ฟ้าทะลายโจร 1 ต้น ได้กี่แคปซูล

ฟ้าทะลายโจร 1 ต้น ได้ กี่แคปซูล

จากข้อมูลงานวิจัยต่างๆ พบว่า ฟ้าทะลายโจร 1 ไร่ ปลูกระยะ 40×60 เซนตืเมตร ได้ประมาณ 8 พันต้น ให้ผลผลิตเฉลี่ยน้ำหนักสด 2,389 กิโลกรัม/ไร่ น้ำหนักแห้ง 549 กิโลกรัม/ไร่
ต้นละประมาณ 250 กรัมสด 63 กรัมแห้ง สามารถบรรจุแคปซูล 500 มิลลิกรัมได้ 125 แคปซูล
1 ไร่ ปลูกระยะ 40×60 เซนตืเมตร ได้ประมาณ 8 พันต้น (ผลผลิตแต่ละที่จะแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่และการจัดการ)


แพทย์แนะนำ ใช้แอนโดรกราโฟไลด์ 180 มิลลิกรัม/วัน แบ่งเป็น 3 มื้อ เมื่อเทียบกับผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 100 กรัมที่มีสารสำคัญประมาณ 3-6 กรัม เท่ากับ 1 แคปซูล 500 มิลลิกรัม มีสารสำคัญ 15-30 มิลลิกรัม จึงรับประทานวันละ 6-12 แคปซูล หรือมื้อละ 1-2 แคปซูล ติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน

ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรต้านโควิด

ฟ้าทะลายโจร

ธัชธาวินท์ สะรุโณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่8 สงขลา

กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ชื่อวิทยาศาสตร์       

Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall. ex Nees

ชื่อวงศ์          ACANTHACEAE

ชื่อพื้นเมือง    ฟ้าทะลาย ฟ้าทะลายโจร  ซีปังกี หญ้ากันงู

ชื่อสามัญ       The Creat, Creyat Root, Halviva,

           Kariyat, Green Chiretta, Kreat

ลักษณะ        ไม้ล้มลุก สูง 30-60 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งออกเป็นพุ่มเล็ก ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร สีเขียวเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็กกลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ มีเส้นสีแดงเข้มพาดตามยาว ปากล่างมี 2 กลีบ  ผล ฝักสีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมาพื้นที่ที่พบในสวนฯ   

ฟ้าทะลายโจร มีสารเคมีประกอบอยู่หลายประเภท แต่ที่เป็นสาระสำคัญในการออกฤทธิ์ คือ สารกลุ่ม Lactone คือ

  1. สารแอดโดรกราโฟไลด์ (andrographolide)
  2. สารนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (neo-andrographolide)
  3. 14-ดีอ๊อกซี่แอนโดรกราโฟไลด์ (14-deoxy-andrographolide)

ภาพ ลักษณะต้น ใบ ดอก เมล็ด ฟ้าทะลายโจร

สายพันธุ์

มีความเหมาะสมหลายสายพันธุ์ พบว่าแต่ละสายพันธุ์ จะให้ผลผลิตจะแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ปลูก ฤดูกาลที่ปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน การจัดการต่างๆ เป็นต้น  จากข้อมูลงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร ปรากฏดังนี้

สายพันธุ์พิษณุโลก(5-4) ทดลองที่จังหวัดพิจิตรให้ผลผลิตน้ำหนักสด และแห้ง  4,187  และ  960 กิโลกรัม/ไร่  ทดลองที่จังหวัดแพร่ให้ผลผลิต 911 และ  249 กิโลกรัม/ไร่ 

สายพันธุ์พิจิตร(4-4) ทดลองที่จังหวัดพิจิตรให้ผลผลิตน้ำหนักสด และแห้ง 3,880 และ  836 กิโลกรัม/ไร่ ทดลองที่จังหวัดแพร่ให้ผลผลิต 1,068  และ 274 กิโลกรัม/ไร่  

สายพันธุ์เชียงใหม่(4-4) ทดลองที่จังหวัดพิจิตรให้ผลผลิต น้ำหนักสด และแห้ง  3,778  กิโลกรัม/ไร่ และ 769 กิโลกรัม/ไร่ ทดลองที่จังหวัดแพร่ให้ผลผลิต 1,220  และ 331 กิโลกรัม/ไร่

สายพันธุ์ราชบุรี ทดลองที่จังหวัดพิจิตรให้ผลผลิตน้ำหนักสด และแห้ง  3,333 กิโลกรัม/ไร่ และ 775  กิโลกรัม/ไร่ ทดลองที่จังหวัดแพร่ให้ผลผลิต 732  และ 207 กิโลกรัม/ไร่

 ทั้ง 4 พันธุ์ให้ปริมาณแลคโตนรวม 6-16  กรัม/น้ำหนักแห้ง 100 กรัม

เตรียมกล้าและเตรียมแปลง

 โดยแช่เมล็ดฟ้าทะลายโจรในน้ำสะอาดทิ้งไว้ 6-24 ชั่วโมง นำเมล็ดไปเพาะ เมื่อเมล็ดงอกมีใบเลี้ยงจึงคัดแยกกล้านำมาปักชำในถาดหลุม เมื่อมีใบจริงคลี่บาน 6 ใบ นำลงแปลงปลูก เตรียมแปลงแบบยกแปลงสูงประมาณ 20 เซนติเมตร ปรับผิวแปลงให้สม่ำเสมอ ขุดหลุมปลูกขนาด 15 × 15 × 15 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยดินผสมกับปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตัน/ไร่  ปลูก1 ต้น/หลุม ใส่ปุ๋ยคอกอีก 1 ครั้ง หลังปลูก 2 เดือน อัตรา 1 ตัน/ไร่  หรือ สูตร 15-15-15 อัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่  ให้น้ำประมาณ 48 ลิตร/ตารางเมตร หรือประมาณ 77 ลูกบาศก์เมตร/ไร่

ระยะปลูก

สามารถเลือกปลูกได้หลายระยะตามความเหมาะสมของการจัดการ โดยระยะ 30 × 30, 30 × 40 เซนติเมตร หรือ 30 × 60 เซนติเมตร ต้นจะมีความสูง 47-51 เซนติเมตร มีความกว้างทรงพุ่ม 24-43 เซนติเมตร ดอกบาน 50% เมื่ออายุ 74-88 วัน  ในแต่ละระยะปลูกให้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่จะให้ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์แตกต่างกัน คือ  30 × 60 เซนติเมตร ให้ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ 6.98 กรัม/น้ำหนักแห้ง 100 กรัม ระยะปลูก 30 × 30 และ 30 ×40 เซนติเมตร ให้ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ 4.83 และ 3.79 กรัม/น้ำหนักแห้ง 100 กรัม ตามลำดับ

การปลูกด้วยวิธปักชำ

ใช้ส่วนยอดหรือปลายกิ่งจะเหมาะสมที่สุด โดยจากการเปรียบเทียบ การใช้ส่วนปลายกิ่ง กลางกิ่ง และโคนกิ่ง มีเปอร์เซ็นต์การรอด 100, 89 และ 78 % ตามลำดับ มีการแตกกิ่งหลังปลูก 42 วัน มี  6, 5 และ 3 กิ่ง ตามลำดับ มีจำนวนใบต่อต้นเมื่ออายุ 42 วัน  20, 17 และ 13 ใบ ตามลำดับ ความสูง ต้น 32, 24 และ 20 เซนติเมตร ตามลำดับ พื้นที่ใบ 162, 127 และ 60 ตารางเซนติเมตร/ต้น ตามลำดับ  วันเริ่มออกดอก 27, 48 และ 62 วันหลังปลูก ตามลำดับ น้ำหนักแห้งใบ 0.5, 0.4 และ 0.2 กรัม/ต้น ตามลำดับ

ความต้องการแสงแดด

การปลูกแบบกลางแจ้งจะให้ผลผลิตดีกว่าในร่ม โดยจากการเปรียบเทียบการปลูกกลางแจ้ง จะให้ผลผลิตเฉลี่ยน้ำหนักแห้ง 959 กิโลกรัม/ไร่ ปริมาณนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ 0.5 กรัม/น้ำหนักแห้ง 100 กรัม  การปลูกแบบพรางแสง 50-70% ให้ผลผลิต 437-506 กิโลกรัม/ไร่  ปริมาณนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ 0.2-0.4 กรัม/น้ำหนักแห้ง 100 กรัม

ระยะการเจริญเติบโตและช่วงการเก็บเกี่ยว

 เก็บใบอ่อนช่วงก่อนออกดอกจะเหมาะสมที่สุด โดย ช่วงอายุ 14 -16 สัปดาห์หลังการหว่าน เป็นระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น ระยะ 18 สัปดาห์เป็นระยะเริ่มออกดอก ระยะ 20 – 22 สัปดาห์ เป็นระยะออกดอกเต็มที่และเจริญเติบโตทางเมล็ด การเก็บเกี่ยวที่จะให้สาระสำคัญสูง คือระยะเริ่มออกดอกช่วง อายุประมาณ 18 สัปดาห์หลังหว่าน โดยใบอ่อนจะมีสารสำคัญสูงกว่าใบแก่

การเก็บเกี่ยว

เก็บส่วนยอดยาวประมาณ 25 เซนติเมตร จะให้ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์สูงสุด รองลงมาได้แก่ ใบ และกิ่ง ตามลำดับ  การเก็บเกี่ยวส่วนยอดยาว 25 เซนติเมตร ให้น้ำหนักแห้งสูงสุดเฉลี่ย 384 กิโลกรัม/ไร่ การเก็บเกี่ยวส่วนของกิ่ง 169 กิโลกรัม/ไร่ และการเก็บเกี่ยวใบให้น้ำหนักแห้ง 122 กิโลกรัม/ไร่

         ภาพ การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจร โดยการใช้ส่วนต่างๆ มาปักชำ A ยอด B กลางกิ่ง C โคนกิ่ง

ที่มา: Purwodadi Botanic Gardens, Indonesian Institute of Sciences.

ภาพ ระยะการเจริญเติบโตของฟ้าทะลายโจร  (สัปดาห์หลังการหว่านเมล็ด)

ที่มา:  Scientific Reports | (2019) 9:16766 | https://doi.org/10.1038/s41598-019-52905-z

ยาฟ้าทะลายโจร แผนปัจจุบัน

ที่มาของสูตรยา ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติพ.ศ. 2562

รูปแบบยา     

แคปซูลชนิดแข็ง ตัวยาสำคัญ ผงจากส่วนเหนือดินของฟ้าทะลายโจร ที่มีสารสำคัญ total lactone โดยคำนวณเป็น andrographolide ไม่น้อย กว่าร้อยละ 6.0 โดยน้ำหนัก (w/w) และปริมาณ andrographolide ไม่น้อย กว่าร้อยละ 1.0 โดยน้ำหนัก (w/w)

 กรรมวิธีการผลิต ชนิดแคปซูลแข็ง

1) นำตัวยาสมุนไพรมาล้างทำความสะอาดตามความเหมาะสม แล้วผึ่งลมให้แห้ง

2) นำมาอบความร้อนด้วยอุณหภูมิ 40-45 องศาเซลเซียส นาน 4-6 ชั่วโมง หรือ จนกว่าจะแห้ง

3) นำสมุนไพรที่แห้งแล้วมาบดให้ละเอียด แล้วนำผงยามาผ่านแร่งเบอร์ 80-100

4) บรรจุผงยาลงแคปซูล แคปซูลละ 500 มิลลิกรัม แล้วนำมาบรรจุใส่ขวด

ข้อบ่งใช้

1) บรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระเป็นมูก หรือมีเลือดปน

2) บรรเทาอาการเจ็บคอ

3) บรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ขนาดและวิธีใช้

1) บรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ รับประทานครั้งละ 1-4 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

2) บรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ รับประทานครั้งละ 3-6 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร และก่อนนอน

คำเตือน

1) ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร

2) ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ฟ้าทะลายโจร เช่น มีผื่น ปากบวม ตาบวม หน้าบวม

3) หากใช้ยานี้แล้วมีผื่น ปากบวม ตาบวม หน้าบวม ให้หยุดยาทันที และพบแพทย์

4) หากใช้ติดต่อกันเกิน 3 วัน แล้วไม่ดีขึ้น หรืออาการรุนแรงขึ้นระหว่างการใช้ยา ควรหยุดใช้และพบแพทย์

5) หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการอ่อนแรง

ขนาดบรรจุ

ยาแคปซูลชนิดแข็ง บรรจุขวดพลาสติกหรือขวดแก้วขวดละ 30, 40, 50, 60, 70, 80 และ 90 แคปซูล (น้ำหนักผงยาแคปซูลละ 500 มิลลิกรัม)

การเก็บรักษา เก็บในที่แห้ง ใส่ในภาชนะบรรจุปิดสนิท ป้องกันแสง

การควบคุมคุณภาพ ให้เป็นไปตามมาตรฐานวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่กำหนดในแต่ละกรณีและให้เป็นไปตาม มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด


ตำรับยาฟ้าทะลายโจรแผนโบราณ

 1. ถ้าใช้แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ

         2. ถ้าใช้แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ ใช้ทั้งต้นหรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (หนักประมาณ 3-9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มตลอดวัน
        ตำรับยาและวิธีใช้

         1. ยาชงมีวิธีทำดังนี้     เอาใบสดหรือแห้งก็ได้ ประมาณ 5-7 ใบ แต่ใบสดจะดีกว่า  เติมน้ำเดือดลงจนเกือบเต็มแก้ว   ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือพอยาอุ่น แล้วรินเอามาดื่ม ขนาดรับประทานครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน

          2. ยาเม็ด (ลูกกลอน) มีวิธีทำดังนี้    

คำอธิบาย: C:\Users\Lenovo\Downloads\485403.jpg เด็ดใบสดมาล้างให้สะอาดผึ่งในที่ร่ม ห้ามตากแดด ควรผึ่งในที่มีลมโกรก ใบจะได้ แห้งเร็ว   บดเป็นผงให้ละเอียด   ปั้นกับน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม เป็นเม็ดขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง (หนัก 250 มิลลิกรัม) แล้วผึ่งลมให้แห้ง เพราะถ้าปั้นรับประทานขณะที่ยังเปียกอยู่จะขมมาก ขนาดรับประทานครั้งละ  4-10 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน

         3.  แคปซูล มีวิธีทำคือ  แค๊ปซูล ที่ใช้ ขนาดเบอร์ 2 (ผงยา 250 มิลลิกรัม) ขนาดรับประทานครั้งละ 3-5 แคปซูล วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร ก่อนนอน

         4. ยาทิงเจอร์หรือยาดองเหล้า   เอาผงแห้งใส่ขวด แช่สุราที่แรง ๆ เช่น สุราโรง  40 ดีกรี ถ้ามีแอลกอฮอล์ ที่รับประทานได้ (Ethyl alcohol) จะดีกว่าเหล้า แช่พอให้ท่วมยาขึ้นมาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดวันละ  1 ครั้ง พอครบ 7 วัน จึงกรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในขวดให้สะอาดปิดสนิท รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร

         5. ยาผงใช้สูดดม  คือเอายาผงที่บดละเอียด มาใส่ขวดหรือกล่องยา ปิดฝาเขย่าแล้วเปิดฝาออก ผงยาจะเป็นควันลอยออกมา สูดดมควันนั้นเข้าไป ผงยาจะติดที่คอทำให้ยาไปออกฤทธิ์ที่คอโดยตรง ช่วยลดเสมหะ และแก้เจ็บคอได้ดี วิธีที่ดีกว่านี้คือวิธีเป่าคอ กวาดคอ หรือรับประทานยาชง ตรงที่คอจะรู้สึกขมน้อยมาก ไม่ทำให้ขยาดเวลาใช้ ใช้สะดวกและง่ายมาก ประโยชน์ที่น่าจะได้รับเพิ่มก็คือ ผงยาที่เข้าไปทางจมูก อาจจะช่วยลดน้ำมูก และช่วยฆ่าเชื้อที่จมูกด้วย ขนาดที่ใช้ สูดดมบ่อย ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง ถ้ารู้สึกคลื่นไส้ให้หยุดยาไปสักพัก จนความรู้สึกนั้นหายไป จึงค่อยสูดใหม่

ข้อควรรู้เกี่ยวกับตำรับยา

       สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) สารในต้นฟ้าทะลายโจร ละลายในแอลกอฮอล์ได้ดีมาก ละลายในน้ำได้น้อย ดังนั้นยาทิงเจอร์ หรือยาดองเหล้าฟ้าทะลายโจร จึงมีฤทธิ์แรงที่สุด ยาชงมีฤทธิ์แรงรองลงมา ยาเม็ดมีฤทธิ์อ่อนที่สุด

เอกสารอ้างอิง

จรัญ ดิษฐไชยวงศ์ และคณะ. 2553. วิจัยและพัฒนาการผลิตฟ้าทะลายโจรเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ.  

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร. สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2. แหล่งที่มา: https://www.doa.go.th/research/printthread.php?tid=236. วันที่สืบค้น 25 กรกฎาคม 2564

พรรณพิมล สุริยะพรหมชัย, จรัญ ดิษฐไชยวงศ์, สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ และเสรี ทรงศักดิ์. 2555.  อิทธิพลของการ

ใส่ปุ๋ยต่อผลผลิตและปริมาณสารสำคัญของฟ้าทะลายโจร. แหล่งที่มา: http://lib.doa.go.th/multim/BB01568.pdf  วันที่สืบค้น 25 กรกฎาคม 2564

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.มปป. ยาฟ้าทะลายโจร. แหล่งที่มา:

https://www.fda.moph.go.th/Herbal/SitePages/Document/herbref/2.%20%กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพร%20ประเภทยาเดี่ยว/1.1.2.6.%20ยาฟ้าทะลายโจร.pdf วันที่สืบค้น 25 กรกฎาคม 2564

องค์การสวนพฤษศาสตร์.2555. ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้.  แหล่งที่มา:

http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=703  วันที่สืบค้น 25 กรกฎาคม 2564

Nor EllizaTajidin Khozirah Shaari Maulidiani Maulidiani Nor Shariah Salleh Bunga Raya Ketaren &

Munirah Mohamad. 2019. Metabolite profling of Andrographis paniculata (Burm. f.) Nees. young and mature leaves at diferent harvest ages using 1 H NMR-based metabolomics approach Scientific Reports | (2019) 9:16766 | https://doi.org/10.1038/s41598-019-52905-z

Purwodadi Botanic Gardens, Indonesian Institute of Sciences. 2018. Effect of nodes position on

the growth and yield of stem cutting of Sambiloto (Andrographis paniculata) SOLIKIN Manuscript received: 29 June 2018. Revision accepted: 8 October 2018.

ภาพอ้างอิง

https://www.carousell.sg/p/creat-andrographis-paniculata-seeds-pack-of-6-pods-142969730/

https://www.indiamart.com/proddetail/kalmegh-seeds-andrographis-paniculata-seeds-21787707897.html

http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=703

https://th.depositphotos.com/31701397/stock-photo-andrographis-paniculata-capsules.html

ชุมชนเกษตรสู้โควิด

ธัชธาวินท์ สะรุโณ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (ภาคใต้ตอนล่าง) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร

แผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 พ.ศ. 2564 – 2565

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างกว้างขวางและรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาทบทวนยุทธศาสตร์ชาติให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ เงื่อนไข และบริบทการพัฒนาใหม่ของประเทศยิ่งขึ้น โดยยังคง “เป้าหมาย”ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ไว้เช่นเดิม แต่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของประเทศให้สามารถ “ล้มแล้วลุกไว” (Resilience) อันประกอบด้วย มิติการพัฒนา 3 ประการ ได้แก่ 1) การพร้อมรับ (Cope) หมายถึง ความสามารถ ในการบริหารจัดการภายใต้สภาวะวิกฤติ ให้สามารถยืนหยัดและต้านทานความยากลำบาก รวมถึงฟื้นคืนกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว 2) การปรับตัว (Adapt) หมายถึง การปรับทิศทาง รูปแบบ และแนวทางการพัฒนาให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมกระจายความเสี่ยงและปรับตัวอย่างเท่าทันเพื่อแสวงหาประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3) การเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อม เติบโตอย่างยั่งยืน (Transform) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง

เป้าหมายสำคัญแผนแม่บทเฉพาะกิจฯ คือ “คนสามารถยังชีพอยู่ได้ มีงานทำกลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง สร้างอาชีพและกระจาย รายได้สู่ท้องถิ่น เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ และมีการวางรากฐาน เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” โดยได้ระบุประเด็นการพัฒนา 4 ประการ “ล้มแล้ว ลุกไว” โดย 4 ประเด็นการพัฒนา ประกอบด้วย

 1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศ (Local Economy) เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาต่างประเทศ

2) การยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth)

3) การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ (Human Capital)

4) การปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (Enabling Factors) ให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพของประเทศ

          สำหรับด้านเกษตร แผนแม่บทเฉพาะกิจฯ ได้บรรจุประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้คือ  

พร้อมรับ (Cope) 1) สร้างแพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัลให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้โดยตรง เพื่อสร้างรายได้ และเป็นฐานรองรับให้แก่แรงงานที่ตกงาน 

ปรับตัว (Adapt) 1) ส่งเสรมการปรับตัวของเกษตรกร โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรผ่านการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ พัฒนาระบบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัย และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมทั้งเรียนรู้การใช้แพลตฟอร์ม และเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์รูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ 2) พัฒนาระบบโลจสติกส์และห่วงโซ่อุปทานภาคการเกษตรให้ยังสามารถขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศได้ในสภาวะวกฤตที่ระบบตลาดหยุดชะงักรวมถึงเชื่อมโยงกับภาคการผลิตอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโต(Transform)  ปรับโครงสร้างภาคการเกษตรโดยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลิตภาพการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร และสามารถเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพในภาคการผลิตที่ต่อเนื่อง อาทิอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์

แนวทางการพร้อมรับ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโต

ของชุมชนเกษตร ในสถานการณ์โควิด 19  

โควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งเชิงลบ เช่น การจำหน่ายสินค้าได้น้อยลงเนื่องจากการมาตรการต่างๆที่ส่งผลกระทบให้มีการบริโภคสินค้าเกษตรน้อยลง เช่น การปิดสถานศึกษา ร้านอาหาร ตลาดชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น แต่ในด้านโอกาสก็ยังมาให้เกษตรกร เช่น การช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารได้มากขึ้น เป็นต้น

ชุมชนเกษตรสู้โควิด อยู่บนแนวทางการช่วยยกระดับขีดความสามารถชุมชนในการจัดการตนเอง บนการสนับสนุนของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามประเด็นสำคัญดังนี้

  1. พัฒนาการตลาดวิถีใหม่

ตลาดชุมชน  ผลกระทบจาการปิดตลาดชุมชนต่อเกษตรกร มีมากทั้งในด้านรายด้านของเกษตรกรรายเล็กที่ยากจน ทำ

เป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว และพึ่งพาตลาดชุมชนเป็นแหล่งกระจายสินค้า ประมาณการความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปิดตลาดชุมชนที่เกษตรกรมีรายได้วันละ 500 บาท 10 ล้านคน ปิดตลาด 10 วัน สร้างความเสียหายเท่ากับ 50,000 ล้านบาท   การสร้างตลาดชุมชนที่ยั่งยืนในสถานการณ์โควิด 19 “ต้องเปลี่ยนความคิดให้ตลาดชุมชนสามารถดำเนินกิจการไปพร้อมๆ กับห้างสรรพสินค้า ตลาดชุมชนมีข้อดี คือการถ่ายเทอากาศดี บุคคลเข้าตลาดส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้าน อัตราส่วนพื้นที่ตารางเมตรต่อคนมีมาก สินค้าถูกหยิบ-จับ-วาง จากคนน้อยคน จึงควรมีมาตรการจัดการตลาดชุมชนตามหลักสาธารณะสุข เพื่อการเปิดตลาดชุมชนให้ยั่งยืน โดยจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากอำเภอ สาธารณสุข เทศบาล อบต. เจ้าของตลาด ผู้นำชุมชน และเกษตรกร

การตลาดออนไลน์  สศก. สำรวจข้อมูลพบว่าช่วงเดือนมีนาคม 2563 มีสินค้าเกษตรที่จำหน่ายผ่านทางออนไลน์รวม

มูลค่า 45.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งมียอดจำหน่ายได้ 36.36 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 โดยกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 57 มียอดจำหน่ายสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก  โดยส่วนใหญ่จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชั่น Line มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 79 รองลงมาคือ Facebook คิดเป็นร้อยละ 78 ผ่านเว็บไซต์ตลาดสินค้าสหกรณ์ฯ (www.co-opclick.com, http://www.coopshopth.com) ร้อยละ 19 จำหน่ายผ่าน Lazada ร้อยละ 15 และ Shopee ร้อยละ 10 โดยกลุ่มสินค้าที่จำหน่ายสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ข้าวสาร ผ้า/สิ่งทอ และกลุ่มผลไม้  (https://newweb.oae.go.th/)  ตลาดออนไลน์นี้เติบโตในประเทศจีนช่วงการระบาดของโควิด 19  ที่ผู้คนหันมาจับจ่ายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นหลายเท่าตัว โดยตามแนวทางดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ เช่น อัพเดทความเคลื่อนไหวในกิจกรรมฟาร์ม ผ่านพื้นที่โซเชียลมีเดียเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ใช้เป็นประจำสม่ำเสมอ มีการการันตีคุณภาพผลผลิต เช่น ปลอดสารพิษ  รสชาติคุณภาพดี ฯลฯ มีการให้ข้อมูลความรู้ควบคู่ไปกับการขาย ใช้บริการการขนส่งที่รวดเร็ว บรรจุภัณฑ์ชวนซื้อ มีการบรรจุ หีบห่อที่ดี ขนส่งไม่เสียหาย มีบริการถาม-ตอบดี เช่น ตอบไว ให้ข้อมูลชัด ตามติดปัญหาตลอด ทำตลาดชัดเจน มุ่งเน้นขายส่งในผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความแตกต่างจากผลผลิตทั่วไป ที่มีความอ่อนไหวด้านราคาไปตามกลไกการตลาด (https://www.bangkokbanksme.com/en/agricultural-products-e-commerce-new-normal)

ตลาดขายตรง การบริการส่งสินค้าถึงบ้าน หรือการขายริมทาง ขายหน้าสถานที่หน่วยงาน ถือเป็นการเข้าถึงผู้บริโภคที่ไม่

ต้องผ่านคนกลาง และสามารถดำเนินการได้ง่าย ซึ่งจะต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยจากโควิดของสินค้าเพิ่มเติม  

ตลาดพันธะสัญญา การติดต่อขายให้โรงพยาบาล โดยรวบรวมผักผลไม้ชุมชน จัดทำไปเสนอขายให้เป็นอาหารคนป่วย

ซึ่งมี ความต้องการสินค้าก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ได้มาตรฐาน GAP อินทรีย์ หรือจัดทำชุดสินค้าเกษตรเพื่อการซื้อไปบริจาคในราคา 199 , 299 เป็นผักผลไม้ อาหารแปรรูป เป็นต้น

  • การเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าสินค้า

การเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อการพึ่งตนเองด้านอาหารเช่น มีข้าวให้พอกิน 1 คนกินข้าว

ประมาณ 200 กก.ข้าวเปลือก/ปี แต่ถ้าไม่ได้ปลูกเองก็แนะนำให้สนับสนุนข้าวจากเกษตรกรในชุมชนด้วยกันเอง  การปลูกพืชเป็นเครื่องแกง ปลูก ขมิ้น พริก ตะไคร้ พริกไทย หอม กระเทียม และพืชปรุงรส กะเพรา โหระพา ผักชี ปลูกพืชเป็นผัก ใส่ภาชนะไว้จะดูแลจัดการได้ง่าย และเหมาะสำหรับคนไม่มีพื้นที่ เน้นเป็นผักอายุสั้น ผักที่ปลูกครั้งเดียวเก็บได้นาน ผักให้หลากหลายชนิด และผักที่เป็นยา เช่น มะระ ให้วิตามินซีสูง เช่น คะน้า  ปลูกพืชเป็นผลไม้ ที่ปลูกง่าย อายุสั้นเช่น มะละกอ เสาวรส ฝรั่ง กล้วย พืชอายุสั้นที่เป็นทั้งผักและผลไม้ อย่าง ข้าวโพดหวาน ฟักทอง เป็นต้น  เลี้ยงปลาไว้กิน เลี้ยงในบ่อซิเมนต์ ในบ่อพลาสติก หรือ ปรับปรุงบ่อเก่าให้เลี้ยงปลาได้ เน้นปลาโตเร็วเช่น ปลาดุก หรือปลาที่กินเศษผักผลไม้  เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เลี้ยงสัก 5-10 ตัว ซื้อไก่ใกล้ปลดระวาง หรือไก่สาวจากฟาร์ม จะทำให้ได้ไข่เร็วขึ้น แปรรูปอาหาร  ทำปลาส้ม ปลาแห้ง ผักผลไม้ดอง เพื่อสำรองผลผลิตที่เหลือกิน แถมยังให้ได้รสชาติอาหารที่แตกต่าง ทำน้ำหมักไว้เป็นปุ๋ยใส่พืช ใช้กากน้ำตาล 1 ส่วน คลุกเคล้ากับเศษพืชผักผลไม้ หรือเศษปลา 3 ส่วน หมักไว้ในถุงมัดปาก หรือในถังมีฝาปิด จนมีกลิ่นหอม นำมาผสมน้ำ 1:500 ใช้ร่วมกับปุ๋ยคอก แทนปุ๋ยเคมีได้

การเกษตรสร้างมูลค่า ได้แก่ การแปรรูปสินค้าเกษตร เป็นแนวทางของการนำผลผลิตที่ราคาตกต่ำ มาแปรรูปสร้าง

มูลค่า โดยควรมีการจัดทำตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์อย่างง่ายของชุมชน ซึ่งสามารถช่วยในการแปรรูปสินค้าที่ต้องการอบลดความชื้นได้หลายชนิด  ปลูกสมุนไพรต้านโควิด เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชายขาว ขิง เพื่อบริโภค ขายผลผลิตสด แปรรูปแคปซูล หรือขายต้นพันธุ์ หรือปลูกใส่กระถางขายแก่บุคคลที่ไม่มีพื้นที่ปลูกพืช การท่องเที่ยวเกษตร  กลุ่มเป้าหมาย คือ นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้ว และจัดสถานที่ให้มีระยะห่าง ลดการสัมผัส  

  • การเพิ่มความสามารถชุมชนในการจัดการตนเอง

หมู่บ้านต้านโควิด19 บนหลักของการจัดการชุมชนที่ยั่งยืน เช่น ตลาดชุมชนเปิดปกติ ห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกยังลื่น

ไหล ปลูกมาขายไป มีเงินใช้เลี้ยงชีพไม่ติดขัด กิจกรรมสังคมชุมชน การอบรม ประชุม รวมกลุ่มแปรรูป สถาบันชุมชน วัด โรงเรียน ที่เป็นแหล่งซื้อสินค้าเกษตรชุมชนไปกินไปใช้เปิดทำการ มีพ่อค้าแม่ค้าภายนอกมารับซื้อสินค้าเกษตรไปขายต่อได้อย่างปกติ โดยมีแนวทาง เช่น ตั้งคณะกรรมการจัดการโควิด “สแกนหมู่บ้าน”วาดแผนผังครัวเรือน ทำสีหลังคาเรือน ครัวเรือนสีแดง ครัวเรือนสีเหลือง ครัวเรือนสีเขียว พื้นที่สีแดงที่มีการรวมตัวเช่น วัด มัสยิด วงสุรา วงพนัน ร้านค้า  “ตั้งอาสาโควิด” ดูแลโซนพื้นที่ต่างๆ 1 คน ต่อ 10-20 ครัวเรือน ออกเยี่ยม ตรวจตรา เฝ้าสังเกตพฤติกรรมเสี่ยง หากพบตักเตือน นำข้อมูลเข้ากรรมการ นำข้อมูลมาสู่เวที และมาปรับสีครัวเรือนเป็นระยะ “ดูแลครอบครัวผู้ติดเชื้อ” ปันน้ำใจสู้ไวรัส แบ่งปันอาหารคนกักตัว นำคนกักตัวเข้ากลุ่มไลน์ จะได้ช่วยเป็นเพื่อนเฝ้าสังเกตอาการ  “เสียงตามสาย กลุ่มไลน์หมู่บ้าน” รายงานข้อมูลสถานการณ์ “ผู้เดินทางเข้าออกนอกหมู่บ้าน” รายงานไทมไลน์ความเสี่ยงเข้ากลุ่ม “สร้างความเข้าใจสร้างพลังร่วม สู้โควิด19 ” ความสำเร็จขึ้นกับความร่วมมือ จัดการอาหารหมู่บ้าน  กำหนดกติกาต่างๆที่จำเป็นของหมู่บ้านเอง ดึงพลังจากภายนอกมาสนับสนุน ประสานหาวัคซีน ประสานการช่วยเหลือด้านวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็น และอื่นๆ

การจัดการความมั่นคงทางอาหารชุมชน  แนวคิดการจัดการความมั่นคงทางอาหารตามตัวชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของ FAO (2017) พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติพ.ศ. 2551 ที่แผนแม่บทภาคเกษตรภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (climate smart agriculture) คือ 1) พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และการเข้าถึงอาหาร (Food access) 2) พัฒนาการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความเพียงพอ ความหลากหลายทางอาหาร (Food availability) โดยพัฒนาต้นแบบการผลิตพืชผสมผสาน 9 กลุ่มพืช คือ พืชอาหาร พืชรายได้ พืชสมุนไพรสุขภาพ พืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พืชอาหารสัตว์  พืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น พืชใช้สอย และพืชพลังงานหรือเชื้อเพลิง 3) พัฒนาการผลิตพืชอินทรีย์เพื่อสร้างอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย(Food Utilization)  4) พัฒนาการผลิตพืชที่ยืดหยุ่นจากการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางอาหาร (Food Stability)  5) พัฒนาแพลตฟอร์มนวัตกรรมความมั่นคงทางอาหารในชุมชนแบบมีส่วนร่วม(food security Innovation Platform)  โดยร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียวางระบบและสร้างการเชื่อมโยงพืชอาหารที่ผลิตในชุมชนสู่ผู้บริโภคทั้งตลาดชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาดพันธะสัญญาต่างๆ 6) การพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบ (smart community) เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ โดยกระบวนการชุมชนเข้มแข็งแบบมีส่วนร่วม จัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และขยายผลการพัฒนาสู่ชุมชนอื่นๆ

 แนวทางต่างๆ เหล่านี้เป็นการพัฒนาบนหลักการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศ (Local Economy) ให้ชุมชนสามารถทำการผลิตสินค้าเกษตรเป็นรายได้และอาหาร การยกระดับขีดความสามารถของชุมชนเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth)  ให้ชุมชนมีความสามารถในการจัดการตนเอง การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ (Human Capital) และการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (Enabling Factors) ให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลง เช่น สถานบันการตลาดชุมชน เป็นต้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  และ โมเดลเศรษฐกิจ  BCG

ตามไปดู ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน สงขลา

ตามไปดู ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช) ที่สงขลา
แนวคิดการจัดตั้ง ศชช. บนคำถามที่ว่า “ทำไมเกษตรกรจึงใช้ชีวภัณฑ์กันน้อยมาก” เมื่อลงสำรวจชุมชนก็ไม่ค่อยเจอการใช้ ก็ได้พบประเด็นว่า เวลาเกษตรกรจะใช้สักที ก็ไม่รู้ไปหาจากที่ไหน บางคนที่พอรู้ว่าต้องไปขอที่ศูนย์วิจัย/ส่งเสริม ก็ต้องเดินทางไปไกล เสียค่าเดินทาง ใช้เวลาหลายชั่วโมง ที่ร้านค้าก็ไม่ค่อยมีขาย จึงเป็นสาเหตุที่เกษตรกรไม่ใช้ชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช
ความคิดจึงผุดมาว่า ต้องตั้ง “ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน ให้มีชีวภัณฑ์พร้อมใช้ ไว้บริการที่ชุมชน” นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักวิจัวและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กล่าว
โดยกำหนดรูปแบบ ศชช กำหนดไว้เป็นบันใด 5 ขั้น ซึ่งอาจจะแตกต่างจากการส่งเสริมชีวภัณฑ์ที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นไปที่การสอนให้ชาวบ้านผลิตไว้ใช้เองเพื่อจะได้ยั่งยืน แต่แนวคิด ศชช เน้นว่า ” ให้เกษตรกรใช้ให้ได้ผล ก่อน และยอมรับชีวภัณฑ์ ” เพราะชีวภัณฑ์หลายตัวผลิตยาก เช่น เชื้อราต้องหาเชื้อบริสุทธิ์และป้องกันการปนเปื้อน ส่วนเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เช่น bt bs หรือใส้เดือนฝอยแบบผง ศูนย์วิจัยบางศูนย์ก็ยังไม่พร้อมผลิตเองเนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ด้านแมลงตัวห้ำตัวเบียน หลายตัวเลี้ยงยากและตายง่าย ไม่เหมือนเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด บางชนิดที่พอทำได้เช่น สารสกัดสะเดา แหนแดง เกษตรกรก็มีการทำน้อย เนื่องจากยังไม่ยอมรับ จึงมองว่าเกษตรกรเห็นว่า คงไม่คุ้มค่าที่จะผลิตใช้เอง เพราะต้องใช้เวลา เงินทุน แรงงาน ความรู้ ความสะดวก และทางเลือกการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีการอื่นๆ ที่ง่ายและสะดวกกว่า
โจทย์ชีวภัณฑ์ จึงมองว่า ทำอย่างไรให้เกษตรกร “อยากใช้ก่อน” ศชช. จึงขับเคลื่อนชีวภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี adoption process (ของ Rogers, 1962, 1983; Rogers and Schoemaker, 1971) ที่กล่าวไว้ว่า เกษตรกรจะยอมรับเทคโนโลยีใดนั้น จะมีกระบวนการ คือ 1) การตระหนักถึง (awareness) เช่น อธิบายให้เห็นถึงโทษของสารพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (2) ความสนใจ (interest) เช่น ให้ความรู้ถึงประโยชน์ของชีวภัณฑ์ (3) การทดลอง (trial) ให้เกษตรกรได้ทดลองใช้ และคอยให้คำแนะนำการใช้จริงให้ถูกต้อง (4) การประเมิน (evaluation) เกษตรกรจะประเมินผลความสำเร็จในการใช้ และผลได้ผลเสียต่างๆ และ (5) การตัดสินใจการยอมรับ หรือ การปฏิเสธ (adoption or rejection) ชีวภัณฑ์ จากนั้นเราจึงทำข้อที่ 6 คือ สอนให้ผลิตใช้เองในชนิดชีวภัณฑ์ที่เหมาะสม
3 เดือน ของการตั้ง ศชช ที่สงขลา ใน 2 อำเภอ 4 สาขา ที่สิงหนคร และสทิงพระ พบว่าเกษตรกรพอใจที่มีการตั้ง ศชช มาก ส่วนการอบรมอย่างเดียวพบว่าไม่เพียงพอ เกษตรกรยังใช้ไม่ถูกต้อง และการที่เจ้าหน้าที่ลงไปร่วมทำแบบ learning by doing สัก 1 ฤดูปลูก จะทำให้เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์ได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้เกิดกลุ่มเกษตรกร เกิดแนวร่วม กระตุ้น ให้หันมาสนใจชีวภัณฑ์ มากขึ้น เช่นที่ ศชช. บ้านแคโมเดล อ.สทิงพระ หลังจากตั้งมาเพียง 5 วัน พบว่าได้รับความสนใจเกินคาดหมาย การขยายรูปแบบ ศชช นำร่องในภาคใต้ตอนล่าง จะดำเนินการโดยการสนับสนุนงบประมาณจากกรมวิชาการเกษตร ในส่วนจังหวัดพัทลุง ผู้ว่าราชการได้จัดงบขอให้ ศวพ.พัทลุง ไปจัดตั้งแล้วในหลายตำบล ซึ่ง ศชช. ดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัด สวพ 8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร ศทอ. สงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยสนับสนุนในพื้นที่
“ผมมองความยั่งยืนเรื่องชีวภัณฑ์ คือ บริษัทเอกชนผลิตจำหน่ายอย่างเพียงพอ เหมือนผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ เพื่อจะได้ให้มีพร้อมใช้ การเปิดโอกาสให้เกษตรกรหัวก้าวหน้าหรือวิสาหกิจชุมชนผลิตชีวภัณฑ์ขายได้ในชุมชน ส่วนราชการต้องช่วยผลิตควบคู่กับการวิจัยส่งเสริม และควรเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีความรู้และได้ทดลองนำไปใช้” ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ8 กล่าวทิ้งท้าย

ส่อง การจัดโควิด19 ระดับพื้นที่

“การสำรวจความคิดเห็นการจัดการโควิดในระดับพื้นที่”

ธัชธาวินท์ สะรุโณ

การสำรวจความคิดเห็นออนไลน์ เรื่องจุดอ่อนการจัดการโควิดในระดับพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่มีต่อการจัดการโรคโควิด 19 ในระดับพื้นที่ ที่จะนำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการให้ข้อมูลสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วมในการร่วมกันป้องกันโรค จุดอ่อนที่ควรปรับปรุงพัฒนาของแต่ละภาคส่วน รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ  ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้อง  ทำการสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 8-12 พฤษภาคม 2564  มีผู้ตอบแบบสำรวจ 57 ราย วิเคราะห์ประเมินความคิดเห็นและคำนวณค่าเป็นคะแนน สรุปข้อมูลผลการสำรวจดังนี้

  1. ด้านการให้ข้อมูลแก่ประชาชนของภาคส่วนต่าง ๆ  

โดยประเมินระดับการให้ข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้เกี่ยวกับโควิดได้อย่างเพียงพอหรือไม่เพียงพอ  พบว่าการให้ข้อมูลจากหมู่บ้าน/ชุมชน มีคะแนนต่ำที่สุด 67.92 รองลงมา คือ เทศบาล/อบต. 68.63 ส่วนจังหวัดได้คะแนนสูงสุดร้อยละ 75.96 ข้อเสนอแนะจึงควรมีการเร่งการให้ข้อมูลแก่ประชาชนในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน เทศบาล/อบต. เพิ่มขึ้น

  • ด้านการจัดการป้องกันการแพร่เชื้อของแต่ละภาคส่วนต่าง ๆ  

โดยประเมินระดับการจัดการว่าทำได้ดี พอใช้ หรือยังจัดการได้ไม่ดี พบว่าตลาดสด มีคะแนนต่ำที่สุด รองลงมา ผู้ค้าขายรายย่อย ชุมชนนอกเมือง ตลาดชุมชน และชุมชนเมือง ตามลำดับ มีคะแนนร้อยละ 55.56-58.64 ส่วนโรงพยาบาล ได้คะแนนสูงสุด ร้อยละ 85.12 ข้อเสนอแนะคือจำเป็นที่จะต้องลงไปให้การช่วยเหลือ สนับสนุน ภาคส่วนที่ยังขาดความพร้อมในการจัดการตนเอง

  • ภาคส่วนที่ควรปรับปรุงในบทบาทหน้าที่ในการป้องกันการแพร่เชื้อ

โดยประเมินระดับการทำตามบทบาทหน้าที่ว่าทำได้ดี พอใช้ หรือควรปรับปรุง พบว่า ผู้บังคับใช้กฎหมาย ได้คะแนนต่ำที่สุด คือร้อยละ 61.11 รองลงมาคือ หมู่บ้าน/ชุมชน เทศบาล/อบต. กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน และครอบครัว ตามลำดับ ภาคส่วนที่ได้คะแนนสูงสุด คือ อสม. ร้อยละ 72.96 ข้อเสนอแนะ คือ การค้นหาสาเหตุ เงื่อนไขที่ทำให้ภาคส่วนเหล่านี้ยังไม่สามารถปฏิบัติงานตามบทบาท หน้าที่ได้เต็มที่ โดยเฉพาะการบังคับใช้ประกาศจังหวัดอย่างเคร่งครัด จริงจัง เหมาะสม รวมทั้งบทบาทของท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และครอบครัว ที่เป็นกลไกสำคัญในพื้นที่

  • สถานที่ที่อยากให้มีตรวจสอบการจัดการ หรือควบคุมการเปิด-ปิดบริการ

โดยประเมินระดับความเชื่อมมั่นของประชาชนต่อการจัดการตนเองของภาคส่วนต่าง ๆ  ว่าจะให้ภาครัฐควบคุมอย่างเข้มงวด ควรให้บริหารจัดการตนเองภายใต้การควบคุม หรือ ควรให้จัดการตนเอง พบว่า เกือบทุกภาคส่วนได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 50 แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของประชาชนในการจัดการตนเอง โดยสถานบันเทิง ได้คะแนนต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 40.48 รองลงมา คือ ห้างสรรพสินค้า วัด/ มัสยิด /โบสถ์ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านสะดวกซื้อ ตลาดชุมชน ตลาดสด สถานศึกษา สถานที่ราชการ ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ตามลำดับ ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีระบบการตรวจสอบ กลไกตรวจสอบ หรือหน่วยตรวจสอบ กำกับติดตาม ตรวจสอบ การจัดการตนเองของภาคส่วนต่าง ๆ  ให้มากขึ้นเพื่อให้มีการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติอย่างจริงจัง

  • ด้านกลุ่มบุคคลที่ควรเน้นหนักในการป้องกันการแพร่เชื้อ

พบว่า ร้อยละ 61.8 เห็นว่าควรเน้นที่กลุ่มวัยรุ่น รองลงมาคือวัยทำงาน ร้อยละ 32.7 และ วัยเกษียณ ร้อยละ 5.5 ข้อเสนอแนะ คือ การสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งอาจจะอาศัยผู้นำเยาวชน หรือผลิตสื่อที่เหมาะสม และการสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยง ผลกระทบที่จะมีสู่พ่อแม่ ครอบครัว ถ้าหากมีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งนี้รวมถึงกลุ่มวัยทำงานที่ต้องอาศัยหน่วยงานที่สังกัดในการให้ความสำคัญการสร้างจิตสำนึกการป้องกันโรคและดูแลสังคม (ตารางที่ 1)

6 ข้อเสนอแนะอื่น ๆ  

ผู้ตอบแบบสำรวจให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังนี้

  1. สร้างจิตสำนึกในตนเองให้มาก ๆ
  2. ควรจัดตรวจเชิงลึกให้มาก โดยเฉพาะตลาดสด ขายอาหารสด และตลาดนัด แม่ค้า ควรหาวิธีตรวจเชื้อ และให้ทราบผลทันทีเพื่อการควบคุมการกระจายโรค
  3. ขอให้เทศบาลหาวิธีกำจัดขยะที่อาจแพร่เชื้อให้รัดกุม เช่น หน้ากากอนามัย และมีที่ขยะให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย และการห้ามทิ้งเกลื่อนกราด
  4. พิจารณาปิดเมือง ปิดประเทศ เหมือนระบาดครั้งแรก ขยายเวลาล็อคดาวน์ จัดการหยุดการนำเข้าเชื้อจากนอกจังหวัดเข้ามาในจังหวัด เพราะปัจจุบันยังมีรายใหม่ที่เกิดจากผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ถ้าไม่มีผู้ป่วยส่วนนี้ จังหวัดมีโอกาสจบการระบาดระลอกนี้ได้เร็วขึ้น แต่ถ้ายังมีผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงเข้ามาเรื่อย ๆ  จังหวัดก็จบการระบาดระลอกนี้ยากมาก ส่งผลต่อคนทำมาหากินในจังหวัดก็ยิ่งลำบากหนักต่อไปอีก
  5. การบังคับใช้ประกาศอย่างจริงจัง และมีคนตรวจสอบ ซึ่งตามอำเภอต่าง ๆ  ไม่มีการตรวจสอบที่รัดกุม พบตั้งวงดื่มสุรา ไม่ใส่หน้ากากอนามัย เป็นต้น
  6. การจะทำให้สำเร็จ คนในพื้นที่ต้องร่วมแรงร่วมใจ และเห็นด้วยกับการกระทำเพื่อแก้ปัญหานั้น หากยังมีความคิดเห็นแตกต่างเช่นในปัจจุบัน เช่น การฉีดวัคซีน จะให้บรรลุเป้าหมายคงยาก และเศรษฐกิจคงฟื้นตัวช้ากว่าเป้าหมาย สมควรเพิ่มมาตรการควบคุมจากภาครัฐในส่วนของผู้ประกอบการที่มีส่วนเชื่อมโยงกับคนหมู่มาก เช่นตลาดสด ตลาดทุกพื้นที่ ผู้ประกอบการโรงแรมและพนักงานโรงแรมโรงงาน ร้านอาหาร ต้องฉีด 100% และแรงงานต่างด้าวรวมทั้งประชาชนที่แฝงเข้ามาอาศัยในเขตเทศบาลจากพื้นที่อื่น ๆ  ในทุกประเภทอุตสาหกรรมและพาณิชย์ สมควรได้ฉีดอย่างเร็วพร้อมกัน
  7. ให้เพิ่มการประชาสัมพันธ์ในแต่ละชุมชนทางรถกระจายเสียงเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน
  8. ข้อมูลไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ ไม่ครบถ้วน คือ ของหลายรายไม่ปรากฏเผยแพร่ คนที่เผยแพร่ก็ออกมาช้า ทำให้ประชาชนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงในการไปยังสถานที่ต่าง ๆ  โดยไม่รู้ตัว ควรจัดทำเพจหรือไลน์สำหรับแจ้งไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะ และมีผู้คอยเพิ่มข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
  9. เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา ดีที่สุดของในหลวงรัชกาลที่ 9

7. การวิเคราะห์ความเสี่ยงของกลุ่มประชากร

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในระลอกที่ 3 เดือนเมษายน 2564 พบว่ามีการขยายปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน แต่มีข้อสังเกตที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ  เช่น กลุ่มคนที่ติดเชื้อเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อยมีเพิ่มมากขึ้น คือ จากสถิติ พบว่า ผู้ติดเชื้อรอบที่ 3 นี้เป็น ช่วงอายุ 20-29 ปี มีร้อยละ 40 ช่วงอายุ 30-39 ปี ร้อยละ 24.2 และช่วงอายุ 40-49 ปี ร้อยละ 11.7 รวมทั้ง 3 ช่วงอายุ ร้อยละ 75.9 เมื่อเทียบกับรอบที่ 1 คือมีร้อยละ 70.9 และรอบที่ 2 ที่มีร้อยละ 69.1 นอกจากนั้นพบว่า มีการระบาดในรูปแบบที่มีการติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการมีมากขึ้น ซึ่งอธิบายได้ว่าในกลุ่มช่วงวัยที่มีร่างกายแข็งแรง มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จะแสดงอาการป่วยช้ากว่ากลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มมีโรคเรื้อรัง และพบข้อมูลหลายกรณีที่ต้องมีตรวจเชื้อหลายครั้งถึงจะพบเชื้อ     

          จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ สะท้อนถึงข้อกังวลต่อกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุตั้งแต่ อายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุป่วยเพิ่มมากขึ้นจากระลอกที่1 มีผู้ป่วย 965 คน ระลอกที่2 มีผู้ป่วย 2,504 คน และระลอกที่ 3 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2,619 คน  และมีสิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่ง คือ เรื่องกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอายุน้อยที่เพิ่มขึ้น และยังไม่แสดงอาการ ที่อาจจะเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่กลุ่มคนอายุมาก หรือกลุ่มผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงสูง มีภูมิต้านทานต่ำ ป่วยง่ายและรุนแรงกว่าโดยไม่รู้ตัว ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง

แนวทางที่จะลดความรุนแรงของโรคที่จะเกิดกับผู้สูงอายุหรือบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว คือ “ต้องได้รับวัคซีน” โดยเร่งด่วน ก่อนที่การระบาดระลอกที่ 4 จะเกิดขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้

ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2563 รายงานว่า มีประชากร ช่วงอายุ 50 ปี ขึ้นไป รวม 21.32 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มอายุ 50-59 ปี 9.69 ล้านคน 60-69 ปี 6.57 ล้านคน 70-79 ปี  3.35 ล้านคน 80-89 ปี มี 1.41 ล้านคน 90+ปี มี 0.28 ล้านคน อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 1.95 ล้านคน ภาคกลาง 5.54 ล้านคน ภาคเหนือ 4.22 ล้านคน  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6.95 ล้านคน และ ภาคใต้ 2.65 ล้านคน (ตารางที่ 2)

8. แบ่งปันน้ำใจสู้ไวรัส

การจัดการโรคระบาดให้สำเร็จจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนโดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง นอกจากการจัดการโรคระบาดตามหลักสาธารณสุขแล้ว การใช้หลักสหสาขาวิชาก็มีความจำเป็นในการช่วยให้สังคมมีเปลี่ยนผ่านวิกฤตของโรคนี้ไปได้ด้วยดี เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เพื่อการบังคับใช้กฎหมาย หลักเศรษฐศาสตร์เพื่อให้เศรษฐกิจเดินไปได้ หลักสังคมศาสตร์เพื่อการเป็นอยู่ที่สงบสุข หลักเกษตรศาสตร์เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร และหลักศาสนาเพื่อการเอื้ออาทรกันและกัน

ในภาพ(ล่าง) ชุมชนรำแดง ชุมชนป่าขาด อ.สิงหนคร ชุมชนบ้านแค อ.สทิงพระ จ.สงขลา และเจ้าหน้าที่ สวพ.8 ร่วมกันมอบสินค้าเกษตร ผักผลไม้ ที่ผลิตเองในชุมชน ให้กับโรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสทิงพระ เพื่อเป็นกำลังใจในการรับมือกับโรคระบาดโควิด 19

หมายเหตุ ผลการสำรวจนี้มาจากผู้ให้ความคิดเห็นจำนวน 57 คน ยังไม่เป็นตัวแทนประชากร จึงแนะนำให้ใช้ข้อมูลเพียงเพื่อเป็นข้อสังเกตจากกรณีศึกษานี้เพื่อประกอบการพัฒนาในส่วนที่ตรงกับสถานการณ์ในพื้นที่เท่านั้น

แปรรูปกล้วย ตามโมเดล BCG สู้โควิด19

แปรรูปกล้วยน้ำว้าตามโมเดล BCG
สู้วิกฤตกล้วยล้นตลาดช่วง โควิด 19

ธัชธาวินท์ สะรุโณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผลกระทบต่อการเกษตรในสถานการณ์โควิด คือสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดได้น้อยลง เนื่องจากหลายพื้นที่มีการปิดตลาด ปิดโรงเรียน มีการจำกัดการเดินทางค้าขายขนส่งระหว่างพื้นที่ และความเชื่อมั่นด้านการบริโภคสินค้า วิธีการแก้ปัญหาที่สำคัญ คือการจัดการรับมือกับโควิด 19 ให้เหมาะสมกับวิถีใหม่ที่ภาคเกษตรจะยังคงเดินต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์นี้ เพราะดูท่าโรคระบาดนี้ยังคงอยู่ต่ออีกหลายปี และเมื่อสินค้าสดออกสู่ตลาดยาก การแปรรูปจะเป็นหนทางหนึ่งของการช่วยบรรเทาปัญหาการเน่าเสียของสินค้าสด ดังกรณีตัวอย่างการแปรรูปกล้วยฉาบน้ำตาลโตนดรำแดงที่ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 กรมวิชาการเกษตร เข้ามาทำงานวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชโดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับสินค้ากล้วยได้ดำเนินการพัฒนา 2 แนวทาง คือเป็นกล้วยเกรดพรีเมี่ยม และเป็นกล้วยฉาบ

การพัฒนากล้วยพรีเมี่ยมรำแดง
กล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่มีการปลูกกันในท้องถิ่นแต่เกษตรกรมีการดูแลรักษาน้อย ผลผลิตออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ขายได้ราคาต่ำ การพัฒนาจึงตั้งเป้าหมายพัฒนากล้วยน้ำว้าเกรดพรีเมี่ยมให้เป็นพืชอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยดำเนินการ ตามหลักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร คือ ไว้หน่อ 2-3 หน่อ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ในระยะการเจริญเติบโต และใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ในระยะให้ผลผลิต และห่อผลด้วยถุงสีฟ้า ส่วนวิธีเดิม ไว้หน่อ 4-5 หน่อ ไม่ห่อผล และใส่ปุ๋ยไม่แน่นอน พบว่า วิธีแนะนำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าวิธีเดิมของเกษตรกรมาก คือ จำนวนหวี/เครือ จาก 6.3 เป็น 8.4 น้ำหนักเครือ 8.5 เป็น 10.7 กิโลกรัม น้ำหนัก/หวี จาก 5.8 เป็น 6.5 กิโลกรัม ความหวาน จาก 24.1 เป็น 24.8 ˚Brix

การพัฒนาอัตลักษณ์สินค้า
ทำการสร้างเรื่องราวและค้นหาลักษณะเด่น พบว่ามีกล้วยน้ำว้าพันธุ์พื้นเมืองที่มีไส้สีเหลือง ไม่มีเมล็ดในผล ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเด่น นอกจากนั้นได้นำลักษณะของพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระมาเป็นอัตลักษณ์ ซึ่งพบว่า พื้นที่คาบสมุทรสทิงพระเกิดจากการยกตัวของทะเลในยุคโฮโลซีน ประมาณ 5-6,000 ปี มาแล้ว และจากการขุดร่องสวนจะพบซากหอยในระดับความลึก 1.5-2 เมตร และนำดินชั้นล่างขึ้นมาบนร่องสวนเป็นพื้นที่ปลูกกล้วย ในการพัฒนาอัตลักษณ์จึงตั้งชื่อกล้วย เป็น กล้วยน้ำว้าพรีเมียมรำแดง หมายถึงกล้วยคุณภาพดีปลูกในพื้นที่ดินยุคโฮโลซีน และพัฒนาคุณภาพโดยใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร พร้อมกับรับรองมาตรฐานการผลิต GAP จัดทำโลโก้สินค้า และทำการประชาสัมพันธ์ในสื่อวิทยุ สื่อออนไลน์ทำให้เป็นที่รู้จักและเกษตรกรสามารถจำหน่ายกล้วยได้ราคาสูงกว่ากล้วยทั่วไปเฉลี่ยหวีละ 10 บาท

การแปรรูปกล้วยฉาบน้ำตาลโตนดรำแดง
เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตจึงได้ทำการพัฒนากล้วยฉาบขึ้นมาโดยสร้างเอกลักษณ์สินค้า คือนำมาฉาบกับน้ำตาลโตนดที่เป็นสินค้าประจำถิ่นในชุมชนมาเป็นจุดเด่นในการผลิต พร้อมกับมีการพัฒนาสูตรโดยการทดลองหลายๆ ครั้งจากคำแนะนำของนักวิจัยด้านการแปรรูป และผู้ประกอบการภาคเอกชน จนกระทั่งได้กรรมวิธีเฉพาะที่เหมาะสม ในขั้นตอนการฉาบกล้วย ดังนี้

  1. เลือกกล้วยที่แก่เต็มที่ ผลมีขนาดใหญ่ สมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงเข้าทำลาย นำกล้วยมาตัดหัว-ท้ายของผล แล้วนำลงไปแช่ลงในถังที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมันพืชเล็กน้อย เพื่อล้างยางกล้วยออกได้ง่าย จากนั้นนำกล้วยมาปอกเปลือก โดยกรีดตามแนวของเปลือกจากบนลงล่าง รอบๆผลกล้วย ทำให้ลอกเปลือกออกได้ง่าย กล้วยที่ปอกเปลือกแล้วนำมาล้างในถังเพื่อให้ผิวกล้วยขาวสะอาด ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมะนาว 2 ลูก เกลือแกง 3 กำมือ และ น้ำ 4-5 ลิตร จากนั้นนำกล้วยที่ล้างแล้วมาจุ่มในถังที่มีส่วนผสมของ น้ำ+น้ำปูนใส แล้วยกขึ้นทันที (การแช่นานจะทำให้มีเนื้อแข็งกรอบขึ้น) นำกล้วยมาหั่นและนำไปเรียงใส่ตะกร้าผึ่งลม (การตากแดดจะทำให้กล้วยแข็ง)
  2. นำกล้วยลงทอดในกระทะ โดยใช้น้ำมันปาล์ม ไฟปานกลาง รอให้น้ำมันเดือดถึงจะใส่กล้วยลงทอดจะทำให้กล้วยจะอมน้ำมัน ทอดประมาณ 3-5 นาที ยกขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนำไปอบเพื่อไล่น้ำมันที่อุณหภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที
  3. วิธีฉาบกล้วย สูตรน้ำตาลโตนด 100% วิธีทำ นำกล้วยที่อบแล้วมาผัดกับส่วนผสมทั้งหมดที่กำลังเคี่ยวให้ละลาย นำกล้วยไปผัดจนแห้ง นำขึ้นมาพักให้เย็นแล้วบรรจุใส่ถุง
    สูตรน้ำตาลโตนด (ฉาบแก้ว) วิธีทำ นำกล้วยที่ทอดแล้วลงไปคลุกกับน้ำตาลโตนดที่เคี่ยวไว้แล้ว นำกล้วยที่ทอดแล้วไปอบเพื่อไล้น้ำมันที่อุณหภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที ใส่กล้วยลงทอดในกระทะอีกครั้ง ใช้เวลาในการทอด 1-2 นาที นำขึ้นมาพักไว้ให้เย็นแล้วบรรจุใส่ถุง
    สูตรเค็ม วิธีทำ นำกล้วยที่อบแล้วมาคลุกกับเกลือ พักไว้ให้เย็น บรรจุใส่ถุง

การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ พบว่ามี คุณค่าทางอาหารที่โดดเด่นคือ แคลเซียม และ ธาตุเหล็ก สูง
กล้วยฉาบสูตรน้ำตาลโตนด 100% (100 กรัม) มีพลังงานทั้งหมด 525.59 กิโลแคลอรี ไขมันทั้งหมด 29.11 กรัม โปรตีน 1.83 กรัม คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 64.07 กรัม ใยอาหาร 2.65 กรัม น้ำตาล 17.19 กรัม โซเดียม 184.126 มิลลิกรัม แคลเซียม 38.86 มิลลิกรัม เหล็ก 1.49 มิลลิกรัม น้ำตาล ฟรุ้ตโตส 1.15 กรัม กลูโคส 1.33 กรัม และ ซูโคส 14.71 กรัม คุณค่าทางอาหารที่โดดเด่นคือ แคลเซียม และ ธาตุเหล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เช่น มีแคลเซี่ยมสูงกว่าข้าวสังข์หยดประมาณ 3 เท่า มีธาตุเหล็ก สูงกว่า กล้วยหอมทองทอดยี่ห้อหนึ่ง 3.5 เท่า เมื่อนำมาคำนวณเทียบคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภคต่อวัน คือ 33 กรัม จะได้ปริมาณสารอาหาร ที่แนะนำต่อวัน คือ พลังงานทั้งหมด 180 กิโลแคลอรี โคเลสเตอรอล 0 มิลลิกรัม โปรตีน น้อยกว่า 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 21 กรัม ใยอาหาร น้อยกว่า 1 กรัม น้ำตาล 6 กรัม โซเดียมต่ำ 60 มิลลิกรัม แคลเซียม น้อยกว่า 2% เหล็ก 4%

การพัฒนาธุรกิจกล้วยฉาบ
จดทะเบียนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเป็นวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมรำแดง ส่งเป็นสินค้า OTOP หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ได้มีการจัดทำบรรจุภัณฑ์ 2 แบบ คือ แบบกล่องกระดาษ เหมาะสมสำหรับการนำไปเป็นของฝาก บรรจุภัณฑ์แบบถุงพลาสติก จะมีหลายแบบ ได้แก่แบบถุงพลาสติกปิดผนึกด้วยเครื่องซีลความร้อน เหมาะสำหรับตลาดทั่วๆไป เช่นร้านขายของชำ แบบถุงซิปล๊อก เหมาะสมกับตลาดร้านกาแฟ และร้านขายของฝาก การศึกษาอายุการเก็บรักษา กล้วยฉาบ 2 ผลิตภัณฑ์ คือ แบบยาว กับ แบบกลม พบว่ากล้วยแบบกลมบรรจุแบบถุง ฟลอย จะมีอายุการเก็บรักษานานที่สุด รองลงมาคือกล้วยแบบยาวบรรจุถุงฟลอย สามารถเก็บรักษาได้ 60 วัน โดยที่ยังคงคุณภาพการบริโภคที่ดี ส่วนการบรรจุถุงพลาสติกแบบปากถุงปิดปากถุงแบบซิบ และถุงแบบพลาสติกปิดปากถุงแบบซีลโดยใช้ความร้อน สามารถเก็บรักษาได้ใกล้เคียงกันคือ 30 วัน
การจำหน่ายบรรจุใส่ถุงมี 4 ขนาดด้วยกัน คือ น้ำหนักเท่ากับ 60 กรัม 120 กรัม และ 350 กรัม การกำหนดราคาจำหน่ายราคาส่ง 1 กิโลกรัม ราคา 120-150 บาท ราคาปลีก 110 กรัม 20-35 บาท การนำกล้วยฉาบเข้าสู่ตลาดพบว่า สินค้าเป็นที่นิยมในโรงเรียน ร้านขายของชำ และร้านน้ำชา

รายได้
ผลการดำเนินงาน 2 ปี พบว่า มีรายได้จากการจำหน่าย รวม 312,132 บาท หรือเฉลี่ย 156,066 บาท/ปี ต้นทุนรวม 206,488 บาท หรือเฉลี่ย 103,244 บาท/ปี 70% เป็นการซื้อกล้วยจากเกษตรกร กำไร 105,644 บาท/ปี หรือเฉลี่ย 52,822 บาท/ปี กำไรจะจัดสรรเป็นค่าแรงงานแก่สมาชิกที่ทำการผลิต และปันผลแก่ผู้ลงหุ้น ประมาณ ร้อยละ 6 ต่อปี

นับว่าเป็นความสำเร็จที่น่าสนใจของชุมชนที่นำงานวิจัยมาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนากล้วยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ช่วยให้ลดผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิดที่มีต่อสินค้าและยังเป็นตัวอย่างการใช้แนวทาง BCG มาพัฒนาสินค้าของชุมชน คือการพัฒนาการผลิตสินค้าพรีเมี่ยม การสร้างมูลค่าสินค้าด้วยอัตลักษณ์ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา โทร 074445905-7และ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมรำแดง หมู่ที่ 7 ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

การวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชโดยใช้ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG”

ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (ภาคใต้ตอนล่าง)

บทนำ BCG

            “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” เป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ไปพร้อม ๆ กัน โมเดลเศรษฐกิจ BCG มีความสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP)  โดยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทําหน้าที่บูรณาการ การพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) จากฐานความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพและวัฒนธรรมด้วยกลไกจตุภาคี (Quadruple Helix)

ทั้งนี้กิจกรรมหลักภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย

1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา เพิ่มพูนทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม

2) บริหาร จัดการ การใช้ประโยชน์และบริโภคอย่างยั่งยืน

3) ลดและใช้ประโยชน์ของทิ้งจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ

4) เพิ่ม Value Creation ตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ภาคเกษตรที่เป็นต้นน้ำ จนถึงภาคการผลิตและบริการ

5) สร้างภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเอง และเพิ่มสมรรถนะในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 การประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จึงได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2569 และพร้อมประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

วิสัยทัศน์ประเทศไทย ตาม “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” 

เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ประชาชนมีรายได้ดี คุณภาพชีวิตดี รักษาฟื้นฟู ฐานทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพให้มีคุณภาพที่ดี ด้วยการใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ และแผนงานขับเคลื่อน “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” 

ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 14 แผนงาน โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่ 1 : สร้างความยั่งยืนของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการจัดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์

เน้นการนําความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืนของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทุนพื้นฐานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตเพื่อส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการมอง ว่า “Nature as Resource” เป็น “Nature as Source”

การขับเคลื่อนประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่

แผนงานที่ 1.1 อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม

แผนงานที่ 1.2 สร้างความสามารถในการบริหารทรัพยากรและการบริโภคที่ยั่งยืนของชุมชน

แผนงานที่ 1.3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

แผนงานและโปรแกรมขับเคลื่อน

แผนงานที่ 1.1 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม (BCG – Biodiversity & Cultural Conservation and Utilization)

มุ่งเน้น อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้อยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นทุนการพัฒนาเศรษฐกิจและเพื่อการดํารงชีวิตที่มีคุณภาพ

ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทาง ชีวภาพและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน นําองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และวัฒนธรรมไปใช้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองป้องกัน อนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้กลับมามีสภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรเพื่อลดการใช้ทรัพยากร แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น

โปรแกรมที่ 2 พัฒนาแพลตฟอร์มการปลูกเลี้ยง และขยายพันธุ์เพื่อทดแทนการนําออกจากแหล่งรรมชาติที่เหมาะสม

การนําองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการขยายพันธุ์พืช สัตว์ เพื่อเป้าหมายสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนโดยไม่รบกวนธรรมชาติ โดยให้ความสําคัญกับการขยายพันธุ์พืชพื้นบ้าน พืชป่า สัตว์พื้นเมืองที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจชองชุมชน แต่อยู่ในสภาวะใกล้หรือมีความเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่น พืชท้องถิ่นที่มีมูลค่าสูงและกำลังจะสูญพันธ์ การเพาะขยายเห็ดป่าจากธรรมชาติซึ่งมีราคาสูง การเพาะเลี้ยงผึ้งและชันโรง การเพาะกล้าไม้เศรษฐกิจ หรือ กล้วยไม้ป่า นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมการปรับปรุงพันธุ์ เช่น เห็ดเพื่อเศรษฐกิจ

แผนงานที่ 1.2 สร้างความสามารถในการบริหารทรัพยากรและการบริโภคที่ยั่งยืนของชุมชน(BCG – Community Management and Sustainable Consumption)

มุ่งเน้นยกระดับความสามารถของชุมชนให้เป็นผู้บริหารจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 โปรแกรม โปรแกรมที่ 1 พัฒนาศักยภาพผู้นําชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืนที่มีความจําเพาะต่อชุมชนและระบบนิเวศ โปรแกรมที่ 2 สร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรระหว่างชุมชน สถาบันวิจัยในท้องถิ่น และภาครัฐ

แผนงานที่ 1.3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน(BCG – Resource Management System)

มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรที่นําไปสู้การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างสมดุล รวมถึงพัฒนากลไกในการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ประกอบด้วย 3 โปรแกรม โปรแกรมที่1 พัฒนาแพลตฟอร์ม สนับสนุนการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีของชุมชนรวมทั้งพัฒนาระบบเชื่อมโยง Big Data ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงได้สะดวกและรวดเร็ว โปรแกรมที่ 2 พัฒนากลไกและกําหนดกฎเกณฑ์/กฎระเบียบด้านการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ และการจัดสรรผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง โปรแกรมที่ 3 พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บ และรักษาทรัพยากรพันธุกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากให้เข็มแข็งด้วยทุนทรัพยากร อัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

ใช้ศักยภาพของพื้นที่ การตอบสนองความต้องการในแต่ละพื้นที่ การสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ การดํารงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก “ความหลากหลายทางชีวภาพ”และ“ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” มาต่อยอดและยกระดับมูลค่าในห่วงโซ่การผลิตสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่

การขับเคลื่อนประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่

แผนงานที่ 2.1 เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และพลังงานของชุมชน

แผนงานที่2.2 การพัฒนาเชิงพี้นที่

แผนงานที่2.3 เพิ่มโอกาสการเข้าถึงและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน

แผนงานที่ 2.1 เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และพลังงานของชุมชน(BCG – Community Security)

 ประกอบด้วย 3 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร

พัฒนาแพลตฟอร์มที่มีความเหมาะสมกับบริบททางสังคม สภาพภูมิศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในมิติความพอเพียง (Availability) ทั้งปริมาณและคุณภาพ (มีความปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย) เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง (Access) อาหารทั้งในยามปกติ และในยามวิกฤติ สําหรับชุมชนในระดับต่าง ๆ โดยเน้นการยกระดับระบบการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

โปรแกรมที่ 2 สร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพ

โดยพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับการใช้สมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองและเพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพของสมุนไพร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคัดเลือกชนิดพันธุ์ การขยายพันธุ์ และ พัฒนาพันธุ์ เพื่อการปลูกที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ นําไปสู่การพัฒนาและยกระดับสมุนไพรสู่มาตรฐานระดับที่เป็นที่ยอมรับ เกิดการพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพิ่มการสร้างงานพร้อมทั้งเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพในชุมชน

โปรแกรมที่ 3 สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระดับพื้นที่โดยเน้นนําทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ชีวมวลที่มีอยู่มาก รวมถึงการนําขยะ หรือของเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน

แผนงานที่ 2.2 การพัฒนาเชิงพื้นที่ (BCG – Area Based Development)

มุ่งเน้นการกระจายการเติบโตสู่ภูมิภาค นําไปสู่การยกระดับรายได้ของประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้ ประกอบด้วย 5 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ เน้นการพัฒนาระบบเกษตรปลอดภัย มีมูลค่าสูง ส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร พัฒนาเศรษฐกิจตลอดโซ่คุณค่าของพืชสําคัญในพื้นที่ เช่น กาแฟ กล้วย และมะม่วง ตั้งแต่ การพัฒนาเกษตรกรในการเพาะปลูกแบบเกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปขั้นต้นเพื่อเป็นอาหาร อาหารสัตว์ จนกระทั่งการแปรรูปขั้นสูงเพื่อเป็นอาหารเสริม เป็นส่วนผสมของอาหาร รวมถึงการนําวัฒนธรรมล้านนา (Creative Lanna) มาต่อยอดและสร้างเรื่องราว พัฒนาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และต่อยอดผ่านสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในพื้นที่

โปรแกรมที่ 2 ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นแก้ไขปัญหาสุขภาพหลักของประชากรในพื้นที่ และส่งเสริมการผลิตสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ (รวมถึงพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่)  เพื่อยกระดับรายได้ การเพาะเลี้ยงแมลงเพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนใหม่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำผ่านระบบบริหารจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็ก การใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์หรือผลิตภาพการใช้น้ำสูงขึ้น และส่งเสริมการท่องเที่ยวตามวิถีชีวิตวัฒนธรรมและความเชื่อริมฝั่งโขง

โปรแกรมที่ 3 ระเบียงเศรษฐกิจภาคกลาง เน้นพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจเกษตรคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มผัก ประมง และปศุสัตว์ การแปรรูปผลผลิตเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับแหล่งอาหารริมทาง (Street Food) ให้มีคุณภาพมาตรฐานเชื่อมโยงการท่องเที่ยว รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มรดกโลกและการท่องเที่ยวนานาชาติ

โปรแกรมที่ 4 ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิตทางด้านการเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มไม้ผล เช่น ทุเรียน ด้วยการส่งเสริมการเพาะปลูกแบบเกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปเพื่อเป็นอาหาร การสกัดสารมลูค่าสูงจากผลไม้ หรือพืชสมุนไพรเพื่อใช้เป็นเวชสําอาง และกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ทั้งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือการสร้างแหล่งและกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในลักษณะ Man-Made ขึ้นมา

โปรแกรมที่ 5 ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจและการพัฒนาสัตว์น้ำตัวใหม (รวมถึงพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การแปรรูปผลผลิตเป็นอาหารที่มีมูลค่าสูง รวมถึงการนําเสนอเรื่องราวของปักษ์ใต้ยุคใหม่ พัฒนาพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงพหุวัฒนธรรม

แผนงานที่ 2.3 เพิ่มโอกาสการเข้าถึงและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน(BCG-Accessibility & Knowledge Transfer)

การเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเข้าถึงองค้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นปัจจัยที่นําไปสู่การสร้างความ สามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าของสินค้า และบริการ สร้างสินค้าและบริการมูลค่าสูงรูปแบบใหม่จากฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพได้เต็มศักยภาพ ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การพัฒนาแหล่งความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับชุมชน

ความรู้และเทคโนโลยีที่จัดเตรียมให้ชุมชนต้องเป็นชุดความรู้และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการในลักษณะองค์รวม เช่น (1) การบํารุงดิน (2) การบริหารจัดการน้ำ (3) การทําการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (4) การใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม (5) การบริหารจัดการควบคุมคุณภาพผลผลิตเพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย และ (6) การเชื่อมโยงตลาด โดยองค์ความรู้และเทคโนโลยีต้องพร้อมใช้ นําไปปฏิบัติได้จริง และ มีราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้

โปรแกรมที่ 2 การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่ชุมชน

การนําความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ร่วมกับภูมิปัญญาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งระบบ เพิ่มมูลค่าและความยั่งยืนด้วยการใช้หน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงยกระดับศูนย์เรียนรู้ในชุมชน ที่ต้องได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ ความรู้และเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อเป็นแหล่งของการเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างมีพลวัต

ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้เศรษฐกิจ BCG ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

เน้นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้วยการนําความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มายกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ หรือการนําไปสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับมาตรฐานสู่การเป็น แหล่งผลิตและให้บริการที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีสุขอนามัยที่ดี ให้ความสําคัญกับระบบการผลิตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการผลิตที่ยั่งยืนเทียบเท่ามาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาสู่การสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้นวัตกรรมเข้มข้น เช่น ระบบการผลิต พืชใน Plant Factory การให้บริการด้านสุขภาพที่มีความแม่นยําสูง หรือการแพทย์เฉพาะบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นผู้นําในการผลิตและการให้บริการทั้งในระดับประเทศและเวทีโลก การขับเคลื่อน ประกอบด้วย 5 แผนงาน ได้แก่

แผนงานที่ 3.1 การพัฒนาสาขายุทธศาสตร์

แผนงานที่ 3.2 การเตรียมกําลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ

แผนงานที่ 3.3 การสร้างและพัฒนาตลาด

แผนงานที่ 3.4 การพัฒนาปรับแก้กฎหมาย กฎระเบียบ

แผนงานที่ 3.5 การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสําคัญและสิ่งอำนวยความสะดวก

แผนงานที่ 3.1 การพัฒนาสาขายุทธศาสตร์

3.1 สาขาการเกษตร

มาตรการ/แนวทาง

1)ส่งเสริมการสร้างและใช้ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตสินค้าเกษตร และการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำของสถาบันการเงินภาครัฐ

2) เตรียมกําลังคนและผู้เชี่ยวชาญสาขา BCG เกษตร ด้วยการพัฒนาเกษตรกรแกนนําเพื่อทําหน้าที่เป็นตัวกลางและตัวคูณในพื้นที่ การพัฒนาหลักสูตรเกษตรสมัยใหม่ และการจัดตั้งย่านนวัตกรรมเกษตรเพื่อการบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตร

3) ส่งเสริมการใช้คลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และจัดสมดุลการผลิต และการตลาด ด้วยการพัฒนาระบบแรงจูงใจให้เอกชน/ชุมชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจัดส่งข้อมูลในระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าเกษตร เช่น การได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ การยกเว้นค่าบริการภาครัฐ เช่น การวิเคราะห์ธาตุอาหาร ความช่วยเหลือด้านการตลาด

4) สร้างความพร้อมและความสามารถในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพด้วยกลไกการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ Start-up ให้สิทธิเอกชน/เกษตรกรในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูล เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และดึงดูดการลงทุนของบริษัทชั้นนําด้านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่

เป้าหมาย

ปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ

ประสิทธิภาพสูง  ด้วยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมผสานภูมิปัญญา
มาตรฐานสูง      ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และระบบการผลิตที่ยั่งยืน
รายได้สูง  ด้วยการผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นความเป็นพรีเมียม มีความหลากหลาย และกําหนดราคาขายได้ตามคุณภาพของผลผลิตเกษตร

กลุ่มเป้าหมาย

แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1) พืช/สัตว์ เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว มันสําปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผัก ผลไม้ ไก่ โคนม สุกร กุ้ง และไม้เศรษฐกิจ

2) พืช/สัตว์มูลค่าสูง รวมถึง พืช/สัตว์ชนิดใหม่ หรือพืช/สัตว์ประจําถิ่น ได้แก่ สมุนไพร ผักพื้นบ้าน โคเนื้อ ไก่พื้นบ้าน ปลา ปูม้า ปูทะเล แมลง

3) ปัจจัยการผลิตและการให้บริการทางการเกษตร ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารปรับปรุงบํารุงดิน สารกําจัดศัตรูพืช อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สัตว์ เครื่องจักรกลการเกษตร อุปกรณ์เกษตรสมัยใหม่ และ บริการทางการเกษตรการบํารุงดิน บริหารจัดการน้ำ

แผนงานและโปรแกรมขับเคลื่อน

แผนงานที่ 3.1.1 การพัฒนาสาขาการเกษตร (BCG – Agriculture Development)

มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์แบบเชิงเดี่ยว ซึ่งมีความเปราะบางจากความผันผวนของราคาตลาดโลกและภัยธรรมชาติ ไปสู่รูปแบบเกษตรสมัยใหม่ ที่ผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียม ที่หลากหลาย ด้วยการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการวางแผนการผลิต ส่งเสริมการนําความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ร่วมกับภูมิปัญญา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งระบบตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การเพาะปลูก การแปรรูป จนถึงการตลาด รวมถึงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่การเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และระบบการผลิตที่ยั่งยืน

ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 ส่งเสริมการผลิตแม่นยําสูง (Precision Farming) ประสิทธิภาพสูง และเกษตรยั่งยืน

 การส่งเสริมการนําเทคโนโลยีเกษตรแม่นยําไปประยุกต์ใช้ตั้งแต่ การเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพดินในพื้นที่ ทรัพยากรน้ำ สภาพภูมิอากาศในแต่ละปี การใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการของชนิดพืช สัตว์ในแต่ละช่วงวัยและฤดูกาล เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ เพิ่มผลกําไร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบควบคุมการให้น้ำแบบอัตโนมัติในแปลงผลิตพืชตามความชื้นสัมพัทธ์ การตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินก่อนการใส่ปุ๋ย ให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช รวมถึงการใช้โปรแกรมปุ๋ยสั่งตัด การเลี้ยงปลา ในระบบหนาแน่นสูง ระบบการผลิตพืชในระบบโรงเรือน (Smart Greenhouse) รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการติดตามตรวจสอบและพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลผลิตของพืชและการเลี้ยงสัตว์ เช่น การระบาดของโรคแมลง สภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมธาติ เพื่อการบริหารจัดการของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรแกรมที่ 2 ส่งเสริมระบบการผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียม (เน้นคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และการผลิตที่ยั่งยืน)

ส่งเสริมแนวคิด “ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้มาก” ด้วยการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรสู่สินค้าพรีเมียม ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์ดีที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ผลักดันให้ระบบการผลิตเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทาง การเกษตรที่ดี (Good Agriculutue Practices : GAP) การผลิตพืชในระบบโรงเรือน หรือการผลิตด้วยระบบ Plant Factory ซึ่งผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ความปลอดภัย และมีปริมาณสารสําคัญสูงและสม่ำเสมอ จัดให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ (Traceability) รวมถึงการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อให้สินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าคาร์บอนต่ำ

แผนงานที่ 3.1.2 การเตรียมกําลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ (BCG – Talent & Entrepreneur Development)

ให้ความสําคัญกับการสร้างและพัฒนากําลังคนในภาคเกษตรให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ทักษะ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเกษตรไปสู่ระบบเกษตรสมัยใหม่ ประกอบด้วย 2 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การสร้างและพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ และเกษตรกรรุ่นใหม่ด้านนวัตกรรมเกษตร

โปรแกรมที่ 2 การสร้างและพัฒนาบุคลากรสนับสนุนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร เช่น นักเทคโนโลยีชุมชนสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรับรองคุณภาพ

แผนงานที่ 3.1.3 การสร้างและพัฒนาตลาด (BCG – Market Development)

ให้ความสําคัญกับการสร้างความสามารถในการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การสร้างความสามารถในการตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการขยายตลาดได้ด้วยตนเองเพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มราคาจําหน่ายให้สูงขึ้น ประกอบด้วย 1 โปรแกรม คือ การพัฒนาตลาดเชิงรุก ให้ความสําคัญกับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนากลไกตลาดขายตรง (Farmer-Directed Market) การเชื่อมโยงกับตลาดภายในพื้นที่ เช่น ตลาดโรงพยาบาล โรงเรียน ตลาดท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในการสร้างความเชื่อมั่นในความเป็นสินค้าพรีเมียม

แผนงานที่ 3.1.4 การพัฒนา ปรับแก้ กฎหมาย กฎระเบียบ (BCG – Regulatory Framework)

แผนงานที่ 3.1.5 การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสําคัญและสิ่งอํานวยความสะดวก (BCG – Infrastructure & Facility Development)

3.2 สาขาอาหาร

มาตรการ/แนวทาง

1) การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ
2) ขยายตลาดเดิมและสร้างตลาดใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ ยกระดับอาหารท้องถิ่น/อาหารริมทาง (Street Food) ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในวงกว้าง
3) สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ทดสอบ และด้านการผลิตที่ได้มาตรฐานเพื่อรองรับการ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศและเพื่อการส่งออก
4) สร้างแบรนด์อาหารไทยในระดับโลก

กลุ่มเป้าหมาย แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเดิม (Commodity) เช่น ข้าว มันสําปะหลัง กุ้ง ปลาทูน่า น้ำตาล อาหาร
2) กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารใหม่ (Function) เช่น อาหารเฉพาะกลุ่ม อาหารฟังก์ชั่น หรือ กลุ่ม Functional Ingredients อาหารกลุ่มนี้ยังไม่มีการผลิตเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศ แต่มีโอกาสทางการตลาดสูง
3) กลุ่มอาหารท้องถิ่น (Local/ Heritage/ Street Food) รวมถึงผู้ประกอบการอาหารริมทาง (Street Food) จุดเด่นคือความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แสดงถึงวัฒนธรรมประจําถิ่น

แผนงานและโปรแกรมขับเคลื่อน

แผนงานที่ 3.2.1 การพัฒนาสาขาอาหาร (BCG – Food Development)

ประกอบด้วย 3 โปรแกรม

โปรแกรมที่ 1 การพัฒนาแนวทางบริหารจัดการผลผลิตเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต การกระจาย สินค้าและผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ การลดการสูญเสียระหว่างการผลิตและขยะอาหาร เทคโนโลยีการยืดอายุอาหาร (Preservation) การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการยืดอายุการเก็บอาหาร ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) รวมถึงสรา้งความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัย (Transparency & Safety)

โปรแกรมที่ 2 การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการผลิตสีเขียว  ลดการสูญเสียระหว่างการผลิต และขยะอาหาร และการยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตสีเขียว (Green Processing) การลดการสูญเสียและขยะอาหารตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งด้วยหลักการ Zero Waste

โปรแกรมที่ 3 การยกระดับอุตสาหกรรมเดิม สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย นวัตกรรมการผลิตอาหารฟังก์ชั่น / Functional Ingredients  สร้างแพลตฟอร์มการพัฒนาอาหารฟังก์ชั่น อาหารทางการแพทย์ และการผลิต Functional Ingredients การยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง อาทิ ระบบอัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) หรือหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิต ควบคู่ ไปกับการสร้างกําลังคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ตามความต้องการอาหารของผู้บริโภคในอนาคต อาทิ ความต้องการรสชาติ เนื้อสัมผัสของอาหาร ประโยชน์ด้านสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์สําหรับผู้สูงอายุที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรค ผลิตภัณฑ์สําหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารนักกีฬา อาหารสําหรับเด็ก อาหารที่ปราศจากสารก่ออาการแพ้ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น กลูเตน รวมทั้งความต้องการอาหารที่เป็นทางเลือกสําหรับผู้มีข้อจํากัด เช่น อาหารที่ผลิตจาก โปรตีนทางเลือก (พืช แมลง จุลินทรีย์) หรือการใช้สารทดแทนสารกันบูดหรือยาปฏิชีวนะในอาหาร

แผนงานที่ 3.2.2 การสร้างและพัฒนาตลาด (BCG – Market Development)

ให้ความสําคัญกับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การเร่งรัดการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์การใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ (Government Procurement) รวมถึงการสร้างแบรนด์โดยการใช้อัตลักษณ์ รวมถึงการมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่มี ประสิทธิภาพสูง ประกอบด้วย 2 โปรแกรม โปรแกรมที่ 1 การยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานของอาหารท้องถิ่น (Street Food / วิสาหกิจชุมชน) โปรแกรมที่ 2 การส่งเสริมแบรนด์อาหารไทยในระดับโลกด้วยอัตลักษณ์ และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

แผนงานที่ 3.2.3 การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสําคัญและสิ่งอํานวยความสะดวก (BCG – Infrastructure & Facility Development)

ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เสริมสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

เน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเท่าทัน รวมถึงเข้าถึงโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การขับเคลื่อนประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่ แผนงานที่ 4.1 การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า แผนงานที่ 4.2 การยกระดับความสามารถของกําลังคน แผนงานที่ 4.3 การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

บริบทของนโยบายภาคเกษตรของประเทศ

แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)

ประเด็น การเกษตร ประกอบด้วย 6 แผนย่อย โดยสรุป ดังนี้

  1. เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ด้วยการประยุกต์ใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีและนวัตกรรม การขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิทธิให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและผลิตภัณฑ์ และการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชน ในการพัฒนาอัตลักษณ์พื้นถิ่น รวมทั้งสร้างอัตลักษณ์หรือเรื่องราวแหล่งกำเนิด สร้างความแตกต่างและ ความโดดเด่น และสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น และส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ พื้นถิ่นทั้งในระดับประเทศและเพื่อการส่งออก
  2. เกษตรปลอดภัย พัฒนาคุณภาพมาตรฐานและระบบการรับรองความปลอดภัยในระดับต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับให้เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหารอย่างทั่วถึงและปลอดภัยสร้างความตระหนักรู้ของผู้ผลิตและผู้บริโภคถึงความสำคัญของเกษตรปลอดภัย และส่งเสริมด้านการขยายตลาดบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนการทาเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอินทรีย์วิถีชาวบ้าน เพื่อต่อยอดสู่เกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
  3. เกษตรชีวภาพ สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทางการเกษตรเพื่อนาไปสู่การผลิตและ ขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ และประยุกต์ใช้นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อการแปรรูปสินค้าจากความหลากหลายชีวภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฐานเกษตรกรรมและฐานทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงพัฒนาเชื่อมโยงไปสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และใช้ฐานการทาเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อใช้ประโยชน์และ ต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรชีวภาพ รวมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจตามความเหมาะสม และส่งเสริมให้มีการนาวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวภาพ
  4. เกษตรแปรรูป สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร ขั้นสูงที่มีคุณค่าเฉพาะ และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ตลอดจนให้ความสำคัญกับตราสินค้าและปกป้องสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและผลิตผลทางการเกษตรเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยการนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร รวมทั้งสนับสนุนการนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการควบคุมคุณภาพและ ความปลอดภัย ติดตามผลิตภัณฑ์ระหว่างขนส่ง และยืดอายุของอาหารและสินค้าเกษตรในบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า
  5. เกษตรอัจฉริยะ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปัจจัยการผลิต เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางการเกษตร รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคต เพื่อนามาใช้ในกระบวนการผลิตและ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตรทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร เทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิสารสนเทศ เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อวางแผนการเกษตร และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะที่มี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมการทาระบบฟาร์มอัจฉริยะ โดยถ่ายทอดและสนับสนุนเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการวางแผนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
  6. ระบบนิเวศการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการฐานทรัพยากรทางการเกษตร  สร้างความมั่นคงอาหารให้กับครัวเรือนเกษตรกรและชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนทำการเกษตรของท้องถิ่น เพื่อเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก ส่งเสริมการทาการเกษตรตามหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐหรือท้องถิ่นในพื้นที่มีบทบาทดำเนินการให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในมิติต่างๆ สร้างเสถียรภาพ ด้านรายได้ของเกษตรกรและประชาชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอและเหมาะสม พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ และการเฝ้าระวังและเตือนภัยสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบติดตามเฝ้าระวังและวางระบบเตือนภัย และกลไกการจัดการปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน อาทิ เสถียรภาพราคาสินค้า กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ภัยพิบัติธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่าย วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนภาคเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยพื้นฐาน รวมถึงการวิจัยเชิงประยุกต์ในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งในส่วนของปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่รองรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ พัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการผลิตและการตลาด เทคโนโลยีดิจิทัล และข้อมูลสารสนเทศ โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาการผลิตและยกระดับเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและผลิตภัณฑ์  ส่งเสริมด้านการตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่าง ๆ การรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจถึงคุณค่าหรือเรื่องราวของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ และการสร้างตราสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล  อำนวยความสะดวกทางการค้าและพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร

กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้กำหนดเป้าหมาย คือ

 “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน”

(Transformation to Hi-Value and Sustainable Thailand)

โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1) เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Value-Added Economy)

2) สังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค (High Opportunity Society)

3) วิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Eco-Friendly Living)

4) ปัจจัยสนับสนุน การพลิกโฉมประเทศ (Key Enablers for Thailand’s Transformation)

หมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญ อย่างไรก็ดีภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่อาจลดทอนความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มสินค่าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับนานาชาติที่เข้มงวดขึ้น ต้นทุนในการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตรและค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรสามารถนำมาใช้จัดการกับความเสี่ยงและข้อจำกัดข้างต้น และยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับรายได้ของเกษตรกรและ ผู้ประกอบการแปรรูป รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ

ขอบเขต

  1. ภาคการเกษตรของไทยได้รับการปรับโครงสร้างให้เป็นภาคการผลิตที่มีผลตอบแทนสูง

ผ่านการยกระดับผลิตภาพ การพัฒนาคุณภาพของผลผลิต และ การปรับเปลี่ยนประเภทของการผลิตจากการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาในการผลิต และการพัฒนา ศักยภาพของเกษตรกร ด้วยการสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ที่จำเป็น รวมทั้งการสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกร

2. เกษตรกรสามารถเข้าถึงช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรที่หลากหลาย

อาทิ การขายตรงให้กับผู้ค้าปลีกหรือผู้ส่งออก การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม และการทำเกษตรพันธสัญญากับผู้แปรรูป

3. โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อภาคการเกษตรและเกษตรแปรรูปได้รับการพัฒนาให้เพียงพอต่อความต้องการและมีประสิทธิภาพ

อาทิ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ระบบการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์การเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตร

4. เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้รับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มีกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสนับสนุนการ พัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)

นโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2563 – 2565 และแผนด้านวิททยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ฉบับปรับปรุง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

แพลตฟอร์มที่ 2 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายสังคม

เป้าหมาย คนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่า และสามารถ

จัดการปัญหาท้าทายเร่งด่วนสำคัญทางสังคมของประเทศได้อย่างเหมาะสม ด้วยองค์ความรู้ที่เกิดจากการวิจัยและนวัตกรรม

KR2.4 อัตราผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ในปี 2565 และเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.0 ในปี 2570

โปรแกรมที่ 7 โจทย์ท้าทายด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และการเกษตร

การสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกรเป็น Smart Farmer ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเป็นเกษตรแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneur) และเหมาะสมกับภูมินิเวศของพื้นที่

เป้าหมาย (Objectives: O) และผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ (Key Results: KRs)  O2.7 ใช้ความรู้การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อจัดการกับปัญหาท้าทายเร่งด่วนสำคัญของประเทศ ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน  

KR2.7.4 อัตราผลิตภาพการ ผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.2
ตัวอย่างแผนงาน Smart Farming มีนวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการตลอด Value chain สามารถสร้างคุณค่าเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดเพื่อให้ขายผลผลิตได้และมีกำไร ต้นทุนการผลิตที่คุ้มค่า และลดต้นทุนการผลิตลงร้อยละ 15  

แพลตฟอร์มที่ 4 : การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ

เป้าหมายกระจายความเจริญและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจสังคมท้องถิ่น ด้วยความรู้และนวัตกรม

โปรแกรมที่ 13 นวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนนวัตกรรม
จากความท้าทายและเป้าหมายในการับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ต้องใช้คนแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหา

ต้องเป็น 4.0 กล่าว การสร้างและใช้นวัตกรรมในการแก้ปัญหา แต่ที่ผ่านมามุ่งเน้นนวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีจากบุคคลภายนอก เช่น นักวิชาการ ทำให้ไม่สอดคลองกับความต้องการของชุมชน และปัญหาการถ่ายทอดเทคโนโลยี จึงเกิดแนวคิดใหม่ คือการให้ชุมชนเป็นผู้สร้างนวัตกรรม โดยมีภาคีต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม

O4.13 เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนและการจัดการตนเองบน

ฐานเศรษฐกิจพอเพียง
           KR4.13.1 เกิดนวัตกรรมชุมชน วิสาหกิจชุมชนและ Smart SMEs เพื่อยกระดับรายได้ให้กับชุมชน ปีละ 1,000 นวัตกรรม
           KR4.13.2 จำนวน Smart Community / ชุมชนนวัตกรรม มีความสามารถในการพึ่งพาพัฒนาตนเองและจัดการตนเองเพิ่มขึ้น 3,000 ชุมชน ภายใน 3 ปี (ปีละ 1,000 ชุมชน)
           KR4.13.3 มูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทรัพยากร วัฒนธรรมในพื้นที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี

แผนปฏิบัติการด้านงานวิจัยและนวัตกรรม กรมวิชาการเกษตร ปี2564 – 2569

เป้าหมาย

1. งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและถูกนำไปใช้ประโยชน์

2. ยกระดับการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้านพืช มีคุณภาพได้มาตรฐาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

3. ทรัพยากรการเกษตรได้รับการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูสร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน

มาตรการที่ 1 การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างและเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นของประเทศไทยและระบบการผลิตพืชที่ยั่งยืน

1.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการประสิทธิภาพการผลิตพืชที่มีศักยภาพเป็นพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่น

1.2 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่มีศักยภาพในอนาคต 1.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นและ

พัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์เป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร

1.4 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนและ

เหมาะสมกับนิเวศเกษตรรวมถึงการแก้ปัญหาของพืชเฉพาะถิ่นในพื้นที่

1.5 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของท้องถิ่นและการสร้างจุดเด่นของพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

1.6 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการระบบฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างและเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่น

มาตรการที่ 2 การวิจัยและพัฒนาระบบนวัตกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชและผลิตภัณฑ์สู่เกษตรปลอดภัย

2.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตพืชอาหารปลอดภัยและพืชอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

2.2 วิจัยและพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐานการผลิต คุณภาพผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรด้านพืช และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรสู่เกษตรปลอดภัย

2.3 วิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจสอบเพื่อการรับรองมาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัยอาหารด้านพืช และปัจจัยการผลิตสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าเกษตร เป็นการสร้างอำนาจการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

2.4 วิจัยและพัฒนาการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรด้านพืชและความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเกษตรในประชาคมโลก ตลอดจนรองรับและสนับสนุนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่รับผิดชอบ

2.5 วิจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเชื่อมโยงระบบการผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพผลิตพืชและผลิตภัณฑ์สู่เกษตรปลอดภัย

มาตรการที่ 3 การวิจัยและพัฒนาเกษตรชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปกป้องคุ้มครอง สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ

3.1 วิจัยและพัฒนาการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านพืช จุลินทรีย์และศัตรูธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การผลิต การขยายผล การสร้างมูลค่าเพิ่ม ระบบฐานข้อมูล และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้านพืช จุลินทรีย์และศัตรูธรรมชาติตามกฎหมาย

3.2 วิจัยและพัฒนาการผลิต การแปรรูป และการพัฒนาสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรชีวภาพ และฐานเกษตรกรรมยั่งยืน ตลอดนำวัตถุดิบเหลือทิ้ง ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม

3.3 วิจัยและพัฒนาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อการผลิตพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ

3.4 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชสมุนไพร เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร สินค้าประเภทโภชนาเภสัช ผลิตภัณฑ์เวชสำอางและเครื่องสำอาง

3.5 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเสถียรภาพด้านรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชน โดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ

มาตรการที่ 4 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านวิทยาการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้แก่สินค้าเกษตรด้านพืช

4.2 วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสินค้าเกษตรขั้นสูงที่มีคุณค่าเฉพาะและผลิตภัณฑ์ใหม่

4.3 วิจัยและพัฒนาการผลิตและการใช้ระบบโลจิสติกส์ตลอดห่วงโซ่อุปทานของพืชเศรษฐกิจเพื่อผลิตวัตถุดิบและผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

4.4 วิจัยและพัฒนาการสร้างตราสินค้าและขยายช่องทางการตลาดด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของผลิตภัณฑ์เกษตร

มาตรการที่ 5 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเข้าสู่เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรแห่งอนาคต

5.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและเกษตรอัจฉริยะ ด้านการผลิตพืช พันธุ์พืช ปัจจัยการผลิต อารักขาพืช และเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร รวมถึงเทคโนโลยี และนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคตและวิทยาการเกษตรสมัยใหม่

5.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพืชที่มีศักยภาพด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

5.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชเศรษฐกิจ

5.4 วิจัยและพัฒนาวิทยาการข้อมูลทางการเกษตร

บริบทการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ภาคใต้ตอนล่างประกอบด้วย 7 จังหวัด คือ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้าน คือ ทะเลฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ทะเลฝั่งตะวันตกด้านทะเลอันดามัน มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดตรัง และสตูล ส่วนจังหวัดพัทลุงและจังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล สำหรับลักษณะภูมิประเทศทางตอนกลางของภาคใต้ตอนล่างจะมีเทือกเขาวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ เป็นแกนกลางของภาคและมีพื้นที่ราบยาวขนานจากแนวภูเขาลงสู่ทะเล จึงทำให้มีสภาพพื้นที่เป็นลุ่มน้ำ

พื้นที่การผลิตพืชที่สำคัญในภาคใต้ตอนล่าง มีพื้นที่ปลูกเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ยางพารา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ร้อยละ 75 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด รองลงมาจะเป็น ข้าว ร้อยละ 7 ปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 5 และ ลองกอง ทุเรียน มังคุด เงาะ มะพร้าว และสับปะรด รวมกันร้อยละ 13 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด อนึ่ง ลักษณะการปลูกไม้ผลในภาคใต้ตอนล่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นแบบผสมผสานหลายชนิด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 42.3 ของพื้นที่ทางการเกษตรที่ไม่รวมยางพาราและปาล์มน้ำมัน

ลักษณะอากาศ เป็นแบบร้อนชื้น โดยช่วงฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม และฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนรายปี 2,245 มิลลิเมตร วันฝนตก เฉลี่ย 166 วัน ช่วงอุณหภูมิต่ำสุด-สูงสุด 19.76- 37.28 องศาเซลเซียส กลุ่มชุดดินในพื้นที่ลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 2, 3, 6, 14 และ 17 รวมประมาณ 1.5 ล้านไร่ ใช้ประโยชน์ในการปลูกข้าว มีพื้นที่รวมประมาณ 1.2 ล้านไร่ และไม้ยืนต้นประมาณ 3 แสน ไร่ กลุ่มชุดดินในพื้นที่ดอน ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 26, 32, 34, 39, 45, 50, 51, 53 และ 62 มีพื้นที่รวมประมาณ 11.5 ล้านไร่ เป็นป่าสมบูรณ์ 3.6 ล้านไร่ ไม้ยืนต้น 7.3 ล้านไร่ และไม้ผลประมาณ 6 แสนไร่  

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่8 (2562) รายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรภาคใต้ ปี 2562 พบว่า สาขาพืชขยายตัวร้อยละ 2.9 สาขาปศุสัตว์ขยายตัวร้อยละ 2.9 สาขาประมงขยายตัวร้อยละ 1.1 ในขณะที่สาขาป่าไม้หดตัวร้อยละ 2.8 และสาขาการบริการทางการเกษตรหดตัวร้อยละ 1.2 โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ได้แก่สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตพืชเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันและไม้ผล ยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตรระดับภาคและระดับจังหวัด ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและยางพาราครบวงจรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาครัฐมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งด้านการผลิต ส่งเสริมการตลาดนำการผลิต และประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมัน สาขาการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของภาคใต้ในปี 2560 ได้แก่ สาขาพืช ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 75.8 ของผลิตภัณฑ์ภาคเกษตร หรือ GRP ภาคเกษตร รองลงมา คือ สาขาประมง สาขาปศุสัตว์สาขาป่าไม้และสาขาบริการทางการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 17.0, 3.9, 3.2 และ 0.1 ตามลำดับ

        ปัญหาด้านการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ยางพารา ผลผลิตเฉลี่ย 285 กิโลกรัมต่อไร่ ยังต่ำกว่าศักยภาพเล็กน้อย สาเหตุสำคัญมาจากการปฏิบัติดูแลรักษาน้อยและโรคยางพาราโดยเฉพาะโรครากขาวและโรคใบร่วงที่กำลังระบาดเพิ่มมากขึ้น มีต้นทุนการผลิต 56.90 บาทต่อกิโลกรัม ในสถานการณ์ราคายางที่อ่อนไหวแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรชาวสวนยางมีความเสี่ยงในการขาดทุนสูง

ข้าว   ข้าวนาปี ผลผลิตเฉลี่ย 395 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ ข้าวนาปี 415 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ร้อยละ 5.01 เมื่อคำนวณตามผลผลิตเฉลี่ยในพื้นที่พบว่าจะมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนสูงมาก

ปาล์มน้ำมัน      ผลผลิตเฉลี่ย 2,258 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 2,844

กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 3.74 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายค่อนข้างแปรปรวน แต่นับว่าเป็นสินค้าที่เกษตรกรยังสร้างกำไรในการผลิตได้แต่ไม่มากนัก

ลองกอง      ผลผลิตเฉลี่ย 360 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตงานวิจัยในพื้นที่เกษตรกรที่มีผลผลิต 1,052.1 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก มีต้นทุนการผลิต 28.14 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันราคาขายค่อนข้างต่ำ ถือว่ามีความเสี่ยงในการผลิตสูง 

ทุเรียน        ผลผลิตเฉลี่ย 420 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 907 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 35.77 บาทต่อกิโลกรัม ทุเรียนมีราคาดีมาหลายปี ถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รายได้สูง และเกษตรกรกำลังขยายการผลิต       

มังคุด         ผลผลิตเฉลี่ย 591 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 539 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า แต่ยังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพผลผลิตต่ำ มีต้นทุนการผลิต 14.11 บาทต่อกิโลกรัม หากมีการผลิตที่มีคุณภาพจะขายได้ราคาดี แต่ในบางปีที่มีผลผลิตออกมากและเกษตรกรดูแลรักษาได้ผลผลิตด้อยคุณภาพจะขายได้ราคาต่ำกว่าทุน 

เงาะ   ผลผลิตเฉลี่ย 505 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 1,067 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 19.58 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่ามีความเสี่ยงในการผลิตสูงหากผลผลิตออกมากในบางปี 

มะพร้าว      ผลผลิตเฉลี่ย 705 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ 793 กิโลกรัมต่อไร่ จะเห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยภาคใต้ตอนล่างยังอยู่ในระดับที่ต่ำ มีต้นทุนการผลิต 6.01 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคามีความแปรปรวน ถือว่ามีความเสี่ยงในการผลิต 

        บทวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของภูมิสังคมและการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

จุดแข็ง (Strength)

  1. ลักษณะทางภูมินิเวศเกษตร มีอาณาเขตพื้นที่ติดทะเลทั้งสองด้านทำให้มีจุดเด่นด้านอัตลักษณ์พื้นที่ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และด้วยสภาพพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเป็นทิวเขาอยู่ตอนกลาง ลาดเทสู่พื้นที่ราบลุ่ม ลำน้ำ และทะเล จึงทำให้สามารถทำความเข้าใจและวางแผนในการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้ง่าย 
    1. ลักษณะภูมิอากาศ สภาพที่มีฝนกระจายตัวเกือบตลอดปี มีปริมาณน้ำฝนมากและไม่มีช่วงอากาศหนาวหรือแล้งยาวนาน จะเป็นผลดีต่อการเพาะปลูก ทำให้ลดต้นทุนในการพัฒนาระบบชลประทาน สามารถทำการปลูกพืชได้หลากหลายชนิดและมีช่วงฤดูเพาะปลูกยาวนานกว่าภาคอื่นๆ และด้วยสภาพอากาศที่แตกต่างของภาคใต้ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกประมาณ 2 เดือนมีผลทำให้ผลผลิตพืชออกไม่พร้อมกันจึงช่วยลดภาวะกดดันสินค้าออกสู่ตลาด
    1. ลักษณะดินที่สำคัญในภาคใต้ตอนล่างเป็นดินดอนจึงเหมาะสมกับการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น ขณะเดียวกันก็มีแหล่งที่ลุ่มสำหรับปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงประชากรในพื้นที่
    1. สภาพทางสังคม ประชากรประกอบด้วยไทยพุทธและมุสลิมซึ่งเป็นผลดีในด้านการพัฒนาสินค้าฮาลาลไปต่างประเทศ และด้วยอัตลักษณ์ของเกษตรกรแต่ละศาสนาได้ส่งผลให้มีพฤติกรรมความนิยมในการผลิตพืชที่แตกต่างกันจึงช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ตลอดจนการมีวิถีการเป็นอยู่แบบเรียบง่ายชอบใช้เทคโนโลยีต้นทุนต่ำและมีความเชื่อในตัวผู้นำชุมชนทำให้ง่ายต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
    1. สภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร พึ่งพารายได้จากพืชเป็นหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพืชมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือนสูง เกษตรกรจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพืช
    1. การใช้ที่ดินทางการเกษตร การถือครองที่ดินมีขนาดฟาร์มเฉลี่ย 20.6 ไร่ ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน (Multiple Cropping Index : MCI) ร้อยละ 67.3 ยังสามารถพัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้ ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นลักษณะฟาร์มที่เอื้ออำนวยต่อการเกษตรผสมสาน คือเป็นที่อยู่อาศัย 1.6 ไร่ ที่ไม้ยืนต้น 12.5 ไร่ ที่นาข้าว 3.3 ไร่ ที่สวนไม้ผล 3.1 ไร่ 
    1. สภาพภูมิสังคมรายจังหวัด จังหวัดตรังและสตูลมีความเด่นด้านอยู่ติดทะเลฝั่งอันดามัน จังหวัดพัทลุงเป็นอู่ข้าวและมีพื้นที่ติดทะเลสาบ เช่นเดียวกับ จังหวัดสงขลาซึ่งมีด่านการค้าติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จังหวัดยะลาเป็นพื้นที่ดอนมีความหลากหลายของพืชพรรณ ส่วนจังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาส เป็นเส้นทางการค้าสู่ประเทศมาเลเซีย
    1. การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ลักษณะการปลูกไม้ผลในภาคใต้ตอนล่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นแบบผสมผสานหลายชนิด จึงถือเป็นจุดแข็งในด้านความมั่นคงของระบบการผลิตพืชกรณีพืชใดพืชหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านการตลาด ในบรรดาพืชเศรษฐกิจสำคัญ 9 ชนิดพบว่า ยางพารามีสัดส่วนพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 75 ข้าวร้อยละ 7 ปาล์มน้ำมันร้อยละ 5 และ ลองกอง ทุเรียน มังคุด เงาะ มะพร้าว สับปะรด รวมกันร้อยละ 13 และด้วยความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศทำให้ในพื้นที่ยังมีพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่น่าสนใจอีกหลายชนิด

จุดอ่อน (Weaknesses)

  1. ลักษณะทางภูมินิเวศเกษตร การที่มีอาณาเขตพื้นที่ติดทะเลทั้งสองด้านและมีทิวเขาอยู่ตอนกลาง จึงทำให้พื้นที่ประสบปัญหาด้านภาวะน้ำท่วมขังในที่ลุ่มและน้ำป่าไหลหลากในที่ดอนอยู่เสมอเป็นสาเหตุที่ทำให้การปลูกพืชได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มริมทะเลที่มีสภาพน้ำทะเลหนุนทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังยาวนาน
  2. ลักษณะภูมิอากาศ ภาวะฝนตกที่สร้างปัญหาให้พื้นที่คือมีช่วงฝนตกหนักช่วงฤดูฝน 1-2 เดือน มีปริมาณ 200-500 มิลลิเมตรต่อเดือน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก นอกจากนั้นยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้มีผลต่อการผลิตพืช
  3. ลักษณะดิน ในพื้นที่จะมีปัญหาดินอยู่ 4 ลักษณะ คือดินเปรี้ยวจัดในพื้นที่พรุดินเค็ม ดินทรายจัดในพื้นที่ริมทะเล ดินที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งไม่เหมาะกันการปลูกพืช รวมพื้นที่ทั้งภาคใต้มีประมาณ 38 ล้านไร่
  4. สภาพทางสังคม ในพื้นที่มีปัญหาด้านการก่อเหตุความไม่สงบได้ทำให้มีผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งการผลิตพืชที่ไม่สามารถขยายผลเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่ และพ่อค้าไม่สามารถไปซื้อสินค้าได้ในบางพื้นที่
  5. สภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร การพึ่งพารายได้จากยางพาราพืชเป็นหลัก เมื่อเกิดภาวะราคาตกต่ำได้ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่ำในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นจึงส่งผลให้เกษตรกรมีภาวะหนี้สินมากส่งผลต่อการลงทุนการผลิต
  6. การใช้ที่ดินทางการเกษตร ด้วยขนาดการถือครองที่ดินมีขนาดฟาร์มเฉลี่ย 20.6 ไร่ ถือว่าไม่สูงมาก และประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน ร้อยละ 67.3 ถือว่ายังต่ำ
  7. การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ จุดอ่อนพื้นที่ ที่มีการปลูกยางพารามีสัดส่วนพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 75 ของพื้นที่นั้นทำให้มีความเสี่ยงเมื่อเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และพื้นที่ปลูกข้าวที่มีน้อยเพียงร้อยละ 7 ส่งผลให้เกษตรกรต้องซื้อข้าวบริโภค อีกทั้งจุดอ่อนของลักษณะการปลูกไม้ผลแบบผสมผสานหลายชนิดในภาคใต้ตอนล่างมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพเชิงการค้าที่ทำได้ยากเพราะมีลักษณะการผสมผสานเป็นแปลงเล็ก ตัวอย่างเช่น สวนผสมลองกอง ทุเรียน มังคุด และเงาะ ด้านประสิทธิภาพการผลิตพบว่าแต่ละพืชยังที่มีจุดอ่อนด้านผลิตต่ำ คุณภาพต่ำ และมีปัญหาด้านราคาตกต่ำอยู่เสมอ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดระยะสั้นและมีปริมาณมาก อีกทั้งคุณภาพผลผลิตค่อนข้างต่ำโดยเฉพาะลองกองและมังคุด

โอกาส (Opportunities)

  1. ด้วยการมีอาณาเขตพื้นที่ติดทะเลโดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามันทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่มาก ทำให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคสินค้าเกษตรมากขึ้น
    1. ด้วยสภาพพื้นที่ที่อยู่ติดชายแดนประเทศมาเลย์เชียได้ส่งผลดีให้นักท่องเที่ยวและการค้าต่างประเทศกับ มาเลย์เชีย อินโดนีเชีย และสิงค์โปร์ นำเข้าส่งออกสินค้าระหว่างภาคใต้ตอนล่างได้สะดวก ตลอดจนการได้ประโยชน์จากความร่วมมือกันระหว่างประเทศในโครงการ The Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (IMT-GT)  
    1. ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จึงเป็นโอกาสให้สามารถนำงานโครงการที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาด้านการผลิตพืชเพิ่มขึ้น

อุปสรรค (Threats)

  1. ความหวาดกลัวที่มีต่อเหตุก่อความไม่สงบในพื้นที่ ของผู้คนภายนอกซึ่งเป็นทั้งนักท่องเที่ยว นักลงทุน พ่อค้าคนกลาง และประชาชนทั่วไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเกษตรของภาคใต้ตอนล่าง
    1. การผลิตพืชในภาคตะวันออก จะมีชนิดไม้ผลเช่นเดียวกับภาคใต้ตอนล่างแต่ฤดูกาลผลผลิตจะเร็วกว่าประมาณ 1-2 เดือน จึงส่งผลต่อราคาผลผลิตในภาคใต้ตอนล่างเนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูกาลของการบริโภคผลไม้
    1. การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมีผลทำให้ผลไม้ออกดอกมากกว่าปกติเกินอัตราความต้องการของตลาดจึงส่งผลให้ราคาตกต่ำ

แนวทางการวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชโดยใช้ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG”

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร   ปี 2566-2569

           การกำหนดนโยบายและแนวทางการวิจัย โดยประมวลสังเคราะห์ข้อมูลจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แผนวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม แนวทางการวิจัยกรมวิชาการเกษตร และบริบทพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง นำมาเชื่อมโยงกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ในด้านที่เกี่ยวข้อง ได้เป็น 4 แนวทาง ดังนี้

1. การวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบแม่นยำสูง (Precision Farming) เพื่อผลิตสินค้าพรีเมียม มีมูลค่าสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลองกอง มะพร้าว พืชผัก พืชไร่ เศรษฐกิจต่าง ๆ  เป็นต้น

2. วิจัยและพัฒนาพืชท้องถิ่นชนิดใหม่ พืชป่า เห็ด และพืชที่มาจากความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ด้านการสำรวจ รวบรวม พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต คัดเลือกสายพันธุ์ การขยายพันธุ์ การแปรรูป และการสร้างมูลค่า

เช่น เห็ดท้องถิ่น พืชผักพื้นบ้าน ทุเรียนพื้นบ้าน ไม้ผลพื้นบ้าน ไม้ดอก/กล้วยไม้ป่า  เป็นต้น

3. การวิจัยและพัฒนาพืชสมุนไพรพื้นถิ่น ด้านการคัดเลือกชนิด สายพันธุ์ การขยายพันธุ์ การผลิต การแปรรูป การสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ และการพึ่งตนเองด้านสมุนไพรในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

เช่น สมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ สมุนไพรเทือกเขาบรรทัด สมุนไพรพื้นบ้านตำรับไทยและมุสลิม และสมุนไพร

เงาะป่า สมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาโรคจากเชื้อไวรัส เป็นต้น

4. วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารของพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง  

เช่น พืชผักปลอดภัย พืชผักอินทรีย์ พืชผสมผสาน พืชไร่พืชผักท้องถิ่นที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง หรือโภชนาการที่สมดุล พืชอาหารที่นำเข้าจากภาคอื่นๆ พืชอาหารท้องถิ่นที่มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ถั่วหรั่ง มันขี้หนู พืชตระกูลมันพื้นบ้านต่างๆ เป็นต้น      

จัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างไรให้ทำเงิน

สวพ.8 แนะจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างไรให้ทำเงิน  
นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8

ครัวเรือนเกษตร ถ้ามีการ ปลูก-แปรรูป-จำหน่าย ครบต้นน้ำ- กลางน้ำ- ปลายน้ำ ก็จะสามารถทำให้ครัวเรือนมีรายได้ที่เพียงพอได้  และหากสามารถทำการผลิตให้ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ต้นทุนไม่สูงนัก มีการแปรรูปสินค้า นำไปขายได้ราคาดี ก็จะทำให้ยิ่งได้กำไรดีเพิ่มขึ้น  แต่เมื่อมองถึงในระดับชุมชนเกษตร การเชื่อมโยงเกษตรกับการท่องเที่ยวกำลังเป็นเรื่องน่าสนใจ เนื่องจากเป็นสาขาที่กำลังเติบโตมากขณะนี้ หากชุมชนมีการจัดการที่ดีก็จะเกิดความสำเร็จได้ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนเพิ่มขึ้นโดยผู้บริโภคจะมาซื้อขายสินค้าถึงในชุมชน เกษตรกรก็ไม่ต้องเดินทางไปไกล

           ทำไมท่องเที่ยวชุมชนถึงเป็นที่น่าสนใจ?

ท่องเที่ยวชุมชน คือ การท่องเที่ยวไปในแหล่งชุมชนต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งแต่ละสถานที่จะมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจทั้งในด้านสถานที่ อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม รวมทั้งวิถีความเป็นอยู่ โดยชุนชนเป็นผู้บริหารจัดการหรือชุมชนมีส่วนร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งในและนอกชุมชน”   ปัจจุบันท่องเที่ยวชุมชน ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว กำลังได้รับความสนใจจากเนื่องจากในสังคมปัจจุบัน ภาวะทางเศรษฐกิจ โรคระบาดโควิด-19 สภาพแวดล้อมการทำงาน และปัญหาทางสังคม ได้สร้างความเคร่งเครียดในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้คนจึงอยากแสวงหาสิ่งที่จะมาเพิ่มคุณภาพชีวิต และการท่องเที่ยว คือรางวัลที่ทุกคนจะสามารถให้ทำตัวเองได้ง่ายๆ เพียงก้าวออกมาจากบ้าน ก้าวออกมาจากที่ทำงาน แล้วไปยังสถานที่ที่ตนชอบ ก็จะเป็นการชาร์ตพลังให้ตัวเอง ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่น จะมีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ มีอาหารพื้นบ้านอร่อย มีความสงบร่มรื่น และมีวิถีชุมชนที่ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้นในปัจจุบัน  

ด้านปัจจัยความสำเร็จของการท่องเที่ยวชุมชน มีองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่

1) มีผู้ประกอบการท่องเที่ยว อาจจะเป็นนักลงทุนในชุมชนที่จะลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยว หรือ กลุ่มคนในชุมชนที่ร่วมมือกันเป็นคณะกรรมการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งความสามารถในการบริหารจัดการจะมีผลมากต่อความสำเร็จในการจัดการท่องเที่ยว

2) การมีสถานที่ที่ดึงดูดใจที่เป็นไข่แดงของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จะเป็นสถานที่ให้ปักหมุดการเดินทางมาท่องเที่ยว และมีสถานที่นั่งพักผ่อน เดินชมความสวยงาม ได้ถ่ายภาพ มีกาแฟ เครื่องดื่ม และอาหารอร่อยๆ บริการให้ชวนชิม

3) การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการจัดการท่องเที่ยว ถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ท่องเที่ยวชุมชนแตกต่างจากธุรกิจท่องเที่ยวของเอกชนรายเดี่ยวๆ ซึ่งจะต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นและเข้มแข็ง ไม่ล้มเลิกไปกลางคัน เนื่องจากตลาดท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยเวลา อาศัยการบอกต่อหรือการแชร์ในสื่อออนไลน์ ประเด็นนี้มักพบปัญหาเกิดขึ้นเสมอเนื่องจากเกษตรกรที่มาร่วมจัดการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถนัดในการทำเกษตรแต่ไม่ถนัดค้าขาย และมักขาดความอดทนก่อนที่จะแหล่งท่องเที่ยวจะเป็นที่นิยม

4) มีการประชาสัมพันธ์ทั่วถึง

และ5) มีผู้ประกอบการจัดทัวร์ท่องเที่ยวเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยวประจำก็จะยิ่งก่อให้เกิดผลสำเร็จได้มากขึ้น

และจากการที่ สวพ.8 ลงมาวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชในพื้นที่ชุมชนป่าขาดโมเดล” ต.ป่าขาด อ.สิงหนคร จ.สงขลา ก็ได้มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกับชุมชนในการพัฒนาให้ป่าขาดมีการเชื่อมโยงในด้านการท่องเที่ยวชุมชน  และผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ป่าขาดกำลังจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชุมชนแห่งใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยเพราะมีองค์ประกอบต่างๆ เชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัว กล่าวคือ

1) พื้นที่ป่าขาด มีวิถีชุมชน สวน-โหนด-นา-เล ให้ความสวยงามของธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดในท้องทุ่งนาและริมทะเล

2) มี “สวนเทพหยา” ที่เป็นไข่แดงแหล่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวในชุมชน พร้อมมีอาหารพื้นบ้าน ข้าวยำอร่อย และแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร ครบถ้วนอยู่ในสวน

3) มีพลังชุมชนร่วมจัดการท่องเที่ยว โดยมีแปลงเกษตรกรต้นแบบ “เกษตรพอเพียง เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์” รวมทั้งวัดป่าขาดที่อยู่ติดทะเลและมีจุดให้เช็คอินที่สวยงาม

           ในด้านการพัฒนาการเกษตรเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนนั้น สวพ.8 ร่วมกับชุมชน ดำเนินการตั้งแต่ ตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อรวมพลังชุมชนในการร่วมบริหารจัดการเกษตรและท่องเที่ยวชุมขน โดยพัฒนาการผลิตพืช 9 พืชผสมผสานให้เป็นแปลงท่องเที่ยว เรียนรู้ ดูงาน  เช่น ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน สวนอารมณ์ดีเกษตรอินทรีย์ สวนลุงนานเกษตรพอเพียง สวนพี่ชาติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สวนมะม่วงป่าขาด สวนกล้วยป่าขาด สวนดินอ้วนใหญ่ ถั่วงอกเงินแสน การปลูกปอเทือง การแปรรูปสินค้า เช่น ขนมลูกตาล การพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานสินค้าปลอดภัย GAP และ Organic และกำลังจะเปิดตลาดนัดชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวในเร็วๆ นี้

ชุมชนป่าขาด เตรียมเปิดเทศกาลรับนักท่องเที่ยว “เที่ยวป่าขาด ชาดหรอยแรง” โดยคุณวิชาญ ช่วยชูใจ จัดโปรแกรม วันเดียวเที่ยวสงขลา ในเส้นทางป่าขาด และหลายจุดตามเส้นทางชุมชนทะเลสาบสงขลา

จัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างไรให้ทำเงิน ผู้สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเพิ่มหรือดูงานได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา โทรศัพท์ 074 445905-7

“รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน”

รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน

ธัชธาวินท์ สะรุโณ

 ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร

กระแสโลกาภิวัติ (globalization) วิกฤตแห่งสุขภาพ (health chock) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ได้กดดันให้เกษตรกรรายย่อย (small famers) เกิดความเปราะบางเพิ่มขึ้น (vulnerable) ทั้งในด้านประสิทธิภาพทางการผลิตที่ต่ำลง ความสามารถในการแข่งขันน้อยลง มีรายได้ที่ไม่สมดุลกับรายจ่าย ขาดความมั่นคงทางอาหาร นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ไม่พอเพียง และพึ่งตนเองได้น้อยลง 

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร จึงได้ทำการวิจัยค้นหาแนวทางทางในพัฒนาการผลิตพืชที่นำไปสู่การพึ่งตนเองของชุมชนเกษตร โดยได้ทำการการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ในปี 2559-2563 ในการวิจัยจะมีการพัฒนาการจัดการผลิตพืชทั้งองค์รวมของชุมชนแบบมีส่วนร่วม (participatory action research and development) คือ ด้านการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงการตลาดและการท่องเที่ยว รวมทั้งการพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็ง

“รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน”

คือรูปแบบ (model) การพัฒนาการผลิตพืชโดยนำศาสตร์พระราชา เรื่อง 23 หลักทรงงาน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการจัดการผลิตพืชให้พอเพียงและยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองของครัวเรือนและชุมชนเกษตร โดยจะมีหลักปฏิบัติ 4 เสาหลักของการพัฒนา คือ  เสาหลักที่ 1 พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เสาหลักที่ 2 พัฒนา 9 พืชผสมผสานพอเพียง เสาหลักที่ 3 พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และเสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงการผลิตพืชกับการท่องเที่ยวชุมชน และเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ  โดยมีรายละเอียดดังนี้

           1. กระบวนการนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการพัฒนาการผลิตพืช  คือ การนำ 23 หลักทรงงานของในหลวง ร.9 และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการผลิตพืช ได้แก่

ขั้นตอนการวิเคราะห์ชุมชน  กำหนดเป้าหมาย และวางแผนงาน  ใช้หลักการทรงงาน เรื่อง การศึกษาภูมิสังคมพื้นที่ และศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำตามลำดับขั้น แก้ปัญหาจากจุดเล็ก

ขั้นตอนการพัฒนาและสังเกตติดตามผลการพัฒนา  ใช้หลักการทรงงาน เรื่องการพัฒนาแบบองค์รวม หลักการมีส่วนร่วม  ทำให้ง่าย ปรับให้เหมาะสม ไม่ยึดติดตำรา ประหยัด เรียบง่าย ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ใช้อธรรมปราบอธรรม หลักคุณธรรม ความเพียร ปลูกป่าในใจคน การรู้รักสามัคคี เพื่อส่วนรวม ขาดทุนคือกำไร ซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน บริการที่จุดเดียว ทำงานอย่างมีความสุข และระเบิดจากข้างใน

ขั้นตอนการประเมินผลและสรุปผลการพัฒนา     ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการผลิตพืช  คือ หลักความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุผล รอบรู้ คุณธรรม และ  23 หลักทรงงาน

โดยกระบวนการพัฒนาใช้แนวทางการวิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนส่วน (participatory action research and development) และมีการจัด “เวทีวิจัยสัญจร” แลกเปลี่ยนเรียนรู้หมุนเวียนไปที่บ้านและไร่นาของเกษตรกรในชุมชน และนอกชุมชน

“รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน” จะมีหลักปฏิบัติ 4 เสาหลักของการพัฒนา คือ  เสาหลักที่ 1 พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เสาหลักที่ 2 พัฒนา 9 พืชผสมผสานพอเพียง เสาหลักที่ 3 พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและเสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงการผลิตพืชกับการท่องเที่ยวชุมชน และเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ  โดยมีรายละเอียดดังนี้

เสาหลักที่ 1 พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้ชุมชนมีพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตพืช และจะเป็นตัวเร่งให้การพัฒนาต่างๆ สำเร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีวิธีการดำเนินงาน คือ

  1. วิเคราะห์ชุมชน กำหนดเป้าหมาย และแผนงานกิจกรรมในการพัฒนาการผลิตพืชของชุมชน
  2. จัดตั้ง “กลุ่มเกษตรกร” เพื่อให้ชุมชนได้เกิดความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน พร้อมกับการตั้ง

กรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อดึงความรู้ความสามารถของแต่ละคนมาช่วยทำงานส่วนรวม กำหนดข้อตกลง กฎระเบียบในการทำงานร่วมกันของกลุ่ม เช่น ในการเข้าเป็นสมาชิก การประชุม การร่วมทำกิจกรรม กลุ่มมีการระดมทุนเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ในรูปแบบต่างๆ  มีการจัดให้มีสวัสดิการสมาชิก เช่น งานบุญ หรือสวัสดิการ การช่วยเหลือต่างๆ กำหนดให้มีกิจกรรมร่วมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิจกรรมจิตอาสาเพื่อส่วนรวม สร้างอัตลักษณ์กลุ่มโดยมีสิ่งที่แสดงออกถึงสัญลักษณ์ เช่น ป้าย หรือ เสื้อทีม เป็นต้น และส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมกับภาคส่วนต่างๆ

  • จัดเวทีวิจัยสัญจร เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตพืชในไร่นาเกษตรกร ร่วมพัฒนาไร่นา และจัดศึกษาดูงานเพื่อเปิดโลกทัศน์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งหมุนเวียนกันไปในไร่นาเกษตรกรในชุมชน และนอกชุมชน 
  • พัฒนาฟาร์มต้นแบบและพัฒนาเกษตรกรผู้นำ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เพื่อนบ้าน ส่งเสริมความเป็นต้นแบบ ส่งเสริมความเป็นผู้นำ ส่งเสริมการประกวดยกย่องเป็นเกษตรกรดีเด่น พัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำของประธานกลุ่ม กรรมการ และสมาชิก
  • จัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำธุรกิจให้เกิดรายได้ โดยการระดมทุนจากสมาชิก และการสนับสนุน

จากราชการในช่วงการเริ่มต้นดำเนินงาน ทั้งในด้านการพัฒนาสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่น การตลาด สินค้า การบริหารธุรกิจ และการประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ   

        เสาหลักที่ 2 พัฒนา 9 พืชผสมผสานพอเพียง เพื่อให้มีพืชเพียงพอต่อการดำรงชีพที่พอเพียง ทั้ง

ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยมีการพัฒนาระบบการปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และพัฒนาระบบเกษตรผสมผสาน  คือ

  1. กลุ่มพืชรายได้ –พัฒนาการปลูกพืชเศรษฐกิจชุมชนที่มีอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่โดดเด่น
    1. กลุ่มพืชอาหาร –พัฒนาการปลูกพืชอาหารให้เพียงพอ เช่น ผักสวนครัวต่างๆ ที่เป็นเครื่องแกง ผัก ผลไม้ผล ที่หลากหลายคุณค่าทางโภชนาการ
    1. กลุ่มพืชอาหารสัตว์-พัฒนาการปลูกพืชอาหารสัตว์ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์ และจำหน่ายเป็นรายได้
    1. กลุ่มพืชสมุนไพรสุขภาพ –พัฒนาการปลูกสมุนไพรพื้นฐานเพื่อเป็นตู้ยาประจำบ้าน และแปรรูปจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรสุภาพ
    1. กลุ่มพืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช –พัฒนาการปลูกพืชเพื่อนำมาใช้ทำสารสกัดจากพืชในการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช
    1. กลุ่มพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ -พัฒนาการปลูกเพื่อบำรุงดิน ป้องกันดินพังทลายของดิน รักษาความชื้นของดินและน้ำ
    1. กลุ่มพืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น –พัฒนาการปลูกพืชท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ในเชิงวัฒนธรรมชุมชน
    1. กลุ่มพืชใช้สอย –พัฒนาการปลูกไม้ยืนต้น ไม้โตเร็ว ไม้ใช้สอย เพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ทำค้างปลูกพืช ใช้ในงานก่อสร้าง และงานหัตกรรมต่างๆ
    1. กลุ่มพืชพลังงานและเชื้อเพลิง-พัฒนาการปลูกไม้ที่จะมาเป็นเชื้อเพลิงครัวเรือน หรือเป็นพลังงานทดแทน

เสาหลักที่ 3 พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่ารายได้เพิ่มขึ้น โดยมีวิธีการดำเนินงาน คือ

  1. ผลิตสินค้าให้มีคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม มีขนาด มีรูปลักษณ์ดี มีรสชาติดี โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดการผลิตพืชให้มีประสิทธิภาพ 
  2. ขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เช่น GAP หรือ อินทรีย์ หรือ GI
  3. พัฒนาการแปรรูปสินค้าที่มีอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ทั้งขั้นพื้นฐาน และขั้นสูง
  4. พัฒนาบรรจุภัณฑ์ การหีบห่อ ให้เหมาะสมกับในแต่ละตลาดผู้บริโภค
  5. สร้างตราสินค้า สร้างแบรนด์สินค้า สร้างความน่าเชื่อถือในสินค้า เพื่อจำหน่ายคุณค่า จำหน่ายเรื่องราวที่น่าสนใจลงในสินค้า

    เสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงการผลิตพืชกับการท่องเที่ยวชุมชนและเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ  เพื่อดึงพลังจากภายนอกชุมชน หรือพลังจากภาคนอกเกษตร เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาการผลิตพืช โดยมีวิธีการดำเนินงาน คือ

  1. เชื่อมโยงการเกษตรของชุมชนกับการจัดการท่องเที่ยวชุมชน  พัฒนาไร่นาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

เรียนรู้ ศึกษาดูงาน จัดกิจกรรมการศึกษาดูงานในชุมชนแก่บุคคลภายนอก และการเชื่อมโยงกับ

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเอกชน การต่อยอดตลาดท่องเที่ยวชุมชน

  • บูรณาการงานเกษตรของชุมชนกับงานทางวิชาการและงานส่งเสริม เช่น ของหน่วยงานกระทรวงเกษตร ท้องถิ่น จังหวัด พัฒนาชุมชน งานการด้านการจัดการศึกษานอกระบบและสถาบันการศึกษา และภาคเอกชนต่างๆ 
  • เชื่อมโยการผลิตกับการตลาด  เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการตลาดสินค้า ผู้รวบรวมสินค้า พัฒนาตลาดชุมชน ตลาดสัญจร ตลาดออนไลน์ และตลาดอื่นๆ
  • เชื่อมโยงชุมชนกับภาคสื่อสารมวลชน การประชาสัมพันธ์ และ อื่นๆ

กรณีตัวอย่างการพัฒนาตามแนวทาง “รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน” ในพื้นที่ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังในฤดูฝน ขาดน้ำในฤดูแล้ง ดินเหนียวจัด เกษตรกรมีพื้นที่เฉลี่ย 11 ไร่/ราย พืชเศรษฐกิจหลักของชุมชน คือทำนาปีละ 1 ครั้ง และมีตาลโตนดเป็นพืชท้องถิ่น เกษตรกรพึ่งพารายได้จากภาคนอกเกษตรมากกว่าภาคเกษตร คือมีสัดส่วน 65 : 35 ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น คือภาคอุตสาหกรรมเกษตรได้เปลี่ยนการจ้างงานจากคนในท้องถิ่นเป็นแรงงานต่างด้าว หากเกษตรกรปรับตัวไม่ทันก็จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง จึงเป็นโจทย์วิจัยที่สำคัญในการพัฒนาองค์รวมการจัดการผลิตพืชของชุมชนให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ ซึ่งผลการวิจัยมีดังนี้

1. การจัดการพืชเศรษฐกิจชุมชน โดยพัฒนาจากเดิมที่มีการทำนาเพียงอย่างเดียวให้มีการปลูกพืชในฤดูแล้ง โดยจัดระบบการปลูกพืช ระบบถั่วเขียว(หรือข้าวโพดหวานหรือฟักทอง)-ปอเทือง-ข้าว ซึ่งพบว่าถั่วเขียว ปลูกได้ 2 ช่วง คือ ปลูกพร้อมการเก็บเกี่ยวข้าวโดยไม่ต้องมีการเตรียมดิน ในแปลงที่มีความชื้นของดินที่เหมาะสมประมาณ 45-50 % ไม่เปียกหรือแห้งเกินไป ผลผลิตเฉลี่ย 51.2 กิโลกรัม/ไร่ มีรายได้ 2,048 บาท/ไร่ ต้นทุน 500 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,548 บาท/ไร่ การปลูกถั่วเขียวในฤดูกาลปกติ คือต้นฤดูฝนให้ผลผลิต เฉลี่ย 84.8 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนเฉลี่ย 1,120 บาท/ไร่ รายได้ 3,390.4 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 2,270.4 บาท/ไร่ เงื่อนไขสำคัญคือควรมีการเตรียมดินที่ดี ไถเปิดร่องระบายน้ำ หว่านและคราดกลบ ข้าวโพดหวาน ให้ ผลผลิต 2,300 กิโลกรัม/ไร่  รายได้ 39,100 บาท/ไร่   ต้นทุนการผลิต 3,200 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 35,900 บาท/ไร่  ฟักทอง ผลผลิต 674 กิโลกรัม/ไร่  รายได้ 9,705 บาท/ไร่ ต้นทุนการผลิต 4,050 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 5,655 บาท/ไร่ ทั้งสองพืชนี้ต้องมีการให้น้ำที่เพียงพอ การปลูกปอเทืองหลังเก็บเกี่ยวถั่วเขียวช่วงเดือนกรกฎาคม หรือต้นสิงหาคม จะให้น้ำหนักต้นสดที่ไถกลบลงดิน 1,221 กิโลกรัม/ไร่ เทียบเท่ากับการได้ปุ๋ยไนโตรเจน  7 กิโลกรัม/ไร่ แต่ถ้าเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ควรหว่านช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ผลผลิต 62 กิโลกรัม/ไร่ การปลูกข้าวหลังปลูกถั่วเขียว-ปอเทืองให้ผลผลิต 440.6 กิโลกรัม/ไร่ รายได้ 3,568.9 บาท/ไร่  ต้นทุน 1,571.3 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 1,997.6 บาท/ไร่ ระบบนี้เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยน้อยลงและคุณสมบัติทางเคมีของดินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ ค่าการนำไฟฟ้า ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์  และโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์

 การปรับสภาพนาเป็นร่องสวนประมาณ 3 ไร่/รายพบว่า มีต้นทุน 2,329 บาท/ไร่/ปี  รายได้ 15,871 บาท/ไร่/ปี  รายได้สุทธิ 13,542 บาท/ไร่/ปี  หรือมีรายได้สะสม 4 ปี เฉลี่ย 63,484 บาท/ไร่/ปี หรือ 190,451 บาท/ราย  พืชที่ให้รายได้ดี คือ ฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอม พริก อ้อยคั้นน้ำ และ พืชผัก โดย ฝรั่งกิมจู มีรายได้เฉลี่ย 51,250 บาท/ไร่ ต้นทุน 10,275 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 40,975 บาท/ไร่  ข้อดีอีกประการหนึ่งคือร่องสวนที่ขุดคูน้ำลึก 2 เมตร กว้าง 4 เมตร มีปริมาตรน้ำคงเหลือในร่องสวนตลอดปีเฉลี่ย 321 ลบ.ม./ไร่/ปี เพียงพอสำหรับการปลูกพืชตลอดปี

           2. การจัดการผลิตพืชผสมผสานตามแนวทาง 9 พืชผสมผสานพอเพียง พบว่า การพัฒนาพืชรายได้ มีการพัฒนากล้วยน้ำว้าพรีเมียมรำแดง คือ กล้วยคุณภาพดีปลูกในพื้นที่ดินยุคโฮโลซีน 5,000 ปี และพัฒนาคุณภาพโดยใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร ทำให้สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่ากล้วยทั่วไปเฉลี่ยหวีละ 10 บาท  ให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม คือ 8.4 หวี/เครือ น้ำหนักเครือ 10.7 กิโลกรัม น้ำหนัก/หวี  6.5 กิโลกรัม จำนวนผล/หวี 14.8 ผล ความหวาน 24.8 ˚Brix มีการแปรรูปกล้วยเป็นกล้วยฉาบน้ำตาลโตนดรำแดง เป็นสินค้าอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่มีจุดเด่น มีแคลเซียม สูงกว่าข้าวสังข์หยด ประมาณ 3 เท่า มีธาตุเหล็กสูงกว่ากล้วยหอมทองทอดทั่วไป 3.5  เท่า มีรายได้การจำหน่วยกล้วยฉาบ เฉลี่ย 156,066 บาท/ปี นอกจากนั้นมีการมะม่วงพิมเสนเบานอกฤดู ให้ราคาผลผลิตสูงกว่าในฤดูประมาณ 20 บาท  การพัฒนาพืชอาหาร โดยการปลูกพืชในภาชนะต่างๆ สามารถจัดการดินและน้ำได้สะดวก ผลการพัฒนาทำให้เกษตรกรมีการปลูกพืชที่หลากหลายขึ้น จาก 9.5 ชนิดในปี เป็น 15.9 ชนิด/ปี  และทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชอาการที่เป็นส่วนเกินจากการเป็นอาหารในครัวเรือนเฉลี่ย 6,270 บาท/ปี  การพัฒนาพืชสมุนไพรสุขภาพ ทำให้มีเกษตรกรปลูกพืชเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 มีชนิดพืชรวม 46 ชนิด มีรายได้จากแปรรูปเป็นน้ำมันไพล 8,693 บาท/ปี การพัฒนาพืชสมุนไพรเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น ตะไคร้หอม ข่า สาบเสือ ยาสูบ นำมาทำเป็นสารสกัด และใช้วิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานร่วมด้วย เช่น กับดักกาวเหนียว และ ชีวภัณฑ์ต้องพัฒนาให้มีความพร้อมใช้ในชุมชน การพัฒนาพืชอาหารสัตว์ มีแนวโน้มการตลาดดี ปลูกเพื่อจำหน่ายและไว้ใช้เองรวมทั้งสำรองการขาดแคลนอาหารสัตว์ตอนฤดูน้ำท่วม การเพิ่มผลผลิตด้วยการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.5 ในหญ้าหวายข้อ และหญ้าพายใบใหญ่ การพัฒนาพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พบว่าแฝกสามารถลดการพังทลายของคันร่องสวนได้ และปอเทืองควรเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การพัฒนาพืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น  กล้วยไม้กะเรกะร่อนปากเป็ดสีม่วง ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณต้นตาลโตนด นำมาปลูกในกระถาง จะออกดอกใน 90 – 120 วัน มีอายุดอกบาน 14 – 21 วัน ให้ดอก 4-9 ช่อดอก/กระถาง/ปี  การพัฒนาพืชใช้สอย พืชพลังงานและเชื้อเพลิง พบว่าปลูกได้หลายรูปแบบ เช่น ปลูกแบบสลับแถว ระยะปลูก 2 x2 เมตร ปลูกแบบสลับต้นในแถวเดียวกัน ระยะปลูก 2×2 เมตร  หรือปลูกพืชเป็นผสมผสาน ระยะปลูก 1-2 เมตร  การเจริญเติบโตของพืช เมื่ออายุ 48 เดือน พบว่า ตะเคียน เจริญเติบโตดีในการปลูกแบบสลับแถวกับไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ คือมีขนาดรอบโคนต้น 15.5 เซนติเมตร และ สูง 2.60 เมตร  มะฮอกกานี มีขนาดรอบโคนต้น  30.2 เซนติเมตร สูง 6.5 เมตร สนทะเล มีขนาดรอบโคนต้น  47.8 เซนติเมตร สูง 1.3 เมตร แคนา เจริญเติบโตดีในทุกรูปแบบการปลูก มีขนาดรอบโคนต้น  34.3 เซนติเมตร และ สูง 5.4 เมตร ไผ่ซางหม่น ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ปักกิ่ง ไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่สีทอง ไผ่รวก ไผ่ซางนวล เฉลี่ยมีความสูง 4.4 เมตร  

      3. การจัดการผลิตพืชแบบประณีตในฟาร์มระบบต่างๆ พบว่า ในฟาร์มระบบเกษตรแบบปรับสภาพนาเป็นร่องสวนปลูกพืชแบบผสมผสานไม้ผลและพืชผัก ขนาด 3 ไร่ เกษตรกรมีแรงงานทำการเกษตร 1 คน และทำงานเกษตรไม่เต็มเวลา แปลงมีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝน ทำให้มีความหลากหลายของชนิดพืช 24 ชนิด มีรายได้มาจาก ฝรั่ง พริก เห็ด ข้าว กล้วย และ ปลา เฉลี่ย 15,422 บาท/ปี  สูงกว่าที่เคยทำนาอย่างเดียวประมาณ 3 เท่า แต่ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงต้องทำอาชีพนอกเกษตรเพื่อเป็นรายได้หลัก  โดยพืชที่สามารถขยายการผลิตได้ คือ ฝรั่งมีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูงสุด 1,488 กิโลกรัม/ไร่  รายได้ 37,200 บาท/ไร่/ปี ในฟาร์มระบบเกษตรที่ปลูกดาวเรืองเป็นพืชหลัก พื้นที่  4 ไร่ มีแรงงาน 2 คน ดาวเรืองได้ผลผลิตรวม 109,978 ดอก/ไร่ รายได้ 75,952 บาท/ไร่  ต้นทุน 13,680 บาท/ไร่  รายได้สุทธิ 62,272 บาท/ไร่  มีการจัดการแปลงปลูกแบบยกร่องเพื่อระบายน้ำ ติดตั้งระบบน้ำ จัดการปุ๋ย การป้องกันกำจัดศัตรูพืช และการจัดหาตลาด    ในฟาร์มระบบพืชผสมผสานมีการผลิตฝรั่งเป็นพืชหลัก  มีแรงานเต็มเวลา 1 คน แรงงานเสริม 1 คน  มีการจัดการพืชตามหลักวิชาการ พบว่ามีความหลากหลายของพืช 38 ชนิด มีฝรั่งกิมจู พืชผักยกแคร่ และผักโรงเรือน ตะไคร้ และกล้วย เป็นพืชรายได้หลัก โดย รายได้เฉลี่ยของฟาร์ม 286,221 บาท/ปี โดยฝรั่งกิมจู ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,083 กิโลกรัม/ไร่/ปี รายได้เฉลี่ย 205,000 บาท/ปี  หรือ ร้อยละ 71.6  พืชผัก 44,000  บาท/ปี  หรือ ร้อยละ 15.5  กล้วย 18,800 หรือ ร้อยละ 6.6  และ ตะไคร้ 18,421 บาท หรือร้อยละ 6.4 โดยเฉพาะ ฝรั่งกิมจู ในพื้นที่ปลูก 4 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 205,000 บาท/ปี   ในฟาร์มระบบเกษตรแบบเลี้ยงแพะผสมผสานกับการปลูกพืช มีแรงานเต็มเวลา 1 คน เสริม 1 ค พบว่าให้รายได้เฉลี่ย 192,553 บาท/ปี มีความหลากหลายในการผลิตพืชปลูก 30 ชนิด รายได้จากแพะเฉลี่ย 112,592 บาท/ปี จากพืช 79,739 บาท/ปี โดยรายได้จากพืชจะมาจากมะพร้าวน้ำหอม ในฟาร์มมีการใช้ปุ๋ยมูลแพะแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ ประมาณ 20,000 บาท/ปี  ในฟาร์มระบบเกษตรแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ แรงงานทำเกษตร 1 คน และไม่เต็มเวลา พบว่ามีความหลากหลายของพืช มี 25 ชนิด โดยรายได้หลักของฟาร์มมาจากการปลูกข้าว เฉลี่ย 64,844 บาท/ปี หรือเฉลี่ย 5,205 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นร้อย 65 ของรายได้ทั้งหมดของฟาร์ม 100,075 บาท/ปี  การทำนาปีละ 2 ครั้ง เป็นกิจกรรมที่ใช้แรงงานน้อย มีการขุดสระรอบแปลงนา และขุดเป็นร่องสวนจะช่วยให้มีน้ำเพียงพอ

           4. การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในกระบวนการพัฒนาการผลิตพืชเพื่อเพิ่มความยั่งยืนและพอเพียงในการผลิตพืช

         การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร “วิจัยการปลูกพืชตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง” และพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็ง พบว่าประธานกลุ่มมีบทบาทสำคัญในการรักษาไว้ซึ่งการรวมตัวของสมาชิก และคณะกรรมการกลุ่มต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สมาชิกให้ความร่วมมือ และราชการสนับสนุนอย่างจริงจัง  ประเด็นหนุนเสริมอื่นๆ เช่น การไม่เน้นใช้เงินในการขับเคลื่อนชุมชน การให้มีกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง การพัฒนากลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนประกอบธุรกิจ พบว่าจำเป็นต้องสนับสนุนในช่วงการเริ่มต้นทั้งด้านเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ความรู้ และการจัดหาตลาดสินค้า และในระยะยาวควรมีการพัฒนาทักษะเกษตรกรให้เป็นนักการตลาด หรือ เป็นพานิชตำบล ในการนำสินค้าชุมชนออกสู่ตลาดทั้งตลาดออนไลน์และตลาดทั่วไป ผลการประกอบธุรกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมรำแดง พบว่ามีรายได้ เฉลี่ย 156,066 บาท/ปี ทำให้กล้วยที่ปลูกในชุมชนขายได้ 73,900 บาท จ้างแรงชุมชน 123,673 บาท ปันผลจัดสรรให้สมาชิก 6.41 % สูงกว่าการดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคาร 6.41 เท่า จากความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรในโครงการวิจัย ได้ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาต่อยอดสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในด้านการสนับสนุนธุรกิจการแปรรูปกล้วยของกลุ่ม และการนำโครงการต่างๆลงมาพัฒนาพื้นที่โดยผ่านทางกลุ่มเกษตรกรหลายโครงการ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชนในหลายๆด้านทั้งการเรียนต่อนอกเวลา การคัดเลือกสมาชิกกลุ่มเข้าประกวดเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาต่างๆ

             การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร และท่องเที่ยวชุมชน  การทดลองจัดตั้ง “ตลาดพรีเมี่ยมรำแดง” เพื่อจำหน่ายสินค้าในชุมชน และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สนองนโยบาย “ตลาดนำ” ของรัฐบาล พบว่า เปิดดำเนินการ 6 เดือน ทำให้เกิดรายได้ 266,749 บาท “ตลาดดานนาสินค้าพื้นถิ่นเปิดดำเนินการ 9 เดือน รายได้ 259,138 บาท  การจัดตลาดสัญจร คือนำกลุ่มพ่อค้าไปจำหน่ายนอกสถานที่ สามารถสร้างรายได้ รวม 239,592 บาท และตลาดออนไลน์ “สินค้าคุณภาพมาตรฐาน GAP ปลอดภัยจากเชื้อโควิด 19”  ทำรายได้ให้เกษตรกร 29,618 บาท การเปิดร้านใน LAZADA รวมยอดจำหน่าย 12,570 บาท/ปี  ปัจจัยความสำเร็จของตลาดท่องเที่ยวชุมชน คือ 1) ควรมีผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่เป็นนักลงทุนในชุมชนที่จะลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยว ความสามารถในการบริหารจัดการ จะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าเกษตรกรหรือภาครัฐที่ขาดพื้นฐานในการจัดการท่องเที่ยว 2) ควรมีสถานที่ที่ดึงดูดใจที่เป็นไข่แดงของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จะเป็นสถานที่ให้ปักหมุดการเดินทางมาท่องเที่ยว และมีสถานที่นั่งพักผ่อน เดินชมความสวยงาม ได้ถ่ายภาพ มีกาแฟ เครื่องดื่ม อาหารอร่อยๆ บริการ มีสินค้าเกษตรที่หลากหลาย และมีการจัดสินค้าที่สวยงามน่าซื้อ 3) การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการจัดการท่องเที่ยว ถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ท่องเที่ยวชุมชนแตกต่างจากธุรกิจท่องเที่ยวของเอกชนรายเดี่ยวๆ ซึ่งจะต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นและเข้มแข็ง ไม่ล้มเลิกไปกลางคัน เนื่องจากตลาดท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยเวลา อาศัยการบอกต่อหรือการแชร์ในสื่อออนไลน์ ประเด็นนี้มักพบปัญหาเกิดขึ้นเสมอเนื่องจากเกษตรกรที่มาร่วมจัดการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถนัดในการทำเกษตรแต่ไม่ถนัดค้าจำหน่าย และมักขาดความอดทนก่อนที่จะแหล่งท่องเที่ยวจะเป็นที่นิยม 4) มีการประชาสัมพันธ์ทั่วถึง และ 5) ควรมีการเชื่อมโยงกันผู้ประกอบการจัดทัวร์ท่องเที่ยวเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยวประจำก็จะยิ่งก่อให้เกิดผลสำเร็จได้มากขึ้น 6) ในส่วนของตลาดสัญจร ความสำเร็จจะขึ้นกับการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการออกไปจำหน่ายนอกสถานที่ สินค้าที่มีสม่ำเสมอ และการเลือกสถานที่ไปจำหน่าย ด้านตลาดออนไลน์ ความสำเร็จจะขึ้นกับความสามารถในการจัดการระบบออนไลน์ การเลือกชนิดสินค้าเด่นของท้องถิ่น และการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว

        การจัดเวทีวิจัยสัญจร  คือ การจัดเวทีประชุมของนักวิจัย เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืช โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ ความคิด ผลงานวิจัย ภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำการเกษตรที่บ้านและไร่นาเกษตรกรหมุนเวียนกันไปในแต่ละรายประมาณ เดือนละ 1 ครั้ง กิจกรรมที่ดำเนินการในการจัดเวทีวิจัยประกอบด้วย 1) ของฝากจากเพื่อนบ้าน  2) เรื่องเล่าจากเจ้าของบ้าน  3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำการเกษตร 4) การแลกเปลี่ยน/สาธิตความรู้วิชาการ และรายงานผลการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาของเกษตรกร  พบว่าทำให้เกิดการพัฒนาระบบการผลิตพืชได้รวดเร็ว จากการได้ไปพบเห็นการปลูกพืชของเพื่อนบ้าน แรงกระตุ้นจากการจะต้องเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับการศึกษาดูงานของสมาชิกที่ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อแสดงผลงาน ได้เพิ่มทุนทางสังคม เพิ่มทุนมนุษย์ มีการช่วยเหลือแรงงาน ช่วยแก้ปัญหาการผลิตพืช เกิดการสร้างเครือข่ายทางสังคม ได้พัฒนาความสามารถในการพูดการเป็นวิทยากร เกษตรกรรู้สึกมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือผู้อื่น ได้องค์ความรู้เพื่อการพัฒนา ซึ่งมีเชื่อมโยงการจัดการความรู้ 3 ฝ่าย คือ เกษตรกรสู่เกษตรกรและนักวิจัย เป็นวิธีที่ได้ผลสัมฤทธิ์สูงกว่าการอบรมเชิงบรรยาย คือความรู้ถูกถ่ายทอดจากเกษตรกรสู่เกษตรกรด้วยความไว้วางใจ การเป็นเพื่อนพี่น้อง มีสถานะทางสังคมใกล้เคียงกัน และมีนักวิจัยคอยสนับสนุนข้อมูลเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และจัดกระบวนการให้แต่ละคนได้นำภูมิปัญญามาแลกเปลี่ยน ภายใต้สถานการณ์จริงของไร่นาเกษตรกร

การบริหารจัดการภาครัฐแบบมีส่วนร่วม จากการนำหลักทรงงาน และหลักการพัฒนาแบบมีส่วน

ร่วมมาใช้ในการวิจัยและพัฒนา (participatory action research) ที่ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียมาร่วมกันค้นหาแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมติดตามผล ร่วมสรุปบทเรียน มีการส่งเสริมบทบาทของ “เกษตรกร” ให้เป็นผู้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของการดำเนินงานโครงการ  ได้เกิดผลสำเร็จในเชิงปริมาณจากเดิมที่เกษตรกรพึ่งพานอกการเกษตรเป็นหลัก มาเป็นเกษตรกรพึ่งพารายได้จากการเกษตรได้เพิ่มขึ้น ในเชิงคุณภาพ เกิดกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกำลังสำคัญของชุมชน เป็นกลุ่มที่จะประสานโครงการจากภาครัฐลงสู่ชุมชน เกิดชุมชนต้นแบบที่ให้ชุมชนอื่นได้มาศึกษาเรียนรู้กระบวนการพัฒนา โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนความคิดของเกษตรกรเองให้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาไปสู่การพึ่งตนเอง  การตั้งกลุ่มเกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  การปลูกพืช 9 กลุ่มผสมสานเกษตรผสมผสาน แปรรูป และส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรในชุมชนและนอกชุมชน การพัฒนาความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยกระบวนการสำคัญในการขับเคลื่อนคือเวทีวิจัยสัญจรที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดระยะเวลาของการพัฒนา  ผลสำเร็จการดำเนินงาน คือ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ด้านสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จากสำนักนายกรัฐมนตรี

           การพัฒนาตัวชี้วัดการผลิตพืชตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่าสามารถกำหนดตัวชี้วัดความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในการผลิตพืชได้ รวมเป็น 8 กลุ่มตัวชี้วัด กลุ่มละ 3 ตัวชี้วัดย่อย รวม 24 ตัวชี้วัด  ได้แก่   พื้นฐานทั่วไป ได้แก่ สมดุลรายได้รายจ่าย, ความมั่นคงทางอาหาร พืชกับความเป็นอยู่ในครอบครัว เพื่อนบ้าน และสังคม พืชกับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ พืชกับความสุขมวลรวม ความมีภูมิคุ้มกัน ภาวะผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ภาวะแนวโน้มตามฤดูกาล ภาวะผลการกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากหน่วยงานต่างๆ การสร้างภูมิคุ้มกันจาการเพิ่มต้นทุน/ทรัพย์สินในการดำรงชีพ ทุนมนุษย์ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ ทุนทางกายภาพ ทุนทางสังคม พืชกับความมีเหตุผล การใช้เหตุใช้ผล ความรอบรู้ ตรวจสอบติดตาม คุณธรรม ความเพียร การนำ 23 หลักทรงงานมาใช้ ด้านพฤติกรรมตนเองและครอบครัว ด้านสังคมชุมชน ด้านการผลิตพืช ตัวชี้วัดนี้ ใช้สำหรับประเมินความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในการผลิตพืชนี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไป ทั้งนี้ในการนำไปใช้กับพื้นที่ต่างๆ ผู้นำไปใช้สามารถให้น้ำหนักตัวแปรแต่ละรายการ ซึ่งจะทำให้การวัดมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมนั้นๆ

             5. การประเมินผลความสำเร็จในการจัดการผลิตพืชโดยใช้ศาสตร์พระราชา

           ด้านเศรษฐกิจ เปรียบเทียบระหว่างก่อนพัฒนา ปี 2558 กับหลังพัฒนา ปี 2563  พบว่า รายได้รวม ปี 2563  คือ 153,046 บาท/ครัวเรือน/ปี  โดยสัดส่วนรายได้ภาคนอกเกษตรลดลงจากร้อยละ 65 เป็น 34  ทั้งนี้เนื่องมาจากภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนการจ้างจากแรงงานท้องถิ่นเป็นต่างด้าว และการจ้างงานภาคบริการลดลง รายได้ภาคเกษตร 101,017 บาท/ครัวเรือน/ปี เพิ่มขึ้นจากก่อนพัฒนา ร้อยละ 10.59 และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 35 เป็น 66  โดยสาขาพืช มีรายได้ 72,227 บาท/ครัวเรือน/ปี ปศุสัตว์ 20,490 บาท/ครัวเรือน/ปี และ ประมง มีรายได้ 8,300 บาท/ครัวเรือน/ปี รายจ่ายทางการปลูกพืช 15,801 บาท/ครัวเรือน/ปี ลดลงร้อยละ 51  ความหลากหลายของการผลิตพืชชุมชนเพิ่มเป็น 152 ชนิด หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15 เช่น กลุ่มพืชรายได้ เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 42 ชนิด พืชสมุนไพรสุขภาพ 20 ชนิด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 33 พืชใช้สอย 21 ชนิด เพิ่มขึ้นร้อยละ 31

ด้านการดำรงชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ด้านความประมาณ มีคะแนน 2.32 เพิ่มขึ้นจากก่อนพัฒนาร้อยละ 69  จากระดับน้อยเป็นระดับปานกลาง ด้านความมีภูมิคุ้มกัน มีคะแนน 1.89 เพิ่มขึ้นร้อยละ 142 จากระดับน้อยเป็นระดับปานกลาง ด้านทุนการดำรงชีพ มีคะแนน 2.10 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 อยู่ในระดับปานกลาง ด้านความมีเหตุมีผล มีคะแนน 2.20 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12  อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการนำ 23 หลักทรงงานมาปฏิบัติ  มีคะแนน 2.33 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 อยู่ในระดับปานกลาง คะแนนรวมผลความสำเร็จในการจัดการผลิตพืชโดยใช้ศาสตร์พระราชา2.17 เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากระดับน้อยเป็นระดับปานกลาง

            ความสำเร็จการพัฒนา ตามแนวทาง “รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน” จะทำให้ชุมชนเกษตรจัดการผลิตพืชให้มีความพอเพียง ยั่งยืน และพึ่งตนเองได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่ผลลัพธ์ ชุมชนมีขีดความสามารถในการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เกิดผลกระทบทำให้เศรษฐกิจฐานราก มีความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปี   

กรมวิชาการเกษตร เปิดชุมชนต้นแบบการผลิตพืช พร้อมรับการศึกษาดูงาน

กรมวิชาการเกษตร เปิดชุมชนต้นแบบการผลิตพืช พร้อมรับการศึกษาดูงาน

  จากกระแสโลกาภิวัติ วิกฤตแห่งสุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กดดันให้เกษตรกรรายย่อย  เกิดความเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านประสิทธิภาพทางการผลิตที่ต่ำลง ความสามารถในการแข่งขันน้อยลง มีรายได้ที่ไม่สมดุลกับรายจ่าย ขาดความมั่นคงทางอาหาร นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ไม่พอเพียง และพึ่งตนเองได้น้อยลง 

             นางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดี กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.) และเครือข่าย สวพ.1-8  ได้ทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ โดยจัดทำ “แผนงานวิจัยการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของเกษตรกร” ดำเนินการวิจัยในพื้นที่ต่างๆจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย  ซึ่งผลการวิจัยและพัฒนาในช่วงปี 2559-2563 ได้มีผลการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตพืชที่เหมาะสมอย่างน้อย 59 เรื่อง เช่น การผลิตถั่วเขียว ถั่วลิสง กระเทียม ลำไยอินทรีย์ ในภาคเหนือตอนบน(สวพ.1)  การผลิตมะม่วง ลองกอง ทุเรียน การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องในพืชต่างๆ และการใช้สารเคมีที่ถูกต้องในพื้นที่สูง ในภาคเหนือตอนล่าง(สวพ.2) การผลิตพริก ถั่วลิสง มะม่วง มันสำปะหลัง มะเม่า คราม มะเขือเทศ ข้าวโพดฝักสด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (สวพ.3) การผลิตอ้อย พืชในพื้นที่ดินเค็ม และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและที่ดินในระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (สวพ.4) การผลิตส้มโอ กล้วยหอม ทุเรียนก้านยาว และพืชผัก ในภาคกลางและตะวันตก (สวพ.5) การผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ สับปะรด ลำไย มะม่วง ลองกอง และกล้วยไข่ ในภาคตะวันออก(สวพ.6) การผลิตปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะพร้าว ผักเหลียง ผักพูม หมาก จำปาดะ ทุเรียนสาลิกา ลังแข และละไม ในภาคใต้ตอนบน(สวพ.7) การผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ข้าวโพดหวาน ส้มโอ การเพาะเห็ด มันปู ชะมวง กาแฟโรบัสตา และการผลิตพืชโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในภาคใต้ตอนล่าง (สวพ.8)  การผลิตพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ บัว หน่อไม้น้ำ กระจูด กก ดาหลา จาก คล้า  และจัดการระบบการผลิตพืชแบบผสมผสาน (สวพ.8)

           ในปี 2564 จึงได้มีการนำผลการวิจัยเหล่านั้นมาทดลองขยายการผลิตก่อนที่จะนำไปถ่ายทอดในสู่วงกว้างให้นักส่งเสริม โดยมีการดำเนินงาน คือ 1) ทำการขยายการผลิตแปลงใหญ่ประมาณ 100 ไร่ต่อชุมชน  2) พัฒนาแฟลตฟอร์มนวัตกรรมการนำผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์ 3) การศึกษาผลกระทบผลงานวิจัย และ การยอมรับเทคโนโลยี และ4) ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บุคคลเป้าหมาย  ดำเนินการใน 10 จังหวัด 10 ชุมชน คือ  จังหวัดสงขลา ตรัง พัทลุง  สุราษฎร์ธานี ลำปาง พิษณุโลก หนองบัวลำพู บุรีรัมย์ อยุธยา และ ตราด ซึ่งชุมชนต่างๆเหล่านี้จะเป็นชุมชนต้นแบบที่จะเป็นสถานที่ศึกษาดูงานแก่เกษตรกรในชุมชนอื่นๆได้ ต่อไป โดยผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สวพ.1-8

           สำหรับพื้นที่จังหวัดสงขลา สวพ.8 ได้ขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์และการทดดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่ โดยมีการนำผลงานวิจัย รำแดงโมเดล: เกษตรตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืน มาทำการขยายผลโดยมีรูปแบบการพัฒนา คือ นำศาสตร์พระราชา เรื่อง 23 หลักทรงงาน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการจัดการผลิตพืชเพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองของครัวเรือนและชุมชนเกษตร โดยจะมีหลักปฏิบัติ 4 เสาหลักของการพัฒนา คือ  เสาหลักที่ 1 พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง เสาหลักที่ 2 พัฒนา 9 พืชผสมผสานและเกษตรผสมผสานพอเพียง เสาหลักที่ 3 พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และเสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงการผลิตพืชกับการท่องเที่ยวชุมชน และเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ  ดำเนินการในพื้นที่ 3 ชุมชน คือ “รำแดงโมเดล เกษตรตามศาสตร์พระราชา ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา”  “ป่าขาดโมเดล เกษตรพอเพียง เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ตำบลป่าขาด อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา” และ   “บ้านแคโมเดล ชุมชนพอเพียง เกษตรยั่งยืน โดย ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา”  ซึ่งทั้ง 3 ชุมชนพร้อมรับการศึกษาดูงานจากผู้สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ชุมชน หรือ สวพ.8 สงขลา โทร 074445905-7

ผลงานวิจัยกรมวิชาการเกษตรในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับภูมิสังคมที่ดำเนินการโดย สวพ.1-8 นี้ จะเป็นงานวิจัยที่ทำให้ชุมชนเกษตรพึ่งตนเองได้มากขึ้นตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) โดยการพัฒนา เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรแปรรูป เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ และระบบนิเวศน์เกษตร ตอบสนองยุทธศาสตร์การวิจัยของประเทศ ในแพลตฟอร์มที่4 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ โปรแกรม 13 ในการสร้างนวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนนวัตกรรม ที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในการพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง ด้วยการสร้างนวัตกรรมชุมชน เกิดเป็นชุมชนนวัตกรรมต้นแบบ ตามแผนงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร เรื่อง “การพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม ”

สวพ.1-8 กรมวิชาการเกษตร ผนึกกำลังขยายผลงานวิจัยสู่เกษตรกร

สวพ.1-8 กรมวิชาการเกษตร ผนึกกำลังขยายผลงานวิจัยสู่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 23-24 มีนาคม 2564 ณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา ได้มีการจัดประชุมนักวิจัย สวพ.1-8 ประมาณ 100 คน เพื่อระดมความคิดเห็นการดำเนินงานวิจัย ปี 2564 ของแผนงานวิจัย การพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม

นายจิระ สุวรรณประเสริฐ ผอ สวพ.8 กล่าวว่า สวพ.1-8 ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย มีหน้าที่หลักที่สำคัญคือการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีด้านการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกร งานวิจัยจะแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการผลิตพืชที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในขณะนั้นหรือจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้านวิจัยเพื่อใช้ศักยภาพหรือโอกาสของของแต่พื้นที่ และด้านการวิจัยโดยนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้เพื่อพัฒนายกระดับความสามารถทางการผลิตของเกษตรกร โดยแต่ละ สวพ จะมีการวิจัยในชนิดพืชที่แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ และจะมีการร่วมมือกันวิจัยในประเด็นที่สำคัญที่เป็นโจทย์ของประเทศ

นายธัชธัชธาวินท์ สะรุโณ  ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 ในฐานะผู้อำนวยการแผนงานวิจัยการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม กล่าวว่า ในแผนงานวิจัยนี้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2559-2564 โดยใน 3 ปีแรกจะเป็นการค้นคว้าหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และใน 2 ปีหลังจะเป็นการทดลองขยายการผลิตในสภาพแปลงใหญ่ หรือเป็นชุมชน ก่อนที่จะแนะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ให้นักส่งเสริมหรือเกษตรกร นำไปถ่ายทอดขยายผลต่อไป โดยจะมีแผนงานวิจัยย่อยทั้งหมด 10 แผนงานวิจัยย่อย คือ       วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ในภาคใต้ตอนล่าง  (สวพ.8 สงขลา)  พัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการผลิตพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อสร้างความยั่งยืนในภาคใต้ตอนล่าง (สวพ.8) วิจัยและพัฒนาระบบการผลิตพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำใช้ประโยชน์ด้านเกษตรและอุตสาหกรรม (สวพ.8)  วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน (สวพ.7 สุราษฎร์ธานี)  การวิจัยทดสอบและพัฒนาระบบการผลิตไม้ผลเศรษฐกิจในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก (สวพ.6 จันทบุรี) ทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไม้ผลและพืชผักที่เหมาะสมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก (สวพ.5 ชัยนาท) พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการผลิตพืชในพื้นที่นาโดยใช้แหล่งน้ำในระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (สวพ.4 อุบลราชธานี)  พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการจัดการปุ๋ยอ้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สวพ.4  การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชทางเลือกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดินเค็มจังหวัดนครราชสีมา สวพ.4  และ ทดดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่และถ่ายทอดเทคโนโลยีเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของเกษตรกรเพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของสังคมเกษตร สวพ 1-8  

           ผลงานวิจัยต่างๆ จะมีการจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (field day) ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ในพื้นที่ต่างๆ คือ ป่าขาดโมเดล เกษตรพอเพียง เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ” ตำบลป่าขาด อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา “Wetland Model  การเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ” ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง และ ตำบลแหลมโตนด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง  “หิน เหล็ก ไฟ โมเดล ชุมชนผลิตอ้อยยั่งยืน” ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ “เมืองมายโมเดล ถั่วลิสงพืชใช้น้ำน้อย สร้างผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้สู่ชุมชน”ตำบลเมืองมาย อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง  ” บ่อโพธิ์โมเดล ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ชุมขนเข้มแข็ง ” ตำบลบ่อโพธิ์  อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก “นาคูโมเดล พืชผักปลอดภัยและยั่งยืนระดับชุมชน” ตำบลนาคู อำเภอผักไห่ จังหวัดอยุธยา “หนองบัวลำภูโมเดล ระบบการปลูกพืชหลังการเก็บเกี่ยวข้าว”

ตำบลโนนสะอาด อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู  “ท่ากุ่มเนินทรายโมเดล เทคโนโลยีผสมผสานในการผลิตทุเรียน ” กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม-เนินทราย อำเภอเมือง จังหวัดตราด “โพรงเข้โมเดล ปาล์มน้ำมันยั่งยืน” ตำบลโพรงจระเข้ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

           ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้จาก สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8

บันได 5 ขั้น ศชช. ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน

บันใด 5 ขั้น ศชช. ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน ป่าขาด
ชีวภัณฑ์พร้อมใช้ ให้บริการโดยชุมชน

หลังจากที่ สวพ 8 ศวพ.สข. ร่วมกับ ศทอ.สงขลา สสก.5 และ สวนอารมณ์ดี เกษตรอินทรีย์ ได้จัดตั้ง ศชช เมื่อวันที่ 2 ก.พ.64 ที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา เพื่อให้บริการชีวภัณฑ์แก่เกษตรกรในชุมชนแล้วนั้น ปรากฎว่า 1 เดือนที่ผ่านมามีเกษตรกรมารับชีวภัณฑ์ไปใช้มากพอสมควร ถือว่าบรรลุเป้าหมายของการอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร

บันใด ขั้นที่2 ในวันนี้คือการอบรมให้ความรู้เกษตรกรได้รู้จักประโยชน์และวิธีการใช้ชีวภัณฑ์ แต่ละชนิด มีเกษตรกรสมัครมารับความรู้ 40 คนจาก บ้านแคโมเดล รำแดงโมเดลและป่าขาดโมเดล

หลังจากนี้เดินไปสู่
“บันใดขั้นที่ 3 คือเจ้าหน้าที่วิจัย ส่งเสริม
ออกติดตามให้คำแนะนำการใช้ถึงบ้านเกษตรกร” พร้อมจัดตั้งกลุ่มชีวภัณฑ์ในแต่ละหมู่บ้าน จัดเวทีวิจัยสัญจรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คอยแนะนำในการใช้ชีวภัณฑ์ในแต่ละพืช ของแต่ละราย ร่วมกันศึกษาเรียนรู้การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน

“บันใดขั้นที่4 สอนผลิตใช้เอง”
เมื่อเกษตรกรนิยมใช้อย่างแพร่หลายแล้ว จะมีการสอนให้ผลิต ในชีวภัณฑ์บางชนิด
ที่เกษตรกรต้องการ

“บันไดขั้นที่5 สร้างรายได้จากชีวภัณฑ์ ” ส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้จากผลผลิตพืชปลอดภัยที่มาจากการใช้ชีวภัณฑ์ เป็นสินค้าคุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน GAP/ organic สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และสนับสนุนให้เกษตรกรได้มีรายได้จากการให้บริการชีวภัณฑ์แก่สมาชิก

นอกจากนี้จะมีการขยาย ศชช.สาขาที่2 ที่สวนเทพหยาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ต่อไป

อีกหนึ่งโครงการดีๆที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา กรมวิชาการเกษตร
ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชสงขลา สำนักงานพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรเขตที่ 5 สงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร และชุมชน จับมือกันสร้างสรรสิ่งดีๆ

#ศชช #ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน #สวพ8

สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร จับมือ สสก.5 กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพัฒนาชุมชน พอเพียง ยั่งยืน อินทรีย์ นำร่อง MOU วิจัยและส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ จ.สงขลา

ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับกรมวิชาการเกษตร
ระดับเขตภาคใต้ เรื่อง การวิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ จ.สงขลา
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.5) กรมส่งเสริมการเกษตร
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา ( สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร
…………………………………………..
 
1.      ความเป็นมา  
ตาม MOU ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับกรมวิชาการเกษตร ในเรื่องการวิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ ได้มีคำสั่งคณะกรรมการบริหารความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับกรมวิชาการเกษตร ที่ 935/2563 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2563  เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานโครงการความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับกรมวิชาการเกษตร  ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะทำงานด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยเชิงพื้นที่ (On Farm Research)  โดยมีรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นประธาน และรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นรองประธาน ในส่วนคณะทำงานมี ผู้อำนวยการกองที่เกี่ยวข้องของกรมส่งเสริมการเกษตร และ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ. 1-8 เป็นคณะทำงาน 
ในส่วนของการดำเนินงานความร่วมมือในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้มีการหารือร่วมกันของตัวแทนสำนักงาน สสก.5 นางสาวศิริกุล ศรีแสงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต และนายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ.8  ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่นำร่องในจังหวัดสงขลา  
 
2.      การคัดเลือกพื้นที่นำร่อง    
ได้กำหนดพื้นที่ 3 ตำบล คือ ชุมชนป่าขาด อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ชุมชนรำแดงโมเดล ตำบลรำแดง
อำเภอสิงหนคร  จังหวัดสงขลา ชุมชนบ้านแคโมเดล ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา  ภายใต้การประสานงานของสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ และสำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร
 
3.      โครงการที่นำมาบูรณาการในพื้นที่
สสก.5 : โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานโดยเน้นการใช้ชีวภัณฑ์ในพื้นที่ชุมชน
ต้นแบบ จังหวัดสงขลา ของ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสงขลา
และโครงการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ และสำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร
สวพ.8 : แผนงานวิจัยทดดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการ
ผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของเกษตรกรเพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของสังคมเกษตรและโครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์
 
4.      แผนและเป้าหมายของชุมชน  
พัฒนาเพื่อให้บรรลุผลดังนี้
“รำแดงโมเดล  เกษตรตามศาสตร์พระราชา และ DOA smart community”
“บ้านแคโมเดล เกษตรยั่งยืน ชุมชนพอเพียง”
“ป่าขาดโมเดล เกษตรพอเพียง เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์”
 
5.      กิจกรรมที่ดำเนินการ คือ
1)      พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง  เช่น จัดตั้งกลุ่มเกษตรกร และจัดเวทีวิจัยสัญจรแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เป็นต้น
2)      พัฒนา 9 พืชผสมผสาน ได้แก่ พืชอาหาร พืชรายได้ พืชสมุนไพรสุขภาพ พืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช พืชอาหารสัตว์ พืชอนุรักษ์ดินน้ำ พืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น พืชใช้สอย และพืชเชื้อเพลิง/พลังงาน
3)      ชุมชนต้นแบบชีวภัณฑ์ เช่น ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) แปลงต้นแบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานโดยเน้นชีวภัณฑ์ เป็นต้น
4)      พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า  เช่น  การรับรองมาตรฐานสินค้า การแปรรูปสินค้า การสร้างอัตลักษณ์และการพัฒนาแบรนด์สินค้า เป็นต้น
5)      การเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ เช่น สวนเทพหยา การท่องเที่ยว ภาคการตลาด และท้องถิ่น เป็นต้น
6)      กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรตามนโยบายต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร
 
6.      ความก้าวหน้าในการดำเนินงานถึงปัจจุบัน
ได้จัดตั้งกลุ่มเกษตรกร ร่วมจัดทำแผนชุมชน ซึ่งออกมาเป็นโมเดลต่างๆ พัฒนาการผลิตพืชแบบมีส่วนร่วม จัดเวทีวิจัยสัญจรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน และมีแผนงานที่จะทำต่อไป คือการดำเนินการทั้ง 6 กิจรรมอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งจบโครงการในปี 2564
 
7.      ประโยชน์ที่จะได้รับ  ได้ชุมชนต้นแบบที่พึ่งตนเองได้เพิ่มขึ้นจากการร่วมมือของ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ชุมชน และภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งได้กรณีศึกษาในเรื่องความร่วมมือวิจัยส่งเสริมเชิงพื้นที่ระหว่าง 2 กรมของจังหวัดสงขลาต่อไป

ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน สงขลา

ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.)

           สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา (สวพ.8)

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา (ศวพ.สงขลา)

ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา (ศทอ.สงขลา)

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.5)

ชีวภัณฑ์ทางการเกษตร เป็นเทคโนโลยีที่นำ จุลินทรีย์ แมลงศัตรูธรรมชาติ และสารสกัดจากพืช มาใช้ในการป้องกันกำจัดโรค แมลง ศัตรูพืช ปัจจุบันมีผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมามากมาย และที่นิยมใช้ทางการเกษตร ได้แก่ ชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา  เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสซับทีสิส DOA 24 บาซิลลัส ซับทีสิส 20 W16 เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี เป็นต้น  ชีวภัณฑ์กำจัดแมลง เช่น  เชื้อราเมตาไรเซียม  เชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อไวรัส NPV สัตว์/แมลงศัตรูธรรมชาติ  เช่น ไส้เดือนฝอย มวนพิฆาต แมลงหางหนีบ แตนเบียนต่างๆ สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา สาบเสือ ชีวภัณฑ์กำจัดหนู เช่น โตรโตซัว เป็นต้น

ชีวภัณฑ์จึงเป็นสารที่มีประโยชน์มากทั้งในด้านของการนำมาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัยกว่าการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ปัจจุบันพบปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิต เป็นอันตรายต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และในสิ่งแวดล้อม

ความนิยมใช้ชีวภัณฑ์ของเกษตรกรในปัจจุบันได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ยังอยู่ในวงจำกัด ไม่แพร่หลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เกษตรกรยังมีความรู้ความเข้าใจน้อย จึงยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ หรือนำมาใช้งานไม่ถูกต้องจึงทำให้มีประสิทธิภาพต่ำ  และที่สำคัญคือความไม่สะดวกในการจัดหามาใช้งาน เนื่องจากมีการผลิตเชิงการค้าน้อย ชีวภัณฑ์หลายชนิดต้องไปขอจากหน่วยงานราชการที่อยู่ห่างไกล ไม่สามารถผลิตเองได้เนื่องจากมีขั้นตอนการผลิตที่ยากและซับซ้อน เป็นต้น

         คณะนักวิจัยและส่งเสริมที่ร่วมโครงการวิจัยและส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ในชุมชน ป่าขาด รำแดง  และบ้านแค จ.สงขลา นำโดย นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีความคิดริเริ่มในการพัฒนารูปแบบการจัดการชีวภัณฑ์ของชุมชนขึ้นมา โดยทดลองจัดตั้ง

“ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.)” บนคำขวัญที่ว่า “ชีวภัณฑ์พร้อมใช้ ให้บริการโดยชุมชน” โดยคณะนักวิจัยจาก สวพ.8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา (ศวพ.)  นักส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา(ศทอ.)  สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา (สกก.5) ทำการคัดเลือกเกษตรกรที่ต้องการใช้ชีวภัณฑ์ มีการทำเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดภัย มาเป็นสถานที่ตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน

“ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน ”  คือ เป็นสถานที่ให้บริการชีวภัณฑ์แก่ชุมชนที่ตั้งอยู่ที่บ้านของเกษตรกร โดยหน่วยงานที่ผลิตชีวภัณฑ์จะนำชีวภัณฑ์มาส่งให้ ศชช. เป็นระยะ จะทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปที่หน่วยงานราชการที่อยู่ไกลๆ จะมีการอบรมให้เกษตรกรเจ้าของศูนย์ให้มีความรู้ด้านชีวภัณฑ์ เสมือนเป็นครู/หมอพืช/ สามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่เพื่อนบ้านได้  สามารถผลิตชีวภัณฑ์บางชนิดเพื่อไว้ใช้เองพร้อมแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน เป็นศูนย์ที่จะให้ความรู้ อบรม สาธิต ฝึกสอน ให้คำแนะนำ ให้ความปรึกษาด้านชีวภัณฑ์ ที่สามารถติดต่อสอบถามนักวิชาการได้ตลอดเวลา นอกจากนั้นจะมีการพัฒนาส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เครือข่ายผู้ใช้ชีวภัณฑ์ และส่งเสริมสินค้าปลอดภัยเข้าส่งตลาด เป็นต้น

สถานที่ตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน จัดตั้งขึ้นเป็นสาขาแรกที่ ชุมชนป่าขาดโมเดล  บ้านนายมนูญ ยศปัญญา   ตำบลป่าขาด อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 และจะขยายสาขาที่2 ชุมชนรำแดงโมเดล บ้านนางสนธิยา ละอองสกุล ตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร  สาขาที่3 ชุมชนบ้านแคโมเดล บ้านนายไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ทั้ง 3 ศูนย์เป็นศูนย์ที่ทดลองพัฒนาการบริหารจัดการและการให้บริการ ดำเนินการภายใต้แผนงานวิจัยทดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่และถ่ายทอดเทคโนโลยีเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของเกษตรกรเพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของสังคมเกษตร โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร และโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานโดยเน้นการใช้ชีวภัณฑ์ในพื้นที่ชุมชนต้นแบบ จังหวัดสงขลา ศทอ.สงขลา สกก.5  

         รูปแบบการตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน มีรูปแบบเสมือนการขยายแฟรนไชส์ทางธุรกิจ คือ ชุมชนหรือเกษตรกรที่ต้องการเป็นสาขา สามารถติดต่อกับ สวพ.8 หรือ ศทอ.สงขลา โดยมีเงื่อนไข คือ เป็นเกษตรกรที่ประสงค์จะใช้ชีวภัณฑ์เป็นหลักในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช มีสถานที่สำหรับจัดเก็บชีวภัณฑ์ มีสมาชิกเกษตรกรที่ต้องการใช้ชีวภัณฑ์ มีความพร้อมในการให้บริการแก่เพื่อนบ้าน มีความพร้อมในการผลิตขยายชีวภัณฑ์บางชนิด หลังจากสมัครแล้วหน่วยงานจะอบรมให้ความรู้ จัดหาคู่มือ เอกสาร แผ่นภาพ ให้ความรู้ จัดหาชีวภัณฑ์มาส่งให้ตามความเหมาะสมของการผลิตพืช และมีเจ้าหน้าที่คอยเป็นที่ปรึกษาทั้งการเยี่ยมเยียนและออนไลน์

ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ให้เป็นประโยชน์มากขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตรในการทำงานวิจัยส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่      

ครัวเรือนเกษตร BCG

“ครัวเรือนเกษตร BCG ” ทำอย่างไร?

เขียนเรื่องที่กำลัง hot! รัฐบาลประกาศขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นวาระแห่งชาติปี 64-69 ถือเป็นนโยบายขับเคลื่อนประเทศล่าสุด ที่เราๆต้องมาศึกษา

ผมทำงานวิจัยและพัฒนาเกษตร จึงมองในแง่ที่ว่า ไม่ว่านโยบายอะไร เราจะเอามาประยุกต์สู่ ‘การปฎิบัติให้เกิดประโยชน์ให้เกิดผล เป็นรูปธรรมได้อย่างไร?”

ทบทวนกันก่อน
B=Bio แปลว่า สิ่งมีชีวิต หรือ ชีวภาพ bio- diversity คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งการมีชีวิตต้องอาศัยกาพภาพ สองอย่างนี้เป็นองค์ประกอบของกันและกัน เช่น พืชกับดิน
C=Circular แปลว่า หมุนเวียนเป็นวงกลม หมายถึง ของที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ ต่อๆ ไปจนกระทั้งกลับมายังจุดเดิม เช่น
ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว -นำขี้วัวนำมาใส่แปลงหญ้า แต่ควรทำให้เกิดประโยชน์มากอย่างขึ้น เช่น ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว-นำขี้วัวทำแก็ส-เศษขี้วัวจากแก๊สนำมาใส่แปลงหญ้า
G=Green แปลว่าสีเขียว หมายถึงความยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพ เช่น ใช้สารชีวภัณฑ์แทนสารเคมีกำจัดแมลง
E=Economy แปลว่าเศรษฐกิจ ซึ่งควรมีความหมายรวมไปถึง
การที่ทำเพื่อนำไปสู่ผลทางเศรษฐกิจ เช่น การจะสร้างรายได้จะต้องมี การจัดการ คน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ

สรุปในความหมายของผม ครัวเรือนเกษตร BCG คือ ครัวเรือนที่มีการทำเกษตรโดยนำทรัพยากรชีวภาพ เช่น พืชพรรณและความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรกายภาพ เช่น ดิน น้ำ เครื่องมือ และทรัพยากรมนุษย์ เช่น แรงงาน ความรู้ เป็นต้น มาใช้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการนำมาสร้างประโยชน์อย่างต่อเนื่อง คุ้มค่า ลดการสูญเสียที่เปล่าประโยชน์ สามารถนำมาสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น เกิดประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้น

วิธีการประยุกต์ BCG Model ระดับครัวเรือนเกษตร BCG
ขั้นตอนที่1 กำหนดเป้าหมาย
เช่น

  1. มีสินค้า BCG ที่พัฒนาโดยใช้ทรัพยากรที่มีความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของครัวเรือนอย่างน้อย 2 ชนิด (พืช สัตว์ ประมง )
  2. มีการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างน้อย 3 ชนิด (เช่น เศษพืช มูลสัตว์ น้ำบ่อปลา) ที่มีการใช้หมุนเวียน อย่างน้อย 4 รอบ (จุลินทรีย์ พืช สัตว์ คน ได้ใช้ )
  3. มีการทำเกษตรที่อนุรักษ์ทรัพยากร และเป็นมิตร เช่น เกษตรปลอดภัย (GAP อินทรีย์) เกษตรที่ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า (เกษตรทฤษฎีใหม่) เกษตรที่ใช้ความหลากหลาย(เกษตรผสมผสาน) เกษตรสีเขียว(ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช)
  4. การพัฒนาการผลิต
    ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาเชิงปฎิบัติการ (Action research & development)
    2.1 ศึกษา วิเคราะห์ ฟาร์มตัวเอง วิเคราะห์ด้าน
    B- ทรัพยากรกายภาพ/ ชีวภาพ
    ตอบคำถาม เรามีอะไรบ้าง สภาพเป็นอย่างไร
    C- มีการใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
    G- ส่งผลอย่างไรในแง่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
    2.2 วางแผนพัฒนาในแต่ละประเด็น
    -จะต้องมีความรู้อะไร
    -จะต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง
    -จะต้องเชื่อมโยงใครบ้าง
    2.3 ปฎิบัติตามแผนงาน และบันทึกผล
    2.4 วิเคราะห์ ประเมินผล สรุปบทเรียน
    2.5 ปรับแผน-ลงมือทำรอบใหม่-ติดตามผล-ประเมินผล ทำแบบนี้หมุนเวียนไปเรื่อยๆ จะทำให้การพัฒนามีความสำเร็จ
  5. การขยายผล
    ครัวเรือนสำเร็จแล้ว ต้องช่วยเพื่อนบ้าน ช่วยชุมชนด้วย คือหลักการพัฒนาบนฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่สูงขึ้น เช่น กลุ่ม ชุมชน เครือข่ายชุมชน ให้เกิดการพึ่งตนเองได้ทั้งความเพียงพอ และการสร้างภูมิคุ้มกัน

เป็นข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาภาคเกษตร ลองนำไปใช้ดูครับ
…..ธัชธาวินท์ สะรุโณ

งานวิจัยที่ช่วยพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็ง ของกรมวิชาการเกษตร ตอนที่5 งานวิจัยในภาคอิสาน

งานวิจัยที่ช่วยพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็ง กรมวิชาการเกษตร ตอนที่5 งานวิจัยในภาคอิสาน

ในแผนการวิจัยและพัฒนา พัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม ที่ดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนเกษตรในภาคอิสาน ดำเนินการโดย สวพ.3 ขอนแก่น และ สวพ.4 อุบลราชธานีโดยในช่วงปี2559-2564 จะมีการวิจัยกับชุมชนดังนี้

1. พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการผลิตพืชในพื้นที่นาโดยใช้แหล่งน้ำในระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

2. พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการจัดการปุ๋ยอ้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างทดสอบเทคโนโลยีการจัดการปุ๋ยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตอ้อยในเขตอาศัยน้ำฝน ทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้เครื่องหยอดปุ๋ยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยในเขตอาศัยน้ำฝน

3. โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชทางเลือกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดินเค็มจังหวัดนครราชสีมาการศึกษาการตอบสนองต่อปุ๋ยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ดินเค็มน้อย-ปานกลาง การทดสอบและคัดเลือกทับทิมพันธุ์การค้าที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ดินเค็มน้อย-ปานกลาง

4. วิจัยและพัฒนาระบบการผลิตพืชในเขตที่ราบลุ่มน้ำชีและที่สูงฝั่งตะวันตกขอภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนการพัฒนาระบบการผลิตข้าว-พริกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่นาการพัฒนาระบบการปลูกพืชไร่อายุสั้นหลังการเก็บเกี่ยวข้าว การพัฒนาระบบการผลิตถั่วลิสงในสภาพนาฤดูแล้งเขตสูบน้ำด้วยไฟฟ้า การทดสอบการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพผลผลิตมะม่วง การพัฒนาระบบการผลิตพริก การพัฒนาระบบการผลิตพริก-มันสำปะหลัง

5. วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชในเขตพื้นที่แอ่งสกลนครและพื้นที่ลูกคลื่นแนวเขตเทือกเขาภูพานการทดสอบการพริกขี้หนูผลใหญ่เพื่อเพิ่มคุณภาพในพื้นที่นาดอน การทดสอบระบบการผลิตพืชไร่อายุสั้นหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ศึกษาระบบการปลูกพืชในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเป็นหลัก การทดสอบเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก การเปรียบเทียบสายต้นมะเม่าพันธุ์ดี การทดสอบเทคโนโลยีปุ๋ยและการเก็บเกี่ยวคราม

6. การพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชแถบพื้นที่ลุ่มน้ำโขงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนการทดสอบเทคโนโลยีการจัดการปุ๋ยและการกำจัดศัตรูพืชในระบบการผลิตมะเขือเทศ การทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบการผลิตพริก

ผลการวิจัยในทุกโครงการได้เกิดผลดีต่อการเพิ่มรายได้เกษตรกรภาคอิสาน และได้มีการขยายผลงานวิจัยไปสู่ชุมชนเกษตร เกิดผลทั้งในด้านเศรษฐกิจชุมชน และชุมชนเข้มแข็งเพิ่มขึ้น เป็นอีกงานวิจัยที่เป็นบทบาทของหน่วยงานในภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตร ……………………………………….ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผอ แผนงานวิจัย

“งานวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชนเกษตร กรมวิชาการเกษตร”ตอนที่ 4 งานวิจัยในพื้นที่เกษตรกรภาคตะวันออก

งานวิจัยในพื้นที่เกษตรกรภาคตะวันออกดำเนินการโดย สวพ.6 จันทบุรี ในแผนงานย่อยการวิจัยทดสอบและพัฒนาระบบการผลิตไม้ผลเศรษฐกิจในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ในปี 2559-2564 จะทำการวิจัยในประเด็นต่างๆ ดังนี้
โครงการที่ 1 โครงการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไม้ผลคุณภาพเพื่อการส่งออกในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นโครงการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการผลิตพืชเศรษฐกิจของเกษตรกรในภาคตะวันออก โดยแก้ปัญหาการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยกระดับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ให้สูงขึ้นใน ลำไย มะม่วง ลองกอง และกล้วยไข่คุณภาพเพื่อการส่งออก

โครงการที่ 2 โครงการทดสอบและพัฒนาการผลิตไม้ผลต้นฤดูในพื้นที่ภาคตะวันออก ดำเนินการในแหล่งปลูกมังคุดและเงาะภาคตะวันออก โดยการแก้ปัญหาการกระจายผลผลิตและราคา ผลผลิตต้นฤดู (รุ่นแรก) ที่ให้ผลผลิตน้อยแต่มีราคาสูงในช่วงต้นฤดู และจะมีราคาตกต่ำในช่วงกลางและปลายฤดู หากสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต้นฤดูได้ จะทำให้การกระจายผลผลิตในช่วงต้นฤดูเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิต ยกระดับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ให้สูงขึ้น

โครงการที่ 3 โครงการทดสอบและพัฒนาการใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผลเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการวิจัยและพัฒนาการใช้ปัจจัยการผลิตในไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกจำนวน 4 ชนิด ดังนี้ ทุเรียน มังคุด เงาะ และสับปะรด โดยเน้นการปรับใช้การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่แนะนำ และนำมาปรับใช้ในพื้นที่เกษตรกรภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง

โครงการที่ 4 โครงการการพัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก ดำเนินการทดสอบการป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียนในแปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ระยองและตราดโดยใช้เทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียนตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรร่วมกับแนวทางอื่นๆ ให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่

ผลงานวิจัยเหล่านี้ จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรภาคตะวันออกให้เพิ่มขึ้น โดยการดำเนินงานวิจัยในพื้นที่จะร่วมกับชุมชน และผู้ประกอบการในการพัฒนาครบห่วงโซ่การผลิต นับว่าเป็นอีกงานวิจัยในพื้นที่เกษตรกรที่ช่วยพัฒนาการผลิตพืช “ตามแผนงานวิจัยพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม”

งานวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชนเกษตร กรมวิชาการเกษตร ตอนที่3

“งานวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชนเกษตร กรมวิชาการเกษตร” ตอนที่3 โครงการวิจัยในพื้นที่ภาคใต้

ในแผนงานวิจัยการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม ปี 2559-2564 จะประกอบด้วยโครงการวิจัยต่างๆที่ดำเนินการในพื้นที่เกษตรกรในแต่ละภาค ตอนที่3 นี้ จะนำเสนอตัวอย่างโครงการวิจัยในพื้นที่ภาคใต้ มีดังนี้

  1. งานวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เช่น
    โครงการทดสอบและพัฒนาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ในภาคใต้ตอนล่าง
    -การจัดการธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมของยางพารา
    -การป้องกันกำจัดโรครากขาวของยางพารา
    -การจัดการธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมสำหรับปาล์มน้ำมัน

โครงการวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ในภาคใต้ตอนล่าง
-การเปรียบเทียบพันธุ์จำปาดะ
-การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับไมคอร์ไรซาต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตส้มโอหอมหาดใหญ่
-การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับไมคอร์ไรซาต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตผลส้มจุก
-การจัดการทรงพุ่มมันปูผักพื้นบ้านทางเลือก
-การจัดการทรงพุ่มชะมวงผักพื้นบ้านทางเลือก
-การนำวัสดุเศษเหลือจากการผลิตแป้งสาคูมาใช้เพาะเห็ดเศรษฐกิจ เห็ดแครง เห็ดนางรม เห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว

โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
-ระบบการจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
-การจัดการผลิตพืชผสมผสาน 9 กลุ่มพืช ระดับเครือข่ายชุมชนที่ยั่งยืนโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
-พัฒนาต้นแบบระบบการจัดการผลิตพืชแบบประณีตที่ยั่งยืนในพื้นที่ฟาร์มขนาดต่างๆ โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
-พัฒนาตัวชี้วัดการผลิตพืชตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับครัวเรือน และระดับชุมชนหมู่บ้าน

โครงการวิจัยและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชตามเขตความเหมาะสมของดิน (Zoning by Agri-Map)
-การการวิจัยและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการธาตุอาหารตามเขตความเหมาะสมของดินระดับเหมาะสมสูง (S1) ระดับปานกลาง (S2)
ระดับเล็กน้อย (S3) ระดับไม่เหมาะสม (N)

โครงการพัฒนารูปแบบการปลูกกาแฟโรบัสตาที่เหมาะสมในภาคใต้ตอนล่าง
-การปลูกกาแฟโรบัสตาร่วมกับพืชเศรษฐกิจ
-การปลูกกาแฟโรบัสตาร่วมยางพาราในสวนยางระบบใหม่
-การปลูกกาแฟโรบัสตาร่วมกับยางพาราสวนเดิม
-การปลูกกาแฟโรบัสตาร่วมกับทุเรียน
-การปลูกกาแฟโรบัสตาร่วมลองกอง
-การปลูกกาแฟโรบัสตาร่วมมะพร้าว
-การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกาแฟสารและผลิตภัณฑ์กาแฟโรบัสตา
-สำรวจและศึกษาข้อมูลด้านพฤษศาสตร์ของกาแฟพันธุ์ดั้งเดิมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

โครงการทดสอบเทคโนโลยีการจัดการสวนมะพร้าวน้ำหอม
-การจัดการธาตุอาหารของมะพร้าวน้ำหอม
-การปลูกพริกไทยเป็นพืชเสริมรายได้ในสวนมะพร้าวน้ำหอม
-การปลูกพืชคลุมดินในสวนมะพร้าวน้ำหอม
-การจัดการสวนมะพร้าวอุตสาหกรรม
-การจัดการธาตุอาหารสวนมะพร้าวอุตสาหกรรม
-การปลูกพริกไทยเป็นพืชเสริมรายได้ในสวนมะพร้าวอุตสาหกรรม
โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตส้มโอหอมควนลัง

  1. งานวิจัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
    โครงการวิจัย วิจัยและพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
    -ทดสอบพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7
    -การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและใบปาล์มน้ำมันของกลุ่มเกษตรกร
    -การจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างถูกต้องและเหมาะสมในพื้นที่ปลูกสำคัญ
    -ระบบการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมซ้ำซาก

โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการปลูกไม้ผลร่วมกับปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
-การปลูกปาล์มร่วมลางสาด และทุเรียนสาลิกา
-การระบาดของโรคโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อ Ganoderma sp. ของปาล์มน้ำมัน
-ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเข้าร่วมโครงการการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นร่วมกับพืชเศรษฐกิจหลัก
-ระบบการปลูกผักเหลียงและผักพูม ร่วมกับยางพารา
-ระบบการปลูกหมาก ลางสาดเกาะสมุย ทุเรียนพื้นเมือง ลังแข ละไม จำปาดะ ทุเรียนสาริกา ส้มโอทับทิมสยาม สะตอ ร่วมกับปาล์มน้ำมัน
-สำรวจและศึกษาระบบการปลูกพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นร่วมกับพืชเศรษฐกิจหลัก

โครงการศึกษาห่วงโซ่อุปทานการผลิตมะพร้าวในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและสุราษฎร์ธานี

…………………………..

โครงการวิจัยและพัฒนาต่างๆนี้ ดำเนินการโดย สวพ.7 และ สวพ.8

โดยสรุปจะพบว่า งานวิจัยที่ดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนภาคใต้ในระยะนี้ มีทั้งเทคโนโยีในพืชหลัก เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะพร้าว กาแฟ เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มรายได้แก่ชาวสวนยาง สวนปาล์ม โดยการปลูกพืชร่วมกับพืชหลัก มีการวิจัยพืชท้องถิ่นเพื่อนำมาสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น ตลอดจนงานวิจัยเชิิงพื้นที่ที่มุ่งสร้างความพอเพียงของชุมชน เป็นต้น
ซึ่งผลการวิจัยนอกจากจะเป็นการทำให้เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้จากการเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้แล้ว ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มเกษตรกรหรือชุมชนเกษตรต้นแบบในการร่วมกันจัดการพืชของชุมชนอีกด้วย

ธัชธาวินท์ สะรุโณ

งานวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน กรมวิชาการเกษตร ตอนที่ 2

“งานวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน กรมวิชาการเกษตร”ตอนที่2

แผนงานวิจัย ” การพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม

“ในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) วาระการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ด้านการเตรียมคนไทย 4.0 และกรอบยุทธศาสตร์การวิจัยแห่งชาติ 20 ปี มีประเด็นที่สอดคล้องกันในเรื่องการสร้างความเข็มแข็งของสังคมภาคเกษตรในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย เช่น การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลดความยากจน การสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการทรัพยากรทางการเกษตร การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานสินค้าระดับสากล และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป็นต้น

แต่ปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ข้างต้นนั้น พบว่า เกษตรกรรายย่อยในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ในภาพรวมมีปัญหาการผลิตพืชที่คล้ายคลึงกัน คือ

ด้านราคาผลผลิตไม่มีเถียรภาพและมักตกต่ำ เนื่องจากมาผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจโลกตกต่ำ การค้าส่งออกได้น้อย และเป็นความไม่สมดุลของปริมาณผลผลิตกับความต้องการตลาด

ด้านประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ในด้านกายภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ สภาพดินเสื่อมโทรม น้ำขาดแคลน ด้านชีวภาพ เกิดการระบาดของศัตรูพืชและการจัดการศัตรูพืชที่ยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากทำให้ผลผลิตต่ำแล้วยังมีปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิต สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

ด้านเศรษฐกิจสังคม มีปัญหาด้านความคุ้มค่าการลงทุนการผลิต ต้นทุนการผลิตที่สูง ทั้งในส่วนของวัสดุ แรงงานและการจัดการตลาดสินค้ายังขายสินค้าที่เป็นวัตถุดิบราคาต่ำ ความรู้ทักษะของเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ให้เหมาะสม ความเข้มแข็งของชุมชน ตลอดจนวิถีการดำรงชีพที่พอเพียง เป็นต้น

โดยในช่วงปี 2559-2564 งานวิจัยในแต่ละภูมิภาคจะเน้นการแก้ปัญหาพืชบางชนิดที่สำคัญในดังนี้ คือ

-ถั่วเหลือง การผลิตลำไยอินทรีย์พืชทางเลือกอื่นๆ ในภาคเหนือตอนบน

-การผลิตพืชในพื้นที่นา พื้นที่ไร่ พื้นที่ดอน และพื้นที่สูง ภาคเหนือตอนล่าง

-การผลิตพืชในเขตลุ่มน้ำต่างๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

-การปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

-การผลิตไม้ผล พืชไร่ ในภาคกลางและตะวันตก

-การผลิตไม้ผลเพื่อการส่งออก ในภาคตะวันออก

-การผลิตพืชเศรษฐกิจและพืชร่วมในภาคใต้ตอนบน

-การผลิตพืชพืชเศรษฐกิจและพืชทางเลือกในภาคใต้ตอนล่าง

-การผลิตพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ

เพื่อแก้ปัญหาการผลิตพืชและยกระดับเกษตรกรตามเป้าหมาย จึงมีการวิจัยและพัฒนาหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับภูมิสังคมในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช เพิ่มคุณภาพ เพิ่มมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าสินค้า ทั้งนี้การวิจัยและพัฒนาในช่วงปี 2559-2563 ในแต่ละภูมิภาคได้มีการนำเทคโนโลยี ผลการวิจัยของกรมวิชาการเกษตร มาทดสอบ ปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนทำการพัฒนาเทคโนโลยีโดยการผสมผสานองค์ความรู้สมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น

และการดำเนินการวิจัยต่อเนื่องใน ปี 2564 จะมีการนำ้วิธีการหรือเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการผลิตพืชที่เหมาะสมกับท้องถิ่น พร้อมมีการทดลองการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และประเมินผล ภายใต้การวิจัยและพัฒนาแบบชุมชนมีส่วนร่วมและสร้างชุมชนเกษตรที่เข้มแข็ง

แนวทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทำการวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยการวิจัยจะต้องทำการวิจัยทางเกษตรและการวิจัยทางสังคมควบคู่กันไป กล่าวคือ

ใช้การวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) เพื่อศึกษาค้นหาข้อมูลทางสังคม ใช้การวิจัยเชิงทดลองทางการผลิตพืช (experimental design) เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตพืช และใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีความยั่งยืน โดยการวิจัยมีขั้นตอนการดำเนินงานเป็น 5 กิจกรรมสำคัญ คือ

การพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการผลิตพืชแบบมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นการนำผลงานวิจัยพื้นฐาน หรือ ประยุกต์ มาทำการพัฒนา ทดสอบ ปรับใช้ ให้เหมาะสมกับเงื่อนไขกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย

การพัฒนาเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร เป็นการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร ให้มีการรวมกลุ่ม พัฒนาความเป็นผู้นำ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดจนมีการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินธุรกิจ เช่น วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มธรรมชาติ

การทดลองขยายผลงานวิจัย เป็นการนำวิธีการทดลองที่ได้ผลดีทำการทดลองขยายการผลิตในแปลงใหญ่ หรือขยายจำนวนพื้นที่ หรือขยายชุมชน เพื่อเป็นการศึกษาว่าหากมาการนำผลงานวิจัยไปใช้ต่างสภาพพื้นที่จะต้องมีการปรับเทคโนโลยีอย่างไรถึงจะเหมาะสมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ การอบรมดูงานในแปลงต้นแบบหรือชุมชนต้นแบบ การอบรมประชุมสัมมนาวิชาการ และการเผยแพร่ผลงานวิจัยในรูปแบบเอกสารหรือสื่อสารธารณะต่างๆ

การประเมินผลงานวิจัย เป็นการศึกษาการใช้ประโยชน์ ผลกระทบ และการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ใช้

การวิจัยดำเนินการในพื้นที่ 8 ภูมิภาค คือ พื้นที่เกษตรกรภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางและภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน ภาคใต้ตอนล่าง และพื้นที่ผลิตพืชชุ่มน้ำในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย รวม 14 แผนงานย่อย 37 โครงการ โดยการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับเกษตรกร ซึ่งจะมีการศึกษาสำรวจสภาพพื้นที่ เทคโนโลยี ปัญหาทางการผลิตตลอดห่วงโซ่ จากนั้นทำการวางแผนการทดลองหาเทคโนโลยีการผลิต โดยนำเอาผลงานวิจัยพื้นที่ ประยุกต์ มาทำการพัฒนา ทดสอบ ปรับใช้ ให้เหมาะสม โดยดำเนินการในพื้นที่เกษตรกรประมาณ 10 รายต่อการทดลอง ทั้งนี้จะมีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้สร้างความเข้มแข็งของชุมชน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เมื่อได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเบื้องต้นก็จะทำการทดลองขยายผลหรือทดสอบต่างพื้นที่ให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะกับภูมิสังคมและถ่ายทอดสู่วงกว้างต่อไป

การวิจัยตอบสนอง Platform 4 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ Program 13 นวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนนวัตกรรม และ Objective 4.1 เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา การพึ่งตนเองและการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง Key Result – 1.1 เกิดนวัตกรรมชุมชน วิสาหกิจชุมชน เพื่อยกระดับรายได้ให้ชุมชน และ Key Result – 1.2 จำนวน smart community / ชุมชนนวัตกรรม มีความสามารถในการพัฒนา มีรายได้ และคุณภาพชีวิตดี พึ่งพาตนเองและการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น จากการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม ปี 2559-2564 รวม 37 โครงการ

โดยจุดเน้นของแต่ละโครงการจะทำการวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช คุณภาพผลผลิต มาตรฐานสินค้า เพิ่มมูลค่าสินค้าพืช และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเกษตรกรรม โดยการวิจัยและพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ภายใต้เงื่อนไขความเหมาะสมของสภาพภูมิสังคมเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ ดังนี้

ผลผลิต คือ บทความวิชาการ เป็นเอกสาร/หนังสือเล่ม 9 เล่ม แยกตามภูมิภาคต่างๆ 8 ภูมิภาค และเขตพื้นที่ชุ่มน้ำอีก 1 เขตพื้นที่ การประชุม/สัมมนาระดับชาติ มีการนำเสนอแบบปากเปล่าและแบบโปสเตอร์ 9 ครั้ง แยกตามภูมิภาคต่างๆ 8 ภูมิภาค และเขตพื้นที่ชุ่มน้ำอีก 1 เขตพื้นที่ ได้นวัตกรรมชุมชนเพื่อยกระดับรายได้ให้ชุมชนเป็นต้นแบบเทคโนโลยีระดับภาคสนาม 37 นวัตกรรม/เทคโนโลยี จาก 37 โครงการ การพัฒนากำลังคน เป็นนักวิจัยจากเกษตรกรในชุมชน 37 คน จาก 37 โครงการ การใช้ประโยชน์ด้านชุมชนและพื้นที่ ในการเพิ่มคุณภาพชีวิต 37 กลุ่มจาก 37 โครงการ การใช้ประโยชน์ด้านชุมชนและพื้นที่ ในการถ่ายทอดความรู้ 9 ครั้ง แยกตามภูมิภาคต่างๆ 8 ภูมิภาค และเขตพื้นที่ชุ่มน้ำอีก 1 เขตพื้นที่ และการใช้ประโยชน์ด้านชุมชนและพื้นที่ ในการฝึกอบรม/การจัดสัมมนา 9 ครั้ง แยกตามภูมิภาคต่างๆ 8 ภูมิภาค และเขตพื้นที่ชุ่มน้ำอีก 1 เขตพื้นที่

ผลลัพธ์ จากการดำเนินงานจะนำไปสู่ การลดต้นทุนการผลิตพืช 20% หรือเพิ่มผลผลิตพืช20% หรือเพิ่มรายได้รวม 20% และได้ชุมชนต้นแบบ 37 ชุมชน

ผลกระทบ ยกระดับเกษตรกร สู่ 4.0 สามารถแก้ปัญหาการผลิตพืชที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สามารถปรับตัวและมีความสามารถในการแข่งขัน มีรายได้เพิ่มขึ้น ลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และชุมชนมีความเข้มแข็งเกิดนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ ที่จะทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบ มีความสอดคล้อง ตัวชี้วัดความสำเร็จ (OKR) ในภาพรวม คือการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา การพึ่งตนเองและการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง……………………………….

ติดตามตอนที่ 3 การวิจัยพืชในชุมชนของแต่ละภูมิภาค

ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผอ.แผนงานวิจัย

“งานวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเกษตร กรมวิชาการเกษตร” ตอนที่ 1

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) มีบทบาทประการหนึ่งก็คือ ศึกษา วิจัย และพัฒนาพืช รวมทั้งทดสอบ1/เทคโนโลยีการเกษตร2/แบบมีส่วนร่วมกับเกษตรกร3/ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่4/และการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร5/
มีคำสำคัญที่ให้ความหมายและขอบเขตหน้าที่การวิจัยจะต้องนำมาผสมผสานกันให้ลงตัวตามหน้าที่ ดังนี้

1/ ศึกษา วิจัย และพัฒนาพืช รวมทั้งทดสอบ =การวิจัยใช้หลากหลายวิธีวิทยาทางการวิจัย : การวิจัยเชิงทดลอง (ค้นหา) เชิงพัฒนา (R&D) และเชิงทดสอบ (ปรับใช้) )
2/ เทคโนโลยีการเกษตร =วิจัยหลากหลายชนิดพืช หลายสาขาวิชา รวมทั้งเกษตรผสมผสาน : เชิงพืชเดียว และเชิงระบบ
3/ แบบมีส่วนร่วมกับเกษตรกร =วิจัยร่วมกับเกษตรกรเพื่อให้ได้ผลงานที่เหมาะสมกับผู้ใช้ประโยชน์ : งานวิจัยทางเกษตรคู่กับทางสังคม
4/ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ =วิจัยภายใต้เงื่อนไขทาง กายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ : เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
5/ การแก้ไขปัญหาของเกษตรกร =วิจัยตามปัญหาที่เกิดขึ้น : ผลงานวิจัยสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ประวัติงานวิจัยในไร่นาเกษตรกร ของกรมวิชาการเกษตร
ยุคแรกๆ ของการพัฒนาการปลูกพืชของประเทศไทย ภายใต้หน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พอจำแนกกรมที่มีบทบาทหลักในการนาพาการผลิตพืชของประเทศ ตามภารกิจได้ 2 กลุ่ม คือ กรมวิชาการเกษตร รับผิดชอบหลักด้านการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีทางการผลิตพืช และกรมที่รับผิดชอบเรื่องการส่งเสริมการผลิตพืชของเกษตรกร โดยจะนำผลการวิจัยของกรมวิชาการเกษตรไปถ่ายทอดให้เกษตรกร เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร และ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น
ช่วงต้นทศวรรษของ พ.ศ. 2520 ได้มีการกล่าวถึงกันมากว่า ผลงานวิจัยไม่เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร บ้างกล่าวว่า เพราะเกิดจากช่องว่างระหว่างนักวิจัยในศูนย์สถานี กับ เกษตรกรที่อยู่ตามชนบท จนมีการพูดกันติดปากว่า “เพราะเป็นหลวงถึงจะทาได้ เกษตรกรธรรมดาๆทำไม่ได้หรอก” หมายความ ว่าเทคโนโลยีที่นักวิจัยคิดค้นมาแนะนาเกษตรกรนั้น มีความยาก ซับซ้อน มีขั้นตอนมาก หาวัสดุยาก ต้นทุนสูง

การปรับตัวของระบบการวิจัยส่งเสริม จึงเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2525 กรมวิชาการเกษตรได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ชื่อว่า “สถาบันวิจัยการทำฟาร์ม” ให้มีหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างศูนย์วิจัย กับ เกษตรกร คือ มีหน้าที่นำผลงานวิจัยจากสถาบัน ศูนย์ สถานี ทาการพัฒนา ทดสอบ ปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพของเกษตรกรให้มากที่สุดก่อนที่จะนำไปถ่ายทอดให้กรมที่ทาหน้าที่สิ่งเสริม พร้อมกับได้ตั้งหน่วยงานขึ้นในภูมิภาคชื่อ “หน่วยวิจัยและพัฒนาระบบการทาฟาร์ม” มีกลุ่มงาน 3 กลุ่ม คือวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรเขตน้าฝน กลุ่มวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรเขตชลประทาน และกลุ่มวิจัยสภาพแวดล้อมพืชและนิเวศน์เกษตร
หลังจากนั้น 10 ปี กรมวิชาการเกษตรได้ปรับหน่วยงานอีกครั้ง โดยตั้ง เปลี่ยนโครงสร้างของสถาบันวิจัยการทาฟาร์ม มาตั้งใหม่เป็น สานักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ) พร้อมกับเพิ่มบทบาทหน้าที่อื่นๆ ขึ้นมาดังที่เห็นในปัจจุบัน

แนวความคิดการวิจัยพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการผลิตพืช
แบบเกษตรกรมีส่วนร่วม

การวิจัยในไร่นา (On-Farm Research : OFR)
เพราะมีความแตกต่างระหว่างศูนย์วิจัยและพื้นที่เกษตรกร เทคโนโลยีที่คิดค้นในศูนย์วิจัยจึงจาเป็นต้องมาทำการทดสอบปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพไร่นาเกษตรกรก่อนแนะนำให้เกษตรกรนำไปใช้ และต้องดำเนินการภายใต้การจัดการของเกษตรกร จึงจะทำให้ผลงานวิจัยหรือเทคโนโลยีนั้นได้รับการยอมรับและนาไปใช้ปฏิบัติได้ง่ายและรวดเร็ว
การวิจัยในไร่นาเป็นการวิจัยที่ดำเนินการด้วยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของชีวิตจริง การวิจัยจะค้นหาปัจจัยจากัดในการผลิต และทดสอบศักยภาพในการแก้ไขภายใต้ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ สังคม ในไร่นา โดยการวางแผนอาจเป็นการออกแบบและจัดการโดยทีมนักวิจัย หรือ ออกแบบโดยนักวิจัยและจัดการโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกร หรือร่วมกันออกแบบ และเกษตรกรดาเนินการทดลอง

หลักการของงานวิจัยในไร่นา
งานวิจัยในไร่นา จะมีลักษณะ 4 ประการที่เป็นข้อพิจารณาในการทางานวิจัย คือ ตัวเกษตรกร พื้นที่เกษตรกร บทบาทการมีส่วนร่วมของเกษตรกร และสภาพแวดล้อมของเกษตรกร
The Farmer : เกษตรกร จำแนกเกษตรกรที่มีระดับความแตกต่างของการถือครองทรัพยากร ปัจจัยการผลิต และความรู้ความสามารถ ซึ่งมีผลต่อเลือกการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน
The Farmer’s Land : ที่ดินเกษตรกร การทดลองในพื้นที่เกษตรกรที่มีเงื่อนไขสภาพดินที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งกายภาพและเคมี ขนาด การจัดการความสม่าเสมอ ความลาดเท และความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างกับในศูนย์วิจัย
The Farmer’s Involvement : บทบาทและการร่วมมือของเกษตรกร ถือเป็นส่วนสำคัญของการวิจัยทั้งระดับประสบการณ์ของผู้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งเกษตรกรหัวก้าวหน้าและเกษตรกรทั่วไป
ช่วงเวลาการมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเทคโนโลยีที่มาทดสอบ ร่วมทดสอบ ร่วมสรุปและประเมินผล
และสัดส่วนการมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ ระหว่างนักวิจัยและเกษตรกร เช่น ในขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา 80:20 ขั้นตอนการทดสอบ 50:50 ขั้นตอนขยายการผลิต 20:80
นอกจากนั้นควรพิจารณาประเด็นบทบาท ในด้านการวางแผน และการปฏิบัติ
The Farmer’s Environment : สภาพแวดล้อมของเกษตรกร ได้แก่ กายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โครงสร้างครอบครัว ความเชื่อ ลักษณะการรับเทคโนโลยี ชุมชน และอื่นๆ

ประเภทของงานวิจัยในไร่นาเกษตรกร
“Experimental OFR”
เป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาเทคโนโลยีหรือนาเทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยมาใช้ในการแก้ปัญหาในพื้นที่เกษตรกร โดยมีลำดับของการดาเนินงานคือ
นักวิจัยจัดการ (researcher-managed trials)
นักวิจัยและเกษตรกรร่วมกันจัดการ (researcher/farmer-managed trials)
เกษตรกรจัดการ (farmer-managed trials)
กระบวนการนี้จะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขต่างๆในการผลิตพืช คือเงื่อนไขเชิงชีวภาพจะลดลงไปพร้อมกับบทบาทของนักวิจัย ขณะที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจสังคมและบทบาทเกษตรกรจะมีมากขึ้นตามลำดับ ความเหมาะสมของเทคโนโลยีในขั้นตอนนี้ยังเน้นในด้านการวัดผลทางชีวภาพและเทคนิค

“Developmental OFR”
เป็นกระบวนการวิจัยต่อจากการทดลองหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นการวิจัยที่จะนำไปสู่การนาไปปฏิบัติจริงที่เหมาะสมกับระบบการทำฟาร์มของเกษตรกร เน้นการมีส่วนร่วมของนักวิจัย นักส่งเสริม และเกษตรกร นำไปสู่การขยายการผลิต การวัดผลเทคโนโลยีในขั้นตอนนี้เน้นที่การยอมรับของเกษตรกร

ตอนหน้าพบกับ แผนงานวิจัยการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเกษตรกรรม

ธัชธาวินท์ สะรุโณ
………………………………..
อ้างอิง
http://samrancom.com/parforoard.pdf
สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. 2559. คู่มือการจัดทาข้อเสนอการวิจัย
เอกสารอ้างอิง : FAO . 1988. On-Farm Research. สืบค้นจาก:
http://www.fao.org/wairdocs/ilri/x5545e/x5545e08.htm
http://www.fao.org/wairdocs/ilri/x5545e/x5545e08.htm

ท่องเที่ยวชุมชน

ท่องเที่ยวชุมชน”
วันเดียวเที่ยวสงขลา รูปแบบที่น่าสนใจที่ ทางจังหวัดสงขลา และ วิชาญ ช่วยชูใจ จัดการท่องเที่ยวไปในเส้นทางสายไหม เส้นทางสายวัฒนธรรมชุมชนของสงขลา songkhla silk road