ต้องมีตรวจเชื้อหลายครั้งถึงจะพบเชื้อ     

          จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ สะท้อนถึงข้อกังวลต่อกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุตั้งแต่ อายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุป่วยเพิ่มมากขึ้นจากระลอกที่1 มีผู้ป่วย 965 คน ระลอกที่2 มีผู้ป่วย 2,504 คน และระลอกที่ 3 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2,619 คน  และมีสิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่ง คือ เรื่องกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอายุน้อยที่เพิ่มขึ้น และยังไม่แสดงอาการ ที่อาจจะเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่กลุ่มคนอายุมาก หรือกลุ่มผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงสูง มีภูมิต้านทานต่ำ ป่วยง่ายและรุนแรงกว่าโดยไม่รู้ตัว ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง

แนวทางที่จะลดความรุนแรงของโรคที่จะเกิดกับผู้สูงอายุหรือบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว คือ “ต้องได้รับวัคซีน” โดยเร่งด่วน ก่อนที่การระบาดระลอกที่ 4 จะเกิดขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้

ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2563 รายงานว่า มีประชากร ช่วงอายุ 50 ปี ขึ้นไป รวม 21.32 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มอายุ 50-59 ปี 9.69 ล้านคน 60-69 ปี 6.57 ล้านคน 70-79 ปี  3.35 ล้านคน 80-89 ปี มี 1.41 ล้านคน 90+ปี มี 0.28 ล้านคน อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 1.95 ล้านคน ภาคกลาง 5.54 ล้านคน ภาคเหนือ 4.22 ล้านคน  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6.95 ล้านคน และ ภาคใต้ 2.65 ล้านคน (ตารางที่ 2)

8. แบ่งปันน้ำใจสู้ไวรัส

การจัดการโรคระบาดให้สำเร็จจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนโดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง นอกจากการจัดการโรคระบาดตามหลักสาธารณสุขแล้ว การใช้หลักสหสาขาวิชาก็มีความจำเป็นในการช่วยให้สังคมมีเปลี่ยนผ่านวิกฤตของโรคนี้ไปได้ด้วยดี เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เพื่อการบังคับใช้กฎหมาย หลักเศรษฐศาสตร์เพื่อให้เศรษฐกิจเดินไปได้ หลักสังคมศาสตร์เพื่อการเป็นอยู่ที่สงบสุข หลักเกษตรศาสตร์เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร และหลักศาสนาเพื่อการเอื้ออาทรกันและกัน

ในภาพ(ล่าง) ชุมชนรำแดง ชุมชนป่าขาด อ.สิงหนคร ชุมชนบ้านแค อ.สทิงพระ จ.สงขลา และเจ้าหน้าที่ สวพ.8 ร่วมกันมอบสินค้าเกษตร ผักผลไม้ ที่ผลิตเองในชุมชน ให้กับโรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสทิงพระ เพื่อเป็นกำลังใจในการรับมือกับโรคระบาดโควิด 19

หมายเหตุ ผลการสำรวจนี้มาจากผู้ให้ความคิดเห็นจำนวน 57 คน ยังไม่เป็นตัวแทนประชากร จึงแนะนำให้ใช้ข้อมูลเพียงเพื่อเป็นข้อสังเกตจากกรณีศึกษานี้เพื่อประกอบการพัฒนาในส่วนที่ตรงกับสถานการณ์ในพื้นที่เท่านั้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s