ปลดล็อกสมุนไพร คนไทยได้เสียอย่างไร

ทำไมต้องปลดล็อก

ทำไมต้องปลดล๊อค

-การนำใบพืชมาบด โดยไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีใดๆคือเอาใบพืชมากิน เหมือนผักทั่วไปต่างกันเพียงแต่พืชชนิดนี้มีคุณค่าทางสุขภาพมากกว่าชนิดอื่นๆ จึงไม่ควรที่จะมีการควบคุมด้วยการต้องไปขออนุญาต อย. ของดีมีประโยชน์ควรให้ประชาชนเข้าถึงโดยธรรมชาติ ไม่ใช่พอพบว่าพืชอะไรดีมีคุณค่าในการดูแลสุขภาพได้ ก็จะนำไปควบคุมทั้งหมด สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติก็ควรจะแบ่งสรรประโยชน์โดยมุ่งให้เกิดกับสาธารณะทั่วถึง

-สนับสนุนให้ อย. คุมในกรณีที่นำพืชเหล่านี้ไป “สกัดด้วยกระบวนการทางเคมี ซับซ้อน ให้ได้สารสำคัญพิเศษ และต้องมีมาตรฐาน” ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้ยาที่มีคุณภาพดีและต่อไปจะทำให้เป็นการยกระดับยาสมุนไพรให้มีสรรพคุณเทียบเท่าหรือดีกว่ายาเคมี เพราะผลิตจากการสกัดสารสำคัญออกมาใช้รักษาข้อนี้ดีต่อประชาชนทุกคน

-เกษตรกรนำใบ กิ่ง แหัง ฟทลจ.มาขายโรงงานจะได้ กก.ละ 100-200 บาท แต่ถ้าบดแล้วนำมาใส่ภาชนะให้สะดวกในการกิน(แคปซูล) 1 กก บรรจุ 500 มิลลิกรัม จะได้ 2000 แคปซูล ขายได้ 1000-2000 เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ แต่เมื่อออกกฎหมายคุมผู้ได้ประโยชน์คือโรงงานเท่านั่น ฟทลจ.บด 1 กก 2000 เงินไปตกที่เกษตรกรได้ 1-200 จากการลงทุน ลงแรงปลูก ดูแล ตาก อบ ขนส่ง ขายใบแห้ง โรงงานยา นำใบไปบดและบรรจุ ได้ 1800-1900 แค่บดใส่กระปุก !

-ตอนนี้กฎหมายคุมการบดผง การจำหน่าย ต้องผลิตในโรงงานยา อย. Gmp เท่านั้น หมดหนทางที่เกษตรกรจะผลิตขาย-กระท่อม ปลดล๊อคจากยาสพติด ให้นำมากินได้ขายได้โดยไม่ผ่านการแปรรูปทางเคมี สมุนไพรอื่นๆจึงควรให้ทำได้เช่นกัน-ปลดล็อค จะเป็นการแบ่งบันผลประโยชน์จากธรรมชาติที่เป็นธรรมกับทุกคน ควรให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูก เพราะเขาเพียงนำมาบด ก็ควรได้รับผลประโยชน์เสรีจากการขายพืชบด ส่วนโรงงานที่ต้องลงทุนในการสกัดสารทางยาก็จะได้ประโยชน์ส่วนแบ่งที่เป็นธรรมเช่นกัน-ปลดลํอค ต้องนิยามคำว่ายาสมุนไพรใหม่ เช่น คือการนำพืชสมุนไพรมาผ่าน”การสกัดด้วยกระบวนการทางเคมี” เพื่อเป็นยา ที่ต้องมีมาตรฐาน มีการกำกับการใช้ และการโฆษณา

1. นิยายคำว่า “ยาสมุนไพรแผนโบราณตามภูมิปัญญาท้องถิ่น “เช่น เอาพืชมา บด สับ ซึ่งไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางเคมีของพืช

2 นิยาย “ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน” เช่น นำมาสกัดด้วยกระบวนการทางเคมี เพื่อให้ได้สารสำคัญทางยาและนำไปผลิตยาข้อ1 สามารถ จำหน่ายจ่ายแจกได้ ไม่ต้องขอ อย. เพราะเป็นภูมิปัญญาโบราณที่ทำกันมา และไม่ได้ทำให้พืชเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมี แต่ข้อ2 ต้องขอ อย ถามว่าถ้าเกิดอันตรายจากการกินพืชบดเป็นยาตามข้อ1 ทำไง ใครรับผิดชอบ เราก็มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอยู่แล้วครับที่สามารถฟ้องคนขายข้าวแกง ขายผัก มีสารพิษ หรือขายพืชบด “การนำพืชมาบด” ไม่ควรจัดไปอยู่ในกฎหมายยา ปลดล๊อคไม่ต้องคุม ก็จะเป็นการส่งเสริมสุขภาพประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ได้ทะเลาะกับ อย. หรือใครฝ่ายไหน แต่เสนอให้แก้กฎหมายเพื่อประโยชน์เกษตรกรช่วยกันส่งเสียงให้ถึงพรรคการเมืองที่สนใจทำนโยบายที่ดูแลเกษตรกรได้ช่วยแก้กฎหมายปลดล๊อคพืชสมุนไพร “บด”

ปลดล๊อก สมุนไพร คนไทยได้เสียอะไร

ก่อนจะคำถามว่า จะปลดล๊อกอะไร แล้วจะได้ประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าเดิมอย่างไร มาทบทวนหลักคิดกันก่อนแนวคิดที่เสนออยู่บนฐานที่ว่า “ขณะนี้เป็นโอกาสทองของพืชสมุนไพรที่กำลังเติบโตและสร้างมูลค่า หากสามารถส่งเสริมให้เกษตรกร ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการผลิต แปรรูป สมุนไพร ก็จะช่วยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพร้อมรับ ปรับตัว และเกิดการพัฒนาในอนาคตที่ยั่งยืน ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญโรคระบาด และเศรษฐกิจ สังคม วิถีใหม่

“อ้างอิงนโยบายหลายอย่าง เช่น แผนชาติ20 ปี ด้านเกษตร/สมุนไพร หรือ ในแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด – ๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ – ๒๕๖๕ ในเรื่องการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth) ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องคือส่งเสริมการเกษตรมูลค่าสูง การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณสมุนไพร การสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าสมุนไพรที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ และการแพทย์ เป็นต้น เมื่อยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายสนับสนุนในการสร้างมูลค่าเพิ่มพืชสมุนไพร จึงต้องมาทบทวนดูว่าตลอดห่วงโซ่การผลิต (supply chain ) ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) มีท่อตรงไหนที่ตันอยู่บ้าง

พี่ใหญ่ปลอดล็อกไปก่อนหน้านี้พบว่า กัญชา ได้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นแม้ยังไม่ถึงมือเกษตรกรรายย่อยก็ตาม กระท่อม มาแรงกว่าที่สามารถสร้างรายได้เกษตรกรในเรื่องขายต้นกล้าอย่างมาก และคาดว่าจะเติบโตในธุรกิจต่อเนื่องได้อีกมากมาย 2 ชนิดนี้ เป็นพืชสมุนไพรที่เคยเป็นพืชในกฎหมายยาเสพติด ที่ผู้คนกังวลเรื่องปลดล๊อก แต่สุดท้ายก็เห็นว่าสามารถสร้างเศรษฐกิจและสุขภาพได้มากมาย บทเรียนนี้แสดงให้เห็นว่า “กฎหมาย คืออุปสรรคการเติบโตของพืขสมุนไพรไทย”ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ของสมุนไพร ยังพบว่ามีท่อตีบอยู่ที่กฎหมายบางฉบับ เช่น การไม่อำนวยความสะดวกหรือมีระเบียบ เงื่อนไข ที่เกษตรกรไม่สามารถนำมาแปรรูป หรือ ขาย เพื่อสร้างรายได้

ตั้งคำถาม พืชสมุนไพรบด พืชสมุนไพรตำ ท่านคิดว่าเกษตรกรสามารถทำขายได้หรือไม่?

……….พืชสมุนไพร ถูกควบคุมโดยกฎหมาย พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ล๊อก อะไรไว้บ้าง

นิยาม”สมุนไพร” หมายความว่า ผลิตผลธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร”คำที่น่าสนใจ คือ ผสม =เอามารวม ปรุง=ใช้ความร้อนแปรสภาพ =? แปรจากพืชเป็นสารสำคัญ =สกัด แล้ว บด ตำ ถือว่าแปรสภาพ หรือไม่ คำนี้สำคัญมาก ต่อการผลิตและขาย

“ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” หมายความว่า(๑) ยาจากสมุนไพร และให้หมายความรวมถึงยาแผนไทย ยาพัฒนาจาก สมุนไพร ยาแผนโบราณที่ใช้กับมนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยยา หรือยาตามองค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกตามที่รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกาศกำ หนด พื่อการบำ บัด รักษา และบรรเทาความเจ็บป่วยของมนุษย์ หรือการป้องกันโรค (๒) ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบสำคัญที่เป็นหรือแปรสภาพจากสมุนไพร ซึ่งพร้อมที่จะนำ ไปใช้แก่มนุษย์เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพหรือการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น เสริมสร้างโครงสร้างหรือการทำ งานของร่างกาย หรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ๓ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร๔ วัตถุอื่นตามที่รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกาศกำ หนดให้เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร

“ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ และให้หมายความรวมถึงเปลี่ยนรูป แบ่ง และการแบ่งบรรจุจากภาชนะหรือหีบห่อเดิมเพื่อขาย“ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายความหมายที่ไม่เข้าข่าย คือการ ทำแจก แลกเปลี่ยน ไม่หวังผลการค้า มาตรา ๑๗ ผู้ใดประสงค์จะประกอบกิจการผลิต นำ เข้า หรือขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่รัฐมนตรีได้ประกาศตามมาตรา ๖ (๑) ให้ยื่นคำขออนุญาต และเมื่อผู้อนุญาตออกใบอนุญาตให้แล้วจึงจะผลิต นำ เข้า หรือขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้นได้

ถึงตอนนี้ พบว่า มีนิยามที่ชวนให้เข้าใจว่ากฎหมายนี้บังคับ หรือ ล็อก คือ

1. การควบคุม การแปรสภาพพืชสมุนไพร ที่ไม่ชัดเจนว่าตกลง บด ตำ หยำ ยี ไปขาย ต้องขออนุญาต

2. การมัดรวมพืชที่ดีต่อสุขภาพ ตั้งแต่กล้วย ฟ้าทะลายโจร ขมิ้น ฯลฯ และอีกหลายชนิด ในอนาคต ไปรวมเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อควบคุมใต้กฎหมายนี้ ทั้งผลิตและขาย ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งผู้ได้รับอนุญาตจะเป็นผู้มีวิชาชีพ เกษตรกรทั่วไป ไม่สามารถทำได้ มีเสียงบอกว่าแพทย์แผนไทยก็ไม่สามารถขายยาสมุนไพรได้ กลับมาตอบคำถามจะปลดล๊อกอะไร = ปลดล๊อกให้เกษตรกรสามารถ ผลิต และ ขาย พืชสมุนไพรที่นำมา บด ได้จะได้ประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าเดิมอย่างไร = ทางตรงเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20 เท่าจากการขายพืชสมุนไพร ซึ่งจะเพิ่มส่วนแบ่งทางมูลค่าการตลาดพืชสมุนไพรจากเดิมที่เกษตรกรได้เพียง ๑-๒ % ของห่วงโซ่มูลค่า (วิเคราะห์โดยธนาคารกสิกรไทย) จะทำให้มีการขยายการผลิตพืชสมุนไพรมากขึ้น ส่งผลให้ลดการนำเข้า สารสกัดที่นำเข้าประมาณปีละ 1 พันล้านบาท และจะสาารถส่งออได้เพิ่มขึ้น ผลทางอ้อม เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ และสร้างความั่นคงทางยาสมุนไพรแก่ประเทศ ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของประชาชนไทย เงื่อนไขสำคัญ การบดสมุนไพรภายใต้องค์ความรู้ที่ถูกต้องและมีการตรวจสอบรับรองมาตรฐานที่เหมาะสมกับเกษตรกรและชุมชนมีส่วนร่วมสมมติฐาน คือ จากเดิมที่เกษตรกรปลูกพืชและขายวัตถุดิบเป็นผลผลิตสด หรือแห้ง ที่ได้ราคาต่ำ ให้เกษตรกรสามารถนำพืชสมุนไพร่มาแปรรูปขั้นต้นแบบง่ายๆ ให้ได้มูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น จากขายใบแห้ง กก.ละ ๑๐๐ เป็นการขายพืชสมุนไพรบด กก.ละ ๑๐๐๐ ซึ่งเป็นแปรสภาพโดยไม่ใช้กระบวนการทางเคมี (เช่น สกัดสารทางยา)สรุปชวนให้พิจารณาการปลดล็อกให้เกษตรกรสามารถขายสมุนไพรบดได้ เช่น กล้วยบด ขมิ้นบด ฟ้าทะลายโจรบด กระชายบด ฯลฯ โดยไม่ต้องขอ อย.

ปลดล็อกสมุนไพรบด สืบสานภูมิปัญญา ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาให้ก้าวไกล

สรุปข้อกฎหมายคือใครจะขายพืชสมุนไพรที่ แปรสภาพ ปรุง ผสม ทำ ต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ประเด็นที่กล่าวถึงในวันนี้ มี 2 ประเด็น ที่จะนำเสนอเพื่อใช้เป็นหลักพิจารณาในการปลดล็อก คือ

1. หลักภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา กับ นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกิดมาก่อนวิทยาศาสตร์ เกิดก่อนกฎหมายสมุนไพร เช่นการนำพืชสมุนไพร ราก ลำต้น กิ่ง ใบ ที่มีสภาพเป็นพืชสด ถนอมรักษาไว้โดยทำแห้ง การบด ดองเหล้า หรือการนำมาปรุงเช่น ผสมน้ำผึ้ง วิธีนี้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ไม่ควรที่จะนำไปอยู่ในกฎหมายควบคุม ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ภูมิปัญญาสูญหาย หากนำมาบด ผสม ปรุง ขายต้องขอ อย. ไม่นานภูมิปัญญานี้จะหมดไปเพราะจะไม่มีคนที่จะผ่านการอนุญาต สิ่งดีดีที่เกิดจากภูมิปัญญาศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย การล่มสลายก็จะเกิดขึ้นกับภูมิปัญญา และจะตกเป็นของนักวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศเอาไปจดสิทธิบัตรปลดล๊อกการทำปรุงผสมแปรสภาพเพื่อขายโดยวิธีการทางภูมิปัญญาออก และคุมเฉพาะการทำ ปรุง ผสม แปรสภาพที่ทำโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ใช้กระบวนการทางเคมี ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เช่น สกัดสารทางยาออกมาใช้ประโยชน์ ซึ่งจะส่งเสริมให้วิทยาศาสตร์ทางยาจากพืชสมุนไพรก้าวหน้าไปไกล ไทยจะเป็นผู้นำทางยาจากสมุนไพรได้

2. ยา และ อาหารกล่าวได้ว่าหมอพื้นบ้านสามารถนำพืชทุกชนิดมาเป็นยาได้ โดยสภาพธรรมชาติของพืชทุกชนิดมีสรรพคุณในการส่งเสริมสุขภาพและการรักษา แต่กฎหมายได้ควบคุมผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีประโยชน์ทางยา แทนที่จะปล่อยให้เป็นกินอาหารเป็นยา ก็กลายเป็นสำนวนที่พูดกันว่ากินยาเคมีเป็นอาหาร ในประเด็นนี้สิ่งควรปลดล็อกคือเอาผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านออกมา เหลือการควบคุมเฉพาะยาสมุนไพรที่ได้จากการสกัดสารสำคัญที่คงการควบคุมไว้

ปลดล็อกสมุนไพรสืบสานภูมิปัญญา ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาให้ก้าวไกล” ตอนที่4 คนไทยได้หรือเสีย

ล๊อกคือ ผลิต ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ สมุนไพรขาย “ตามวิธีภูมิปัญญา” ต้องขอ อย.

ให้ปลดล็อก คือ “ให้แก้กฎหมายยกเว้นไม่ใช้บังคับกับวิธีการผลิตตามวิธีภูมิปัญญา”

ให้บังคับเฉพาะวิธีที่ผลิตด้วยหลักวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเท่านั้น

ด้วยเหตุผลว่าภูมิปัญญาสมุนไพรสืบทอดหลายร้อยปีเกิดก่อนกฎหมาย ทำให้บุคคลทั่วไป เกษตรกร หมอบ้าน ทำการผลิตขายโดยใช้วิธีภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น บดขาย ดองขาย ผสมน้ำผึ้งขาย ต้มยาหม้อขาย ที่ไม่ขอ อย. จะผิดกฎหมาย

ไทยเสีย-คือจะทำให้ภูมิปัญาล่มสลาย ทำแล้วผิดคนก็เลิกทำ เลิกสอน เลิกสืบต่อภูมิปัญญาสมุนไพรจะหายไปในที่สุด สร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่สมุนไพร สูญเสียคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรม ความรู้ทีสืบทอดรุ่นสู่รุ่น ที่ประเมินค่าไม่ได้และ ระบบสุขภาพถูกจำกัดให้พึ่งพายาเคมีจากต่างประเทศ

ไทยได้-คือ สมุนไพรจะเกิดการใช้อย่างกว้างขวางขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น สร้างเศรษฐกิจจากการขยายการผลิตพืชสมุนไพรและยาสมุนไพร สร้างอาชีพในห่วงโซ่ให้เติบโต และกฎหมายควรมาส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาสมุนไพร สนับสนุนให้มีการสกัดสารสำคัญไปทำยา ส่งเสริมให้มีการพัฒนายาจากสารสกัดสมุนไพร จะได้สู้ยาเคมีจากต่างประเทศได้ และเกิดเศรษฐกิจยาที่เติบโต ลดการนำเข้า สุขภาพคนไทยจะดีขึ้น

ตอนนี้ผมจะมาเสนอว่า พอปลดล็อกการผลิตสมุนไพรตามภูมิปัญญาให้หมอพื้นบ้าน เกษตรกรสามารถผลิต ทำ ผสม (ยาหม้อ) ปรุง (ต้ม ดองเหล้า น้ำผึ้ง) แปรสภาพ(บด) ขายได้ โดยไม่ต้องขอ อย.

จะมีระบบการควบคุมคุณภาพได้อย่างไร ผมนำวิธีการควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร GAP มาเป็นหลัก ให้มาทำ “GHP : good herb practice ” หลักการคือส่งเสริมให้มีการผลิตสมุนไพรตามภูมิปัญญาอย่างมีคุณภาพเพื่อประโยชน์ที่จะทำให้คนไทยได้ใช้สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น

1. เกษตรกร หมอบ้าน จะผลิตสมุนไพรตามภูมิปัญญาขายต้องมาขอที่ สนง.สาธารณสุขอำเภอ โดยกรอกแบบฟอร์มง่ายๆตามที่กำหนดไว้

2. ผู้ขอต้องปฎิบัติตามหลัก … ข้อ ( gap มี 8 ข้อ) เช่น หมวดวัตถุดิบต้องได้รับรองมาตรฐาน GAP/ Organic หมวดการแปรรูปมีความสะอาดตลอดทุกขั้นตอน (ไม่บังคับให้ทำ GMP เพราะไม่เหมาะสมกับรายย่อย)

3. มีคณะตรวจสอบจากสธ.อำเภอ มีคณะรับรอง ที่สธ.จังหวัด และออกใบรับรอง GHP

4. มีการอบรมให้ความรู้ให้คำแนะนำเพื่อให้มีการปฎิบัติที่ถูกต้อง

5.มีเป้าหมายที่จะรับรองให้ได้ปีละกี่ราย เพื่อให้เห็นการเติบโต

เมื่อก่อนที่ไทยจะมีระบบ gap Organic ในการเกษตรพบว่าผลผลิตทางการเกษตรมีสารพิษตกค้างมาก ผลิตไม่ได้คุณภาพ พอมีการทำระบบการรับรองมาตรฐานได้ทำให้สินค้าเกษตรไทยพัฒนาขึ้นเป็นประโยชน์์ต่อเศรษฐกิจไทย ส่งออกได้มาก สินค้าดีขึ้น สุขภาพคนดีขึ้น หลัก GHP ควรมีหลักคิดแบบ GAP คือเป็นหลักส่งเสริมไม่ใช่หลักจำกัด ควบคุม คือออกกฎมาสนับสนุนให้เกษตรกรทำได้ง่าย ไม่ใช่เอายาก เจตนารมย์ของการออกกฎต่างๆจะสะท้อนออกมาทางวิธีการปฎิบัติ ถ้าต้องการสนับสนุนจะเป็นกฎที่คนส่วนใหญ่ทำได้

เน้นอีกทีว่า สมัยรุ่นทวดของทวด ยาสมุนไพรสูตรภูมิปัญญาได้ดูแลสุขภาพคนมาหลายรุ่น ความรู้ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมา กฎหมายสมุนไพรปี62 มาจำกัด ควบคุม ไม่ให้สามารถทำได้แบบเดิม ข้อเสนอคือแก้กฎหมาย โดยแก้มาตรา ที่กำหนดให้ยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่ การผลิตสมุนไพรเพื่อขาย ที่ใช้วิธีการตามภูมิปัญญา เช่น บด ตำ ดอง ต้ม เป็นต้น และขอให้ทำระบบมาตรฐาน GHP: Good Herb Practice เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีการผลิตสมุนไพรตามวิธีภูมิปัญญาอย่างมีมาตรฐานปิดท้าย ผมเขียนเป็นข้อเสนอทางวิชาการซึ่งไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงในผลประโยชน์ส่วนตัวของฝ่ายใดๆ แต่ดูที่ประโยชน์สาธารณะ ด้วยเห็นถึงว่ากฎหมายสร้างข้อจำกัดในการพัฒนาสมุนไพรตามภูมิปัญญา และมีเจตนารมย์ให้เกิดการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาสารสกัดจากสมุนไพร รวมทั้งสืบสานภูมิปัญญาสมุนไพรให้คงอยู่และพัฒนาให้ได้มาตรฐาน ส่วนไหนที่ดีก็นำไปใช้ครับส่วนไหนไม่ดี ก็ไม่ต้องนำไปพิจารณา … ขอบคุณครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s