ตำบลรำแดง สงขลา ผลิตฟ้าทะลายโจรแจกชาวบ้านสู้โอมิครอน

สงขลา ผลิตฟ้าทะลายโจรแจกชาวบ้านสู้โอมิครอน

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร โดย ดร.จิระ สุวรรณประเสริฐ ผอ.สวพ.8 ได้จับมือกับ อบจ.สงขลา โดยนายไพเจน มากสุวรรณ์ นายก อบจ.สงขลา อบต.รำแดง โดย ดร.สมมาตร แก้วมณี นายก อบต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา ร่วมมือกันในการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19

นายธัชวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ.8 กล่าวถึงความร่วมมือดังกล่าวว่า เจตนารมย์ของความร่วมมือเกิดขึ้นจาก ความต้องการพึ่งตนเองด้านสมุนไพรรักษาโรคโควิด-19 ซึ่ง วงการแพทย์ให้คำแนะนำในการใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคได้ นอกจากนั้นฟ้าทะลายโจรยังมีสรรคุณทางยาอีกหลายอย่างในการรักษาโรคหวัด แก้อักเสบจากอาการเจ็บคอ ไอ ต่อมทอมซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ และอื่นๆ เป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ฟ้าทะลายโจรเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น จึงได้เกิดแนวความคิดในการพัฒนาให้ชุมชนสามารถดูแลตนเองเรื่องพืชสมุนไพรชุมชนขึ้นมา โดยให้ อบต.รำแดง ผลิตฟ้าทะลายโจรเพื่อการแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในชุมชน
ดร.สมมาตร แก้วมณี นายก อบต.รำแดงกล่าวว่า อบต.ได้รับการสนับสนุนต้นกล้าฟเทะลายโจรสายพันธุ์ป่าขาดที่มีสารแอนโดกราฟโฟไลด์ 6 % จาก สวพ.8 ตามโครงการสงขลาเมืองสมุนไพรต้านโควิด-19 ได้ทำการปลูกและดูแลอย่างดีจนได้ผลผลิตสด นำไปตากแห้ง และส่งไปแปรรูป บรรจุแคปซูลที่โรงงานมาตรฐาน อย. ได้ยาแคปซูลจำนวน 21,000 แคปซูล พร้อมที่จะนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนตำบลรำแดง ที่มีอยู่ 656 ครัวเรือน และกำลังทำการผลิตรอบใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 1 แสนแคปซูล เพื่อแจกจ่ายให้ครัวเรือนละ ประมาณ 200 แคปซูล เพื่อใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ตามสรรพคุณของฟ้าทะลายโจร ซึ่งเป็นการพึ่งตนเองด้านสุขภาพของตำบลรำแดงที่นำหลักพระราชดำริตามคำพ่อสอนในการพึ่งตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ชุมชน
ตำบลรำแดง ถือว่าเป็นต้นแบบของหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร ในการพัฒนาการผลิตพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรพึ่งตนเองได้สำเร็จ หากอบต. หรือเทศบาลใดในพื้นที่จังหวัดสงขลาสนใจที่จะนำรูปแบบนี้ไปดำเนินการ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สวพ.8 โทร 074445905-6 นายธัชธาวินท์ ได้กล่าวทิ้งท้าย

ชะแล้โมเดล ความมั่นคงทางอาหาร

สวพ.8 พัฒนาชุมชนต้นแบบความมั่นคงทางด้านอาหารภาคใต้ตอนล่างสู้ภัยธรรมชาติ

                 ช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีจะพบปัญหาน้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรที่เป็นแหล่งผลิตอาหารในจังหวัดต่างๆ ของภาคใต้ตอนล่าง โดยจะเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ดอน และเกิดน้ำแช่ขังในพื้นที่ลุ่ม ทำให้พืชผลล้มลุก ไม้ผล และนาข้าวเกิดความเสียหาย ส่งผลต่อรายได้เกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่

           นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ.8 กล่าวว่า     ความมั่นคงทางอาหาร เป็นวาระสากลที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบจากวิกฤต การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการรับมือ สำหรับประเทศไทยได้บรรจุประเด็นนี้ไว้ในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ในแผนแม่บทย่อยระบบนิเวศเกษตร และในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน “โมเดลเศรษฐกิจ BCG”  โดย Food and Agricultural Organization (FAO) กำหนดตัวชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร ไว้ 4 ด้าน คือ    Food availability คือ มีชนิด ปริมาณ และความหลากหลายอาหารบริโภคที่เพียงพอ Food access คือ เข้าถึงอาหาร จากการมีรายได้และมีทรัพยากรเพียงพอ  Food Stability คือ มีเสถียรภาพ พึ่งพาตนเองได้แม้ในยามวิกฤต  และ Food Utilization คือ อาหารมีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย   ถ้ามองผิวเผินเรามักเข้าใจผิดว่าไทยมีความมั่นคงทางอาหารสูง แต่ในความเป็นจริง ปี 2019 ประเทศไทยมีคะแนนความมั่นคงทางอาหาร 65.1 จาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 52  ของโลก โดยประเด็นที่ไทยยังมีคะแนนน้อยคือ รายได้ต่ำ ค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูง ประสิทธิภาพการผลิตอาหารต่ำ สารพิษตกค้าง และผลกระทบจากเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ สวพ.8 จึงได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยสร้างความมั่นคงทางอาหาร

        ในภาคใต้ตอนล่าง จะพบปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ คือ ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมในฤดูฝน และขาดน้ำในฤดูแล้ง ทำให้การเกษตรมีข้อจำกัดมาก เกษตรกรมีฐานรายได้ต่ำเนื่องจากพื้นที่ 70 % เป็นยางพารา ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนไปทำการผลิตพืชที่ให้รายได้สูงยังทำได้น้อย ปัจจุบันยังเจอปัญหาต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาสูงขึ้น ต้องพึ่งพาพืชอาหารจากภายนอก และพบว่ามีสารพิษตกค้างในอาหารสูง   ในปี 2565-2567 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร ได้รับทุนวิจัยจาก สกสว. ในการพัฒนาชมุชนต้นแบบการจัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารในจังหวัดสงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี และ ยะลา โดยได้ร่วมกับชุมชนทำการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตพืชเศรษฐกิจอัตลักษณ์ชุมชนเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้ พัฒนาการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การผลิตพืชอินทรีย์ การผลิตพืชที่ยืดหยุ่นจากการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการอาหารชุมชน   

 

ชะแล้โมเดล ชุมชนต้นแบบความมั่นคงทางอาหารพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

นายกรณ์เชษฐ์ สิทธิพันธ์ รองนายกเทศมนตรีตำบลชะแล้ อ.สิงหนคร จ.สงขลากล่าวว่า สวพ.8 ได้เข้ามาร่วมกับเทศบาลตำบลชะแล้ โรงเรียน รพ.สต. การศึกษานอกโรงเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำเกษตรกร กลุ่มเครื่องแกง ทางไทยฟาร์มเอาเลต เครือข่ายชุมชนตำบลรำแดง ตำบลป่าขาด สวนเทพหยา ตลอดจน สส. และภาคีการพัฒนาต่างๆ ในพื้นที่ ร่วมจัดเวทีเสวนา กำหนดเป้าหมาย และแผนงานพัฒนาชะแล้โมเดล สร้างความมั่นคงทางรายได้ชุมชนจากสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น การผลิตพืชผักอินทรีย์ การผลิต 9 พืชผสมผสานพอเพียง การผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมินิเวศ และการเชื่อมโยงการผลิตพืชกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ของชะแล้ เช่น การท่องเที่ยวแก้มลิง โบราณสถาน เจดีย์วัดชะแล้ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เจี้ยงเช็นเตอร์ วิถีอาหารพื้นถิ่น วิถีประมงพื้นบ้านริมทะเลสาบ การเลี้ยงชัณโรง การอนุรักษ์ป่าชายเลน การตลาดสินค้า อาหารโรงเรียน อาหารปลอดภัยแก่ทุกวัยเพื่อการลดสารพิษตกค้างในเลือด และเชื่อมโยงกับระบบธรรมนูณสุขภาพที่ชะแล้ได้มีการพัฒนามาจนเป็นต้นแบบให้กับหลายพื้นที่ และที่สำคัญคือการสร้างกลไกความร่วมมือจากภายในชุมชนร่วมกับสวพ.8 และเครือข่ายภายนอก เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในการจัดการความมั่นคงทางอาหาร        

วิจัยชุมชนนวัตกรรมความมั่นคงทางอาหาร

เปิดตัวแนะนำ
โครงการวิจัยการจัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตร
ชื่อย่อ ชุมชนนวัตกรรมความมั่นคงด้านอาหาร ( DOA smart community of food security)

จัดทำเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านเกษตรในแผนแม่บทย่อยระบบนิเวศเกษตร ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” สนองกับแผนปฏิบัติการด้านงานวิจัยและนวัตกรรมกรมวิชาการเกษตร ปี 2564 – 2569 กรอบวิจัยที่ 3.5.1 กรอบวิจัยและพัฒนารูปแบบการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเสถียรภาพด้านรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชนโดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ และตอบสนองกับยุทธศาสตร์ ววน. แพลตฟอร์มที่ 2 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม โปรแกรมที่ 7 แก้ไขปัญหาท้าทายและยกระดับการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและการ เกษตร ในการที่จะช่วยการแก้ไขปัญหา ยกระดับการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน และมีผลิตภาพทางการ เกษตรเพิ่มขึ้น


ด้านประเด็นปัญหาการวิจัยด้านความมั่นคงทางอาหารในภาคใต้ตอนล่างมีปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ เกษตรกรพึ่งพาการผลิตพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นเวลานาน เมื่อเกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ขาดเสถียรภาพทางรายได้ ส่วนด้านความมั่นคงทางอาหาร พบว่าระบบพืชเชิงเดียวทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางอาหาร คุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร พบว่ามีปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิต และมักเกิดปัญหาผลผลิตเสียหายจากภัยแล้งและน้ำท่วม ชุมชนยังพึ่งพาผลิตผลจากภายนอกเป็นหลักและยังไม่มีการจัดการระบบความมั่นคงทางอาหารของชุมชน และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรเป็นอย่างมาก

สถานที่การวิจัยดำเนินการ คือ ภาคใต้ตอนล่าง รวม 5 จังหวัด 6 ชุมชน ระยะเวลาดำเนินการ ปี 2565-2567 โดยมีการวิจัยและพัฒนาในแต่ละชุมชน มี 5 การทดลอง คือ
1 พัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตพืชเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และการเข้าถึงอาหาร
2 พัฒนาต้นแบบการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และความเพียงพอ ความหลากหลายทางอาหาร
3 พัฒนาต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย
4 พัฒนาต้นแบบการผลิตพืชที่ยืดหยุ่นจากการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และเสถียรภาพทางอาหาร
5 พัฒนาแพลตฟอร์มนวัตกรรมความมั่นคงทางอาหารในชุมชนแบบมีส่วนร่วม


ผลผลิต (output) ได้ชุดนวัตกรรม องค์ความรู้ หรือเทคโนโลยีใหม่ในการจัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตรที่เหมาะสมกับแต่ละภูมิสังคม 6 ชิ้นหรือชุดเทคโนโลยี จาก 6 ชุมชน และมีเทคโนโลยีเฉพาะเรื่อง ชุมชนละ 5 เรื่อง รวม 30 เรื่อง ในด้านการผลิตพืชเศรษฐกิจชุมชน การผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การผลิตพืชปลอดภัย การผลิตพืชที่ยืดหยุ่นต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาแพลตฟอร์มนวัตกรรมความมั่นคงทางอาหารในชุมชนแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งได้กระบวนการในการพัฒนาการเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตรที่เหมาะสมกับแต่ละภูมิสังคม 6 กระบวนการ

ผลลัพธ์ (outcome) ชุดนวัตกรรม องค์ความรู้ หรือเทคโนโลยีใหม่ในการจัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน ได้ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติ และนำไปใช้ขยายผลต่อยอดจากชุมชนต้นแบบ ไปยังพื้นที่อื่นหรือกลุ่มเป้าหมายอื่น เพื่อการแก้ไขปัญหา หรือยกระดับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 15 มีระดับความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 20 และชุมชนมีความสามารถในการจัดการตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเกษตรกรผู้ได้ประโยชน์ อย่างน้อย 1500 คน

ผลกระทบ (impact) ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้น จากการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการจัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนไปจัดการกับกลุ่มปัญหาการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งถ่ายทอด และขยายผลการใช้ประโยชน์ให้กลุ่มเป้าหมายและพื้นที่เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ปัญหาและการพัฒนา ตามแพลตฟอร์มที่ 2 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม โปรแกรมที่ 7 ในประเด็น การเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตรที่เหมาะสมกับแต่ละภูมิสังคม 6 ชิ้น จาก 6 ชุมชน รวมทั้งสนองยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ นักวิจัยสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดเครือข่าย (ศวพ.) ในโครงการวิจัยนี้จะดำเนินการ ใน 5 จังหวัด 6 ชุมชน 6 ทีมวิจัย มีนักวิจัยร่วมวิจัยประมาณ 24 คน จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งการและกันเพื่อนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยเชิงพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในการทำงานวิจัย ผู้มีส่วนได้เสียในโครงการวิจัยและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในชุมชนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน ใช้ประโยชน์ได้โดยตรงจากการร่วมปฏิบัติงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการจัดการผลิตพืชเพื่อสร้างเสถียรภาพรายได้และความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชน และการถ่ายทอดขยายผลไปสู่เกษตรกรอื่นๆ การประเมินผลกระทบโครงการวิจัย คาดว่าการวิจัยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของงบประมาณวิจัย Return on Investment : ROI ไม่น้อยกว่า 50% ผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากโครงการวิจัย ได้แก่ คุณภาพชีวิต ความเข้มแข็งของชุมชน กลุ่ม/วิสาหกิจชุมชน เครือข่ายความร่วมมือ ความเข้มแข็งของหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดการความมั่นคงทางอาหาร มีมูลค่า Return on Investment : SROI ไม่น้อยกว่า 50%

ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากโครงการวิจัย ได้แก่ สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การลดภาวะโลกร้อน มีมูลค่า Return on Investment : SROI ไม่น้อยกว่า 50%

หน่วยงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร สงขลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร พัทลุง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร สตูล ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ยะลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ปัตตานี

ภาคีเครือข่ายวิจัย (Stakeholders)
ขุมชนเกษตร อบต เทศบาล รพสต โรงเรียน โรงพยาบาล สนง.เกษตรอำเภอ/จังหวัด/เขต ภาคเอกชน สมาพันธ์ ภาคการตลาด ท่องเที่ยว พัฒนาชุมชน หน่วยงานเกษตรต่างๆ พาณิชย์ จังหวัด หน่วยงานกรมวิชาการเกษตร ศอบต สส. อบจ )

ความมั่นคงทางอาหาร ตอนที่4 พืชอาหารพอเพียง

“มีเพียงพอเพื่อให้เกิดความพอเพียง และการดำรงชีพอย่างยั่งยืน”

คำสำคัญ ( keywords) ในวันนี้ ได้แก่

  1. วิจัย =ศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาและให้เกิดองค์ความรู้สำหรับนำมาใช้ในการพัฒนา
  2. การจัดการความมั่นคงทางอาหารชุมชน= มี 5 ปัจจัย คือ เข้าถึง ความเพียงพอหลากหลาย ความมีคุณภาพ มีเสถียรภาพ และชุมชนมีหน่วยบริหารจัดการ
  3. เสถียรภาพทางรายได้= การมีรายได้ที่มั่นคง แม้สถานการณ์ต่างๆมากระทบก็ตาม
  4. พอเพียง= ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน รอบรู้ คุณธรรม
  5. ยั่งยืน =เกิดผลได้ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
  6. การดำรงชีพอย่างยั่งยืน ( Sustainable livelihoods )
    = มีรายได้พอ มีความเป็นอยู่ดี มีภูมิคุ้มกันจากความเปราะบางที่มาจากเรื่องไม่คาดคิดหรือเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แม้แต่โรคระบาด มีทุนดำรงชีพทั้งทางกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ ทักษะ เงิน และทุนทางสังคม
    มีกลยุทธ์ในการจัดการ

เรื่องพืชพอเพียงเพื่อการดำรงชีพ จึงต้องมีทุกมิติ คือ

1 กลุ่มพืชอาหาร :
เป็นการปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ปลูกเองกินเอง ปลอดภัยและลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณการปลูกพืชอาหารที่ใช้เป็นเครื่องแกง พืชผัก และไม้ผล เพื่อบริโภคในครัวเรือน มีพืชกินได้ได้คุณค่าทางโภชนาการ
วิธีการพัฒนา สำรวจ ทำบัญชี พืชที่ต้องใช้เป็นอาหารประจำวัน แล้วปลูกเพิ่มชนิดที่ยังไม่พอ ทำแบบง่ายๆ เช่น การปลูกในภาชนะต่างๆ ปลูกทุกอย่างที่จะกิน

2 กลุ่มพืชรายได้
เป็นพืชที่เป็นรายได้หลักครอบครัว วิธีการพัฒนา วิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต หาเทคโนโลยีในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ แปรรูป และสร้างมูลค่าจากจุดเด่นต่างๆ

3 กลุ่มพืชสมุนไพรสุขภาพ
เป็นการเพิ่มปริมาณพืชและการใช้ประโยชน์พืชที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นโดยไม่ต้องใช้ยาเคมีซึ่งหลายชนิดให้ผลข้างเคียงที่ทำลายสุขภาพ ตลอดจนสมุนไพรที่เป็นยาตำรับไทยใช้รักษาโรค

4 กลุ่มพืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช
เป็นการเพิ่มปริมาณพืชและการใช้ประโยชน์สารสกัดจากพืชเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช ใช้ทดแทนสารเคมี ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตสารสกัดเช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม เป็นต้น รวมทั้งมีการผลิตน้ำส้มควันไม้

5 กลุ่มพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ
เป็นพืชที่ปลูกเพื่อบำรุงดิน ป้องกันการชะล้างดิน ช่วยรักษาความชื้นในดิน เช่น ปอเทือง แฝก พืชตระกูลถั่วต่างๆ

6 กลุ่มพืชอาหารสัตว์
เป็นการเพิ่มปริมาณพืชอาหารสัตว์ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งนอกจากลดต้นทุนและยังทำให้สัตว์โตเร็ว เช่น อ้อยอาหารวัตว์ หญ้าหวายข้อ หญ้ามัน หญ้าแพงโกล่า หญ้าก้านแดง หญ้าขน เนเปียร์ปากช่อง และอื่นๆ

7 กลุ่มพืชใช้สอย
เป็นการปลูกพืชเพื่อใช้เนื้อไม้ หรือทำค้าง ซึ่งสามารถปลูกเป็นแปลงและบนคันนา เช่น ตะเคียนทอง มะฮอกกานี กระถินเทพา ยางนา เป็นต้น

8 กลุ่มพืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น
เป็นการปลูกพืชประจำถิ่น เพื่ออนุรักษ์ ขยายพันธุ์พืชที่กำลังสูญหาย และจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญ เป็นพืชที่ให้คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม

9 กลุ่มพืชพลังงานหรือเชื้อเพลิง
เป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ใกล้ตัวคือเป็นเชื้อเพลิง เช่น แคนา มะฮอกกานี สน หรือพืชทดแทนพลังงานอย่างปาล์มน้ำมัน รูปแบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกแบบผสมสานทั้งเป็นแปลงปลูกพืชและบนคันนา

ทิ้งท้ายว่า จะพอเพียง ยั่งยืน ก็ต้องช่วยกันคิดและทำยาว และคนที่จะทำยาวๆได้ก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไหน คนทำคือคนในชุมชน ครัวเรือนเพียงพอ ชุมชนเพียงพอ สังคมก็เพียงพอมากขึ้น

“ทำชุมชนมีความสามารถในการจัดการตนเอง” แกนนำคนชุมชนต้องลุกขึ้นมาทำครับ ไม่ต้องรีบทำไปได้ทั้งชีวิต

ความมั่นคงทางด้าน ตอนที่3 มีกินแต่กินดีแล้วหรือยัง?

อยู่ดี มีกิน แต่กินไม่ดี?
‘”วิจัยและพัฒนาเพื่อความมั่นคงทางอาหารชุมชน “
ตอนที่3

ในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2560 กลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มีการเก็บตัวอย่างจากแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศ และจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสารพิษตกค้าง (Maximum Residue Limit Establishment : MRL) โดยมีการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง ในผัก สมุนไพร และผลไม้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งสิ้น 2,544 ตัวอย่าง พบสารพิษตกค้าง 51% ของตัวอย่างทั้งหมด พืชผัก ผลไม้ ที่ตรวจวิเคราะห์มีความหลากหลายจึงแบ่งพืช ตามการจัดกลุ่มสินค้าเกษตร: พืช (มกษ. 9045-2559) ผัก 15 ชนิด ตรวจวิเคราะห์รวม 1,723 ตัวอย่าง (พบ 42%) ดังนี้ กลุ่มแตงกวา พบสาร 6 - 12 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 0.47 mg/kg แตงกวา 131 ตัวอย่าง (พบ 14.5%) มะระ 107 ตัวอย่าง (พบ 22.4%) บวบ 102 ตัวอย่าง (พบ 16.7%) โดยพบสาร metalaxy, chlorpyrifos และ diazinon ตกค้างสูงสุด กลุ่มแตงโม 98 ตัวอย่าง (พบ 15.3%) พบสาร 6 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 0.07 mg/kg พบ acephate ตกค้างสูงสุด กลุ่มวินเทอร์สควอช ได้แก่ ฟักทอง 38 ตัวอย่างไม่พบสารพิษตกค้าง ฟักเขียว 81 ตัวอย่าง (พบ 2.5%) พบ chlorpyrifos ปริมาณ 0.05 - 0.09 mg/kg ผัก บริโภคผลนอกเหนือจากตระกูลแตง พบสาร 13 - 16 ชนิด ปริมาณ <0.01 - 3.94 mg/kg ได้แก่ กลุ่มพริก 180 ตัวอย่าง (พบ 65%) กลุ่มมะเขือ ได้แก่ มะเขือยาว 112 ตัวอย่าง (พบ 65.2%) และมะเขือเปราะ 77 ตัวอย่าง (พบ 44.2%) พบ profenofos, omethoate และ ethion ตกค้างสูงสุด กลุ่มผักใบตระกูลกะหล่ำ พบสาร 7 - 37 ชนิด ปริมาณ <0.016.47 mg/kg ได้แก่ คะน้า 220 ตัวอย่าง (พบ 65.5%) และกวางตุ้ง 58 ตัวอย่าง (พบ 55.2%) พบ cypermethrin ตกค้างสูงสุด กลุ่มถั่วฝักสดแบบเมล็ดไม่กลม พบสาร 7 - 15 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 14.88 mg/kg ได้แก่ ถั่วฝักยาว 380 ตัวอย่าง (พบ 38.9%) และถั่วแขก 28 ตัวอย่าง (พบ 53.6%) พบ cypermethrin ตกค้างสูงสุด กลุ่มถั่วฝักสดแบบเมล็ดกลม ได้แก่ ถั่วลันเตา 52 ตัวอย่าง (พบ 57.7%) พบสาร 4 ชนิดปริมาณ 0.01 - 2.05 mg/kg พบ cypermethrin ตกค้างสูงสุด กลุ่มผักที่บริโภคลำต้นและก้าน ได้แก่ คื่นช่าย 59 ตัวอย่าง พบ (81.4%) พบสาร 10 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 10.95 mg/kg พบ cypermethrin ตกค้างสูงสุด พืชสมุนไพรในกลุ่มไม้ล้มลุก 6 ชนิดตรวจวิเคราะห์รวม 371 ตัวอย่าง (พบ 64%) พบสาร 10 - 30 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 14.46 mg/kg ได้แก่ กะเพรา 107 ตัวอย่าง (พบ 60.7%) โหระพา 98 ตัวอย่าง (พบ 70.4%) แมงลัก 13 ตัวอย่าง (พบ 53.8%) สะระแหน่ 48 ตัวอย่าง (พบ 72.9%) ผักชี 51 ตัวอย่าง (พบ 54.9%) และผักชีฝรั่ง 54 ตัวอย่าง (พบ 64.8%) พบ cypermethrin chlorpyrifos และ ethion ตกค้างสูงสุด ผลไม้ 5 ชนิดตรวจวิเคราะห์รวม 450 ตัวอย่าง (พบ 73%) ดังนี้ ตระกูลส้มเปลือกร่อน ได้แก่ ส้ม 124 ตัวอย่าง (พบ 100%) พบสาร 30 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 3.14 mg/kg พบ carbendazim ตกค้างสูงสุด และตระกูลส้มโอ 144 ตัวอย่าง (พบ 68%) พบสาร 18 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 1.04 mg/kg พบ carbendazim ตกค้างสูงสุด ตระกูลเบอรี่ และผลไม้ขนาดเล็ก ไม้เลื้อย ได้แก่ องุ่น 30 ตัวอย่าง (พบ 100%) พบสาร 26 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 12.20 mg/kg พบ carbendazim ตกค้างสูงสุด ผลไม้เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนที่เปลือกบริโภคไม่ได้ ผลใหญ่ผิวเกลี้ยง ได้แก่ มะม่วง 112 ตัวอย่าง (พบ 44.6%) พบสาร 18 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 0.22 mg/kg พบ methomyl ตกค้างสูงสุด ผลใหญ่ผิวขรุขระ ได้แก่ทุเรียน 40 ตัวอย่าง (พบ 70%) พบสาร 17 ชนิด ปริมาณ 0.01 - 4.38 mg/kg พบ cypermethrin ตกค้างสูงสุด

(https://www.doa.go.th/research/showthread.php?tid=2785)

Thai-PAN เปิดผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า มีผักและผลไม้มากถึง 58.7 % ที่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน ทั้งนี้โดยผักที่พบการตกค้างเกินมาตรฐานมากที่สุดคือ มะเขือเทศผลเล็ก พริกขี้หนู พริกแดง ขึ้นฉ่าย คะน้า พบตกค้างเกินมาตรฐานทั้งหมดทุกตัวอย่าง (100%) จากที่เก็บมาชนิดละ 16 ตัวอย่าง ผักผลไม้ที่พบการตกค้างรองลงมาได้แก่ กะเพรา (81%) มะระ (62%) ผักบุ้ง (62%) หัวไชเท้า (56%) บร็อกโคลี (50%) ถั่วฝักยาว (44%) แครอท (19%) กระเจี๊ยบเขียว (6%) และหน่อไม้ฝรั่ง (6%) ส่วนมันฝรั่งพบการตกค้างในระดับไม่เกินมาตรฐาน และข้าวโพดหวานไม่พบการตกค้างเลย
(https://www.thaipan.org/highlights/2283)

ผลการศึกษาวิจัยตามโครงการการจัดการสารเคมีในระดับท้องถิ่น และการส่งเสริมการบริโภคอาหารกลางวันที่ปลอดภัยใน 55 โรงเรียน จาก 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ 20 แห่ง ปทุมธานี 11 แห่ง สกลนคร 12 แห่ง และพังงา 12 แห่งระหว่างเดือนกรกฎาคม 2560 – ตุลาคม 2561 ผลจากการตรวจหาสารตกค้างในอาหารกลางวันโรงเรียน ในผักที่โรงเรียนใช้มากที่สุด และบ่อยที่สุด 5 ชนิด 4 ภาค พบว่าเด็กทุกภาคกินผักเหมือนกันเกือบทุกชนิด เช่น แครอท กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง คะน้า มะเขือเจ้าพระยา มะเขือเทศ และในการตรวจได้ส่งเข้าห้องแล็ป และตรวจเพียง 2 กลุ่ม คือ ออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate) กับ พัยรีธรัม (Pyrethrum) เพราะได้สำรวจชาวบ้านแล้วว่าใช้อะไรบ้าง ปรากฏว่ามีการใช้สารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตมากในผักกับผลไม้ โดยเฉพาะผักที่ส่งตรวจ 5 ชนิด พบเกือบร้อยละ 100 และสารที่พบมากที่สุด คือคลอร์ไพริฟอส ส่วนสารฆ่าแมลงพัยรีธรัมก็มีการใช้มากพอๆ กับคาร์บาเมต คือร้อยละ 92 สิ่งที่น่าตกใจคือมีการตรวจปัสสาวะด้วย ทั้งนักเรียนและครู จำนวน 436 ตัวอย่างใน 4 จังหวัด พบ ออร์กาโนฟอสเฟต ตกค้างในปัสสาวะถึงร้อยละ 99 ของจำนวนตัวอย่าง (https://biothai.net/node/30571)

โรงพยาบาลเวียงแก่น จ.เชียงราย กล่าวในเวทีเสวนาถึงผลการตรวจเลือดนักเรียนโรงเรียนปอวิทยา อ.เวียงแก่น ชั้น ป.4 ถึง ม.3 จำนวน 211 คน เมื่อเร็วๆนี้ พบว่า มีเด็กถึง 97% ปนเปื้อนสารอันตรายจากยาปราบศัตรูพืช อยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัย และเสี่ยงภาวะมะเร็งในอนาคต อีก 27 คน พบสารปนเปื้อนแต่อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ที่เหลือ 6 คน หรือ 2.8% ปลอดสารปนเปื้อน ส่วนครูทั้งหมด 22 คน มีเกณฑ์เสี่ยง 13 คน ไม่ปลอดภัย 1 คน (https://siamrath.co.th/n/98810)

4 ตัวอย่างที่ยกมาสะท้อนออกมาให้เห็นภาพว่าตกลงคนไทยที่มีอาหารกินอุดมสมบูรณ์นั้น
กำลังกินอาหารปลอดภัยกันแค่ไหน?

โจทย์บ้านเราจึงอยู่ที่กินคุณภาพ ปลอดภัย ที่ต้องใส่ใจกันให้มากขึ้น จากข้อมูลเหมือนจะบอกว่าบางทีเราก็ไม่มีทางเลือกให้เลือกกินของดี

สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร จึงเอาประเด็นนี้ทำการวิจัยโดยเน้นมาตอบคำถามว่า ชุมชนจะจัดการอาหารตนเองให้กินดีปลอดภัยได้อย่างไร

งานนี้วิจัยในพื้นที่ จังหวัด สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา ปี 2565-2567

ความมั่นคงทางอาหาร ตอนที่2 เพิ่มขีดความสามารถชุมชนในการจัดการตนเอง

วิจัยสร้างความมั่นคง ทางอาหาร และรายได้ ให้กับชุมชนเกษตร ตอนที่ 2
เริ่มที่ผู้นำชุมชน

ดังที่บอกแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนภาพซิกซอแผ่นหนึ่ง ทีรวมจิ๊กซอตัวย่อยๆมาประกอบกันเป็นภาพ
ปกติในชุมชน จะต่างคนต่างทำมาหากินของตนเองไป ดังนั้นคนที่จะมองภาพรวมก็จะเป็นแกนนำชุมชน หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
“ชุมชนเข้มแข็ง” จึงเป็นส่วนประกอบของหลายๆเรื่อง วันนี้จึงมาเจาะเรื่องนี้ในชุมชนกันครับ

  1. หาผู้นำในชุมชน แล้วชวนมาคุยกัน
    -ใครคือจิตอาสาประจำหมู่บ้าน เรียกง่ายใช้คล่อง
    -ใครคือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะให้ความคิดเห็นทางวิชาการ
    -ใครคือเกษตรกรผู้นำ
    -ผู้นำทางการในเรื่องนี้เป็นใคร
  2. จัดทีม เพื่อตั้งกลุ่ม ( stakeholders/ partners)
    • ชวนองค์กร ในชุมชนมีภาคส่วนใดบ้าง เช่น อำเภอ อบต. รร. รพ.สต. รพ. ตลาด วัด
    • เกษตรกรแกนนำทางการเกษตร
      -ชวนพันธมิตรวิชาการ เกษตร วิจัย ส่งเสริม พช มหาวิทยาลัย
  3. ตั้งเป้า- วิเคราะห์-ทำแผน
    ต้องกำหนดอนาคตกันก่อนว่า 5 ปีนี้จะให้ชุมชมมีอะไร แต่ระหว่างทาง โลกเปลี่ยนไว ต้องมาแบ่งเป็น 1ปี 3 ปี 5ปี
    เพราะปีแรกข้าวใหม่ปลามัน 3 ปี พิสูจน์การอยู่ตัว 5 ปี พิสูจน์ความยั่งยืน
    ต่อมาก็วิเคราะห์ชุมชนว่า ช่องว่างของเป้าอนาคต กับปัจจุบันห่างกันขนาดไหน อะไรที่ดีต้องต่อยอด (please points ) อะไรที่ยังเป็นข้อจำกัดต้องแก้ไขรักษา ( pain points) จากนั้นวางแผนงานที่จะต้องทำ และกำหนดว่าใครทำ

4 ทำ-สรุปบทเรียน-ทำ จนสำเร็จ

  1. การคงอยู่ของกลุ่ม คือหัวใจ
    รวมกันแล้วได้เกิดการพัฒนาตนเอง การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ มีศรัทธาตรงกัน ในการที่จะพัฒนาตนเองและชุมชน การที่เป็นคนที่จะเรียนรู้

ปลดล็อกสมุนไพร คนไทยได้เสียอย่างไร

ทำไมต้องปลดล็อก

ทำไมต้องปลดล๊อค

-การนำใบพืชมาบด โดยไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีใดๆคือเอาใบพืชมากิน เหมือนผักทั่วไปต่างกันเพียงแต่พืชชนิดนี้มีคุณค่าทางสุขภาพมากกว่าชนิดอื่นๆ จึงไม่ควรที่จะมีการควบคุมด้วยการต้องไปขออนุญาต อย. ของดีมีประโยชน์ควรให้ประชาชนเข้าถึงโดยธรรมชาติ ไม่ใช่พอพบว่าพืชอะไรดีมีคุณค่าในการดูแลสุขภาพได้ ก็จะนำไปควบคุมทั้งหมด สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติก็ควรจะแบ่งสรรประโยชน์โดยมุ่งให้เกิดกับสาธารณะทั่วถึง

-สนับสนุนให้ อย. คุมในกรณีที่นำพืชเหล่านี้ไป “สกัดด้วยกระบวนการทางเคมี ซับซ้อน ให้ได้สารสำคัญพิเศษ และต้องมีมาตรฐาน” ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้ยาที่มีคุณภาพดีและต่อไปจะทำให้เป็นการยกระดับยาสมุนไพรให้มีสรรพคุณเทียบเท่าหรือดีกว่ายาเคมี เพราะผลิตจากการสกัดสารสำคัญออกมาใช้รักษาข้อนี้ดีต่อประชาชนทุกคน

-เกษตรกรนำใบ กิ่ง แหัง ฟทลจ.มาขายโรงงานจะได้ กก.ละ 100-200 บาท แต่ถ้าบดแล้วนำมาใส่ภาชนะให้สะดวกในการกิน(แคปซูล) 1 กก บรรจุ 500 มิลลิกรัม จะได้ 2000 แคปซูล ขายได้ 1000-2000 เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ แต่เมื่อออกกฎหมายคุมผู้ได้ประโยชน์คือโรงงานเท่านั่น ฟทลจ.บด 1 กก 2000 เงินไปตกที่เกษตรกรได้ 1-200 จากการลงทุน ลงแรงปลูก ดูแล ตาก อบ ขนส่ง ขายใบแห้ง โรงงานยา นำใบไปบดและบรรจุ ได้ 1800-1900 แค่บดใส่กระปุก !

-ตอนนี้กฎหมายคุมการบดผง การจำหน่าย ต้องผลิตในโรงงานยา อย. Gmp เท่านั้น หมดหนทางที่เกษตรกรจะผลิตขาย-กระท่อม ปลดล๊อคจากยาสพติด ให้นำมากินได้ขายได้โดยไม่ผ่านการแปรรูปทางเคมี สมุนไพรอื่นๆจึงควรให้ทำได้เช่นกัน-ปลดล็อค จะเป็นการแบ่งบันผลประโยชน์จากธรรมชาติที่เป็นธรรมกับทุกคน ควรให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูก เพราะเขาเพียงนำมาบด ก็ควรได้รับผลประโยชน์เสรีจากการขายพืชบด ส่วนโรงงานที่ต้องลงทุนในการสกัดสารทางยาก็จะได้ประโยชน์ส่วนแบ่งที่เป็นธรรมเช่นกัน-ปลดลํอค ต้องนิยามคำว่ายาสมุนไพรใหม่ เช่น คือการนำพืชสมุนไพรมาผ่าน”การสกัดด้วยกระบวนการทางเคมี” เพื่อเป็นยา ที่ต้องมีมาตรฐาน มีการกำกับการใช้ และการโฆษณา

1. นิยายคำว่า “ยาสมุนไพรแผนโบราณตามภูมิปัญญาท้องถิ่น “เช่น เอาพืชมา บด สับ ซึ่งไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางเคมีของพืช

2 นิยาย “ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน” เช่น นำมาสกัดด้วยกระบวนการทางเคมี เพื่อให้ได้สารสำคัญทางยาและนำไปผลิตยาข้อ1 สามารถ จำหน่ายจ่ายแจกได้ ไม่ต้องขอ อย. เพราะเป็นภูมิปัญญาโบราณที่ทำกันมา และไม่ได้ทำให้พืชเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมี แต่ข้อ2 ต้องขอ อย ถามว่าถ้าเกิดอันตรายจากการกินพืชบดเป็นยาตามข้อ1 ทำไง ใครรับผิดชอบ เราก็มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอยู่แล้วครับที่สามารถฟ้องคนขายข้าวแกง ขายผัก มีสารพิษ หรือขายพืชบด “การนำพืชมาบด” ไม่ควรจัดไปอยู่ในกฎหมายยา ปลดล๊อคไม่ต้องคุม ก็จะเป็นการส่งเสริมสุขภาพประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ได้ทะเลาะกับ อย. หรือใครฝ่ายไหน แต่เสนอให้แก้กฎหมายเพื่อประโยชน์เกษตรกรช่วยกันส่งเสียงให้ถึงพรรคการเมืองที่สนใจทำนโยบายที่ดูแลเกษตรกรได้ช่วยแก้กฎหมายปลดล๊อคพืชสมุนไพร “บด”

ปลดล๊อก สมุนไพร คนไทยได้เสียอะไร

ก่อนจะคำถามว่า จะปลดล๊อกอะไร แล้วจะได้ประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าเดิมอย่างไร มาทบทวนหลักคิดกันก่อนแนวคิดที่เสนออยู่บนฐานที่ว่า “ขณะนี้เป็นโอกาสทองของพืชสมุนไพรที่กำลังเติบโตและสร้างมูลค่า หากสามารถส่งเสริมให้เกษตรกร ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการผลิต แปรรูป สมุนไพร ก็จะช่วยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพร้อมรับ ปรับตัว และเกิดการพัฒนาในอนาคตที่ยั่งยืน ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญโรคระบาด และเศรษฐกิจ สังคม วิถีใหม่

“อ้างอิงนโยบายหลายอย่าง เช่น แผนชาติ20 ปี ด้านเกษตร/สมุนไพร หรือ ในแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด – ๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ – ๒๕๖๕ ในเรื่องการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth) ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องคือส่งเสริมการเกษตรมูลค่าสูง การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณสมุนไพร การสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าสมุนไพรที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ และการแพทย์ เป็นต้น เมื่อยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายสนับสนุนในการสร้างมูลค่าเพิ่มพืชสมุนไพร จึงต้องมาทบทวนดูว่าตลอดห่วงโซ่การผลิต (supply chain ) ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) มีท่อตรงไหนที่ตันอยู่บ้าง

พี่ใหญ่ปลอดล็อกไปก่อนหน้านี้พบว่า กัญชา ได้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นแม้ยังไม่ถึงมือเกษตรกรรายย่อยก็ตาม กระท่อม มาแรงกว่าที่สามารถสร้างรายได้เกษตรกรในเรื่องขายต้นกล้าอย่างมาก และคาดว่าจะเติบโตในธุรกิจต่อเนื่องได้อีกมากมาย 2 ชนิดนี้ เป็นพืชสมุนไพรที่เคยเป็นพืชในกฎหมายยาเสพติด ที่ผู้คนกังวลเรื่องปลดล๊อก แต่สุดท้ายก็เห็นว่าสามารถสร้างเศรษฐกิจและสุขภาพได้มากมาย บทเรียนนี้แสดงให้เห็นว่า “กฎหมาย คืออุปสรรคการเติบโตของพืขสมุนไพรไทย”ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ของสมุนไพร ยังพบว่ามีท่อตีบอยู่ที่กฎหมายบางฉบับ เช่น การไม่อำนวยความสะดวกหรือมีระเบียบ เงื่อนไข ที่เกษตรกรไม่สามารถนำมาแปรรูป หรือ ขาย เพื่อสร้างรายได้

ตั้งคำถาม พืชสมุนไพรบด พืชสมุนไพรตำ ท่านคิดว่าเกษตรกรสามารถทำขายได้หรือไม่?

……….พืชสมุนไพร ถูกควบคุมโดยกฎหมาย พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ล๊อก อะไรไว้บ้าง

นิยาม”สมุนไพร” หมายความว่า ผลิตผลธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร”คำที่น่าสนใจ คือ ผสม =เอามารวม ปรุง=ใช้ความร้อนแปรสภาพ =? แปรจากพืชเป็นสารสำคัญ =สกัด แล้ว บด ตำ ถือว่าแปรสภาพ หรือไม่ คำนี้สำคัญมาก ต่อการผลิตและขาย

“ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” หมายความว่า(๑) ยาจากสมุนไพร และให้หมายความรวมถึงยาแผนไทย ยาพัฒนาจาก สมุนไพร ยาแผนโบราณที่ใช้กับมนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยยา หรือยาตามองค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกตามที่รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกาศกำ หนด พื่อการบำ บัด รักษา และบรรเทาความเจ็บป่วยของมนุษย์ หรือการป้องกันโรค (๒) ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบสำคัญที่เป็นหรือแปรสภาพจากสมุนไพร ซึ่งพร้อมที่จะนำ ไปใช้แก่มนุษย์เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพหรือการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น เสริมสร้างโครงสร้างหรือการทำ งานของร่างกาย หรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ๓ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร๔ วัตถุอื่นตามที่รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกาศกำ หนดให้เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร

“ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ และให้หมายความรวมถึงเปลี่ยนรูป แบ่ง และการแบ่งบรรจุจากภาชนะหรือหีบห่อเดิมเพื่อขาย“ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายความหมายที่ไม่เข้าข่าย คือการ ทำแจก แลกเปลี่ยน ไม่หวังผลการค้า มาตรา ๑๗ ผู้ใดประสงค์จะประกอบกิจการผลิต นำ เข้า หรือขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่รัฐมนตรีได้ประกาศตามมาตรา ๖ (๑) ให้ยื่นคำขออนุญาต และเมื่อผู้อนุญาตออกใบอนุญาตให้แล้วจึงจะผลิต นำ เข้า หรือขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้นได้

ถึงตอนนี้ พบว่า มีนิยามที่ชวนให้เข้าใจว่ากฎหมายนี้บังคับ หรือ ล็อก คือ

1. การควบคุม การแปรสภาพพืชสมุนไพร ที่ไม่ชัดเจนว่าตกลง บด ตำ หยำ ยี ไปขาย ต้องขออนุญาต

2. การมัดรวมพืชที่ดีต่อสุขภาพ ตั้งแต่กล้วย ฟ้าทะลายโจร ขมิ้น ฯลฯ และอีกหลายชนิด ในอนาคต ไปรวมเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อควบคุมใต้กฎหมายนี้ ทั้งผลิตและขาย ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งผู้ได้รับอนุญาตจะเป็นผู้มีวิชาชีพ เกษตรกรทั่วไป ไม่สามารถทำได้ มีเสียงบอกว่าแพทย์แผนไทยก็ไม่สามารถขายยาสมุนไพรได้ กลับมาตอบคำถามจะปลดล๊อกอะไร = ปลดล๊อกให้เกษตรกรสามารถ ผลิต และ ขาย พืชสมุนไพรที่นำมา บด ได้จะได้ประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าเดิมอย่างไร = ทางตรงเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20 เท่าจากการขายพืชสมุนไพร ซึ่งจะเพิ่มส่วนแบ่งทางมูลค่าการตลาดพืชสมุนไพรจากเดิมที่เกษตรกรได้เพียง ๑-๒ % ของห่วงโซ่มูลค่า (วิเคราะห์โดยธนาคารกสิกรไทย) จะทำให้มีการขยายการผลิตพืชสมุนไพรมากขึ้น ส่งผลให้ลดการนำเข้า สารสกัดที่นำเข้าประมาณปีละ 1 พันล้านบาท และจะสาารถส่งออได้เพิ่มขึ้น ผลทางอ้อม เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ และสร้างความั่นคงทางยาสมุนไพรแก่ประเทศ ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของประชาชนไทย เงื่อนไขสำคัญ การบดสมุนไพรภายใต้องค์ความรู้ที่ถูกต้องและมีการตรวจสอบรับรองมาตรฐานที่เหมาะสมกับเกษตรกรและชุมชนมีส่วนร่วมสมมติฐาน คือ จากเดิมที่เกษตรกรปลูกพืชและขายวัตถุดิบเป็นผลผลิตสด หรือแห้ง ที่ได้ราคาต่ำ ให้เกษตรกรสามารถนำพืชสมุนไพร่มาแปรรูปขั้นต้นแบบง่ายๆ ให้ได้มูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น จากขายใบแห้ง กก.ละ ๑๐๐ เป็นการขายพืชสมุนไพรบด กก.ละ ๑๐๐๐ ซึ่งเป็นแปรสภาพโดยไม่ใช้กระบวนการทางเคมี (เช่น สกัดสารทางยา)สรุปชวนให้พิจารณาการปลดล็อกให้เกษตรกรสามารถขายสมุนไพรบดได้ เช่น กล้วยบด ขมิ้นบด ฟ้าทะลายโจรบด กระชายบด ฯลฯ โดยไม่ต้องขอ อย.

ปลดล็อกสมุนไพรบด สืบสานภูมิปัญญา ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาให้ก้าวไกล

สรุปข้อกฎหมายคือใครจะขายพืชสมุนไพรที่ แปรสภาพ ปรุง ผสม ทำ ต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ประเด็นที่กล่าวถึงในวันนี้ มี 2 ประเด็น ที่จะนำเสนอเพื่อใช้เป็นหลักพิจารณาในการปลดล็อก คือ

1. หลักภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา กับ นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกิดมาก่อนวิทยาศาสตร์ เกิดก่อนกฎหมายสมุนไพร เช่นการนำพืชสมุนไพร ราก ลำต้น กิ่ง ใบ ที่มีสภาพเป็นพืชสด ถนอมรักษาไว้โดยทำแห้ง การบด ดองเหล้า หรือการนำมาปรุงเช่น ผสมน้ำผึ้ง วิธีนี้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ไม่ควรที่จะนำไปอยู่ในกฎหมายควบคุม ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ภูมิปัญญาสูญหาย หากนำมาบด ผสม ปรุง ขายต้องขอ อย. ไม่นานภูมิปัญญานี้จะหมดไปเพราะจะไม่มีคนที่จะผ่านการอนุญาต สิ่งดีดีที่เกิดจากภูมิปัญญาศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย การล่มสลายก็จะเกิดขึ้นกับภูมิปัญญา และจะตกเป็นของนักวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศเอาไปจดสิทธิบัตรปลดล๊อกการทำปรุงผสมแปรสภาพเพื่อขายโดยวิธีการทางภูมิปัญญาออก และคุมเฉพาะการทำ ปรุง ผสม แปรสภาพที่ทำโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ใช้กระบวนการทางเคมี ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เช่น สกัดสารทางยาออกมาใช้ประโยชน์ ซึ่งจะส่งเสริมให้วิทยาศาสตร์ทางยาจากพืชสมุนไพรก้าวหน้าไปไกล ไทยจะเป็นผู้นำทางยาจากสมุนไพรได้

2. ยา และ อาหารกล่าวได้ว่าหมอพื้นบ้านสามารถนำพืชทุกชนิดมาเป็นยาได้ โดยสภาพธรรมชาติของพืชทุกชนิดมีสรรพคุณในการส่งเสริมสุขภาพและการรักษา แต่กฎหมายได้ควบคุมผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีประโยชน์ทางยา แทนที่จะปล่อยให้เป็นกินอาหารเป็นยา ก็กลายเป็นสำนวนที่พูดกันว่ากินยาเคมีเป็นอาหาร ในประเด็นนี้สิ่งควรปลดล็อกคือเอาผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านออกมา เหลือการควบคุมเฉพาะยาสมุนไพรที่ได้จากการสกัดสารสำคัญที่คงการควบคุมไว้

ปลดล็อกสมุนไพรสืบสานภูมิปัญญา ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาให้ก้าวไกล” ตอนที่4 คนไทยได้หรือเสีย

ล๊อกคือ ผลิต ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ สมุนไพรขาย “ตามวิธีภูมิปัญญา” ต้องขอ อย.

ให้ปลดล็อก คือ “ให้แก้กฎหมายยกเว้นไม่ใช้บังคับกับวิธีการผลิตตามวิธีภูมิปัญญา”

ให้บังคับเฉพาะวิธีที่ผลิตด้วยหลักวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเท่านั้น

ด้วยเหตุผลว่าภูมิปัญญาสมุนไพรสืบทอดหลายร้อยปีเกิดก่อนกฎหมาย ทำให้บุคคลทั่วไป เกษตรกร หมอบ้าน ทำการผลิตขายโดยใช้วิธีภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น บดขาย ดองขาย ผสมน้ำผึ้งขาย ต้มยาหม้อขาย ที่ไม่ขอ อย. จะผิดกฎหมาย

ไทยเสีย-คือจะทำให้ภูมิปัญาล่มสลาย ทำแล้วผิดคนก็เลิกทำ เลิกสอน เลิกสืบต่อภูมิปัญญาสมุนไพรจะหายไปในที่สุด สร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่สมุนไพร สูญเสียคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรม ความรู้ทีสืบทอดรุ่นสู่รุ่น ที่ประเมินค่าไม่ได้และ ระบบสุขภาพถูกจำกัดให้พึ่งพายาเคมีจากต่างประเทศ

ไทยได้-คือ สมุนไพรจะเกิดการใช้อย่างกว้างขวางขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น สร้างเศรษฐกิจจากการขยายการผลิตพืชสมุนไพรและยาสมุนไพร สร้างอาชีพในห่วงโซ่ให้เติบโต และกฎหมายควรมาส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาสมุนไพร สนับสนุนให้มีการสกัดสารสำคัญไปทำยา ส่งเสริมให้มีการพัฒนายาจากสารสกัดสมุนไพร จะได้สู้ยาเคมีจากต่างประเทศได้ และเกิดเศรษฐกิจยาที่เติบโต ลดการนำเข้า สุขภาพคนไทยจะดีขึ้น

ตอนนี้ผมจะมาเสนอว่า พอปลดล็อกการผลิตสมุนไพรตามภูมิปัญญาให้หมอพื้นบ้าน เกษตรกรสามารถผลิต ทำ ผสม (ยาหม้อ) ปรุง (ต้ม ดองเหล้า น้ำผึ้ง) แปรสภาพ(บด) ขายได้ โดยไม่ต้องขอ อย.

จะมีระบบการควบคุมคุณภาพได้อย่างไร ผมนำวิธีการควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร GAP มาเป็นหลัก ให้มาทำ “GHP : good herb practice ” หลักการคือส่งเสริมให้มีการผลิตสมุนไพรตามภูมิปัญญาอย่างมีคุณภาพเพื่อประโยชน์ที่จะทำให้คนไทยได้ใช้สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น

1. เกษตรกร หมอบ้าน จะผลิตสมุนไพรตามภูมิปัญญาขายต้องมาขอที่ สนง.สาธารณสุขอำเภอ โดยกรอกแบบฟอร์มง่ายๆตามที่กำหนดไว้

2. ผู้ขอต้องปฎิบัติตามหลัก … ข้อ ( gap มี 8 ข้อ) เช่น หมวดวัตถุดิบต้องได้รับรองมาตรฐาน GAP/ Organic หมวดการแปรรูปมีความสะอาดตลอดทุกขั้นตอน (ไม่บังคับให้ทำ GMP เพราะไม่เหมาะสมกับรายย่อย)

3. มีคณะตรวจสอบจากสธ.อำเภอ มีคณะรับรอง ที่สธ.จังหวัด และออกใบรับรอง GHP

4. มีการอบรมให้ความรู้ให้คำแนะนำเพื่อให้มีการปฎิบัติที่ถูกต้อง

5.มีเป้าหมายที่จะรับรองให้ได้ปีละกี่ราย เพื่อให้เห็นการเติบโต

เมื่อก่อนที่ไทยจะมีระบบ gap Organic ในการเกษตรพบว่าผลผลิตทางการเกษตรมีสารพิษตกค้างมาก ผลิตไม่ได้คุณภาพ พอมีการทำระบบการรับรองมาตรฐานได้ทำให้สินค้าเกษตรไทยพัฒนาขึ้นเป็นประโยชน์์ต่อเศรษฐกิจไทย ส่งออกได้มาก สินค้าดีขึ้น สุขภาพคนดีขึ้น หลัก GHP ควรมีหลักคิดแบบ GAP คือเป็นหลักส่งเสริมไม่ใช่หลักจำกัด ควบคุม คือออกกฎมาสนับสนุนให้เกษตรกรทำได้ง่าย ไม่ใช่เอายาก เจตนารมย์ของการออกกฎต่างๆจะสะท้อนออกมาทางวิธีการปฎิบัติ ถ้าต้องการสนับสนุนจะเป็นกฎที่คนส่วนใหญ่ทำได้

เน้นอีกทีว่า สมัยรุ่นทวดของทวด ยาสมุนไพรสูตรภูมิปัญญาได้ดูแลสุขภาพคนมาหลายรุ่น ความรู้ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมา กฎหมายสมุนไพรปี62 มาจำกัด ควบคุม ไม่ให้สามารถทำได้แบบเดิม ข้อเสนอคือแก้กฎหมาย โดยแก้มาตรา ที่กำหนดให้ยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่ การผลิตสมุนไพรเพื่อขาย ที่ใช้วิธีการตามภูมิปัญญา เช่น บด ตำ ดอง ต้ม เป็นต้น และขอให้ทำระบบมาตรฐาน GHP: Good Herb Practice เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีการผลิตสมุนไพรตามวิธีภูมิปัญญาอย่างมีมาตรฐานปิดท้าย ผมเขียนเป็นข้อเสนอทางวิชาการซึ่งไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงในผลประโยชน์ส่วนตัวของฝ่ายใดๆ แต่ดูที่ประโยชน์สาธารณะ ด้วยเห็นถึงว่ากฎหมายสร้างข้อจำกัดในการพัฒนาสมุนไพรตามภูมิปัญญา และมีเจตนารมย์ให้เกิดการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทางยาสารสกัดจากสมุนไพร รวมทั้งสืบสานภูมิปัญญาสมุนไพรให้คงอยู่และพัฒนาให้ได้มาตรฐาน ส่วนไหนที่ดีก็นำไปใช้ครับส่วนไหนไม่ดี ก็ไม่ต้องนำไปพิจารณา … ขอบคุณครับ

เทศกาลเที่ยวให้หายอาด Revenge Travel

เทศกาลเที่ยวให้หายอาด Revenge Travel 😀วันเดียวเที่ยวบ้านเองและวันเดียวเที่ยวบ้านเพื่อนRevenge Travel มีการใช้ภาษาไทยกันว่าเที่ยวแก้แค้นบ้าง เที่ยวเอาคืนบ้าง แต่ผมคนใต้ชอบคำว่าเที่ยวให้หายอาด เป็นคำใต้แบบพื้นเดิม ตรงไปตรงมา แหลงภาษากลางเป็นเที่ยวให้หายอยาก (สักที) หลังจากที่กักตัวมานานแล้ว ภาษาใต้แต่ละจังหวัดคำเดียวกันอาจจะแปลความหมายต่างกัน หรือหลายคำแปลความหมายเดียวกัน เช่น ยานัด มะลิ สับปะรด ในทีนี้ อาด=อยากทำอะไรสักอย่าง ที่อยากทำมานานแต่ถูกห้ามไม่ให้ทำ ถึงเวลาได้ทำก็หวางไป (โล่งใจ สมหวัง)ที่สงขลา กับจังหวัดทำ “วันเดียวเที่ยวสงขลา” เป็นการออกแบบการท่องเที่ยวชุมชนที่ดีมากครับ ไปกลับ 1 วัน ไปตามชุมชนต่างๆ พารถกันไปเองบ้าง นั่งรถตู้ในกลุ่มคนสนิทไปกันบ้าง ได้รับความนิยมมาก การเที่ยวในจังหวัดตัวเอง เหมาะสมกับสถานการณ์มาก ไม่ต้องกังวลกับมาตรการข้ามจังหวัดตอนนี้ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ กำลังทำเรื่องจับคู่เที่ยว (Travel Bubble) เช่น สงขลา-มาเลย์ ผมก็เลยนำ 2 เรื่องนี้มารวมกันเสนอเป็นทริพท่องเที่ยว วันเดียวเที่ยวบ้านเองและวันเดียวเที่ยวบ้านเพื่อนจับคู่เที่ยว เช่นสงขลา-พัทลุงพัทลุง-ตรังสตูล-สงขลา สตูล-ตรัง4 คู่นี้เดินทางถึงกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลักการ -ผู้จัดทัวร์เตรียมเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างจังหวัดคู่เที่ยว-นัดหมายการเดินทางที่เหมาะสม เช่น เอารถไปเอง หากเป็นครอบครัวญาตืพี่น้อง หรือร่วมออฟฟิตเดียวกันก็รวมไปรถตู้-แต่ละครั้งไม่ต้องไปหลายจุดไปจุดเน้นๆ ไม่ต้องรีบร้อน ที่กว้างๆ โล่ง ๆ ใช้เวลาเที่ยวรวมเดินทาง 1 วัน เช่น 8-10 น. เดินทางไป10-15 น. เที่ยว15-17 น. เดินทางกลับระหว่างจังหวัดคู่เที่ยว ควรมีจุดนัดเจอกัน เช่นคู่สงขลา-พัทลุง อาจนัดเจอที่บนเขาพับผ้า เพื่อให้ 2 จังหวัดแวะถ่ายรูปร่วมกันถ้ามีเวลา ก็ชวนคนที่มาเป็นเกลอเขา เกลอเล ได้เกิดวัฒนธรรมที่ดีไปอีกแบบถึงเวลานี้ชุมชนเองก็ควรมาสุมหัว ดับชุมชนตัวเองให้น่าสนใจ ให้นักท่องเที่ยวสามารถ ชม ชิม ช็อป ชิว ได้ในเวลา1-2 ชั่วโมง แล้วเสนอเมนูนี้ไปให้ผู้จัดการท่องเที่ยวชุมชนพิจารณา ไทยเปิดประเทศแล้ว เวลานี้เหมาะสมแล้วลองแล จะได้เที่ยวให้หายอาดสักที

ชุมชนนวัตกรรม จัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหาร ตอนที่ 1

ตามหาชุมชนนวัตกรรม จัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหาร ตอนที่ 1เรื่องความมั่นคงทางอาหาร (food security) ฟังดูเป็นภาษาวิชาการ แต่ในความเป็นจริงก็ เป็นแนวคิดเชิงหลักการ แต่สามารถจับต้อง วัดได้ เช่น ผมจะถามท่าน 5 ข้อว่า ชุมชนท่าน มีพอกิน คือ มีรายได้เพียงพอสำหรับการจะลงทุนผลิต หรือ ซื้อหาอาหารที่ดี แล้วหรือยังชุมชนท่าน กินเพียงพอ คือ ได้กินอาหารที่หลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน เด็กก็ได้กินดี ไม่ผอมไม่อ้วน คนแก่ก็ได้กินดี อายุยืน หรือยัง ชุมชนท่าน กินคุณภาพ คือ อาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ ทั้งจากยาฆ่าแมลง สารเร่ง เชื้อโรค สารกันบูด คนในชุมชนไม่เสี่ยงมะเร็ง หรือยังชุมชนท่าน กินมั่นคง คือ สามารถรับมือกับวิกฤตต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วมคนก็ไม่อด วัวไม่อด โควิดมาก็ไม่กระทบต่ออาหารการกิน ตลาดก็ยังเปิด ไม่กระทบต่อรายได้และอาหารการกินหรือยังชุมชนท่าน เข้มแข็ง คือ มีคนพูดถึงความมั่นคงทางอาหารกัน และมีการวางแผนพัฒนาให้เกิด 4 ข้อข้างบนในชุมชนบ้างหรือยังให้ข้อละ 2 คะแนน ถ้าได้ ต่ำกว่า 5 ถือว่าสอบตก 6-8 ถือว่ากำลังพัฒนา 9-10 พัฒนาแล้ว เรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ด้านสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของไทยพบว่าอยู่ในลำดับที่ 51 ของโลก มี 59.5 จาก 100 คะแนน โดยประเด็นที่ไทยยังต้องพัฒนา คือ การลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร การกระจายรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดสารพิษตกค้างในผลผลิต และลดผลกระทบจากเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,2560) ทีนี้มาดูว่าประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านเกษตร ในแผนแม่บทย่อยระบบนิเวศเกษตร ได้กำหนดให้มีการสร้างเสถียรภาพด้านรายได้ สร้างความมั่นคงอาหารให้กับครัวเรือนและชุมชน ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก ส่งเสริมเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความเข้มแข็งชุมชน สนับสนุนให้ท้องถิ่นมีบทบาทดำเนินการให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในชุมชน รวมทั้งวิจัยพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่ม และให้รองรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อภาคเกษตร ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” ได้พูดถึง แผนงานอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม แผนงานสร้างความสามารถในการบริหารทรัพยากรและการบริโภคที่ยั่งยืนของชุมชน แผนงานเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และพลังงานของชุมชน แผนงานการพัฒนาเชิงพื้นที่ แผนงานการพัฒนาสาขาการเกษตร แผนงานการพัฒนาสาขาอาหาร การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ การพัฒนาแนวทางบริหารจัดการผลผลิตเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต การกระจาย สินค้าและผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการผลิตสีเขียว คณะรัฐมนตรี (2562) มีมติต่อร่างปฏิญญารัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 5 โดยไทยจะต้องมีการดำเนินการส่งเสริมระบบอาหารและพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหาร แห่งชาติพ.ศ. 2551 มีประเด็นยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคงอาหาร เช่น พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอาหาร เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ประชาชนมีอาหารบริโภคที่เพียงพอ มีคุณภาพ และความปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ นำการผลิตด้านเกษตร ไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพิ่มจำนวนเกษตรกรรุ่นใหม่ สนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย และกลุ่มเกษตรกรผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย ในระบบพันธะสัญญากับผู้ซื้อ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม และภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนให้ประชาชนในระดับชุมชนทำการเกษตรของท้องถิ่น เช่น ปลูกพืชประจำถิ่น รวมทั้งพืชอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการสูง เพื่อเป็น แหล่งอาหารของชุมชน (Food bank) ส่งเสริมการทำการเกษตรในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐหรือของท้องถิ่นในพื้นที่มีบทบาทในการดำเนินการ กำหนดมาตรการในการสร้างเสถียรภาพทางด้านรายได้ของเกษตรกรจากการผลิตอาหาร ส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบการตลาดชุมชนที่มีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร เช่น พัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้นให้มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐาน เสริมสร้างความเข้มแข็งภาคการผลิตในระดับชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านอาหารศึกษา เช่น ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่มีบทบาทด้านอาหารศึกษา ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พ.ศ. 2560 – 2564) โดยมีเปาหมายของแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง คือ การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้มีเสถียรภาพ มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรได้รับข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการตระหนักรู้้ถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการพัฒนา และกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้อง คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปลูกพืชให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำ การบริหารจัดการดินอย่างยั่งยืน เลือกระบบการปลูกพืชที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที และส่งเสริมการทําการเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นต้น (สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, มปป.) การเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (climate smart agriculture) เป็นการจัดการเกษตรที่ให้บรรลุจุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ 1) การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้มีอาหารเพียงพอต่อปริมาณประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้ภาคเกษตรอย่างยั่งยืน 2) การเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกษตรกรต้องปรับตัวให้พร้อมรับกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสามารถที่จะฟื้นตัวจากผลกระทบที่เกิดจากภาวะฝนแล้งและน้ำท่วมในด้านการดำรงชีวิตและระบบนิเวศ และ 3) การลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเกษตร และคาร์บอนฟุต พริ้นท์ทางการเกษตร รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาดและการกักเก็บคาร์บอน (วรรษมน ภู่สกุลขจร, 2555 และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2560) ตัวชี้วัดการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือระดับนโยบาย 14 ข้อ ระดับเทคโนโลยี 8 ข้อ และ ระดับผลผลลัพธ์ 22 ข้อ (WORLD BANK, 2016) กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้กำหนดเป้าหมาย คือ “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน” (Transformation to Hi-Value and Sustainable Thailand) โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Value-Added Economy) สังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค (High Opportunity Society) วิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Eco-Friendly Living) ปัจจัยสนับสนุน การพลิกโฉมประเทศ (Key Enablers for Thailand’s Transformation) หมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง แผนปฏิบัติการด้านงานวิจัยและนวัตกรรมกรมวิชาการเกษตร ปี 2564 – 2569 มาตรการ การวิจัยและพัฒนาเกษตรชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปกป้องคุ้มครอง สร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ กลยุทธ์ วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเสถียรภาพด้านรายได้ ให้กับครัวเรือนและชุมชน โดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบวิจัย กรอบวิจัยและพัฒนารูปแบบการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเสถียรภาพด้านรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชนโดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ การประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 46 (Committee on World Food Security: CFS) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 18 ตุลาคม 2562 ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยที่ประชุมได้ร่วมหารือในวาระสำคัญต่างๆ ทั้งสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ ของโลก ปี 2562 ตลอดจนการดำเนินงานด้านระบบนิเวศเกษตรและนวัตกรรมอื่นๆ ในการปรับเปลี่ยนระบบอาหารและการเกษตรให้มีความยั่งยืน และการส่งเสริมบทบาทสตรีในชนบทกับความมั่งคงอาหารและโภชนาการ การส่งเสริมให้ใช้ระบบการเกษตรแบบครอบครัว (Family Farming) ซึ่งเป็นระบบการทำการเกษตรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิตอาหารที่ยั่งยืน มีการจัดการสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังคงรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไว้ได้ (สศก, 2019) ก.ค. 2564 กระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ FAO/IFAD/WFP ณ กรุงโรม นำเสนอการประชุม Ministerial Roundtable เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการปรับเปลี่ยนระบบอาหารของโลก และการดำเนินงานตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลายหลายทางชีวภาพ และการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (Rio Convention) 1) ต้องทำให้ทุกคนมี “อาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ” ในราคาที่ไม่แพงและเข้าถึงได้ 2) ต้องเชื่อมโยงทุกนโยบาย บูรณาการการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน” ต้องคิดใหม่ว่าต้องทำอย่างไร จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะผลิตอาหารหรือทำเกษตรอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบ และไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 3) ขับเคลื่อนนโยบาย ‘3S’ ไปสู่การปฏิบัติจริงใน เรื่อง ความปลอดภัยอาหาร (Safety) ความมั่นคงทางอาหาร (Security) และ ความยั่งยืนของระบบอาหารและภาคเกษตร (Sustainability) 4) “การสร้างความเข้มแข็งของระบบอาหารในระดับครัวเรือนและระดับท้องถิ่น” ซึ่งประเทศไทยได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นหลักการพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ และ 5) จะต้องร่วมกันปรับสมดุลใหม่ของระบบอาหารและการเกษตร และรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ เพื่อกำหนดเป็น “วาระแห่งชาติด้านระบบอาหารและเกษตรที่ยั่งยืน” แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในหลายเป้าหมาย เช่น ขจัดความยากจน ความหิวโหย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การรับมือกับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นต้นพอหอมปากหอมคอ เรื่องความมั่นคงด้านอาหาร และผมกำลังตามหาชุมชนที่สนใจเรื่องนี้เพื่อจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สนใจก็ทักผมมานะครับ จะได้เป็นเครือข่ายกันต่อไป