ชุมชนเกษตรสู้โควิด

ธัชธาวินท์ สะรุโณ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (ภาคใต้ตอนล่าง) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร

แผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 พ.ศ. 2564 – 2565

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างกว้างขวางและรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาทบทวนยุทธศาสตร์ชาติให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ เงื่อนไข และบริบทการพัฒนาใหม่ของประเทศยิ่งขึ้น โดยยังคง “เป้าหมาย”ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ไว้เช่นเดิม แต่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของประเทศให้สามารถ “ล้มแล้วลุกไว” (Resilience) อันประกอบด้วย มิติการพัฒนา 3 ประการ ได้แก่ 1) การพร้อมรับ (Cope) หมายถึง ความสามารถ ในการบริหารจัดการภายใต้สภาวะวิกฤติ ให้สามารถยืนหยัดและต้านทานความยากลำบาก รวมถึงฟื้นคืนกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว 2) การปรับตัว (Adapt) หมายถึง การปรับทิศทาง รูปแบบ และแนวทางการพัฒนาให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมกระจายความเสี่ยงและปรับตัวอย่างเท่าทันเพื่อแสวงหาประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3) การเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อม เติบโตอย่างยั่งยืน (Transform) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง

เป้าหมายสำคัญแผนแม่บทเฉพาะกิจฯ คือ “คนสามารถยังชีพอยู่ได้ มีงานทำกลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง สร้างอาชีพและกระจาย รายได้สู่ท้องถิ่น เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ และมีการวางรากฐาน เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” โดยได้ระบุประเด็นการพัฒนา 4 ประการ “ล้มแล้ว ลุกไว” โดย 4 ประเด็นการพัฒนา ประกอบด้วย

 1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศ (Local Economy) เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาต่างประเทศ

2) การยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth)

3) การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ (Human Capital)

4) การปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (Enabling Factors) ให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพของประเทศ

          สำหรับด้านเกษตร แผนแม่บทเฉพาะกิจฯ ได้บรรจุประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้คือ  

พร้อมรับ (Cope) 1) สร้างแพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัลให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้โดยตรง เพื่อสร้างรายได้ และเป็นฐานรองรับให้แก่แรงงานที่ตกงาน 

ปรับตัว (Adapt) 1) ส่งเสรมการปรับตัวของเกษตรกร โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรผ่านการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ พัฒนาระบบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัย และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งเรียนรู้การใช้แพลตฟอร์ม และเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์รูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ 2) พัฒนาระบบโลจสติกส์และห่วงโซ่อุปทานภาคการเกษตรให้ยังสามารถขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศได้ในสภาวะวกฤตที่ระบบตลาดหยุดชะงักรวมถึงเชื่อมโยงกับภาคการผลิตอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโต(Transform)  ปรับโครงสร้างภาคการเกษตรโดยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลิตภาพการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร และสามารถเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพในภาคการผลิตที่ต่อเนื่อง อาทิอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์

แนวทางการพร้อมรับ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโต

ของชุมชนเกษตร ในสถานการณ์โควิด 19  

โควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งเชิงลบ เช่น การจำหน่ายสินค้าได้น้อยลงเนื่องจากการมาตรการต่างๆที่ส่งผลกระทบให้มีการบริโภคสินค้าเกษตรน้อยลง เช่น การปิดสถานศึกษา ร้านอาหาร ตลาดชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น แต่ในด้านโอกาสก็ยังมาให้เกษตรกร เช่น การช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารได้มากขึ้น เป็นต้น

ชุมชนเกษตรสู้โควิด อยู่บนแนวทางการช่วยยกระดับขีดความสามารถชุมชนในการจัดการตนเอง บนการสนับสนุนของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามประเด็นสำคัญดังนี้

  1. พัฒนาการตลาดวิถีใหม่

ตลาดชุมชน  ผลกระทบจาการปิดตลาดชุมชนต่อเกษตรกร มีมากทั้งในด้านรายด้านของเกษตรกรรายเล็กที่ยากจน ทำ

เป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว และพึ่งพาตลาดชุมชนเป็นแหล่งกระจายสินค้า ประมาณการความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปิดตลาดชุมชนที่เกษตรกรมีรายได้วันละ 500 บาท 10 ล้านคน ปิดตลาด 10 วัน สร้างความเสียหายเท่ากับ 50,000 ล้านบาท   การสร้างตลาดชุมชนที่ยั่งยืนในสถานการณ์โควิด 19 “ต้องเปลี่ยนความคิดให้ตลาดชุมชนสามารถดำเนินกิจการไปพร้อมๆ กับห้างสรรพสินค้า ตลาดชุมชนมีข้อดี คือการถ่ายเทอากาศดี บุคคลเข้าตลาดส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้าน อัตราส่วนพื้นที่ตารางเมตรต่อคนมีมาก สินค้าถูกหยิบ-จับ-วาง จากคนน้อยคน จึงควรมีมาตรการจัดการตลาดชุมชนตามหลักสาธารณะสุข เพื่อการเปิดตลาดชุมชนให้ยั่งยืน โดยจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากอำเภอ สาธารณสุข เทศบาล อบต. เจ้าของตลาด ผู้นำชุมชน และเกษตรกร

การตลาดออนไลน์  สศก. สำรวจข้อมูลพบว่าช่วงเดือนมีนาคม 2563 มีสินค้าเกษตรที่จำหน่ายผ่านทางออนไลน์รวม

มูลค่า 45.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งมียอดจำหน่ายได้ 36.36 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 โดยกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 57 มียอดจำหน่ายสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก  โดยส่วนใหญ่จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชั่น Line มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 79 รองลงมาคือ Facebook คิดเป็นร้อยละ 78 ผ่านเว็บไซต์ตลาดสินค้าสหกรณ์ฯ (www.co-opclick.com, http://www.coopshopth.com) ร้อยละ 19 จำหน่ายผ่าน Lazada ร้อยละ 15 และ Shopee ร้อยละ 10 โดยกลุ่มสินค้าที่จำหน่ายสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ข้าวสาร ผ้า/สิ่งทอ และกลุ่มผลไม้  (https://newweb.oae.go.th/)  ตลาดออนไลน์นี้เติบโตในประเทศจีนช่วงการระบาดของโควิด 19  ที่ผู้คนหันมาจับจ่ายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นหลายเท่าตัว โดยตามแนวทางดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ เช่น อัพเดทความเคลื่อนไหวในกิจกรรมฟาร์ม ผ่านพื้นที่โซเชียลมีเดียเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ใช้เป็นประจำสม่ำเสมอ มีการการันตีคุณภาพผลผลิต เช่น ปลอดสารพิษ  รสชาติคุณภาพดี ฯลฯ มีการให้ข้อมูลความรู้ควบคู่ไปกับการขาย ใช้บริการการขนส่งที่รวดเร็ว บรรจุภัณฑ์ชวนซื้อ มีการบรรจุ หีบห่อที่ดี ขนส่งไม่เสียหาย มีบริการถาม-ตอบดี เช่น ตอบไว ให้ข้อมูลชัด ตามติดปัญหาตลอด ทำตลาดชัดเจน มุ่งเน้นขายส่งในผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความแตกต่างจากผลผลิตทั่วไป ที่มีความอ่อนไหวด้านราคาไปตามกลไกการตลาด (https://www.bangkokbanksme.com/en/agricultural-products-e-commerce-new-normal)

ตลาดขายตรง การบริการส่งสินค้าถึงบ้าน หรือการขายริมทาง ขายหน้าสถานที่หน่วยงาน ถือเป็นการเข้าถึงผู้บริโภคที่ไม่

ต้องผ่านคนกลาง และสามารถดำเนินการได้ง่าย ซึ่งจะต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยจากโควิดของสินค้าเพิ่มเติม  

ตลาดพันธะสัญญา การติดต่อขายให้โรงพยาบาล โดยรวบรวมผักผลไม้ชุมชน จัดทำไปเสนอขายให้เป็นอาหารคนป่วย

ซึ่งมี ความต้องการสินค้าก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ได้มาตรฐาน GAP อินทรีย์ หรือจัดทำชุดสินค้าเกษตรเพื่อการซื้อไปบริจาคในราคา 199 , 299 เป็นผักผลไม้ อาหารแปรรูป เป็นต้น

  • การเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าสินค้า

การเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อการพึ่งตนเองด้านอาหารเช่น มีข้าวให้พอกิน 1 คนกินข้าว

ประมาณ 200 กก.ข้าวเปลือก/ปี แต่ถ้าไม่ได้ปลูกเองก็แนะนำให้สนับสนุนข้าวจากเกษตรกรในชุมชนด้วยกันเอง  การปลูกพืชเป็นเครื่องแกง ปลูก ขมิ้น พริก ตะไคร้ พริกไทย หอม กระเทียม และพืชปรุงรส กะเพรา โหระพา ผักชี ปลูกพืชเป็นผัก ใส่ภาชนะไว้จะดูแลจัดการได้ง่าย และเหมาะสำหรับคนไม่มีพื้นที่ เน้นเป็นผักอายุสั้น ผักที่ปลูกครั้งเดียวเก็บได้นาน ผักให้หลากหลายชนิด และผักที่เป็นยา เช่น มะระ ให้วิตามินซีสูง เช่น คะน้า  ปลูกพืชเป็นผลไม้ ที่ปลูกง่าย อายุสั้นเช่น มะละกอ เสาวรส ฝรั่ง กล้วย พืชอายุสั้นที่เป็นทั้งผักและผลไม้ อย่าง ข้าวโพดหวาน ฟักทอง เป็นต้น  เลี้ยงปลาไว้กิน เลี้ยงในบ่อซิเมนต์ ในบ่อพลาสติก หรือ ปรับปรุงบ่อเก่าให้เลี้ยงปลาได้ เน้นปลาโตเร็วเช่น ปลาดุก หรือปลาที่กินเศษผักผลไม้  เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เลี้ยงสัก 5-10 ตัว ซื้อไก่ใกล้ปลดระวาง หรือไก่สาวจากฟาร์ม จะทำให้ได้ไข่เร็วขึ้น แปรรูปอาหาร  ทำปลาส้ม ปลาแห้ง ผักผลไม้ดอง เพื่อสำรองผลผลิตที่เหลือกิน แถมยังให้ได้รสชาติอาหารที่แตกต่าง ทำน้ำหมักไว้เป็นปุ๋ยใส่พืช ใช้กากน้ำตาล 1 ส่วน คลุกเคล้ากับเศษพืชผักผลไม้ หรือเศษปลา 3 ส่วน หมักไว้ในถุงมัดปาก หรือในถังมีฝาปิด จนมีกลิ่นหอม นำมาผสมน้ำ 1:500 ใช้ร่วมกับปุ๋ยคอก แทนปุ๋ยเคมีได้

การเกษตรสร้างมูลค่า ได้แก่ การแปรรูปสินค้าเกษตร เป็นแนวทางของการนำผลผลิตที่ราคาตกต่ำ มาแปรรูปสร้าง

มูลค่า โดยควรมีการจัดทำตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์อย่างง่ายของชุมชน ซึ่งสามารถช่วยในการแปรรูปสินค้าที่ต้องการอบลดความชื้นได้หลายชนิด  ปลูกสมุนไพรต้านโควิด เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชายขาว ขิง เพื่อบริโภค ขายผลผลิตสด แปรรูปแคปซูล หรือขายต้นพันธุ์ หรือปลูกใส่กระถางขายแก่บุคคลที่ไม่มีพื้นที่ปลูกพืช การท่องเที่ยวเกษตร  กลุ่มเป้าหมาย คือ นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้ว และจัดสถานที่ให้มีระยะห่าง ลดการสัมผัส  

  • การเพิ่มความสามารถชุมชนในการจัดการตนเอง

หมู่บ้านต้านโควิด19 บนหลักของการจัดการชุมชนที่ยั่งยืน เช่น ตลาดชุมชนเปิดปกติ ห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกยังลื่น

ไหล ปลูกมาขายไป มีเงินใช้เลี้ยงชีพไม่ติดขัด กิจกรรมสังคมชุมชน การอบรม ประชุม รวมกลุ่มแปรรูป สถาบันชุมชน วัด โรงเรียน ที่เป็นแหล่งซื้อสินค้าเกษตรชุมชนไปกินไปใช้เปิดทำการ มีพ่อค้าแม่ค้าภายนอกมารับซื้อสินค้าเกษตรไปขายต่อได้อย่างปกติ โดยมีแนวทาง เช่น ตั้งคณะกรรมการจัดการโควิด “สแกนหมู่บ้าน”วาดแผนผังครัวเรือน ทำสีหลังคาเรือน ครัวเรือนสีแดง ครัวเรือนสีเหลือง ครัวเรือนสีเขียว พื้นที่สีแดงที่มีการรวมตัวเช่น วัด มัสยิด วงสุรา วงพนัน ร้านค้า  “ตั้งอาสาโควิด” ดูแลโซนพื้นที่ต่างๆ 1 คน ต่อ 10-20 ครัวเรือน ออกเยี่ยม ตรวจตรา เฝ้าสังเกตพฤติกรรมเสี่ยง หากพบตักเตือน นำข้อมูลเข้ากรรมการ นำข้อมูลมาสู่เวที และมาปรับสีครัวเรือนเป็นระยะ “ดูแลครอบครัวผู้ติดเชื้อ” ปันน้ำใจสู้ไวรัส แบ่งปันอาหารคนกักตัว นำคนกักตัวเข้ากลุ่มไลน์ จะได้ช่วยเป็นเพื่อนเฝ้าสังเกตอาการ  “เสียงตามสาย กลุ่มไลน์หมู่บ้าน” รายงานข้อมูลสถานการณ์ “ผู้เดินทางเข้าออกนอกหมู่บ้าน” รายงานไทมไลน์ความเสี่ยงเข้ากลุ่ม “สร้างความเข้าใจสร้างพลังร่วม สู้โควิด19 ” ความสำเร็จขึ้นกับความร่วมมือ จัดการอาหารหมู่บ้าน  กำหนดกติกาต่างๆที่จำเป็นของหมู่บ้านเอง ดึงพลังจากภายนอกมาสนับสนุน ประสานหาวัคซีน ประสานการช่วยเหลือด้านวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็น และอื่นๆ

การจัดการความมั่นคงทางอาหารชุมชน  แนวคิดการจัดการความมั่นคงทางอาหารตามตัวชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของ FAO (2017) พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติพ.ศ. 2551 ที่แผนแม่บทภาคเกษตรภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (climate smart agriculture) คือ 1) พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และการเข้าถึงอาหาร (Food access) 2) พัฒนาการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความเพียงพอ ความหลากหลายทางอาหาร (Food availability) โดยพัฒนาต้นแบบการผลิตพืชผสมผสาน 9 กลุ่มพืช คือ พืชอาหาร พืชรายได้ พืชสมุนไพรสุขภาพ พืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พืชอาหารสัตว์  พืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น พืชใช้สอย และพืชพลังงานหรือเชื้อเพลิง 3) พัฒนาการผลิตพืชอินทรีย์เพื่อสร้างอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย(Food Utilization)  4) พัฒนาการผลิตพืชที่ยืดหยุ่นจากการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางอาหาร (Food Stability)  5) พัฒนาแพลตฟอร์มนวัตกรรมความมั่นคงทางอาหารในชุมชนแบบมีส่วนร่วม(food security Innovation Platform)  โดยร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียวางระบบและสร้างการเชื่อมโยงพืชอาหารที่ผลิตในชุมชนสู่ผู้บริโภคทั้งตลาดชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาดพันธะสัญญาต่างๆ 6) การพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบ (smart community) เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ โดยกระบวนการชุมชนเข้มแข็งแบบมีส่วนร่วม จัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และขยายผลการพัฒนาสู่ชุมชนอื่นๆ

 แนวทางต่างๆ เหล่านี้เป็นการพัฒนาบนหลักการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศ (Local Economy) ให้ชุมชนสามารถทำการผลิตสินค้าเกษตรเป็นรายได้และอาหาร การยกระดับขีดความสามารถของชุมชนเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth)  ให้ชุมชนมีความสามารถในการจัดการตนเอง การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ (Human Capital) และการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (Enabling Factors) ให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลง เช่น สถานบันการตลาดชุมชน เป็นต้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  และ โมเดลเศรษฐกิจ  BCG

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s