โครงการปันน้ำใจ สู้ไวรัส

ผมขอเชิญชวน มาทำ
“โครงการปันน้ำใจสู้ไวรัส”
ร่วมเผชิญโรคร้ายด้วยความรู้และน้ำใจ แบ่งปันหน้ากาก แบ่งปันเจลล้างมือ ป้องกันตนเองเพื่อป้องกันคนอื่น ชวนกันใส่หน้ากาก ชวนกันล้างมือ มอบมิตรภาพ และสายตาที่ไว้วางใจและเก็บตัวถ้าคิดว่ามีความเสี่ยงจะติดเชื้อ

สศก.ประเมินผลกระทบ covid 19

สถานการณ์ไวรัสโคโรนา ส่งผลกระทบความต้องการสินค้าเกษตรไทยภาพรวมลดลงในระยะสั้น โดยเฉพาะผักและผลไม้สด ซึ่งจากข้อมูลปี 2560 – 2562ไทยส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ไปยังประเทศจีน ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกภาพรวม 64,535.88 ล้านบาท โดยกลุ่มที่มีการส่งออกเป็นอันดับต้น คือ กลุ่มผลไม้สด ร้อยละ 77.20 ผลไม้แห้ง ร้อยละ 9.92 ผลไม้แช่เข็ง ร้อยละ 8.06 และผลไม้อื่น ๆ ร้อยละ 4.83 ทั้งนี้ ผลไม้สดที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียนสด คิดเป็นร้อยละ 52.88 และมังคุด คิดเป็นร้อยละ 23.59 และจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา สศก. ได้ประมาณการมูลค่าการส่งออก ผัก ผลไม้สด ในช่วง 3 เดือน (มกราคม-มีนาคม 2563) ลดลงร้อยละ 0.33 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 940 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อไปอีก 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2563) จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ผักผลไม้ลดลง เป็นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 5,278 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงให้ผลของทุเรียน และมังคุด ซึ่งกว่าร้อยละ 50 ผลผลิตทุเรียนส่งออกไปยังตลาดจีน

อ่านข่าวต้นฉบับ

เกษตรฯ ชวน Eat Thai First ร่วมบริโภคสินค้าเกษตรไทย | RYT9
https://www.ryt9.com/s/prg/3098913

Vovid19 กับเกษตรของญี่ปุ่นและเกาหลี โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว

บทวิเคราะห์ผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ต่อภาคเกษตรของ ประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี

๑. สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ญี่ปุ่น จากข้อมูลพบว่า ณ วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ญี่ปุ่นตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศแล้ว จำนวน ๑๑๕ ราย เสียชีวิตแล้วจำนวน ๑ ราย โดยตรวจพบใน ๑๖ จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัด Hokkaido จังหวัด Tochigi จังหวัด Saitama จังหวัด Chiba จังหวัด Tokyo จังหวัด Kanagawa จังหวัด Ishikawa จังหวัด Aichi จังหวัด Mie จังหวัด Kyoto จังหวัด Osaka จังหวัด Nara จังหวัด Wakayama จังหวัด Fukuoka จังหวัด Kumamoto และจังหวัด Okinawa

การระบาดเข้าสู่ระยะที่ ๓ มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อซึ่งไม่ มีประวัติเดินทางไปประเทศจีนหรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อรายก่อน ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นห้ามการเดินทางเข้าประเทศ ของชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางไปยังมณฑลหูเป่ยและมณฑลเจ้อเจียงในช่วงระยะเวลา ๑๔ วันที่ผ่านมา และชาวจีนที่ถือหนังสือเดินทางซึ่งออกโดย ๒ มณฑลข้างต้น นอกจากนี้ล่าสุดรัฐบาลได้เรียกร้องให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากบ้านที่ไม่จำเป็น ตลอดจนให้บริษัทพิจารณาการทำงานที่บ้านของพนักงาน และผู้ จัดงานกิจกรรมต่างๆ ทบทวนการจัดงานซึ่งรวมถึงการเตรียมมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรค

สาธารณรัฐเกาหลี จากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขสาธารณรัฐเกาหลี ณ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีผู้ติดเชื้อ ๘๓๓ ราย เสียชีวิตแล้วจำนวน ๗ ราย โดยตรวจพบในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ จังหวัดคยองกีโด จังหวัดคังวอนโด จังหวัดคยองซังนัมโด จังหวัดชอลลาโด จังหวัดชุงชองนัมโด และเกาะเจจู ซึ่งปริมาณผู้ติดเชื้อ ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนตามหาบุคคลที่เคยติดต่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ รักษา ผู้ป่วยที่ยืนยันแล้วให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้ผู้ต้องสงสัยกักกันตนเองภายใน ๑๔ วันเพื่อดูอาการ นอกจากนี้ได้ประกาศจัดสรรงบประมาณในการตรวจหาการติดเชื้อฯ แก่สถานพยาบาลทั่วประเทศ

๒. ผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 ต่อภาคเกษตร ญี่ปุ่น

๑) ปริมาณนำเข้าผักจากจีนลดลง ปัจจุบันญี่ปุ่นมีการพึ่งพาผักที่นำเข้าจากจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผักที่มี น้ำหนักมาก เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว และหอมใหญ่ เนื่องจากเกษตรกรญี่ปุ่นมีอายุสูงขึ้นจึงขาดแคลน แรงงานการผลิตผักดังกล่าว ผลจากการระบาดฯ ส่งผลให้รัฐบาลจีนออกมาตรการจำกัดการเคลื่อนที่ ส่งผลให้ แหล่งผลิตผักของจีนที่จะส่งออกมาญี่ปุ่นขาดแรงงานในการเก็บเกี่ยว การขนส่ง และการส่งออก โดยจากข้อมูล ด่านกักกันพืช กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) พบว่า ในช่วง ๓ สัปดาห์แรกของเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปริมาณผักที่นำเข้าจากจีนซึ่งผ่านด่านกักกันพืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปริมาณนำเข้าที่ลดลงส่งผลให้ราคาผักนำเข้าจากจีนปรับตัวสูงขึ้น จึงทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านจำหน่ายกับข้าวบางรายเริ่มหันไปใช้ผักที่ผลิตในประเทศทดแทน อย่างไรก็ตามผักบางชนิด เช่น หอมใหญ่ (ปอกเปลือก) ญี่ปุ่นยังไม่มีความพร้อมในการผลิตอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ในปีนี้ฤดูหนาวของญี่ปุ่นมีอากาศอุ่นกว่าทุกปี ส่งผลให้ผักเจริญเติบโตดี มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก จึงทำให้ราคาผักในประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ ประกอบกับยังมีผักที่นำเข้าจากจีนช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนอยู่ในสต๊อก ส่งผลให้ปัจจุบันราคาผักที่ผลิตในประเทศยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากการระบาดฯ ยืดเยื้อ หลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปจึงจำเป็นต้องติดตามปริมาณน าเข้าผักและแนวโน้มราคาผักที่ผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง

๒) ขาดแคลนแรงงานชาวจีน ปัจจุบันภาคเกษตรญี่ปุ่นมีการพึ่งพาแรงงานจากต่างประเทศในรูป “ผู้ฝึกงานด้านเทคนิค” ซึ่งรวมถึงจีนด้วย จากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่นและ Japan Finance Corporation พบว่า ณ เดือนตุลาคม ๒๕๖๑ ญี่ปุ่นมีผู้ฝึกงานด้านเทคนิคในภาคเกษตรประมาณ ๓๑,๐๐๐ คน ในจำนวนดังกล่าวร้อยละ ๒๑ เป็นผู้ฝึกงานฯ จากประเทศจีน มากเป็นอันดับที่ ๒ รองจากเวียดนาม ซึ่งผู้ฝึกงานฯ ดังกล่าวได้เดินทางกลับไปเยี่ยมภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลตรุษจีนและไม่สามารถเดินทางกลับมาญี่ปุ่นได้เนื่องจากมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายของรัฐบาลจีน และมาตรการป้องกันการแพร่กระจายโรคของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยปัจจุบันเป็นช่วงเตรียมการสำหรับการเพาะปลูกผักที่จะลงปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

๓) ผลกระทบต่อการท่องเที่ยงเชิงเกษตร สถานการณ์การระบาดฯ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่สามารถเดินทางหรือยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยวตามฟาร์มการเกษตรเชิงท่องเที่ยว เช่น ฟาร์มที่เปิดให้มีกิจกรรมเก็บผลไม้จากต้น และรวมถึงที่พักเชิงเกษตร นอกจากนี้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเองยังหลีกเลี่ยงการเดินทางไปท่องเที่ยวตามฟาร์มฯ ที่ปกติแล้วมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจ านวนมาก

๔) การยกเลิกการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของโรค เช่น จังหวัด Wakayama ยกเลิกการจัดการสัมมนามรดกทางการเกษตร (GIAHS) ของญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดจัดในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ และยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ผู้จัดอยู่ระหว่างพิจารณาการจัดงาน

สาธารณรัฐเกาหลี ผู้ติดเชื้อของสาธารณรัฐเกาหลีพบมากที่สุดในจังหวัดคยองกีโดซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตเพาะปลูกหลักของประเทศ จึงทำให้ยังมีสินค้าเกษตรกระจายตามตลาดค้าส่งและปลีก อีกทั้งระบบการกระจายสินค้าของเกาหลี มีการรับผลผลิตทางการเกษตรเก็บที่อุณหภูมิต่ำตลอดการขนส่งเพื่อทำให้สามารถยืดอายุสินค้าและกระจายสินค้าออกจำหน่ายได้ตลอดปี ในช่วงแรกของการระบาดฯ ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อวัตถุดิบกลับไปประกอบเองที่บ้าน หรือสั่งอาหารที่ปรุงสำเร็จมาทานที่บ้าน ความนิยมในการออกไปรับประทานทานอาหารนอกบ้านลดลง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้ร้านอาหารไม่มีลูกค้า วัตถุดิบประกอบอาหารในร้านไม่มีการหมุนเวียน คุณภาพอาหารลดลง ล่าสุดภายหลังมีรายงานตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ณ เมืองแทกู ส่งผลให้ประชาชนตื่นตระหนก เกิดการกักตุนสินค้าอาหารแห้งและสด เนื้อสัตว์ ไข่ นม ในส่วนของพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ยังมีการซื้อสินค้าเกษตรจากช่องทางออนไลน์ ทดแทนการออกไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

๓. ผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศไทย ญี่ปุ่น ปัจจุบันยังไม่ได้รับรายงานและยังไม่มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์การระบาดฯ ในญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย อย่างไรก็ตามหากการระบาดฯ ในจีนมีความยืดเยื้อ รัฐบาลจีนคงมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้าย และโรงงานแปรรูปผักไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการได้อีกครั้ง อาจมีความเป็นไปได้ว่าผู้ประกอบการญี่ปุ่นอาจหันไปหาสินค้าทดแทน ได้แก่ สินค้าที่ผลิตในประเทศ และสินค้าที่นำเข้าจากประเทศอื่น

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสถิติการนำเข้าผักในปี ๒๕๖๒ พบว่ามีสินค้าผักบางรายการที่มีการนำเข้าทั้งจากจีนและไทยในปริมาณมาก เช่น ขิง (ขิงสด ขิงดองเกลือ และขิงอื่นๆ) อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบปริมาณขิงที่นำเข้าจากจีนซึ่งผ่านด่านกักกันพืชในช่วง ๓ สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ พบว่ามีปริมาณ ๖๙๒,๘๐๒ กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจาก ๕๙๐,๗๑๔ กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๗ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ๒๕๖๒ จึงคาดว่ายังไม่ส่งผลต่อไทยในทันที ขณะเดียวกันหากสถานการณ์การระบาดฯ ในญี่ปุ่นทวีความรุนแรงอาจส่งผลต่อการบริโภคสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากไทยรายการอื่นได้

สาธารณรัฐเกาหลี ปัจจุบันยังคงมีนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย จากสถิติการนำเข้าในเดือนมกราคม ๒๕๖๓ มีทั้งที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ มะม่วงมีมูลค่า ๒,๖๔๗ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๗๒๘.๑ ตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบ กับเดือนมกราคม ๒๕๖๒ มีมูลค่า ๒,๕๐๙ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๖๔๖.๖ ตัน และการนำเข้ากุ้งแช่เย็น แช่แข็งจากไทยเดือนมกราคม ๒๕๖๓ มีมูลค่า ๒,๒๗๗ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๒๑๐.๖ ตัน เพิ่มขึ้นเมื่อ เทียบกับเดือนมกราคม ๒๕๖๒ มีมูลค่า ๑,๙๗๘ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๑๘๓.๔ ตัน แต่สำหรับสินค้าที่มี สถิติการนำเข้าจากไทยลดลง ได้แก่ สินค้าไก่มีมูลค่า ๑,๗๐๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๕๗๗.๘ ตัน ลดลง เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม ๒๕๖๒ มีมูลค่า ๑,๗๖๙ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๗๕๑.๒ ตัน และการนำเข้า มะพร้าวจากไทยเดือนมกราคม ๒๕๖๓ มีมูลค่า ๑๒ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๖.๙ ตัน ลดลงเมื่อเทียบกับ เดือนมกราคม ๒๕๖๒ มีมูลค่า ๒๘ พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ ๑๗.๕ ตัน สำหรับการสอบถามข้อมูลจากบริษัทผู้นำเข้าสินค้าแปรรูปไทยพบว่าปริมาณการนำเข้าสินค้าไทยลดลงอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ช่องทางการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าที่ลดลง เห็นได้จากยอด การซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก รวมไปถึงห้างขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามในอนาคตหาก สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นส่งผลต่อภาคธุรกิจร้านอาหารที่ใช้สินค้าไทยเป็นวัตถุดิบมีปริมาณลูกค้าลดลง ทางร้านไม่ มีบริการออนไลน์จะส่งผลต่อปริมาณความต้องการสินค้าไทยในสาธารณรัฐเกาหลีอย่างแน่นอน

ดอยช้าง กาแฟของคนไทย

บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด หรือกาแฟดอยช้าง เป็นผู้เริ่มต้นบุกเบิกและพยายามสร้างมาตรฐาน และทำตลาดกาแฟจากต้นน้ำไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งปลูกโดยเกษตรกรและพยายามรับซื้อผลกาแฟสุกในราคาสูงกว่าตลาดมาโดยตลอด โดยปกติจะสูงกว่าตลาดประมาณ 20-30% และการันตีราคาที่ไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 18 บาท (การประกันราคารับซื้อขั้นต่ำ) ในช่วงต้นฤดูจนถึงประมาณ 23-25 บาท ในบางปี จากที่ไม่มีใครรู้จักจนกาแฟดอยช้างได้รับการยอมรับและมีชื่อในระดับสากล ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่หันมาปลูกกาแฟกันเป็นจำนวนมาก จากไม่กี่ร้อยไรจนกลายเป็นเกือบ 3 หมื่นไร่ในระยะเวลาเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น ในช่วงแรกผลกาแฟสุกส่วนใหญ่เกษตรกรจะขายให้กาแฟดอยช้าง เนื่องจากผู้รับซื้อรายอื่น ๆ บนดอยช้างมีน้อยมากที่จะสามารถช่วยซื้อจากเกษตรกรได้

ทั้งนี้ในสถานการณ์ธุรกิจปกติที่มีการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบได้ตามเป้ากระบวนการจะราบรื่นไปด้วยดี ระยะเวลาหมุนเวียนจะไม่เกิน 1-2 ปี เนื่องจากจะมีการบ่มอย่างน้อย 6 – 8 เดือนก่อนจำหน่ายอยู่แล้ว และเกษตรกรก็มีความพึงพอใจเพราะไม่ต้องถูกกดราคาจากผู้ซื้อรายอื่น ๆ แต่เนื่องจากตั้งแต่ประมาณช่วงปี 2560 เป็นต้นมา การส่งออกกาแฟดิบต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้ เพราะราคากาแฟในตลาดโลกตกต่ำ ทำให้กาแฟดอยช้างหยุดการรับฝากกาแฟจากเกษตรกรในปีถัดมาคือปี 2561 และพยายามช่วยพลักดันจำหน่ายออกไป จากปริมาณที่ช่วยรับฝากไว้เกือบ 300 ตันกะลาและทยอยขายออกพร้อมชำระค่ากาแฟให้เกษตรกรในส่วนที่จำหน่ายได้ จนปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 50 ตันกะลาเท่านั้น และจากประมาณการส่งออกที่รอคำสั่งซื้อมาก็น่าจะหมดภายในไม่เกินอีก 2-3 เดือนนับจากนี้

https://hilight.kapook.com/view/200454

แนะนำไว้ดีมาก covid19

นักวิชาการด้านโรคติดเชื้อแนะนำมาในการป้องกัน covid19

  1. ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ตั้งแต่ขึ้นรถไปสนามบินขาออก ระหว่างนั่งเครื่องบิน จนถึงสนามบินปลายทาง และระหว่างเดินทางไปยังที่พัก

วิธีใส่ ให้ใส่ครอบจมูก บีบลวดให้ตัวผ้าแนบสันจมูกให้มิด แล้วดึงหน้ากากอนามัยให้ปิดลงมาถึงคาง

เมื่อถอดหน้ากากอนามัย อย่าจับด้านหน้าให้จับตรงหูเกี่ยว (ให้คิดเสมอว่าสกปรก) แล้วทิ้ง, ถ้าจะถอดชั่วคราวใช้มือเกี่ยวหู อย่าจับด้านหน้า เอาวางไว้ ไม่ขยุ้มใส่กระเป๋าเหมือนแต่ก่อน

เวลาถอดหน้ากากอนามัย ให้พับเอาด้านสีเขียวเข้าข้างใน พยายามอย่าเอามือไปสัมผัสด้านสีเขียวอีก เอาสายรัดไว้แล้วโยนทิ้ง ให้ใช้หน้ากากกระดาษเพียงครั้งเดียว ไม่ใช้ซ้ำ

บนเครื่องบินที่เป็นระบบอากาศปิด การใส่หน้ากากอนามัย ช่วยป้องกันการไอจามรดกัน อีกอย่าง การที่มีผ้าปิดหน้าเป็นการเตือนตนเองว่า อย่าเอามือไปสัมผัสใบหน้า

ถ้าหน้ากากอนามัยเป็นแบบผ้า ถึงบ้านให้ถอดซักทันที

  1. หากจับหรือสัมผัสกับสิ่งใดที่สนามบินหรือบนเครื่องบิน ให้ล้างมือทันที และล้างมือให้บ่อยเข้าไว้

ล้างมือมีสองวิธี

หนึ่ง/ ล้างด้วยน้ำ ถูสบู่แบบฟองฟูฟ่อง ใช้เวลาล้างมือนานเท่ากับร้องเพลงช้างช้างช้าง (ล้างมือเหมือนหมอทำก่อนผ่าตัด)

สอง/ ล้างด้วย alcohol gel ดังนั้น ควรมี alcohol gel พกติดตัวไว้ เพราะเราไม่สามารถล้างมือด้วยน้ำได้ตลอดทุกครั้ง

ตัวอย่างเช่น

  • เก็บของบน bin เหนือศีรษะเสร็จ นั่งลงเรียบร้อย ให้ล้างมือด้วยเจล
  • เปิดที่วางถาดอาหารแล้ว ให้ล้างมือด้วยเจล
  • หลังเสร็จธุระในห้องน้ำ ให้ล้างมือด้วยน้ำหรือ กลับมาถึงที่นั่งให้ล้างมือด้วยเจล
  • เข้าห้องน้ำในสนามบิน ให้ล้างมือด้วยน้ำ
  1. ไม่ใช้มือเกาหรือสัมผัสใบหน้าโดยตรง รวมถึง ปาก จมูก และตาด้วย เนื่องจากไวรัสเข้าร่างกายผ่านทางเนื้อเยื่ออ่อนเหล่านี้ได้ ถ้าจะเกา/สัมผัส ให้ใช้ทิชชูรองมือเสมอ
  2. แบ่ง alcohol สีฟ้า ใส่ขวดสเปรย์เล็ก ไปฉีดแล้วใช้กระดาษทิชชูเช็ด บานจับประตู, overhead bin, จุดสัมผัสสาธารณะต่างๆ (อันนี้ ปกติบนเครื่องมีการทำความสะอาดและกระดาษฆ่าเชื้อให้ใช้อยู่แล้ว)
  3. แยกกินอาหารกับทุกคน กินอาหารร้อน
  4. เก็บตัวอยู่แต่ใน รร. ออกไปที่สาธารณะเท่าที่จำเป็น ไม่ออกไปท่องเมือง
  5. ไม่ใช้มือกดปุ่มลิฟต์ ให้เอาบัตรพนักงานกดแทน เวลาไปที่สาธารณะหลีกเลี่ยงการใช้มือ กด/ จับ/แตะ สิ่งใด เช่น ราวบันไดเลื่อน, บานประตู, ก๊อกน้ำในห้องน้ำ ถ้าเผลอทำให้รีบล้างมือ
  6. คุยกับใครก็ตามให้รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร ถ้าอยู่ในละแวกเดียวกัน ได้ยินเสียงคนไอจาม ให้ย้ายที่เดินออกห่างอย่างน้อย 8 เมตร
  7. มีกระเป๋าสะพายติดตัว ไว้ใส่ alcohol gel, และพก mask สำรอง
  8. ห้ามวางโทรศัพท์มือถือไว้ตามโต๊ะกินข้าวเหมือนแต่ก่อน ให้เก็บใส่เป้/กระเป๋าทุกครั้ง ถ้าจะวางไว้ที่โต๊ะ ต้องมีกระดาษทิชชูรอง
  9. ถ้าเมื่อไรรู้สึกว่ามีไข้ ให้ซื้อเทอร์โมมิเตอร์ส่วนตัว วัดไข้ทุกวัน จดบันทึกไว้ด้วย
  10. เมื่อกลับมาจากการเดินทาง ถึงบ้านให้แยกตัวออกจากทุกคน 14 วัน แยกห้องนอน นอนคนเดียว แยกกินข้าวคนเดียว
  11. ถ้ามีไข้และสงสัยว่าจะติดเชื้อ ให้ไปตรวจที่ รพ.จุฬา, รพ.รามาฯ, สถาบันบำราศนราดูร แจ้งประวัติการเดินทางด้วย
  12. พอมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ออกมา ให้ไปฉีดเพื่อแยกโรคจากหวัด จะได้ไม่ต้องปฏิบัติกฏแยกตัว 14 วัน

สุดท้าย ให้ทำจนเป็นนิสัย สละความสุขตัวเองสักสี่เดือนจากนี้ไป คิดถึงส่วนรวม ครอบครัว และประเทศ ที่เคยบ่นว่าคนโน้นคนนี้ว่า ไม่ดีไม่เสียสละ ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะวัดความเป็นคนเสียสละ ทำตัวเองเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคนแพร่เชื้อให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว…

COVID19 @ dao

หน่วยส่งเสริมหม่อนไหมตรัง

กรมหม่อนไหม เดิมเรียกว่า “กรมช่างไหม” ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2446 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในอดีตให้ความสำคัญเรื่องไหมเป็นอย่างมาก แต่ในระยะต่อมาได้มีการยุบกรมดังกล่าวเข้ารวมเป็นกอง ในสังกัดกรมกสิกรรม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้มีการยกฐานะสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในขณะนั้นสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งเป็น “กรมหม่อนไหม” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในเรื่องของหม่อนไหมและเส้นใยต่างๆ

หน่วยส่งเสริมหม่อนไหมตรัง จะสนับสนุนส่งเสริมหัตกรรมการทอผ้าของตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นสินค้าเด่นของพื้นที่มายาวนาน

พ.ศ. 2545 หน่วยงานซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผ้าไหมไทย เช่น กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (หน่วยงานเดิมของกรมหม่อนไหม) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกันจัดสัมมนาหาแนวทางแก้ไขจนได้ข้อสรุปเป็นมาตรการคุ้มครองไหมไทยและออกข้อบังคับในการผลิตผ้าไหมไทยโดยออกตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพผ้าไหมไทยไว้เป็นระดับต่างๆ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทย ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยไว้ 4 ชนิด

  • นกยูงสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าไหมชึ่งผลิตจากวัตถุดิบ เส้นไหม กระบวนการผลิตแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริงและใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมจะต้องสาวเส้นด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ การทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และต้องผลิตในประเทศไทย
  • นกยูงสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมซึ่งผลิตขึ้นแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือที่ได้รับการปรับปรุงจากพันธุ์ไทยเป็นเส้นพุ่งหรือเส้นยืน เส้นไหมต้องผ่านการสาวด้วยมือ หรืออุปกรณ์ที่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนขนาดไม่เกิน 5 แรงม้า การทอต้องทอด้วยกี่ทอมือชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือหรือกี่กระตุก และต้องทำการผลิตในประเทศไทย
  • นกยูงสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมซึ่งผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยโดยการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตให้เข้ากับสมัยนิยมและทางธุรกิจธุรกิจ ใช้เส้นไหมแท้เป็นเส้นพุ่งและเส้นยืน ย้อมสีด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้ และต้องผลิตในประเทศไทย
  • นกยูงสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมซึ่งผ่านกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทย เช่น ลวดลาย สีสัน ใช้เส้นใยไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากวัสดุธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์ต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน หรือตามความต้องการของผู้บริโภค เส้นไหมแท้เป็นองค์ประกอบหลัก มีเส้นใยอื่นเป็นส่วนประกอบรอง สัดส่วนการใช้เส้นใยชนิดอื่นประกอบต้องระบุให้ชัดเจน ทอด้วยกี่ชนิดใดก็ได้ ย้อมสีด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และต้องผลิตในประเทศไทย (https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)

การเลี้ยงไหม http://qsds.go.th/qssc_mdh/inside_page.php?pageid=37

ประชากรภาคเกษตร เหลือ 38%

เกษตรกรเหลือประมาณ 38% ของประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน หรือราวๆ 25 ล้านคน

โครงสร้างครัวเรือนเกษตรไทย
โดยเฉลี่ยครัวเรือนเกษตรไทยมีสมาชิก 2.7 คนและ 75% มีส่วนร่วมในการทำการเกษตรไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักหรือรองในปี 2560 และหากมองในมิติอายุและการศึกษา เราพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ 2 ประการ

ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสูงวัยของแรงงาน ซึ่งเร็วกว่าภาพรวมของประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของแรงงานเกษตรสูงอายุที่มีอายุ 40-60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 39% ในปี 2546 เป็น 49% ในปี 2556 เช่นเดียวกับสัดส่วนของแรงงานที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ที่เพิ่มขึ้นด้วย สวนทางกับสัดส่วนของแรงงานอายุน้อย (15-40 ปี) ที่ลดลงอย่างมากจาก 48% เป็น 32% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับภาพรวมโครงสร้างประชากรของประเทศจากกรมการปกครอง พบว่าจำนวนประชากรของประเทศที่มีอายุ 15-40 ปี, 40-60 ปี และมากกว่า 60 ปี ในปี 2560 มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 51, 35 และ 14 ตามลำดับ

และเมื่อพิจารณาสัดส่วนแรงงานสูงอายุในเชิงพื้นที่ พบว่าภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือมีสัดส่วนของแรงงานสูงอายุและการเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ในระดับที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ และสัดส่วนแรงงานสูงอายุได้ปรับเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ และทุกกิจกรรมการผลิต
แรงงานเกษตรไทยมีการศึกษาที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนแรงงานเกษตรที่สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไปได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 12.1% ในปี 2546 เป็น 21.5% ในปี 2556 และเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุ

โดยเฉลี่ยครัวเรือนเกษตรไทยมีที่ดินทำกิน 14.3 ไร่ในปี 2560 แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนเกษตรที่มีที่ดินทำกินขนาดใหญ่ (40 ไร่ขึ้นไป) ส่วนมากจะอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย ข้าวโพดและมันสำปะหลัง และเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในบางจังหวัดของภาคใต้ และเมื่อเปรียบเทียบจากปี 2546-2556 พบว่าขนาดที่ดินทำกินได้ลดลงในเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขนาดของที่ดินทำกินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ขนาดของที่ดินทำกินของครัวเรือนเกษตรไทยยังมีขนาดที่ใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชีย เช่น เวียดนาม อินโดนิเซีย กัมพูชา หรือ อินเดีย ที่มีขนาดที่ดินทำกิน 3.9, 5.8, 8.2, 8.3 ไร่ ตามลำดับ (FAO, 2015, Lowder et al. 2016)

โดยเฉลี่ย 59.8% ของครัวเรือนเกษตรมีกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ซึ่งก็มีสัดส่วนครัวเรือนที่มีกรรมสิทธิ์ถือครองประเภทอื่น ๆ สูงด้วย ขณะที่ครัวเรือนที่เช่าที่ดินทำกินจะมีสัดส่วนสูงในภาคกลางและเหนือตอนล่าง และครัวเรือนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินจะกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในเขตพื้นที่สูงและป่า และหากเปรียบเทียบจากปี 2546-2556 พบว่าสัดส่วนของครัวเรือนเกษตรที่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เพิ่มขึ้นในเกือบทุกจังหวัด

การเข้าถึงทรัพยากรน้ำยังมีข้อจำกัด และมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่สูง แสดงให้เห็นว่าในปี 2560 ครัวเรือนเกษตรเพียงร้อยละ 42 สามารถเข้าถึงทรัพยากรน้ำซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์เกษตรที่สำคัญมาก โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และหากพิจารณาตามประเภทของแหล่งน้ำ พบว่า 26% ของครัวเรือนเกษตรเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงระบบการชลประทานได้ และส่วนใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง เหนือตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเช่นกัน 11% ของครัวเรือน มีการสร้างและใช้แหล่งน้ำของตนเอง และมีสัดส่วนสูงในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ และ 6% ของครัวเรือนใช้แหล่งน้ำธรรมชาติและสาธารณะ และมีสัดส่วนสูงในภาคเหนือ โดยรวมการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของครัวเรือนเกษตรยังจำกัดในภาคอีสานตอนล่างและภาคใต้เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ

การใช้แรงงานเกษตรต่อไร่ของครัวเรือนเกษตรไทยลดลงในเกือบทุกพื้นที่ สวนทางกับจำนวนครัวเรือนที่ใช้เครื่องจักรกลที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 2546-2556 สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต หรือ Structural transformation ของภาคเกษตรไทยได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ (Bustos et al. 2016, FAO 2015) โดยสัดส่วนของแรงงานในครัวเรือนที่ทำการเกษตรเป็นหลักมีการปรับลดลงมากที่สุดในทุกพื้นที่ ในขณะที่สัดส่วนของครัวเรือนที่ใช้เครื่องจักรกลเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหนือและใต้ ซึ่งในสองภูมิภาคแรก มากกว่าครึ่งยังเป็นการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของครัวเรือนที่ใช้เครื่องจักรกลแบบดั้งเดิมอยู่


ในเชิงพื้นที่ กิจกรรมทางการเกษตรไทยมีการกระจุกตัวสูง ซึ่งอาจสะท้อนถึง Economy of scale ในการทำการเกษตรไทย แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของพื้นที่ทำกิจกรรมการเกษตรแต่ละชนิด เช่น จุดสีเขียวเข้มแสดงถึงพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งกระจุกตัวอยู่มากในจังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคอีสาน เช่นเดียวกับจุดสีชมพู ซึ่งแสดงถึงพื้นที่ปลูกยางพาราที่กระจุกตัวอยู่มากในหลายจังหวัดในภาคใต้

ในภาพรวมระดับประเทศ การทำการเกษตรของไทยมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเมื่อเปรียบเทียบจากปี 2546-2556 เราพบว่าสัดส่วนของพื้นที่เกษตรทั่วประเทศมีการทำกิจกรรมการเกษตรหลากหลายชนิดขึ้น

รายได้ต่อหัวต่อปีของครัวเรือนเกษตรไทยอยู่ที่ 57,032 บาทในปี 2560 ซึ่งร้อยละ 66 มาจากภาคเกษตร[4] และสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ต่อหัวต่อปีของครัวเรือนเกษตรไทยอยู่ที่ 1.3 เท่าในปี 2560 ซึ่งร้อยละ 69 มาจากภาคเกษตร

เกือบ 40% ของครัวเรือนเกษตรไทยยังมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศ แสดงให้เห็นว่ารายได้ต่อหัวมีการกระจายตัวและมีความเหลื่อมล้ำสูง โดย 70% ของครัวเรือนมีรายได้ไม่ถึงค่าเฉลี่ย และครัวเรือนจำนวนน้อยเท่านั้นที่มีรายได้สูง และที่สำคัญก็คือ ประมาณ 40% ของครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้ไม่ถึง 32,000 บาท ซึ่งคือระดับเส้นความยากจนของประเทศไทยในปี 2559[5] โดยรวมครัวเรือนเกษตรไทยจำนวนมากยังมีฐานะยากจน

30% ของครัวเรือนเกษตรมีหนี้สินเกิน 1 เท่าของรายได้ต่อหัวต่อปี และเช่นเดียวกับรายได้ แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนหนี้ต่อรายได้มีความแตกต่างสูงมากระหว่างครัวเรือน โดย 50% มีหนี้สินต่อรายได้ต่อหัวต่อปีไม่ถึง 0.6 เท่า และมีเพียง 10% ของครัวเรือนที่มีหนี้สินเกิน 3 เท่าของรายได้ต่อหัวต่อปี

ที่มา:
จุลทรรศน์ภาคเกษตรไทยผ่านข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและสำมะโนเกษตร
https://www.pier.or.th

โกโก้-ช็อกโกแลต ไทยมุ่งไปทางไหนจึงจะยั่งยืน

โดย ธัชธาวินท์ สะรุโณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 กรมวิชาการเกษตร

‘แหล่งผลิตช็อกโกแลตและโกโก้คุณภาพดี ผสมผสานวิถีท่องเที่ยวชุมชน บนอัตลักษณ์ความเป็นไทย”

เอ่ยชื่อ เครื่องดื่มโกโก้ ใครๆก็นึกถึงรสชาติหวาน มัน กลมกล่อม ไม่ขมแบบกาแฟ ดื่มได้ทุกเพศทุกวัย ส่วน ช็อกโกแลต ก็พาให้นึกถึงความหวาน อ่อนโยน และ ความรัก แต่ถ้าจะพูดว่า โกโก้ ช็อกโกแลต “เส้นทางแห่งความหวานชื่นหรือซ่อนความขมขื่น” คงทำให้ท่านสงสัยพอสมควรว่ามันเป็นอย่างไร วันนี้จึงมาติดตามเส้นทางสาย โกโก้ และช็อกโกแลต กันครับ

ช็อกโกแลตมาจากไหน

Chocopologie Chocolate Truffle คือชื่อช็อกโกแลต ที่ผลิตโดยเชฟชื่อ Fritz Knipschildt จากประเทศเดนมาร์ก  ได้รับการบันทึกชื่อว่าเป็นช็อกโกแลตที่แพงที่สุดในโลก คือจำหน่ายในราคา 2,600$ หรือประมาณ  78,000 บาท หากท่านต้องการลิ้มชิมรส ต้องสั่งซื้อโดยตรงจากเชฟ เพราะสินค้านี้ไม่วางขายทั่วไปในท้องตลาด

การผลิตช็อกโกแลต มีต้นทางคือ ต้นโกโก้ ในขั้นตอนการผลิตหลักๆ เริ่มจากนำผลโกโก้แก่จัดมาแกะเปลือก แยกเอาเมล็ดออก มาทำความสะอาด เอาเยื่อหุ้มเมล็ดออก นำเมล็ดมาหมัก ตากแห้ง แล้วนำเมล็ดมาคั่ว จนเนื้อเมล็ดโกโก้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล นำเข้าเครื่องกระทะเปลือก เป่าด้วยลมเพื่อแยกเปลือกเมล็ดออก จนเหลือเฉพาะเนื้อเมล็ด และไขมันโกโก้ นำเมล็ดโกโก้มาบดให้ละเอียด โดยใช้ความร้อนช่วย ทำให้ได้เป็นโกโก้หนืดสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ สกัดไขมันโกโก้แยกออกด้วยการบีบอัด ก่อนจะนำเนื้อโกโก้หรือผงโกโก้มา ผลิตช็อกโกแลตตามสูตรของแต่ละคน ออกมาเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามพร้อมรับประทานต่อไป

10 ประเทศที่ผลิตและส่งออกช็อกโกแลต มากที่สุดในโลก

ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกช็อกโกแลต อันดับ 10. สวิสเชอร์แลนด์ มีมูลค่าการส่งออก 802.2 ล้านเหรียญสหรัฐ 9. อังกฤษ – 878.8 ล้าน$ 8. ฝรั่งเศส- 1.4 พันล้าน$ 7. แคนาดา- 1.5 พันล้าน$  6. โปแลนด์ – 1.6 พันล้าน$ 5. สหรัฐอเมริกา – 1.6 พันล้าน$ 4. อิตาลี – 1.7 พันล้าน$ 3. เนเธอร์แลนด์ – 1.8 พันล้าน$ 2. เบลเยี่ยม – 2.9 พันล้าน$  และ อันดับ 1. เยอรมันนี – มีมูลค่าการส่งออก 4.5 พันล้าน$

สังเกตได้ว่าผู้ส่งออกช็อกโกแลตล้วนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและร่ำรวย ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกที่ดีมั่นใจต่อการดื่มด่ำกับผลิตภัณฑ์  

กลับมาที่ต้นทางของช็อกโกแลต คือโกโก้ 10 อันดับ ผู้ผลิตโกโก้ใหญ่ของโลก ได้แก่ อันดับ 10. สหรัฐโดมินิแกน 68,021 ตัน
9.เปรู 71,175 ตัน 8. แมกซิโก 82,000 ตัน 7. เอกวาดอ 128,446 ตัน 6. บราซิล 256,186 ตัน 5. คาเมรูน 275,000 ตัน 4. ไนจีเรีย 421,300 ตัน 3. อินโดนีเซีย 777,500 ตัน 2. กาน่า 835,466 ตัน และ อันดับ1 สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ หรือรู้จักกันในชื่อไอเวอรรี่โคส 1,448,992 ตัน  

ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ยากจน ซึ่งกล่าวได้ว่า โกโก้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศยากจน แต่ถูกสร้างมูลค่าเป็นช็อกโกแลตเป็นรายได้ของประเทศร่ำรวย”

ว่ากันว่า คนงานที่ผลิตโกโก้ในประเทศยากจน แทบไม่เคยได้ลิ้มรสของ ช็อกโกแลตเลยด้วยซ้ำ นี่ถือว่าเป็นความขมขื่นแรกที่ได้รับรู้ในเส้นทางสายความหวานของช็อกโกแลต เมื่อแยกตามภูมิภาคผู้ผลิตและบริโภค ปรากฏว่า กลุ่มประเทศยุโรป มีผลิตโกโก้น้อยมาก แต่ใช้ผลผลิตโกโก้ประมาณ 40% ของโลก กลุ่มอเมริกา ผลิต โกโก้ 14% ใช้ผลผลิต 21% เกลุ่มเอเชีย ผลิตโกโก้ 15% ใช้ผลผลิต 20% และ กลุ่มแอฟริกา ผลิตโกโก้ 71% ใช้ผลผลิต 18%
       

มีการประมาณการตัวเลขของสัดส่วนรายได้จากช็อกโกแลต 1 แท่ง ราคา 100 บาท พบว่า ชาวสวนโกโก้จะได้ส่วนแบ่ง  6.6 บาท ผู้แปรรูปผงโกโก้ 7.6 บาท โรงงานช็อกโกแลต 35.2 บาท ได้ร้านจำหน่าย 44.2 บาท ภาคอื่นๆอีก 6.4 บาท

ไวเวอรรี่โคส หรืออีกชื่อคือ สาธารณรัฐโกตดิวัวร์  มีมูลค่าภาคเกษตรเป็น 25% ของ GDP และการเกษตร 60% พึ่งพาการส่งออก มีพื้นที่เกษตรประมาณ 120 ล้านไร่ ผลิตโกโก้ประมาณ 20 ล้านไร่ ผลผลิตยังมีแนวโน้มเพิ่มจาก 1.44 ล้านตันขึ้นถึง 2 ล้านตันในไม่ช้า ผลผลิตคิดเป็น 40% ของโลก แต่ศักยภาพการผลิตต่ำประมาณ 80 กิโลกรัมต่อไร่ ประเด็นร้อนของโกโก้ที่ตกเป็นที่จับตามองในประเทศนี้ คือ การปลูกโกโก้ได้บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไปถึง 64% ในช่วงปี 1990-2015 ปัญหาการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมโกโก้ ความเหลื่อมล้ำของส่วนแบ่งรายได้ ระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้กับผู้ผลิตและจำหน่ายช็อกโกแลต ที่เคยมีส่วนแบ่งรายได้โดยเฉลี่ย 16% ของมูลค่าช็อกโกแลต ลดลงเหลือเพียง 6.6 % ขณะที่บริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตได้ส่วนแบ่งรายได้ 35 % โดยเฉลี่ย และร้านค้าปลีกหรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้มากถึง 44 % ว่ากันว่า เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้กลับยากจนถึงขั้นที่ว่าไม่สามารถซื้อช็อกโกแลตทานได้แม้แต่แท่งเดียว

อินโดนีเซีย 10 ปีย้อนหลังไป ปริมาณโกโก้ได้ลดลงจาก 8.3 แสนตัน เป็น 6.8 แสนตัน บางปีผลผลิตจะไม่พอกับความต้องการของโรงงานในประเทศต้องนำเข้าประมาณ 2 แสนตันเมื่อปีที่แล้ว ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือต้นโกโก้ 70% เป็นต้นอายุมาก ศัตรูพืชระบาด ความรู้เกษตรกรมีน้อย ให้ผลผลิตเฉลี่ย 100-130 กิโลกรัมต่อไร่ มีคุณภาพต่ำ เกษตรกรขายได้ราคาต่ำ ซึ่งรัฐบาลกำลังทำโครงการฟื้นฟูและให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นที่รายได้ดีกว่า จึงถือว่าเส้นทางโกโก้ของอินโดนีเชียไม่หวานชื่นนัก

มาเลเชีย  บทเรียนที่น่าสนใจของเพื่อนบ้านมาเลเชีย ได้ตั้งวิสัยทัศน์ว่าจะเป็น “King of chocolate in Asia” ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย ในปี 2015 อุตสาหกรรมโกโก้มาเลเชียส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่า 5 พันล้านริงกิต มีการขยายการผลิตช็อกโกแลตจาก 13,400 ตันเป็น 13,800 ตัน มีโรงงาน 51 โรงงาน และ 194 ผู้ประกอบการวิสาหกิจ สามารถทำยอดขาย 1.1 พันล้านต่อปี มาเลเชียเคยมีพื้นที่ปลูกโกโก้เมื่อปี 1989 สูงถึง 2.5 ล้านไร่ เป็นรายใหญ่ 49% รายย่อย 51 % แล้วพื้นที่ปลูกก็ลดลงเรื่อยๆ จนปี 2016 เหลือเพียง 1 แสนไร่ และเป็นรายย่อย 99%  มาเลเชียประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตำแหน่งของประเทศ จากผู้ผลิตเมล็ดโกโก้มาเป็นทำโรงงานแปรรูปช็อกโกแลต และวันนี้สิ่งที่มาเลย์กังวลคือ วัตถุดิบโกโก้กำลังไม่เพียงพอ ต้องสั่งจากอินโดนีเซียเข้ามา 3-4 พันล้านริงกิตต่อปี ผู้นำมาเลย์พูดว่า “we need to learn from advanced countries, why they are so advanced,  invest in the right things then only you can compete” หมายถึงว่า ถ้าอยากจะก้าวหน้า ต้องไปเรียนรู้จากประเทศที่ก้าวหน้า ว่าทำไมเขาถึงก้าวหน้า และต้องเลือกเดินให้ถูกทาง ลงทุนให้ถูกที่ จึงจะสามารถแข่งขันกับคนอื่นๆได้สำเร็จ สมกับการเดินบนเส้นทางแห่งความหวานได้อย่างแท้จริง

ราคา อดีตและอนาคต…หวานชื่นหรือขมขื่น?

องค์การโกโก้นานาชาติ (The International Cocoa Organization,ICCO) ศึกษาไว้ว่า ราคาโกโก้ผงได้สูงเป็นประวัติการณ์ เมื่อปี 1977 (ปี 2520) และตกต่ำสุด ในปี 2000 (ปี 2543) และพยากรณ์ว่าราคาจะขึ้นสูงอีกใน ปี 2025 หรือ 2568  ตามข้อมูลนี้จะเห็นว่ารอบของช่วงราคาสูงสุดจะมีวงจรประมาณ 20 ปี สอดคล้องพอดีกับช่วงอายุโกโก้ 20-30 ปี และตามคาดการณ์นับจากปีนี้ไปราคายังคงขึ้นไปอีกประมาณ 6 ปี แล้วจะตกต่ำ ราคาในตลาดโลกจะมีค่าเฉลี่ยไม่สูงนักและจะมีช่วงราคาแพงระยะสั้นๆประมาณ 3 ปี แล้วลดต่ำ ราคาซื้อขายในตลาดโลก 2,000-4,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ประมาณ 60,000-120,000 บาทต่อตัน หรือ 60-120 บาท/กิโลกรัม ราคาเกษตรกรบ้านเราถ้าผลิตโกโก้ให้เมล็ดแห้งประมาณ 150 กิโลกรัม/ไร่ รายได้เมล็ดแห้งจะราวๆ 9,000-18,000 บาท/ไร่ เมื่อหักต้นทุนประมาณ 6 พันบาทแล้ว กำไรก็ไม่มากนักพออยู่ได้ ในสถานการณ์นี้อาจฝันหวานไปได้สัก 6 ปี หลังจากนั้นราคาจะลดต่ำลง แต่ทั้งนี้ยังขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยกัน

โกโก้ ในประเทศไทย

          นับจากมีกระแสข่าวเรื่องโกโก้ขึ้นมา ก็เกิดการตื่นตัวของสังคมมากพอสมควร ย้อนอดีตที่เคยหวานชื่นและจบลงด้วยความขมขื่นของโกโก้ไทยในยุคที่1 ประมาณ 30 ปี มาแล้ว รัฐบาลได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกโกโก้แซมสวนมะพร้าวเนื่องจากเป็นช่วงที่มะพร้าวราคาตกต่ำ พื้นที่การปลูกเน้นมาที่ภาคใต้ และภาคตะวันออก ปรากฏว่าโกโก้เจริญเติบโตได้ดี แต่การรับซื้อผลผลิตไม่หวานชื่น ยั่งยืน สุดท้ายเกษตรกรได้โค่นทิ้งไปจำนวนมาก ซึ่งบทเรียนบ่งชี้ชัดเจนว่าโกโก้เป็นพืชอุตสาหกรรมที่ตลาดต้องมาก่อนอย่างชัดเจน หากไม่มีโรงงานแปรรูปในพื้นที่จึงถือว่าการผลิตย่อมมีความเสี่ยงสูง

จากการสัมภาษณ์เกษตรกรและผู้รับซื้อโกโก้แหล่งดั้งเดิมที่ อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช เกษตรกรเล่าว่า ปลูกโกโก้มา 20 กว่าปี สมัยที่รัฐบาลมาส่งเสริมการปลูก ผลผลิตต่อต้นราวๆ 30-50 กิโลกรัมต่อปี เก็บได้เรื่อยๆทั้งปี ปลูกเป็นสวนไม้ผลผสมผสาน หรือร่วมกับมะพร้าวได้ดี มีแสงแดดเหมาะสม แต่ในสวนยางไม่เหมาะเพราะแสงแดดน้อยเกินไป ระยะหลังๆที่ตลาดขายไม่ค่อยดี จึงโค่นโกโก้ไปปลูก มังคุด หรือ ทุเรียน แทน สมัยก่อนจะมีการทำเมล็ดแห้งจำหน่ายกิโลกรัมละ 30 -40 บาท แต่ช่วงหลังบริษัทไม่รับซื้อ เนื่องจากหมักไม่ได้คุณภาพตามที่ผู้ซื้อต้องการ  ปัจจุบันนี้บางรายเริ่มมีการปลูกใหม่เมื่ออายุ 3 ปี มีการปลูกโกโก้ระหว่างแถวมังคุด ระยะระหว่างต้นโกโก้ 4 เมตร 1 ไร่ แซมมังคุดได้ประมาณ 50 ต้นต่อไร่ มีต้นที่มีการเจริญเติบโตดีราว 80% มีการตัดแต่งให้ต้นเตี้ยราวๆ 1.5 -2 ม. และกำลังเริ่มออกดอกตามกิ่งก้าน  

การรับซื้อผลโกโก้ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา ได้คำบอกเล่าจากคุณอนุกูล เงินเปีย เล่าว่าครอบครัวดำเนินธุรกิจซื้อโกโก้มาตั้งแต่สมัยที่เริ่มมีโกโก้เข้ามาปลูกรุ่นแรก สืบทอดมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ดั้งเดิมมีการซื้อทั้งผลสดและแบบเมล็ดแห้งที่ผ่านการหมักแล้ว โดยส่งขายต่อไปยังบริษัท ประเด็นปัญหาสำคัญของการทำเมล็ดแห้งของชาวบ้าน คือทำออกมาคุณภาพต่ำ เพราะฝนตกชุก การตากการหมักได้ไม่ดี สุดท้ายบริษัทไม่รับซื้อ จึงมีการซื้อขายผลสดเพียงอย่างเดียว

วิกฤตโกโก้นครศรีธรรมราชเกิดขึ้นตอนที่บริษัทรับซื้อโกโก้ปิดตัวไม่รับซื้อผลผลิต ทำให้ชาวสวนโค่นทิ้งกันมาก แต่ต่อมาสามารถไปเจรจาส่งผลผลิตกับโรงงานที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ การซื้อขายโกโก้จึงฟื้นขึ้นมาใหม่ รูปแบบการซื้อปัจจุบันซื้อเป็นผลสดอย่างเดียว ส่งโรงงานประมาณเดือนละ 30-40 ตันต่อเดือน  ราคารับซื้อในหมู่บ้าน ผลสุกสดกิโลกรัมละ 7-8 บาท ตลอดปี มีเกษตรกรขาประจำประมาณ 20 ราย ส่วนตนเองมีการทำเมล็ดแห้งขาย 80-100 บาท/กิโลกรัม ขายให้กับผู้ที่จะนำไปแปรรูปเพื่อบดเป็นเครื่องดื่มในพื้นที่ โดยผลโกโก้สดราวๆ 3.5 กิโลกรัม ได้เมล็ดสด 1 กิโลกรัม เมล็ดสด 3 กิโลกรัม ได้เมล็ดแห้ง 1 กิโลกรัม หรือผลโกโก้ ราวๆ 10 กิโลกรัม ได้เมล็ดแห้ง 1 กิโลกรัม  อัตราส่วนนี้ขึ้นกับขนาดผลด้วย

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ image-9.png
รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ image-8.png

โกโก้ อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช

บทวิเคราะห์ โกโก้ไทย ไปได้หวานชื่น หรือจะเจอความขมขื่น?  เกษตรกรควรศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. บทเรียนโกโก้ของต่างประเทศ กรณีศึกษาจากประเทศร้อนชื้นทางแอฟริกา ลาตินอเมริกา รวมทั้งเอเชีย ในการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชที่มีโกโก้เข้ามาในระบบเกษตร โดยปกติประเทศในเขตร้อนชื้น มักมีพืชเศรษฐกิจ คล้ายๆกันกับไทย คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ และมะพร้าว ที่จะหยิบยกมาให้เป็นกรณีศึกษามีดังนี้

กัวติมอร์ หรือไอเวอรีโคส ประเทศผลิตโกโก้อันดับ 1 ของโลก สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-คงอยู่-ไปต่อ” ประเทศนี้พึ่งโกโก้เป็นหลัก ย้อนหลังไปราว 40 ปี ก่อนปี 1960-1979 โกโก้และกาแฟ เป็นอาชีพหลักเกษตรกร และเติบโตสูงสุดช่วง 1980-1989 ช่วง 1990 การพึ่งพาโกโก้ กาแฟ ได้ลดลง โดยพืชทางเลือกใหม่คือ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เข้ามาแทนที่โกโก้ในบางส่วน สาเหตุสำคัญคือ ราคาโกโก้ตกต่ำ และเกิดโรคระบาด แต่ประเทศนี้ยังคงขยายพื้นที่โกโก้ ครองแชมป์โลกตลอดมาทุกยุคสมัย

กานา ประเทศผลิตอันดับ 2 ของโกโก้โลก สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-แผ่วไป-คงอยู่” ก่อนปี 1940 เกษตรกรพึ่งพาพืชหลายชนิด และโกโก้ก็มาเริ่มรุ่งเรืองเอาตอน ช่วง 1957-1983 ทำเอาป่าจำนวนมากถูกบุกรุกและทดแทนด้วยโกโก้ พอถึงจุดสูงสุดโกโก้ก็ตกต่ำ หลังจากนั้นปาล์มน้ำมันก็มาทดแทนเพิ่มมากขึ้น

อินโดนีเซีย ประเทศผลิตอันดับ 3 ของโกโก้โลก สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-คงอยู่-แผ่วไป” สถานการณ์ในอินโดนีเซีย เมื่อราคาโกโก้ตกต่ำ ชาวอินโดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกโดยยาง และดูเหมือนโกโก้จะลดลงเรื่อยมาจนถึงปีนี้

มาเลเชีย สถานการณ์โกโก้ “เกิดขึ้น-แผ่วไป-เปลี่ยนให้มั่งคั่ง” มาเลเชีย เคยปลูกโก้โก้ประมาณ 2 ล้านไร่ แต่สุดท้ายการพึ่งพาโกโก้ไม่สามารถไปได้ จึงมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกที่ปัจจุบันเหลือเพียงหลักแสนไร่ แต่หันไปเติบโตทางการผลิตช็อกโกแลตแทน

  • การให้ผลผลิตของโกโก้  ปัญหาการผลิตโกโก้คือ ศัตรูพืชทำลาย ผลสดคุณภาพต่ำ เมล็ดเล็ก การทำเมล็ดแห้งได้คุณภาพต่ำ การเจริญเติบโตของโกโก้ ชอบสภาพแสงรำไร ไม่มากหรือน้อยเกินไป แบบสวนมะพร้าว ส่วนในสวนยางพารา งานวิจัยที่ประเทศโกตดิวัวร์ รายงานไว้ว่า การปลูกโกโก้ในปีแรกพร้อมยาง โดยปลูกยางเป็นแถวคู่ ระหว่างแถว 3 เมตร และเว้นพื้นที่ 16 เมตร ไว้ปลูกโกโก้ 2 แถว  การขยายแถวยางเพื่อให้เพิ่มพื้นที่ว่างให้พืชอื่นขยายราก และ ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ยิ่งมีร่มเงามาก ยิ่งรากยางหนาแน่นมาก โกโก้จะให้ผลผลิตน้อยลง โกโก้ให้รายได้ในปีที่ 4 ยาง เริ่มให้รายได้ในปีที่ 8 ในช่วง 12 ปี หลังปลูก ระบบ ยาง+โกโก้ ให้รายได้ดีกว่าการทำสวนยางแบบเดี่ยวๆ และหลังปลูกไป 13 ปี รายได้จากยางอย่างเดียวจะไม่ต่างจากการปลูก ยาง+โกโก้
  • การตลาดโกโก้  ตลาดประเทศไทยต้องประเมินให้รอบคอบและบนความเป็นจริง ผู้ปลูกต้องตอบคำถามนี้ได้ชัดเจน เช่น ในจังหวัดที่ปลูกมีผู้ซื้อในพื้นที่หรือยัง กี่ราย ซื้อมานานหรือยังและจะซื้ออีกนานเท่าไร ถ้าไม่มีคนซื้อเสียหายอย่างไร จะมีทางออกอย่างไร แปรรูปได้ไหม แปรรูปแล้วทำคุณภาพดีได้ไหม ขายในท้องถิ่นได้ไหม มีโอกาสขยายไปมากน้อยเท่าไร จะล้นตลาดไหม ราคาจะตกลงเท่าไหร่คุ้มทุนหรือไม่ เป็นต้น คำถามเหล่านี้จะทำให้การตัดสินปลูกได้รอบคอบขึ้น ส่วนทางภาครัฐและเอกชน ควรมีการส่งเสริมให้ขยายธุรกิจแปรรูป วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้นำ ทำช็อกโกเเลตในท้องถิ่น หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น เครื่องดื่ม มีการเชื่อมโยงกับโรงงาน มีการสร้างความนิยมในการบริโภคผลิตภัณฑ์โกโก้ในประเทศ รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคพึงพอใจหันมาบริโภคให้มากขึ้น
  • ผลตอบแทน  จากการสัมภาษณ์เกษตรกร จ.นครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า การปลูกระยะ 4 เมตร ระหว่างพืชหลัก ก็จะได้ประมาณ 50 ต้น/ไร่ 1 ต้นเฉลี่ยจะเก็บผลสดได้ 30 กิโลกรัม/ปี หรือ 1,500 กิโลกรัม/ไร่ หรือประมาณ 150 กิโลกรัมเมล็ดแห้ง ราคาขายผลสด 7.5 บาท/กิโลกรัม หรือ 12,250 บาท/ไร่  หักต้นทุน ปุ๋ย ยา น้ำ แรงงาน ประมาณ 6,000 บาท จะเหลือรายได้ 6,250 บาท/ไร่  อนึ่งผลผลิตที่ได้จะขึ้นกับการดูแล ตัดแต่งใสปุ๋ย และปัญหาศัตรูพืช ที่จะทำให้ผลผลิตลดลง แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ไกลจากจุดรับซื้อ ราคาซื้อหักค่าขนส่งอาจจะเหลือเพียง 5-6 บาท ต่อกิโลกรัม รายได้ 8,250 บาท/ไร่ หรือกำไร 2-3 พันบาทต่อไร่ ข้อมูลผลผลิตเมล็ดแห้งต่อไร่
  • ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร รายงานว่าให้ผลผลิตตลอดเวลาการทดลอง 13 ปี ให้ผลผลิตแห้ง เฉลี่ย 127 กิโลกรัม/ไร่
  • รายงานผลการวิจัยในประเทศกาน่า 64-192 กิโลกรัม/ไร่ อินโดนีเซีย 64-128 กิโลกรัม/ ไร่  ไอเวอรรี่โคส 70 กิโลกรัม/ไร่
  • ราคาตลาดค้าขายส่งออกของโลก 2.0-2.5 เหรียญสหรัฐ หรือ 64-80 บาทต่อกิโลกรัม ประเมินจากข้อมูลดังกล่าวนี้ถือว่ารายได้ไม่สูงนัก
  • การถูกโน้มน้าวโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงจากธุรกิจขายพันธุ์พืช  มีประเด็นที่น่าห่วงจากบทเรียนในอดีตของการเชิญชวน หรือหลอกลวง ให้ปลูกพืชบางชนิดไม่มีตลาดรองรับ หรือพืชบางชนิดไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น อินทผาลัม ไม่เหมาะกับภาคใต้เนื่องจากอากาศไม่หนาวพอที่จะให้ผลผลิต ดาวอินคาปลูกในที่ลุ่มเกิดโรคโคนเน่าตาย  การสัญญาว่าจะซื้อผลผลิตแต่ไม่ซื้อ เช่น กล้วยหอมทอง อ้างว่าไม่ได้คุณภาพ ผู้ซื้อหนีหาย บางชนิดเป็นพืชระยะยาว ยังไม่รู้อนาคต แต่ผู้ส่งเสริมปิดกิจการหายไร้ร่องรอย เช่น ตะกู  บางชนิดไม่มีการแปรรูปหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น สบู่ดำ เป็นต้น เกษตรกรจึงควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก หากพบการเชิญชวนให้ซื้อพันธุ์พร้อมอุปกรณ์ ควรตรวจสอบว่าเป็นของบริษัทที่มีโรงงานแปรรูปจริง และหากมีการดำเนินการเข้าลักษณะกฎหมายเกษตรพันธะสัญญาควรปรึกษาสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดมาร่วมดูแลการทำสัญญา
  • ภาคนโนบาย ไทยควร “วางตำแหน่งโกโก้ไว้ตรงไหน” เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาว ไม่ใช่เพียงเป็นกระแสระยะสั้น ซึ่งภาคนโยบายน่าจะมีทางเลือกการวางตำแหน่งของไทยไว้ให้ชัดเจน เช่น
  • ตำแหน่งที่ 1 “เป็นผู้นำการผลิตช็อกโกแลตในเอเชีย” แนวทางนี้ถือเป็นความมั่นคงในการผลิตในประเทศอย่างครบวงจร ไม่ให้มีปัญหาที่ผ่านมาแบบพืชอุตสาหกรรมชนิดอื่นๆ ไทยต้องส่งเสริมการตั้งโรงงานช็อกโกแลต และกำหนดปริมาณการปลูกที่เหมาะสมโดยโรงงาน
  • ตำแหน่งที่ 2 “เป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบคุณภาพพรีเมี่ยมในเอเชีย” การเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบจะเจอปัญหาถูกกำหนดราคาโดยตลาดโลก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเรื่องวังวนแห่ง ราคาตกต่ำ-ประท้วง-โค่น แต่ในสถานการณ์ที่หลายๆประเทศผลิตวัตถุดิบคุณภาพยังต่ำ ประเทศไทยจึงต้องทำผลผลิตเกรดคุณภาพสูง
  • ตำแหน่งที่ 3 “เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์โกโก้ทีมีอัตลักษ์พื้นถิ่นไทย” แนวทางนี้ ต้องส่งเสริมการบริโภคและการแปรรูปนำการผลิต ไม่ส่งเสริมขยายพื้นที่ปลูกวงกว้าง แต่ “ส่งเสริม เมืองโกโก้และช็อกโกแลต” ในเขตท้องถิ่น ชุมชน หรือคลัสเตอร์ ทำครบวงจร มุ่งขายความเป็นไทย ขายการท่องเที่ยว ลงในผลิตภัณฑ์  ซึ่งในเป้าหมายประเทศไทย 4.0 ที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดทิศทางเกษตรไทยควรเป็นเกษตรแปรรูป นั่นคือต้องทำผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต ส่วนการขยายพื้นที่ปลูกต้องประเมินความพอดีกับความต้องการใช้และให้อยู่ในระดับขาดแคลนเพื่อรักษาระดับราคาของเกษตรกรให้สูง มีนำเข้าวัตถุดิบในช่วงฤดูที่ในประเทศให้ผลน้อย

บทสรุปเพื่อเกษตรกรประเมินตนเองก่อนตัดสินใจปลูกโกโก้  แบบประเมินคะแนน 10 ข้อๆ ละ 10 คะแนน นี้ลองนำมาตรวจสอบความเหมาะสมโดยให้คะแนนในแต่ละข้อตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ก่อนตัดสินใจปลูกโกโก้

1) ตลาดโลก  ข้อมูล- ปริมาณการผลิตในตลาดโลกปัจจุบันประมาณ 4.3-4.5 ล้านตัน ยังเกินปริมาณการใช้อยู่ หลักหมื่นตันถึง 2 แสนตัน โดยมีสต็อกสำรองของประเทศผู้ซื้อระดับหนึ่ง ประมาณ 1.7 ล้านตัน ราคาตลาดโลกมีการพยากรณ์ว่า ช่วงนี้มีแนวโน้มดีขึ้นระยะสั้นแต่จะลดต่ำลงมากในระยะเวลาอีกไม่กี่ปี ราคาเมล็ดแห้ง ณ ปัจจุบัน ประมาณ 2.2 $ หรือราวๆ 70 บาท/กิโลกรัม ถือว่าตลาดโลกยังพอไปได้

2) ผู้ซื้อผลผลิตในพื้นที่ ข้อมูล- มีผู้ซื้อในบางจังหวัดที่ปลูกโกโก้มานาน เช่น นครศรีธรรมราช ชุมพร ประจวบ จันทบุรี และบางจังหวัดทางภาคเหนือ การมีผู้ซื้อที่ซื้อมายาวนานนั่นคือความมั่นคงทางการตลาด แต่ถ้ายังไม่มีการซื้อขายมาก่อนในพื้นที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูง


3) อุตสาหกรรมโกโก้และช็อกโกเลต  ข้อมูล-ในประเทศไทยยังมีโรงงานช็อกโกเลตน้อย เมื่อเทียบกับกาแฟหรือพืชอื่นๆ การขอตั้งโรงงานใหม่ยังไม่มีมาชัดเจน หากโรงงานน้อยรับผลิตได้น้อย ถือเป็นความเสี่ยงสำหรับเกษตรกร 


4) ความนิยมในตัวสินค้า    ข้อมูล-ตลาดช็อกโกแลตยังเป็นตลาดของผู้มีรายได้ดี ชาวบ้านธรรมดายังรับประทานน้อย และเครื่องดื่มโกโก้ยังนิยมน้อยกว่ากาแฟ การสร้างกระแสความนิยมในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนัก 


5) ปริมาณการปลูกและการใช้ในประเทศไทย  ข้อมูล-คาดว่าพื้นที่ปลูกจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากกระแสในปัจจุบัน ซึ่งมียอดการสั่งจองพันธุ์นับแสนต้นที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และอีกหลายแสนต้นของบริษัทเอกชน  เนื่องจากโกโก้เป็นพืชยืนต้นที่ต้องการร่มเงา จึงน่าจะไปปลูกในพื้นที่วางเปล่าที่มีอยู่ได้ไม่มาก แต่ข้อดีคือปลูกร่วมกับบางพืชได้ การปลูกน้อยราคาจะดี ปลูกมากราคาตกต่ำ ด้านตลาดไทยปัจจุบันมีทั้งการนำเข้าและส่งออก การผลิตที่น้อยกว่าการใช้ จะเป็นตัวพยุงราคาให้ดี ซึ่งดีกว่าการผลิตจนมีมากและอาศัยการส่งออกเป็นลมหายใจหลัก ประเด็นนี้ยังถือว่ามีโอกาสในการเติบโต


6) อากาศ ดิน น้ำ  ข้อมูล-โกโก้ปลูกดีในที่ร้อนชื้น ไม่หนาวมาก ดินร่วนระบายน้ำดี หน้าดินลึก มีฝน 1,500-2,000 มิลลิเมตร/ปี ไทยปลูกได้ดีในภาคใต้ ภาคตะวันออก ส่วนภาคอื่นๆ อาจมีปัญหาอากาศหนาวและแห้งแล้งบ้าง 


7) โรค แมลง ศัตรูพืช ข้อมูล- ศัตรูพืช เช่น กระรอก หนู โรค มีรายงานโรคระบาดสร้างความเสียหายในต่างประเทศ แต่ในไทยที่ยังพบน้อยเนื่องจากยังมีการปลูกน้อย

8) เงินลงทุน เวลา แรงงาน ความรู้  ข้อมูล-การจัดการสวนโกโก้ ดูแลง่าย ไม่แตกต่างจากพืชทั่วไป แต่ต้องตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ทำร่มเงาเมื่อเริ่มปลูก กำจัดวัชพืช แรงงานสามารถเข้าสวนได้ทุกอาทิตย์ มีความรู้ในการจัดการให้ได้ผลขนาดใหญ่ เมล็ดโต มีความรู้การแปรรูปเป็นเมล็ดแห้งคุณภาพดี 

9) ความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์จำหน่ายเองและตลาด  ข้อมูล-ความสามารถในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตลอดจนไปจนถึงการผลิตช็อกโกแลต ถ้าเกษตรกรหรือผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถทำเองได้ นั่นหมายถึงโอกาสทางการระบายผลผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มมีสูงขึ้น ลดปัญหาความเสี่ยงการตลาดลง 


10) ผลตอบแทน   ข้อมูล-ตัวเลขจากการสัมภาษณ์ พบว่าโกโก้ให้ผลผลิตผลสดประมาณ 1,500 กิโลกรัม/ไร่ หรือประมาณ 150 กิโลกรัมเมล็ดแห้ง ราคาขายผลสดประมาณ 7.5 บาท/กก. รายได้ประมาณ 12,250 บาท/ไร่  หักต้นทุน ปุ๋ย ยา น้ำ แรงงาน ประมาณ 6,000 บาท จะเหลือรายได้สุทธิ 6,250 บาท/ไร่   ทั้งนี้ขึ้นกับความเป็นมืออาชีพของเกษตรกรด้วย  


รวมคะแนนประเมิน หากได้คะแนน 60 ลงมาแสดงว่ายังไม่ควรปลูก 60-69 ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงจึงประสบความสำเร็จ 70-79 สามารถรักษาสภาพการผลิตไปได้ 80 ขึ้นไป มีอนาคตสดใส

 เครื่องดื่มโกโก้ มีรสกลมกล่อม ดีต่อสุขภาพ มีสารอาหาร ไม่มีคลอเรสเตอร์รอล ในผงโกโก้ 100 กรัม มีพลังงานทั้งหมด 228 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 19.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 57.9 กรัม, ไขมัน 13.7 กรัม โซเดียม, เหล็ก ซิงค์ วิตามิน, กากไยอาหาร และ อื่นๆอีกมากมาย มีประโยชน์ต่อร่างกายบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ถ้าวันนี้ร้านกาแฟหันมาพัฒนาสูตรเครื่องดื่มโกโก้ และท่านทดลองสั่งเครื่องดื่มโกโก้ร้อนๆเข้มข้นสูตรไม่ผสมน้ำตาลมาสักแก้ว จะทำให้ท่านเปลี่ยนใจมาเป็นคอโกโก้เพิ่มอีกหนึ่งคนแน่นอน

บทความโดย ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร

โกโก้ต้นอายุ 29 ปี ที่สงขลา

เอกสารอ้างอิง

Götz Schroth, François Ruf. Farmer strategies for tree crop diversification in the humid tropics. A review. Agronomy for Sustainable Development, Springer Verlag/EDP Sciences/INRA, 2014, 34 (1), pp.139-154. <10.1007/s13593-013-0175-4>. <hal-01234798>

https://www.businesswire.com/…/Malaysia-Cocoa-Industry-Repo…http://www.calforlife.com/…/ca…/cocoa-dry-powder-unsweetened

https://www.cirad.fr/…/rubber-intercropping-with-coffee-or-…

http://www.fairtrade -deutschland.de

http://www.fao.org/docrep/006/AD220E/AD220E03.htm#ch3.4

www.fao.org The Future of the World Cocoa Economy: Boom or Bust? – FAO 

http://www.icco.org

http://induced.info/…

http://iopscience.iop.org

http://www.koko.gov.my/…/indu…/statistic/cocoacultivated.cfm

https://www.malaymail.com/…/its-chocolate-factory-or-cocoa-…http://www.researchgate.net/

https://www.straitstimes.com/…/malaysia-aims-to-be-chocolat…https://www.telegraph.co.uk/…/the-surprising-country-that-…/

http://www.uq.edu.au/_School_Science_Lessons/CocoaProj.html

ขนุน

ขนุน หอมหวน ชวนชิม

ขนุนโลก
อินเดีย เป็นแชมป์ผลิตขนุน มีผลผลิต 1,436,000 ตัน/ปี รองลงมาคือ บังคลาเทศ 926,000 ตัน ไทย มาเป็นที่3 ผลผลิต 392,000 ตัน และอินโดนีเชีย 340,000 ตัน

ขนุนไทย
ปี 2560 มีพื้นที่เพาะปลูกขนุนหนัง 48,406 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 2.11 มีเพาะปลูกใน 59 จังหวัด เกษตรกร 15,669 ราย ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 0.33 ผลผลิตเฉลี่ย 3,746 กิโลกรัม/ไร่ พื้นที่เพาะปลูก 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ระยอง เพชรบุรี และจันทบุรี คิดเป็นร้อยละ 74.52 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ

แหล่งใหญ่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่เพาะปลูก 12,026 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2560 ร้อยละ 8.83 เนื้อที่เก็บเกี่ยวจ านวน 8,323 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2560 ร้อยละ 2.48 ผลผลิต 23,221 ตัน เพิ่มขึ้นจาก ปี 2560 ร้อยละ 11.41 ผลผลิตเฉลี่ยเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,547.9 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 2.72

ต้นทุนการผลิต จ.ประจวบคีรีขันธ์ บาท/ไร่

  1. ต้นทุนผันแปร 8,775 2.ต้นทุนคงที่ 1,800
    3.ต้นทุนรวมต่อไร่ 10,575 4.ต้นทุนขั้นกลางรวมต่อไร่(ไม่รวมค่าแรงงานครัวเรือน) 8,275
    5.ต้นทุนรวมต่อกิโลกรัม 3.40
    6.ต้นทุนขั้นกลางรวมต่อกิโลกรัม 4.35 บาท
    ผลผลิต 2.5-3.5 ตัน/ไร่
    ราคาที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เคลื่อนไหว 5-10 บาท/กิโลกรัม
    ผลตอบแทนต่อไร่ 12,500-35,000 บาท ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 2,500-25,000 บาท/ไร่

พันธุ์
1 ขนุนละมุด
เป็นขนุนที่มีผลเล็ก ลักษณะผลค่อนข้างกลมมีหนามถี่และแหลม เมื่อผลแก่แล้ว เปลือกมีสีเขียวอมเหลือง ไม่เป็นสีน้ าตาลเหมือนขนุนหนัง เวลาสุกยวงจะอ่อนนุ่ม เนื้อเละ และเหนียวเล็กน้อย รสชาติหวานจัด มีกลิ่นฉุน เวลารับประทานแทบไม่ต้องเคี้ยว สามารถใช้มือฉีกเปลือกออกได้ง่าย ขนุนชนิดนี้ไม่ สามารถจะแกะเอาเมล็ดออกจากเนื้อยวงให้เหลือแต่ส่วนเนื้อในสภาพยวงอย่างเดิมได้ ส่วนมากจะขายเป็นผล ขนุนอ่อน หรือขนุนดิบ

2 ขนุนจำปาดะ
เป็นขนุนที่นิยมปลูกมากทางภาคใต้ ลักษณะทั่วไปเหมือนขนุนอื่น ต่างตรงที่ใบมี ขนาดหนาและยาวกว่า ผลมีขนาดเล็ก ยาวเรียว เปลือกบาง มียางน้อยกว่าขนุนหนัง เมื่อสุกเกือบไม่มียาง ฉีก เปลือกออกได้ง่าย เปลือกกับยวงแยกออกจากกันง่าย เนื้อค่อนข้างเละ รสชาติหวานและมีกลิ่นฉุนมาก

3 ขนุนหนัง
เป็นขนุนที่นิยมรับประทานหรือปลูกทั่วไป เมื่อผลสุกจะมีลักษณะเนื้อแน่น กรอบ ไม่ เละ สามารถแกะเนื้อออกเป็นยวง ๆ และเอาเมล็ดออกได้ โดยที่เนื้อขนุนไม่เละ ยวงของขนุนหนังมีทั้งหนาและ บาง มีสีขาว สีเหลือง สีส้มแดง ตามชนิดของสายพันธุ์ต่าง ๆ ดังนี้

3.1 พันธุ์ตาบ๊วย
มีถิ่นก าเนิดที่ธนบุรี เป็นต้นก าเนิดของขนุนที่มีชื่อเสียงอีกหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ฟ้าถล่ม อีถ่อ ฯลฯ ลักษณะประจ าพันธุ์ ต้นเป็นพุ่มเตี้ย ต้นใหญ่ ใบหนาเป็นมัน ค่อนข้างกลม ไม่ค่อยสาก มือ มีขนน้อย ให้ผลดกประมาณ 20 – 80 ผล/ต้น ผลมีลักษณะเป็นทรงรีคล้ายมะกอกฝรั่ง ขนาดของผลวัด โดยรอบประมาณ 110 – 130 เซนติเมตร ผิวเรียบ เนื้อสีเหลือง ใหญ่ แห้ง กรอบ รสหวาน ซังสีขาว เมล็ด ค่อนข้างเล็ก

3.2 พันธุ์ฟ้าถล่ม
มีลักษณะประจำพันธุ์ ใบใหญ่และหนาเหมือนพันธุ์ตาบ๊วย ให้ผลผลิต หลังปลูก 4 ปี ประมาณ 15 – 20 ผล/ต้น ผลยาวรีใหญ่คล้ายรูปไข่ค่อนข้างไปทางทรงกระบอก เปลือกหนา สีของเปลือกอมน้ าตาลแดง เนื้อสีเหลือง ซังสีขาว รสหวาน กรอบ

3.3 พันธุ์ทองสุดใจ
ลักษณะประจำพันธุ์ ทรงพุ่มมีขนาดใหญ่ปานกลาง ไม่สูงจนเกินไป โปร่ง โตเร็ว แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบค่อนข้างกลมรี ปลายใบมนเล็กน้อย ใบเล็กกว่าฟ้าถล่ม ให้ผลดกกว่าฟ้า ถล่ม ต้นละประมาณ 25 ผล รูปร่างผลกลมรี เสมอเรียบทั้งผล ด้านขั้วผลคอดเล็กน้อย มีลักษณะเบี้ยวน้อย มาก เปลือกบาง ปลายหนามแหลม เนื้อสีเหลืองเข้ม หวานกรอบ เมล็ดเล็ก ซังสีเหลือง

3.4 พันธุ์จำปากรอบ
เป็นขนุนที่มีถิ่นกำเนิดในจังหวัดปราจีนบุรี ตั้งชื่อโดยคุณสมปอง ตวง ทอง มีลักษณะประจ าพันธุ์ มีต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มเตี้ย ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะยาวใหญ่ใกล้เคียงกับทองสุดใจ แต่ปลายใบแหลมและบางกว่า เป็นขนุนพันธุ์เบาให้ผลเร็ว ให้ผลในปีที่ 3 หลังจากปลูก ผลแก่เร็ว เนื้อเมื่ออ่อน สีขาวพอแก่จะเป็นสีจ าปา เนื้อแข็งหวานกรอบ เนื้อไม่เละแม้จะสุกจัดเนื้อหนาสู้ฟ้าถล่มและทองสุดใจไม่ได้ น้ าหนักผลเฉลี่ย 15 – 20 กิโลกรัม

3.5 พันธุ์สีทอง
เป็นขนุนทรงพุ่มใหญ่ ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะใบคล้ายพันธุ์จำปากรอบ เนื้อสีเหลือง ซังสีเหลือง รสหวานหอม เมล็ดเล็ก เนื้อหนาพอประมาณ แกนค่อนข้างโตกว่าพันธุ์อื่น ๆ

3.6 พันธุ์อีถ่อ
มีถิ่นกำเนิดในจังหวัดปราจีนบุรี ลักษณะประจ าพันธุ์ คือ ก้านผลยาว ผลมี ลักษณะยาวคล้ายถ่อเรือ ความยาวของผลตั้งแต่ก้านผลจนถึงก้นผลยาวประมาณ 75 เซนติเมตร ยวงเนื้อหนา แต่เล็กสั้น รสหวานกรอบ ให้ผลดกมาก 30 – 40 ผล/ต้น น้ าหนักเฉลี่ย 10 กิโลกรัม พันธุ์อีถ่อแบ่งย่อยไปอีก 3 พันธุ์ คือ อีถ่อแดง เมื่อผลสุกเปลือกจะมีสีแดงหรือน้ าตาลเข้ม เนื้อมีสีเหลืองเข้ม อีถ่อเขียว เมื่อผลสุกเปลือก มีสีเขียว เนื้อมีสีเหลือง และอีถ่อจ าปา เมื่อผลสุกเปลือกเป็นสีเขียว เนื้อมีสีจ าปา

3.7 พันธุ์คุณวิชาญหรือขุนวิชาญ
ผู้ค้นพบคือ คุณประยูร จรรยาวงษ์ พบในเขตบางกอก ใหญ่ ธนบุรี และได้มอบให้คุณวิชาญ ศิริผล นักวิชาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ขยายพันธุ์ไปเผยแพร่ จึง เรียกว่าขนุนคุณวิชาญ ใบมีขนาดเล็ก ทรงผลยาว คล้ายสากหิน จะแคบตรงส่วนใกล้ขั้วเล็กน้อย ก้านผลสั้น ผล มีขนาดปานกลาง น้ าหนักเฉลี่ย 18 – 20 กิโลกรัม เนื้อมีสีจ าปา เนื้อหนาและหวานพอสมควร เวลาสุกเนื้อ จะนิ่มเล็กน้อย

3.8 พันธุ์แดงรัศมี
ลักษณะประจำพันธุ์เป็นขนุนสีจ าปา มีขนาดผลใหญ่ น้ าหนักผลเฉลี่ย 12 – 15 กิโลกรัม/ผล ยวงใหญ่ เนื้อหนา กรอบ รสชาติไม่หวานแหลมจนเกินไป เมล็ดเล็ก และเมล็ดไม่งอก ในผลขณะที่ผลสุก

3.9 พันธุ์เจ๊กโต๊ะ
ลักษณะประจำพันธุ์ ทรงผลเป็นรูปไข่ ในก้านช่อเดียวกันมีหลายผล ก้าน ผลยาวเหมือนอีถ่อแต่สั้นกว่า เปลือกมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่สุกมีสีเหลืออมเขียว มีเนื้อสีเหลือง หนา กรอบ แห้ง รสหวาน ซังสีเหลืองอมขาว เมล็ดเล็ก ใบไม่กลมค่อนข้างเล็ก

3.10 พันธุ์ทองสัมฤทธิ์
ลักษณะประจำพันธุ์ ทรงต้นสูงโปร่ง โตเร็ว ผิวล าต้นค่อนข้างเรียบ ใบใหญ่ ความยาวมากกว่าความกว้าง ให้ผลดก ทรงผลเป็นรูปทรงกระบอก ผลใหญ่ หนามเรียบ เปลือกหนา ไส้เล็ก ยวงใหญ่ เนื้อหนาและยาว เมล็ดเล็ก เนื้อสีเหลือง รสหวานจัด ซังสีขาวอมเหลือง น้ าหนักผลประมาณ 15 – 25 กิโลกรัม มีจ านวนผลเฉลี่ย 20 ผล/ต้น

3.11 พันธุ์แม่น้อยทะวาย
ลักษณะประจำพันธุ์ ใบสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม เล็ก ผลเป็น รูปทรงไข่ ผิวเปลือกเรียบ เนื้อสีเหลือง ค่อนข้างบาง ยวงแน่น เล็กยาว รสหวาน

3.12 พันธุ์ละแมหรือขนุนเบา
เปลือกหวาน ถิ่นกำเนิดอยู่ที่อ าเภอละแม จังหวัดชุมพร โดย อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ได้คัดเลือกมาจากอ าเภอละแม และตั้งชื่อว่า “เบาเปลือกหวาน” เนื่องจาก ให้ผลเร็ว คือ ประมาณ 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี ก็ให้ผลแล้ว ผลค่อนข้างกลม น้ าหนัก เฉลี่ย 8 -15 กิโลกรัม/ผล เมื่อผลยังอ่อนเปลือกมีสีเหลืองอ่อน เมื่ออายุ 6 เดือน จะเป็นสีเขียว พอแก่จะเป็นสี น้ าตาล เปลือกหวาน เนื้อสีเหลือง หนา กรอบ แห้ง ซังขาวหนารสหวาน สามารถรับประทานได้ส่วนของเนื้อที่ ติดกับเปลือกก็มีรสหวาน เมื่อผลแก่จะมียางน้อยกว่าพันธุ์อื่น ๆ และเป็นขนุนพันธุ์เดียวที่สามรถน าใบมา รับประทานได้ เช่นกินกับส้มต า เมี่ยงค า ใบมีสีเขียวเข้มเล็กยาว ปลายใบแหลมมีขนมากและสากมือ

3.13 พันธุ์เหรียญทอง
ลักษณะประจำพันธุ์ ใบหนา มีสีเขียวเข้ม ล าต้นไม่ค่อยเรียบ กิ่งก้านสาขาไม่เป็นระเบียบ พุ่มต้นแผ่ อายุให้ผล 3 – 3 ปีครึ่ง ให้ผลดก ผลกลมทรงกระบอก น้ าหนักเฉลี่ย 10 กิโลกรัม/ผล เปลือกสีเหลืองอ่อน มีหนามห่าง หนามไม่สั้นหรือยาวมาก เปลือกหนาปานกลาง ขั้วผลเล็ก แกนผลไม่ใหญ่ เนื้อยวงใหญ่ปานกลาง สีเหลือง หนา รสหวาน กรอบ ซังสีเหลือง ปลายยวงที่ติดกับเปลือกไม่ พับงอ ขั้วยวงติดกับแกนเพียงครึ่งเดียวไม่เต็มหน้าตัดของยวง

3.14 พันธุ์เหรียญทองพิเศษ
ลักษณะส่วนใหญ่เหมือนพันธุ์เหรียญทอง แตกต่างที่ผลมี ขนาดใหญ่กว่า มีน้ าหนักผลเฉลี่ย 15 กิโลกรัม/ผล

3.15 พันธุ์หนึ่งในพัน
ลักษณะประจำพันธุ์ ใบสีเขียวเข้ม หนา ลักษณะใบรีค่อนข้างกลม ปลายใบมนเล็กน้อย จับดูจะสากมือเล็กน้อย ติดผลง่าย ให้ผลทะวายทั้งปี ผลค่อนข้างใหญ่ น้ าหนักเฉลี่ย 10 – 15 กิโลกรัม/ผล ค่อนข้างกลมรี ตรงกลางผลโตกว่าหัวและท้าย ยวงหนา เนื้อสีเหลืองเข้ม หวาน กรอบ ซัง น้อย มีสีเหลืองเข้ม

3.16 พันธุ์หมาร้องไห้ (พันธุ์อุดม 1)
ลักษณะประจำพันธุ์ คล้ายกับพันธุ์หนึ่งในพัน ต่างกัน บางส่วนเช่น ผลใหญ่กว่า สีเปลือกล าต้นไม่เรียบเหมือนหนึ่งในพัน ใบเล็กกว่าหนึ่งในพันเล็กน้อย ทรงพุ่มแผ่ ขยายกว้างกว่าหนึ่งในพัน ที่ส าคัญทั้งยวงและซังมีสีเหลืองเข้มแถมยังหวานรับประทานได้ด้วย

3.17 พันธุ์ขาวมุกสยาม
ต้นไม่สูงใหญ่นัก สูงเต็มที่ประมาณ 7-8 เมตร แตกกิ่งก้านสาขา เป็นพุ่มกว้าง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายยอด ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบ เรียวและมีขนาดเล็กกว่าใบขนุนทั่วไปอย่างชัดเจน ผิวใบเรียบ สีเขียวสดและเป็นมัน ผลโตเต็มที่มีน้ าหนักเฉลี่ย ระหว่าง 13–16 กิโลกรัม/ผล ยวงเป็นสีขาวสดใส เนื้อหรือยวงหนา เมล็ดเล็ก เนื้อไม่เละแม้สุกงอม รสชาติ หวานกรอบ

3.18 พันธุ์ทองประเสริฐ
ลักษณะประจำพันธุ์ ผลค่อนข้างกลม ใหญ่ หนัก 10-15 กก. เปลือกสีเขียวเข้มไม่หนามาก เนื้อรวงสีเหลืองทอง สวยงาม ยวงหนา รสชาติหวานกลมกล่อม ตัดจากต้นแล้ว สามารถเก็บไว้ได้นานหลายสัปดาห์
………

เอกสารอ้างอิง: สนง.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

พริกไทยปะเหลียน ตรัง

จังหวัดตรัง และ สวพ.8 ขอเชิญร่วมเวทีเสวนาผู้มีส่วนได้เสียการพัฒนาพริกไทยปะเหลียนสู่ GI
20 กุมภาพันธ์ 63 เวลา 10 โมงเป็นต้นไป ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง

กาแฟ ได้ไปต่อ?

ปี 2562 ความต้องการบริโภคกาแฟโลกอยู่ที่ 9.83 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 และปี 2561 ที่มีปริมาณ 9.23 และ 9.57 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้นประมาณ 2.1% ต่อปี

ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ดังนี้ บราซิล เวียดนาม อินโดนีเซีย  โคลัมเบีย อินเดีย เม็กซิโก เปรู และไทย ปริมาณที่ผลิตได้ 2.96, 1.46, 0.69, 0.65, 0.31, 0.27, 0.25 และ 0.03 ล้านตัน เป็นอาราบิกา ประมาณ 1 แสนกระสอบ และ โรบัสตา 7 หมื่น กระสอบ(60 กก)

ลำดับประเทศส่งออกกาแฟ ปี 2018

  1. Brazil: US$4.4 billion (14.1% of total coffee exports)
  2. Vietnam: $3.3 billion (10.5%)
  3. Germany: $2.5 billion (8.2%)
  4. Switzerland: $2.4 billion (7.6%)
  5. Colombia: $2.3 billion (7.5%)
  6. Italy: $1.7 billion (5.4%)
  7. France: $1.2 billion (3.7%)
  8. Honduras: $1.1 billion (3.6%)
  9. Belgium: $867.9 million (2.8%)
  10. United States: $861.2 million (2.8%)
  11. Ethiopia: $856.9 million (2.8%)
  12. Netherlands: $825.9 million (2.7%)
  13. Indonesia: $817.8 million (2.6%)
  14. Guatemala: $812.4 million (2.6%)
  15. Peru: $667.9 million (2.1%)

อุตสาหกรรมกาแฟไทยที่เติบโตไปในทิศทางเดียวกับกาแฟโลก โดยในช่วงปี 2558 – 2562 ปริมาณความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปในไทยมีอัตราเพิ่มขึ้น 6.21% ต่อปี หรือเฉลี่ยที่ปีละ 78,953 ตัน

ไทยสามารถผลิตเมล็ดกาแฟดิบได้ประมาณ 24,000 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงยังต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูปบริโภคในประเทศและส่งออก โดยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไทยนำเข้ากาแฟจากอาเซียน อาทิ เวียดนาม (92%) ลาว (7%) และอินโดนีเซีย (0.3%) โดยเก็บภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบที่ 5% และยกเว้นการเก็บภาษีสำหรับเมล็ดกาแฟคั่ว

การผลิตกาแฟสำเร็จรูปจะพบว่า ในช่วงปี 2559 – 2562 ไทยส่งออกกาแฟสำเร็จรูปเฉลี่ยถึง 29,876 ตันต่อปี มูลค่า 3,560 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ สปป.ลาว (24%) เมียนมา (29%) กัมพูชา (18%) ฟิลิปปินส์ (13%) และจีน (7%) ซึ่งหากเทียบอันดับการส่งออกสู่ตลาดโลกแล้ว พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ส่งออกกาแฟสำเร็จรูปของโลก โดยในปี 2561 ส่งออกไปโลก 28,473 ตัน

กาแฟไทย ไทยยังเป็นผู้ส่งออกกาแฟสำเร็จรูปสำคัญของโลก สำหรับประเทศไทยมีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศ ปี 2561 อยู่ที่ 95,000 ตันต่อปี แต่ภายในประเทศผลิตได้เพียง 23,617 ตัน จึงต้องนำเข้าถึง 68,616 ตัน หรือคิดเป็น 72%

ตลาดกาแฟไทย 38,000 ล้านบาทเดือด ยักษ์ใหญ่ “เนสท์เล่-ซีพี ออลล์-สตาร์บัคส์-เบอร์ดี้-เขาช่อง” แห่ยื่นขอนำเข้าเมล็ดกาแฟพุ่ง 48,000 ตัน เหตุราคาเมล็ดกาแฟตลาดโลกร่วงต่ำกว่าเมล็ดกาแฟในประเทศเกือบ 20-25 บาท/กก. ส่งผลเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทยทั้งภาคใต้-ภาคเหนือกระอักร้องรัฐเลื่อนเวลานำเข้าออกไปก่อ

ในปัจจุบันสัดส่วนการใช้กาแฟคั่วบดคิดเป็นปริมาณ 25-30% ของการใช้ภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนน้อยหากเทียบกับการใช้กาแฟอินสแตนต์ ที่ใช้เป็นส่วนผสมของกาแฟ 3 in 1 ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 75-80%

บริษัทผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่ยื่นเรื่องขอนำเข้าเมล็ดกาแฟต่อคณะกรรมการพืชสวนกาแฟ ประกอบไปด้วย 1) บริษัทเนสท์เล่ กาแฟโรบัสต้า 40,300 ตัน-อราบิก้า 300 ตัน 2) บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ ผู้ผลิตกาแฟเบอร์ดี้ กาแฟโรบัสต้าจำนวน 2,800 ตัน 3) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (ประเทศไทย) โรบัสต้า 3,500 ตัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้วมากกว่าเท่าตัว 4) บริษัท ยาคอปฯกาแฟโรบัสต้า 1,500 ตัน และ 5) อื่น ๆ ขอนำเข้ารายละ 60-600 ตันอีกหลายราย

รวมทั้งหมดขออนุญาตนำเข้ากาแฟประมาณ 48,000 ตัน แบ่งเป็น โรบัสต้า 40,615 ตัน(95%) กับอราบิก้า 2,560 ตัน โดยปีนี้มีข้อน่าสังเกตว่า บริษัทเนสท์เล่เพียงรายเดียวก็นำเข้าเมล็ดกาแฟไปแล้วถึง 40,300 ตัน หรือมากกว่าปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟในประเทศที่ผลิตได้ทั้งหมด

ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสต้าในตลาดโลก อยู่ประมาณ 47–50 บาท/กก. ในขณะที่ราคาเมล็ดกาแฟไทยขายอยู่ประมาณ 70 บาท/กก. หรือมีราคาต่างกันอยู่ 20–25 บาท/กก. ส่งผลให้ผู้ประกอบการกาแฟรายใหญ่ของไทยหลายรายรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบจากชาวสวนไปแค่ร้อยละ 40 จากปริมาณผลผลิตทั้งหมด (ที่มา: https://www.prachachat.net/local-economy/news-298890)

ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในต้นปี 2563 ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีสินค้าเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟ ลดภาษีศุลกากรลงเหลือ 0% จากอัตราภาษีเดิมที่อยู่ที่มากกว่า 90% การลดภาษีนำเข้าตามความตกลงเปิดการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ว่า ไทยต้องยกเลิกโควตาและลดภาษีเมล็ดกาแฟดิบ-เมล็ดกาแฟคั่ว-กาแฟสำเร็จรูปเป็น 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2563 จากเดิมที่เมล็ดกาแฟ จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีการกำหนดโควตานำเข้า (TRQ) ปีละ 5.25 ตัน ภาษี 4% หากนำเข้านอกโควตามีภาษี 81% ส่วนกาแฟสำเร็จรูป กำหนดโควตาปีละ 134 ตัน ภาษีนำเข้า 5.33% หากนำเข้านอกโควตามีภาษี 44.1%

กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานข้อมูลเนื้อที่ปลูกปี 2559 มี 349,322 ไร่ (54% เป็นโรบัสต้า) จํานวนผู้ปลูก 38,162 ราย พื้นที่ปลูก 34 จังหวัด ผลผลิตรวม 37,290 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 134 กิโลกรัม ราคาขายได้ต่อกิโลกรัม 46.62 บาท ปี2561 สศก. รายงานพื้นที่ปลูก 248,882 ไร่ ผลผลิต 24,614 ตัน ต้นทุนการผลิต 4,123 บาท/ไร่ หรือ 28 บาท/กก. (เวียดนาม 38 บาท/กก.)

สรุปภาพรวม เมื่อความต้องการกาแฟมีมากต้องนำเข้ามาก ไทยจึงยังขยายพื้นที่ปลูกได้อีก แต่ที่จะตามมา คือ ราคาจะลดลง เนื่องจากราคาตลาดโลกยังต่ำ

Premium Coffee” กับ “Specialty Coffee” แตกต่างกัน สำหรับ “Premium Coffee” คือ กาแฟประเภทใดก็ได้ แต่คัดเลือกให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ทำออกมาด้วยความพิถีพิถัน ขณะที่ “Specialty Coffee” ลงลึกไปถึงคุณภาพสายพันธุ์กาแฟ แหล่งปลูก องค์ประกอบของดิน สภาพอากาศ ความสูงจากระดับน้ำทะเล กระบวนการทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว 

กาแฟอราบิกากับภาคใต้

สายพันธุ์กาแฟที่นิยม โดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ
1. กาแฟอราบิก้า (Arabica)
2. กาแฟโรบัสต้า (Robusta)
3. กาแฟเอ็กซ์เซลซ่า (Excelsa)
4. กาแฟลิเบอริก้า (Liberica)

โรคของกาแฟอราบิกา ยุคก่อนปี 2530 มีความเสียหายมากจากราสนิม แต่หลังปี 2530 ได้มีสายพันธ์ลูกผสมของคาติมอร์ที่ต้านทานดีขึ้น และล่าสุดมีการสำรวจพบว่ามีการระบาดของแอนแทรกโนสเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีการระบาดของราสนิม

กาแฟอาราบิกา “พันธุ์เชียงใหม่ 80” อายุเก็บเกี่ยว ขึ้นกับระดับความสูง คือ 700-900 เมตร อายุเก็บเกี่ยว 5.5 – 6 เดือน และที่ระดับความสูง 1,000-1,300 เมตร อายุการเก็บเกี่ยว 8-9 เดือน
ผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบ หลังจากปลูก 3 ปี 86 กิโลกรัม/ไร่ และหลังจากปลูก 7 ปี เฉลี่ย 215 กิโลกรัม/ไร่
ให้ปริมาณสารกาแฟ green bean เกรด A เฉลี่ย 41.16% ต้านทานโรคราสนิมสูง ปริมาณคาเฟอีน 0.42% ควรปลูกภายใต้สภาพร่มเงาที่เป็นธรรมชาติ หรือระหว่างแถวไม้ผลยืนต้น เช่น มะคาเดเมีย บ๊วย ลิ้นจี่ เนื่องจากไม่ทนต่อสภาวะอากาศร้อนและแห้งแล้ง

อ้างอิง

สำรวจ รวบรวมและจำแนกชนิดโรคกาแฟอาราบิก้าในประเทศไทย Surveying collecting and identification diseases of Arabica coffee in Thailand ยุทธศักดิ์ เจียมไชยศรี และคณะ

ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,544 วันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2563

https://www.prachachat.net/local-economy/news-298890

http://www.akhacoffeethailand.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2

มะพร้าว 3 in 1

ลูกดกจนต้องลงผมยืนนับลูก ต้นละราวๆ 100-150 ลูก ดกจริงๆ

แปลงมะพร้าวใน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง สวพ.8 แปลงนี้ ปลูกเมื่อปี 57 ตอนนี้อายุย่าง 7 ปี สายพันธุ์นี้เป็นมะพร้าวกะทิน้ำหอม ที่เป็นงานทดลองของกรมวิชาการเกษตร แต่ผมตั้งสมญานามว่ามะพร้าว 3 in 1

1. ขณะผลอายุน้อย เป็นมะพร้าวน้ำหอม รสชาติหวานหอม

2. พอผลอายุปานกลาง เป็นมะพร้าวกะทิ

3. พอผลแก่เป็นมะพร้าวแกง เนื้อหนา มันน้อย มีรสหวาน

ประโยชน์ 3 อย่าง ใน 1 ต้น นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นลักษณะของมะพร้าวกะทิน้ำหอม จะไม่เป็นกะทิทุกลูก ดังนั้นจึงเหมาะที่จะเอาจุดเด่นมาทำตลาดได้

โกโก้ เทวดาเลี้ยง

ย้อนหลังไปเกือบ 30 ปี สมัยที่โกโก้เพิ่งเข้าส่งเสริมในประเทศไทย ในขณะนั้นมะพร้าวราคาตกต่ำชาวบ้านเดือดร้อน ราชการจึงจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกโกโก้ในสวนมะพร้าว และเป็นที่นิยมจนขยายไปปลูกในหลายหมู่บ้านในพื้นที่ภาคใต้ มีโรงงานใหญ่โตรับซื้อผลผลิต ถือว่าโครงการประสบความสำเร็จพอสมควร

เวลาผ่านไปสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ทั้งด้วยตัวพืช ด้วยนิสัยเกษตรกร ด้วยเงื่อนไขโรงงาน ด้วยปัญหาทางการตลาด และการแปรรูป จนสุดท้ายโกโก้หลายแปลงได้ถูกทิ้งให้เทวดาเลี้ยง คือเกษตรกรไม่ใส่ใจดูแล บ้างก็โค่น แต่ก็มีบางส่วนที่ยังไปต่อเป็นรายได้เสริม

ในภาพเป็นแปลงโกโก้ปลูกในรุ่นแรกๆ ที่สงขลา วิธีการปลูกใช้ระยะ 2.5 เมตร ในพื้นที่โล่งๆ แต่ได้ปลูก สะตอ กล้วย เป็นพืชร่มเงา เมื่อเวลาผ่านไป แปลงได้ถูกทิ้งให้เทวดาเลี้ยง ไม่มีการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ตัดแต่ง ปล่อยให้โตตามธรรมชาติ

วันนี้จึงเห็นสะตอสูงประมาณ 20 เมตร ลำต้นใหญ่เท่าตัวคน และต้นโกโก้ก็สูงราว 10 เมตร โคนต้นมีทั้งลำต้นเดียวและแตกออกมาหลายต้น

สภาพสวนปกคลุมไปด้วยใบโกโก้ไม่มีวัชพืช โกโก้ยังให้ผลผลิตตามลำต้นและกิ่งหลัก ต้นดูไม่โทรมเท่าไหร่นัก

แสดงให้เห็นว่าโกโก้เป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมในภาคใต้ ปลูกร่วมกับสะตอได้ดี มีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน

แปลงนี้สามารถทำการฟื้นฟูได้โดยตัดแต่งให้มีต้นสูง 2.0 -3.0 เมตร ทำการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ เร่งให้แต่กิ่งใบใหม่ ก็จะสามารถให้ผลผลิตได้เต็มที่และง่ายต่อการดูแล

ปัจจุบันมีการส่งเสริมโกโก้โดยบริษัทเอกชนมากมาย ซึ่งมาพร้อมกับการขายพันธุ์ และปัจจัยการผลิต ผมก็มีข้อคิดนิดๆหน่อยคือ โกโก้ไม่ใช่พืชกินสด ต้องแปรรูป ผลผลิตจึงต้องส่งขายไปยังผู้รวมรวมเพื่อส่งขายแก่โรงงานแปรรูปต่อไป ส่วนราคาผลผลิตจะขึ้นกับระยะทางระหว่างโรงงานกับแหล่งปลูกและปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่โรงงาน ปัจจุบันโรงงานแปรรูปโกโก้และทำช๊อคโกแลตยังมีน้อยมาก ส่วนแนวทางการแปรรูปเองของเกษตรกรสามารถทำเป็นเมล็ดแห้งได้แต่จะมีปัญหาการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนการแปรรูปเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จะขึ้นกับความสามารถของแต่ละคน

“การคาดหวังผลกำไรกับธุรกิจขายพันธุ์พืช มีความเสี่ยง โปรดใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุน”

ตั๊กแตนทะเลทราย มากับโลกร้อน

เฝ้าระวังตั๊กแตนทะเลทราย (Desert locust)

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลตั๊กแตนทะเลทราย Schistocerca gregaria (Forskål, 1775) (Orthoptera: Acrididae) จัดเป็น เป็นศัตรูพืชที่มีควมร้ายแรงระดับโลก เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 FAO เตือนภัยตั๊กแตนทะเลทรายระบาด ร้ายแรงสุดในรอบ 25 ปี ในแอฟริกาและก ำลังแพร่ระบาดเข้าตะวันออกกลางและอินเดีย การระบาดของฝูง ตั๊กแตนเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ท ำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของตั๊กแตน ซึ่งขณะนี้พบการระบาดของฝูงตั๊กแตนใน 13 ประเทศ ได้แก่ เคนยา เอธิโอเปีย เอริเทรีย โซมาเลีย ซูดานใต้ อูกันดา จิบูตี เยเมน โอมาน ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อินเดีย และ ปากีสถาน

จำปาดะ GI สตูล

จำปาดะของดีเมืองสตูล
จำปาดะสตูลที่ได้รับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีทั้งหมด 7 สายพันธุ์
1) พันธุ์ขวัญสตูล

2) พันธุ์สตูลสีทอง

3) พันธุ์น้ำดอกไม้

4) พันธุ์ทองเกษตร

5) พันธุ์ดอกโดน
6) พันธุ์วังทอง
7) พันธุ์พื้นเมือง ผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน

จำปาดะ หรือ Champedak ชื่อพฤกษศาสตร์ Artocarpus integer (Thumb.) Merr. อยู่ในสกุลเดียวกับขนุน A. heterophyllus Lam. หรือ Jackfruit และ สาเก A. altilis (Parkinson) Fosberg หรือ Breadfruit ภายใต้วงศ์ Moraceae แต่ขนุนและสาเกเป็นพืชต่างถิ่น ขนุนมีถิ่นกำเนิดที่อินเดีย ส่วนสาเกมีถิ่นกำเนิดในฟิลิปปินส์ หมู่เกาะโมลุกกะ และนิวกินี สกุล Artocarpus ในไทยมีพืชพื้นเมือง 12 ชนิด รวมถึงจำปาดะ แยกเป็น 2 สกุลย่อย คือ subg. Artocarpus ที่ใบเรียงเวียน หูใบยาวมากกว่า 1 ซม. หุ้มยอด ดอกเพศเมียและผลไม่เรียบ subg. Psedojaga ใบเรียงสลับในระนาบเดียว หูใบยาวไม่เกิน 5 มม. ติดด้านข้าง ดอกเพศเมียและผลเรียบ ซึ่งจำปาดะอยู่สกุลย่อย subg. Artocarpus

ชื่อพื้นเมือง จำปาเดาะ (ภาคใต้) ชื่อสามัญ Champedak มาจากภาษามาเลย์ chempadak หรือได้ชื่อว่า Golden Jackfruit เนื่องจากเหมือนขนุนแต่มีสีเข้มกว่า

ถิ่นกำเนิด พบที่คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา สุลาเวสี โมลุกก และปาปัว ในไทยพบเฉพาะทางภาคใต้ที่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ภูเก็ต สงขลา ยะลา และนราธิวาส ขึ้นในป่าดิบชื้น และปลูกเป็นไม้ผลทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมพม่าและเวียดนาม และในอินเดีย ในไทยพบปลูกเฉพาะทางภาคทางภาคใต้ในระดับต่ำ ๆ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้น ส่วนมากสูงถึงประมาณ 20 ม. หรือสูงกว่านี้ มีขนหยาบหรือขนสากสั้น ๆ สีน้ำตาลตามกิ่งอ่อน หูใบ เส้นแขนงใบด้านบน แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ และก้านช่อดอก หูใบเรียวหุ้มยอด ยาว 1.5-9 ซม. ใบเรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับ หรือแกมรูปขอบขนาน ส่วนมากยาว 8-20 ซม. ใบในต้นอ่อนมักจัก 3 พู ก้านใบยาวได้ถึง 3 ซม. ช่อดอกออกเดี่ยว ๆ ตามซอกใบ กิ่ง หรือลำต้น ดอกจำนวนมาก ใบประดับวงใน (inteflora bracts) ไม่มี ช่อเพศผู้แบบช่อเชิงลด รูปรีหรือรูปทรงกระบอก ยาว 1.5-5.5 ซม. ก้านช่อยาวถึง 6 ซม. ดอกแยกกัน กลีบรวมรูปหลอด ยาวประมาณ 1 มม. ปลายจัก 2 พู เกสรเพศผู้มี 1 อัน ยาวกว่าหลอดกลีบเล็กน้อย ช่อเพศเมียรูปไข่กลับหรือรูปทรงกระบอก ก้านช่อยาว 1.5-10 ซม. กลีบรวมเชื่อมติดกับดอกข้าง ๆ รังไข่แยกกัน ผลรวมเกิดจากกลีบรวมที่เชื่อมติดกันพัฒนาเป็นช่อรูปทรงกระบอกอ้วน ๆ หรือเกือบกลม ยาว 20-35 ซม. ผนังชั้นนอกแข็งเป็นช่องร่างแห ปลายกลีบรวมติดทนรูปกรวยคลายหนาม ยาว 1.5-3 มม. ผนังชั้นกลางสดนุ่ม ผลติดบนแกนกลาง แยกกัน รูปรี ยาวประมาณ 3 ซม. ผนังผลหนา เมล็ดขนาดใหญ่ ไม่มีเอนโดสเปอร์ม

อ้างอิง

http://www.dnp.go.th/botany/Herbarium/Archives/PlantFile/%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B0.html

ไผ่ bamboo

กรมป่าไม้ ได้แบ่งชนิดไผ่ตามการใช้ ประโยชน์ได้ 3 กลุ่ม

1. ไผ่เพื่อผลผลิตหน่อ เช่น ไผ่ตง ไผ่บงใหญ่ ไผ่ซาง ไผ่สีสุก ไผ่รวก ไผ่ไร่ ไผ่กิมซุ่ง ไผ่หม่าจู๋ ไผ่ปักกิ่ง ไผ่บงหวาน ฯลฯ

2. ไผ่เพื่อผลผลิตลำ สำหรับใช้ในการก่อสร้าง ทำาเครื่องเรือน เครื่องมือ เครื่องใช้ ไม้ค้ายัน งานจักสานและงานหัตถกรรมการก่อสร้าง ทำาฟาก เสาคำ้ายัน แผ่นสานไม้อัด ไม้ไผ่อัด เช่น ไผ่สีสุก ไผ่เฮี๊ยะ ไผ่ตง ไผ่บงใหญ่ ไผ่ลำามะลอก ไผ่ซางนวล และไผ่ป่า

• เครื่องเรือน เช่น ไผ่รวก ไผ่เลี้ยง ไผ่ตง ไผ่ซางหม่น

• ไม้ไผ่ดัด เช่น ไผ่รวก

• ทำข้าวหลาม เช่น ไผ่ป่า ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ตง ไผ่สีสุก

• ทำไม้เสียบอาหาร ไม้จิ้มฟัน เช่น ไผ่รวก ไผ่ป่า ไผ่ซางนวล

• งานจักสานและหัตถกรรม เช่น ไผ่รวก ไผ่ไร่ ไผ่สีสุก ไผ่ซาง ไผ่ซางนวล ไผ่ป่า ไผ่รวก ไผ่รวกดำา ไผ่ไร่ ไผ่ข้าวหลาม และไผ่เฮี๊ยะ

• เยื่อกระดาษ เช่น ไผ่เป๊าะ ไผ่ป่า ไผ่สีสุก ไผ่ซาง ไผ่ซางนวล ไผ่ตง ไผ่บงดำา ไผ่เหลือง

3. ไผ่เพื่อสิ่งแวดล้อม ปลูกเพื่อเป็นแนวรั้ว แนวกันลม และยึดดิน กัน ตลิ่งพัง ปลูกเป็นไม้มงคล เช่น ไผ่สีสุก ไผ่เลี้ยง ไผ่รวก ไผ่ป่า ไผ่ทอง ไผ่น้าเต้า และไผ่เหลือง ไผ่ที่นำามาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่มักจะเป็นไผ่จากป่าธรรมชาติ แต่ปัจจุบัน ความต้องการไผ่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความต้องการวัตถุดิบสำาหรับภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่อุตสาหกรรมภายในครัวเรือนไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมที่ใช้ไผ่เป็นวัตถุดิบแบ่งประเภทได้ ดังนี้

• อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ

• อุตสาหกรรมไม้ก่อสร้าง ไม้ค้ายัน

• อุตสาหกรรมการเกษตร

• อุตสาหกรรมอาหาร

• อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน

• อุตสาหกรรมประมง

ระยะปลูกไผ่ขึ้นอยู่กับชนิดไผ่ ไผ่ที่มีกอขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่น
ไผ่รวก ไผ่เลี้ยง ใช้ระยะปลูก 4×4 เมตร
ไผ่ซาง ไผ่ซางนวล ใช้ระยะปลูก 4×5 หรือ 5×5 เมตร
ไผ่ที่มีกอขนาดใหญ่ เช่น ไผ่ตง ใช้ระยะปลูก 5×5 เมตร
ไผ่ป่า ไผ่สีสุก ไผ่บง ควรใช้ระยะปลูก 5×5 หรือ 6×6 เมตร

1. การตัดสางลำหรือการตัดแต่งกอ การตัดสางลำจะทำเมื่อสิ้นสุด ฤดูฝน ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยตัดเอาลำไผ่ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปี ซึ่งมีความสามารถในการแตกหน่อลดลงออกไป และเปิดโอกาสให้ลำอายุ 1-2 ปี เจริญเติบโตได้เต็มที่ โดยมีลำอายุ 3 ปี ซึ่งมีใบสมบูรณ์ทำาหน้าที่ผลิตอาหารเลี้ยง หน่ออ่อน โดยทั่วไปการตัดสางกอจะเหลือหน่อไว้เจริญเติบโตในปีถัดไปเพียง 3-4 หน่อ/กอ ซึ่งเลือกหน่อที่ลำาตั้งตรงและแข็งแรงไว้ การตัดแต่งกอควรดำาเนินการ ดังนี้
1. ตัดกิ่งที่เป็นโรคและกิ่งแห้งออก
2. กอไผ่ที่มีอายุระหว่าง 1-2 ปี ไม่ควรรีบตัดหน่อ ทั้งนี้เพื่อทิ้งไว้เป็น ลำาสำาหรับเลี้ยงกอและขยายกอให้ใหญ่ขึ้น
3. กอไผ่ที่มีอายุ 2 ปี ให้เลือกตัดหน่อที่เบียดชิดลำาอื่น และหน่อที่ไม่ สมบูรณ์ออก เหลือไว้เพียง 5-7 หน่อต่อกอ
4. กอไผ่ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ให้เลือกตัดลำาแก่ที่มีอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป ออก เพื่อขายหรือใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม โดยเหลือลำาแม่ที่สมบูรณ์ไว้ ประมาณ 10-15 ลำาต่อกอเพื่อเลี้ยงกอและเลี้ยงหน่อที่ออกใหม่ การตัดลำแก่ ออกนี้ควรตัดจากลำาที่อยู่ตรงกลางกอออก กอไผ่จะได้โปร่งและขยายออกได้

2. การกำาจัดวัชพืช ในแต่ละปีทำา 2 ครั้ง ในช่วงฤดูการเจริญเติบโตหรือ ฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน

3. การพรวนดิน/คลุมดิน ทำเพื่อป้องกันตาเหง้าและรากแห้งเมื่อเข้าสู่ ฤดูแล้ง สามารถทำต่อเนื่องหรือควบคู่ไปกับการกำจัดวัชพืช ในช่วงเดือนธันวาคม ถึงมกราคมของปีถัดไป โดยพูนดินกลบโคนกอไผ่สูง 50 ซม. รัศมี 1 เมตรรอบกอไผ่

4. การให้น้ำ เป็นกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นเพื่อผลิตหน่อไม้นอกฤดูกาล โดย ให้นำ้าในฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เพื่อให้ผลิตหน่อ ในเดือนมีนาคม-เมษายน ปกติไผ่ตงต้องการนำ้าประมาณ 120 ลิตร/วัน หรือ 6 ปี๊บ/กอ/วัน

5. การใส่ปุ๋ย โดยทั่วไปจะใส่ในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม แต่ถ้าต้องการผลผลิตหน่อนอกฤดู ให้ใส่ปุ๋ย 2 ช่วงคือ ประมาณ เดือน มีนาคม-เมษายน และประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เพื่อให้ได้ผลผลิต หน่อจำนวนมาก โดยใส่ปุ๋ยคอก (ปุ๋ยขี้ไก่) ประมาณ 20-30 กิโลกรัม/กอ ประมาณ 1.5-2.0 ตัน/ไร่ และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ ½ กิโลกรัม/กอ ประมาณ 30-40 กิโลกรัม/ไร่ โดยพรวนดินรอบกอแล้วหว่านปุ๋ยในรัศมี 1 เมตร รอบกอ เสร็จแล้วคลุมด้วยกอหญ้าแห้งเพื่อป้องกันฝนชะหน้าดิน

6. แมลงที่พบในสวนไผ่และไผ่ในธรรมชาติ ได้แก่ หนอนผีเสื้อกลางคืน กัดกินใบ หนอนด้วงงวงเจาะหน่อไผ่ (Cyrtotrachelus sp.) ด้วงกินหน่อ (Xylotrupes Gideon L.) ด้วงงวงเจาะกิ่ง (Otidognathus sp.) เพลี้ยอ่อน (Pseudoregma sp.) และมวนดูดนำ้าเลี้ยง (Physomerus grossipes) การป้องกันกำาจัดทำาได้หลายวิธี เช่น การใช้สารเคมี เช่น มาลาไธออน เซฟวิน ผสมน้าราดหน่อและเหง้า หรือโดย ใช้วนวัฒนวิธี เช่น การสางกิ่ง สางลำาแก่ เพื่อกำาจัดที่อยู่ของดักแด้

……….

อ้างอิง:  สุทัศน์ เล้าสกุล ณัฏฐากร เสมสันทัด. การขยายพันธุ์ การปลูกและการจัดการสวนไผ่เศรษฐกิจ. โครงการฟื้นฟูด้านป่าไม้ในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ

GAP ดีเด่นภาคใต้ตอนล่าง

นางสนธิยา ละอองสกุล GAP ดีเด่นภาคใต้ตอนล่าง พ.ศ. 2563

ในโครงการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ที่อยู่ หมู่ที่ 3 ตำบลวัดขนุน อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
รหัสรับรองแหล่งผลิตพืช กษ 03-9001-36454363113

แนวคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน
มีความคิดที่จะเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว มาเป็นการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ หันมาทำไร่นาสวนผสม พึ่งพาตนเองได้ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ใช้พื้นที่ 9 ไร่ เพื่อทำไร่นาสวนผสม ปลูกฝรั่งกิมจูเป็นพืชหลักในพื้นที่ ประมาณ 4 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ดำเนินการขุดร่องน้ำ เลี้ยงปลา ปลูกไม้ผลอื่นๆ ปลูกผักและสมุนไพรหลากหลายชนิด มีความคิดในการทำการเกษตรปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เปลี่ยนมาใช้น้ำหมักชีวภาพ และวิธีกลในการกำจัดแมลงศัตรูพืช และทำการขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร เพื่อเป็นการยืนยันว่าผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และใช้ใบรับรองนี้แสดงให้กับผู้รับซื้อผลผลิตทุกครั้ง

การผลิตฝรั่งกิมจู
ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ทุกสัปดาห์เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช มีการบำรุงรักษาลำต้นโดยการใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งทำการผสมปุ๋ยใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ใช้ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ (ผลไม้:กากน้ำตาล:หัวปลา อัตราส่วน 2:1:1) เป็นประจำทุกเดือน ในระยะที่ให้ผลผลิตทำการห่อผลผลิตทุก 2 สัปดาห์หลังดอกบานโดยห่อผลผลิตด้วยถุงพลาสติกและหุ้มกระดาษเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต และหลังจากห่อผลประมาณ 1 เดือนจะเริ่มเก็บผลผลิต โดยดำเนินการเก็บผลผลิตทุกวันๆ ละ 20 กิโลกรัมขึ้นไปตามแผนการสั่งซื้อ มีการวางแผนการผลิตภายใต้ระบบการจัดการคุณภาพตามมาตรฐาน GAP พืช อย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่พบมากจะเป็นในเรื่องของแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยแป้ง โดยมีการระบาดทำให้ผลผลิตที่ได้ลดน้อยลง มีวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการตัดแต่งทรงพุ่ม และใช้น้ำหมักที่ทำขึ้นเองภายในแปลงผลิต มาฉีดพ่นภายในแปลงฝรั่งกิมจู ทำให้ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยปัจจุบันสามารถผลิตฝรั่งกิมจูออกจำหน่ายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 20-50 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 20-35 บาท ตามคุณภาพของผลผลิต โดยจะจำหน่ายผลผลิตให้กับหน่วยงานราชการ ในพื้นที่และจำหน่ายที่ตลาดชุมชน


การพัฒนาการผลิต ได้เข้าร่วมโครงการวิจัยกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 และเรียนการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาชนบท (อศ.กช.) ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ มีการนำวิธีการผสมปุ๋ยเคมีใช้เองมาใช้ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและลดการสูญเสียธาตุอาหารที่เกิดขึ้นได้ และมีการใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อช่วยการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศที่ดีขึ้น ผลิตแหนแดง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ และการทำน้ำหมักชีวภาพจากใบสะเดาและใบยาสูบเพื่อใช้ในการป้องกันแมลงศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับ
ผลผลิตรวม 8-12 ตัน ต้นทุน 101,500 บาท รายได้ 252,000 บาท กำไร 150,500 บาท

การผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP พืช
ใช้น้ำจากสระและร่องน้ำที่ขุดขึ้นภายในแปลง มีการให้น้ำแบบระบบสปริงเกอร์ มีการจัดเก็บปุ๋ยเคมี น้ำส้มควันไม้ สารสกัดจากธรรมชาติ ชีวภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่ใช้ฉีดพ่นในโรงเรือน แยกเป็นสัดส่วนและปลอดภัย ในการห่อผลฝรั่งมีการใช้ถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้แทนการใช้ถุงพลาสติกธรรมดาที่ย่อยสลายยาก เพื่อเป็นการลดการใช้ขยะพลาสติก และมีการแยกประเภทของขยะ แยกส่วนของที่ทิ้ง/กำจัดขยะออกมาชัดเจน เพื่อไม่ให้มีขยะปนเปื้อนหรือปะปนภายในแปลงผลิตพืช มีห้องจัดเก็บเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรแยกออกเป็นสัดส่วนชัดเจน และมีการตรวจสภาพและการซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ในการจัดซื้อ/จัดหาปัจจัยการผลิตในแต่ละครั้งมีการทำรายการบันทึกและทราบถึงแหล่งที่มาของปัจจัยการผลิตนั้นๆ เพื่อป้องกันการได้ปัจจัยการผลิตที่ไม่มีคุณภาพหรือปลอมปนมาด้วย

ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมด้านต่างๆ
เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาไร่นาสวนผสมของอำเภอสิงหนคร (อยู่ระหว่างการประกวดระดับจังหวัดและเขตต่อไป) เป็นหัวหน้ากลุ่มผักบนแคร่ หัวหน้ากลุ่มแหนแดง ของกลุ่มเกษตรกรนักวิจัยท้องถิ่นตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ในโครงการวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นเลขากลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมรำแดง พื้นที่ปลูกเป็นแหล่งเรียนรู้การทำการเกษตร โดยมีบุคคลภายนอกมาศึกษาดูงานการทำการเกษตรตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี โดยเป็นอาสาสมัครทำหน้าที่ดูแลการตลาดให้กับวิสาหกิจชุมชนรำแดง และให้ความช่วยเหลือคนในชุมชนเมื่อมีงานและเทศกาลต่างๆ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน เกษตรกรจากนอกพื้นที่ และครูจากโรงเรียนต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงานเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด หรือนำไปเป็นต้นแบบยังแปลงของตนเอง

Organic ดีเด่นภาคใต้ตอนล่าง

เกษตรกรผลิตพืชอินทรีย์ ดีเด่นภายใต้ตอนล่าง ประจำปี 2563

นายเมธี บุญรักษ์
รหัสรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ TAS : 54566

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานพัฒนาและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และได้คัดเลือกนายเมธีเป็นเกษตรกรดีเด่นระดับภาคใต้ตอนล่างในปีนี้

ประวัติเกษตรกรผลิตพืชอินทรีย์
ชื่อ-สกุล นายเมธี บุญรักษ์ อายุ 60 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 98/87 หมู่ที่ 1 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
ที่ตั้งแปลง บ้านเลขที่ 9/57 ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
พื้นที่ปลูก 10 ไร่
ชนิดสินค้า ลองกอง มังคุด สละ พริกไทย และกาแฟ

  1. แนวคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน
    1.1 แนวความคิดในการทำงาน
    หลังจากเรียนจบช่างยนต์ได้ไปทำงานอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง แต่ต้องการอยู่กับครอบครัว
    จึงลาออกจากงาน กลับมาทำเกษตรในที่ดินมรดก พื้นที่ 10 ไร่ ทำการปลูกลองกอง มังคุด แต่ไม่มีประสบการณ์ และไม่มีความรู้ทางด้านการเกษตร จึงปล่อยตามธรรมชาติ ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช้สารเคมี แต่พบว่าต้นไม้ไม่ตาย ยังสามารถเจริญเติบโตได้ดี
    ปี พ.ศ. 2555 ทำความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยคำนึงถึงระบบนิเวศน์ และสิ่งแวดล้อมภายในแปลง มีความคิดจะใส่ปุ๋ยบำรุงต้นและปรับปรุงดิน เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น จึงขอคำแนะนำจากสถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส และสำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงโก-ลก
    ในเรื่องการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ วิธีการทำน้ำส้มควันไม้ และได้เรียนรู้หลักการผลิตพืชตามมาตรฐานการ GAP และมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส
    ปี พ.ศ. 2561 ได้สมัครขอรับรองแหล่งผลิต GAP พืช และขอรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ จนผ่านรับการรับรองมาตรฐานพืชอินทรีย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Organic Thailand) จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร

1.2 การพัฒนาใฝ่รู้
สิ่งที่จะนำมาพัฒนาตนเองและงานที่ปฏิบัติเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประกอบกิจการ คือ การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งได้มาจาก การปรึกษาพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มเกษตรกร หน่วยงานราชการ พ่อค้า รัฐวิสาหกิจต่างๆ การเข้าร่วมรับการอบรม/สัมมนา ในโอกาสต่างๆ รวมถึงการทดลองปฏิบัติจริงในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง เกิดเป็นองค์ความรู้ต่างๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัว รวม 300,000 บาทต่อปี ตลอดจนสามารถพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทัศนศึกษาดูงานให้กับบุคคลที่สนใจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และต่างจังหวัด รวมถึงผู้สนใจจากต่างประเทศ

1.3 การประยุกต์และการบริหารจัดการใช้เทคโนโลยี
เทคโนโลยีในปัจจุบันมีหลากหลาย ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ การนำมาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสมกับตนเองและทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง ที่มีอยู่อย่างจำกัด และให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างสมดุล ซึ่งทุกกิจกรรมในการทำเกษตรอินทรีย์นั้น จะพยายามปรับและพึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่ให้มากที่สุดในรูปแบบการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีเทคโนโลยีที่ใช้ ดังนี้
● การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งเป็นหลักเพื่อการปฏิบัติในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเป็นแนวคิดการผสมผสานการอนุรักษ์ ดิน น้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับความต้องการด้านเศรษฐกิจ ด้วยการจำแนกป่า 3 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ ซึ่งเหล่านี้ทำให้เกิดประโยชน์ 4 อย่าง ประโยชน์ที่ 1 ไม้ใช้สอยนำมาสร้างบ้าน ที่อยู่อาศัย ประโยชน์ที่ 2 ไม้กินได้นำมาทำอาหาร ประโยชน์ที่ 3
ไม้เศรษฐกิจเป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว และประโยชน์ที่ 4 ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศในแปลง ช่วยปกป้องผิวดินให้ชุ่มชื้น ดูดซับน้ำฝน และค่อยๆ ปลดปล่อยความชื้นสู่แปลง

● การปลูกหญ้าแฝกรอบๆ โคนต้นพืช เพื่อปรับปรุงและอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของดิน

● การเลี้ยงไส้เดือนดิน การเลี้ยงปลากินพืช เพื่อนำมูลที่ได้มาทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ

● การผลิตและขยายแหนแดง เพื่อเป็นปุ๋ยชีวภาพ และแจกจ่ายแก่ผู้ที่สนใจ

● การผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุที่เหลือใช้ และผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลผลิตที่ร่วงหล่นในแปลง โดยไม่เผาทำลายเศษซากพืชในแปลง ยกเว้นเศษซากพืชที่เป็นโรคพืช

● การใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น การป้องกันกำจัดหนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง จะใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย 60 ล้านตัว (4 ถุง) ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นตามกิ่งที่มีหนอน พ่น 2-3 ลิตร ต่อต้น พ่นจำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 15-20 วัน

1.4 การแก้ไขปัญหาด้านการผลิต เศรษฐกิจ และสังคม
● ด้านการผลิต และด้านเศรษฐกิจ : การทำเกษตรอินทรีย์ เป็นการผลิตแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงจากใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนภายในแปลง ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิต และจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป ตัวอย่างเช่น ผลผลิตลองกอง ซึ่งตลาดท้องถิ่นราคาขายอยู่ที่ 30-40 บาทต่อกิโลกรัม แต่จากการบริหารจัดการ โดยการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์
การคัดคุณภาพก่อนส่งจำหน่าย โดยแบ่งเป็น 4 เกรด คือ A B C และเกรดช่อคละ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และการจำหน่ายผลผลิตด้วยตัวเอง ให้แก่ลูกค้าผ่านทาง Social Media เช่น Facebook, Line โดยในปีการผลิตที่ปัจจุบัน วางแผนจำหน่ายผลผลิตลองกอง ดังนี้

  • เกรด A ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม
  • เกรด B ราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม
  • เกรด C ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม
  • เกรดช่อคละ (ปลายกิ่ง) ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยจัดทำกล่องบรรจุลองกอง 2 แบบ คือ กล่องแบบพรีเมี่ยม สำหรับลองกอง เกรด A และกล่องแบบทั่วไป สำหรับลองกอง เกรด B C และเกรดช่อคละ กล่องมีขนาดบรรจุ
    2 ขนาด คือ ขนาด 5 กิโลกรัม และ 10 กิโลกรัม

● ด้านสังคม : ตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ จนได้รับการรับรองมาตรฐาน ทำให้เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานในพื้นที่ และยกย่องให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ ส่วนพื้นที่ผลิตก็ได้พัฒนาจนเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่าย ด้านเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสาน เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทัศนศึกษาดูงานให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรที่มาศึกษาดูงาน เกิดแรงบันดาลใจในการทำเกษตรที่มีคุณภาพ และรักในอาชีพเกษตรกรมากยิ่งขึ้น

1.5 การบริหารการจัดการที่ดี
การทำเกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่ 10 ไร่ ได้วางแผนการผลิตเป็นอย่างดีและเป็นระบบ โดยเน้นการพึ่งพาธรรมชาติในพื้นที่ให้มากที่สุด ซึ่งมีหลักในการบริหารจัดการด้านต่างๆ ดังนี้
● ด้านแรงงาน : เน้นการใช้แรงงานการผลิตในครัวเรือนเป็นหลัก แต่บางช่วงที่ต้องจัดการสวนแข่งกับเวลา เช่น ช่วงการตัดแต่งกิ่ง ช่อดอก ช่อผล หรือช่วงการเก็บเกี่ยว ก็จะจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงกับแปลงปลูก เพื่อช่วยจ้างงานในพื้นที่ และได้คนช่วยสอดส่องดูแลแปลงในอีกทางหนึ่ง
● ด้านพื้นที่และพืชปลูก : เน้นการปลูกพืชผสมผสาน ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้มากที่สุด เช่น
ใช้หลักการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง หลักการปลูกพืชไล่ระดับเป็นชั้นๆ และมีการเตรียมแหล่งน้ำ ให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นให้อยู่ในพื้นที่ด้วยฝายชะลอน้ำ และขุดคลองไส้ไก่ มีบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็ก
● ด้านการผลิตและการรับรองมาตรฐาน : มีความตั้งใจที่จะผลิตพืชให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความตั้งใจจะผลิตลองกอง ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้มีความยั่งยืน จึงพัฒนากระบวนการผลิตจนได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) ลองกองตันหยงมัส

  1. ผลงานและความสำเร็จของผลงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ
    2.1 การผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพพืชอินทรีย์ เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐาน/คุณภาพปลอดภัย/คุณภาพปลอดศัตรูพืช
    ● พื้นที่ปลูก
    พื้นที่ทั้งหมด 10 ไร่ โดยมีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน คือ นส 3 ก. มีการจัดทำผังแปลง มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลายระดับความสูงเป็นชั้นๆ ร่วมกับการปลูกหญ้าแฝก ได้แก่
  • ลองกอง จำนวน 210 ต้น
  • มังคุด จำนวน 180 ต้น
  • สละอินโด จำนวน 200 ต้น
  • พริกไทย จำนวน 100 ต้น
  • กาแฟ จำนวน 30 ต้น
  • พืชเสริม เช่น ฝรั่งกิมจู ผักหวานป่า ผักเหรียง
  • ไม้เศรษฐกิจ เช่น สะเดา ยางนา ตะเคียน พะยอม มะค่า ต้นสัก มีมาตรการและการป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอก โดยจัดทำแนวกันชน หลายชั้นหลายระดับ ตั้งแต่การขุดคันดินป้องกันน้ำจากภายนอก ปลูกหญ้าแฝกบนคันดิน ปลูกไม้พุ่มขนาดเล็ก และไม้ขนาดใหญ่
    ● แหล่งน้ำ
    เพื่อลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนัก จึงใช้น้ำจากบ่อบาดาลน้ำตื่น และขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ภายในแปลง สร้างฝ่ายชะลอน้ำ และขุดคลองไส้ไก่ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
    ● เมล็ดพันธุ์และส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์
    ใช้หลักการขยายพันธุ์พืชจากต้นพันธุ์ที่มีอยู่ในสวนเป็นหลัก หรือจัดหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้

● การจัดการและการปรับปรุงดิน
มีการปลูกหญ้าแฝกรอบๆ โคนต้นพืช เพื่อปรับปรุงและอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของดิน และการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน มีการห่มดินจากใบไม้ที่ร่วงหล่นในแปลง มีการใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติ เช่น การผลิตปุ๋ยหมักจากใบไม้และใบหญ้าแฝก และการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ต่างๆ ในสวนที่ตกเกรด การผลิตและขยายแหนแดง เพื่อเป็นปุ๋ยชีวภาพ
● การจัดการศัตรูพืช

  • รักษาระบบนิเวศภายในแปลง อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงหางหนีบ
  • มีการสำรวจแปลงอย่างต่อเนื่อง
  • เน้นการป้องกัน มากกว่าการกำจัดศัตรูพืช โดยใช้วิธีเขตกรรม เป็นหลัก เช่น การดูแลแปลงปลูกให้สะอาด การดูแลพืชปลูกให้สมบูรณ์แข็งแรง
  • ใช้วิธีการกำจัดวัชพืช ด้วยวิธีการถากหญ้า ถอนหญ้า แล้วนำใบหญ้าแฝกไปคลุมโคนต้นไม้ในสวน
  • ใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

● การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
มีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการจัดการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น เก็บเกี่ยวลองกองที่ 13 สัปดาห์ หลังดอกบาน (สำหรับจำหน่าย) และ 14 สัปดาห์ หลังดอกบาน (สำหรับบริโภค)
มีการเก็บเกี่ยวใส่ตะกร้าที่ไม่ผ่านการใช้งานแบบทั่วไปมาก่อน และมีการทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อนนำมาใช้ และมีการบำรุงรักษาให้มีสภาพพร้อมใช้งาน

● การบรรจุหีบห่อ การเก็บรักษาและการขนส่ง
สถานที่เก็บรักษาผลิตผลพืชอินทรีย์ มีพื้นที่เพียงพอ สะอาด อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มีการพักผลผลิตและเก็บรักษา เนื่องจากนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชนทุกวัน หรือส่งทางระบบขนส่งทันทีเมื่อได้รับคำสั่งซื้อ
จากการจำหน่ายทาง Social Media เช่น Facebook, Line

● การแสดงฉลากและการกล่าวอ้าง
มีการใช้ใบรับรอง ที่แสดงถึงการปลูกพืชตรงกับชนิดพืชที่ได้รับการรับรองจริง มีการใช้เครื่องหมายการรับรอง Organic Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

● บันทึกข้อมูลการผลิต
มีการบันทึกข้อมูลการใช้ปุ๋ย บันทึกวัสดุที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ บันทึกการให้น้ำ ราคาผลผลิต และการปฏิบัติงานภายในแปลง เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพมากที่สุด มีการจดบัญชีรับ-จ่าย ในแต่ละกิจกรรมเพื่อรู้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง โดยประยุกต์แบบบันทึกข้อมูลต่างๆ ให้สะดวกและง่ายดายต่อการบันทึกข้อมูล (รายละเอียดแสดงไว้ในภาคผนวก)

● การทวนสอบ
มีการบันทึกหลักฐาน เอกสารที่สามารถทวนสอบได้ และมีการจัดเก็บบันทึกฯ ไว้เป็นอย่างดี ส่วนผลผลิตที่จำหน่ายมีการแสดง QR code เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ และเพื่อการติดต่อสื่อสารของผู้บริโภค

2.2 ความยั่งยืนและความต่อเนื่องในระบบการจัดการคุณภาพพืชอินทรีย์
มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้บริโภค ในขั้นตอนกระบวนการผลิต โดยจะรักษาความเป็นผลผลิตอินทรีย์ตลอดกระบวนการผลิต สามารถทวนสอบได้
มีความรักและหวงแหนพื้นที่ทำการเกษตรไว้ให้ลูกหลาน และมีความสุขและความพึงพอใจในการประกอบอาชีพการเกษตร ได้ดำเนินชีวิต “9 ตามรอยพระบาท ศาสตร์พระราชา” และได้ส่งต่อความรักในอาชีพเกษตรกรไปสู่คนในครอบครัว เพื่อสานต่อการผลิตพืชที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน แก่ผู้บริโภคต่อไป

2.3 การขยายผล สามารถเผยแพร่และเป็นแบบอย่างของส่วนรวมและเครือข่ายได้
ได้มอบสิ่งที่ตนเองรู้ ด้วยใจ จากประสบการณ์การทำการเกษตร ให้กับเกษตรกรที่สนใจ และเกษตรกรที่ได้มาทัศนศึกษา นอกจากนี้ยังได้ขยายผลการทำเกษตรอินทรีย์จากแปลงปลูก ไปสู่พื้นที่รอบๆบริเวณบ้านพักอาศัย ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอำเภอสุไหงโก-ลก โดยได้เริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่คนเมืองที่อยากปลูกพืชอินทรีย์ ไว้บริโภคในครัวเรือน

  1. ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมด้านต่างๆ
    3.1 เป็นผู้นำกลุ่มหรือชุมชน
  • เป็นหมอดินอาสา
  • เป็นวิทยากรประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
  • ผ่านการประเมินเป็น Smart Farmer

3.2 การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เช่น เป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ เป็นสถานที่ดูงาน ฯลฯ
จากการทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีกิจกรรมย่อยหลายๆ อย่าง เช่น การปลูกแฝก การบริหารจัดการน้ำด้วยฝายชะลอน้ำ การปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้เกษตรกรในชุมชนได้นำไปปฏิบัติจากการแนะนำในพื้นที่ และเกิดการแลกเปลี่ยนสอบถามเรียนรู้เป็นเครือข่ายตามมา เกิดเป็นสังคมเกษตรที่มีความชอบเหมือนกัน ร่วมเป็นกลุ่ม/เครือข่ายกัน เช่น

  • เครือข่ายคนรักษ์แฝกระดับเขตและระดับประเทศ
  • เครือข่าย ศพก.อินทรีย์ อ.สุไหงโก-ลก
  • เครือข่ายหมอดินอาสา
  • กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตลองกองคุณภาพ
  • เครือข่ายการทำเกษตรแบบผสมผสาน และการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่
  • เครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) ลองกองตันหยงมัส
  1. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    4.1 การจัดการสุขลักษณะที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
    การทำการเกษตรในชีวิตประจำวันที่ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวัน จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำด้วยความตั้งใจ ขยันและเอาใจใส่ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างมีสติ พึ่งพาตนเองลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกให้มากที่สุด ไม่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และจิตใจที่ดีตามมา ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ครอบครัวที่มีความสุข และผลพลอยได้ คือ การเพิ่มมูลค่าในตัวของสินค้า คือ การได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand ซึ่งช่วยในด้านการตลาด การเพิ่มมูลค่า กำหนดราคาต่อรองผู้บริโภคได้ เพียงปฏิบัติดูแลสวนให้เป็นไปตามปกติตามที่เคยทำมา และประยุกต์ให้เข้ากับตลาดสมัยใหม่ ในโลกของการเปลี่ยนแปลง ก็สามารถรับมือและปรับตัวได้
    มีการดูแลสุขลักษณะในแปลง ป้องกันและหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกฎของแปลงที่ห้ามนำอาหาร ถุงพลาสติก เข้ามาภายใน สำหรับผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน

4.2 การใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี
ในกระบวนการผลิตจะไม่มีการใช้สารเคมี โดยใช้วิธีการตัดหญ้าทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช มีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อคลุมวัชพืชในสวนและป้องกันการระเหยของความชื้นในดิน ป้องกันการพังทลายของดิน มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพจากแหนแดง ส่วนการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช จะใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ร่วมกับวิธีเขตกรรม เช่น การดูแลแปลงปลูกให้สะอาด การดูแลพืชปลูกให้สมบูรณ์แข็งแรง

  1. เอกสารสิทธิ์ฯ
    ที่ตั้งของแปลงมีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน คือ นส 3 ก.
  2. ผลงาน ความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ
    ● ประกวดผลผลิตลองกองได้รับรางวัล อันดับ 2 ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง” ปี 2554
    ● รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เกษตรกรดีเด่น (สาขาไร่นาสวนผสม) ปี 2557 จังหวัดนราธิวาส
    ● รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เกษตรกรดีเด่น (สาขาไร่นาสวนผสม) ปี 2555 จังหวัดนราธิวาส
    ● รางวัลหมอดินอาสาดีเด่นระดับเขต ปี 2558
    ● รางวัลชนะเลิศจากการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 9 ประจำปี 2557-2558 ประเภทการปลูกและการส่งเสริมการปลูก
    ● รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำและการใช้ประโยชน์หญ้าแฝก ปี 2558
    จากกรมพัฒนาที่ดิน
    ● รางวัลชนะเลิศการประกวดเกษตรกร GAP ลองกอง ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง”
    ครั้งที่ 42 ประจำปี 2560
    ● รางวัลชนะเลิศ เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ในงานของดีเมืองนรา “งานวันลองกอง” ครั้งที่ 43 ประจำปี 2561
    ● รางวัลเป็นผู้ที่มีความสามารถดำเนินกิจกรรมของงานพัฒนาที่ดินและขยายผลการดำเนินงานเป็นที่ประจักษ์เป็นวงกว้าง เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562

สูตรและอัตราการใช้ปุ๋ยหมัก-น้ำหมัก
การทำปุ๋ยหมัก 1 กอง (1 ตัน)

  • หญ้าแห้ง หรือ ใบไม้ จำนวน 300 กิโลกรัม
  • ใบหญ้าแฝก จำนวน 400 กิโลกรัม
  • มูลวัวพื้นบ้าน จำนวน 300 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.1 จำนวน 1 ซอง
  • น้ำหมักผลลองกอง จำนวน 100 ลิตร
  • หมักไว้นาน 2-3 เดือน นำไปใส่ต้นพืช 20-30 กิโลกรัม/ต้น/ปี ขึ้นอยู่กับชนิดและอายุของพืช

การทำน้ำหมักชีวภาพ (200 ลิตร)

  • ผลลองกองภายในสวน จำนวน 50-60 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
  • น้ำสะอาด จำนวน 150 ลิตร
  • หมักไว้นาน 3 เดือน นำไปใช้ 20 มิลลิลิตร (2 ซ้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดหรือฉีดพ่นต้นพืช

การทำน้ำหมักปลาทะเล (100 ลิตร)

  • ปลาทะเล จำนวน 30-40 กิโลกรัม
  • ผลลองกองสุกภายในสวน จำนวน 40-50 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
  • น้ำสะอาด จำนวน 50 ลิตร
  • หมักไว้นาน 6 เดือน นำไปใช้ 20 มิลลิลิตร (2 ซ้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดหรือฉีดพ่นต้นพืช

การทำน้ำชีวภาพหน่อกล้วย

  • หน่อกล้วยสับภายในสวน จำนวน 30 กิโลกรัม
  • ผลลองกองสุกภายในสวน จำนวน 40-50 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
  • หมักไว้นาน 3 เดือน นำไปใช้ 20 มิลลิลิตร (2 ซ้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดหรือฉีดพ่นต้นพืช

คลิปภาพการผลิตไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทย โดยใช้อุปกรณ์ในครัวเรือน

การผลิตไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทย ฉบับใช้วัสดุอุปกรณ์ในครัวเรือน ทำง่าย ใช้ดี
นวัตกรรมใหม่โดย ดร.นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร