มาเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทย

มาเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยกันเถอะ

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา พัฒนาการเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทย พืชเศรษฐกิจใหม่ทดแทนการนำเข้า สนใจติดต่อ โทรศัพท์ 074445905-7

รำแดง ชุมชนเข้มแข็ง

ชุมชนเข้มแข็ง ด้วยงานวิจัย

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำการวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบ การปลูกพืชโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
ผลการวิจัย นอกจากทำให้เกษตรกร มีเศรษฐกิจ ดีขึ้นสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น แล้ว ยังส่งผลให้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง รู้รักสามัคคี สามารถบริหารจัดการตนเอง นำไปสู่ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

สนใจศึกษาดูงานติดต่อ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 0 7444 590 5-7 หรือติดต่อกลุ่มเกษตรกร วิจัยการปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง บ้านป่าขวาง ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

น้ำตาลโตนดผง 100% จากชุมชน ของดีที่สืบทอดกันมานับ100ปี

น้ำตาลโตนดผง 100% จากชุมชน ของดีที่สืบทอดกันมานับ100 ปี

น้ำตาลโตนดผง สูตรดั้งเดิม หรือน้ำผึ้งขี้ม้า คาบสมุทรสทิงพระ ผลิตจากน้ำผึ้งโตนด 100% ไม่ผสมน้ำตาลทราย ดีต่อสุขภาพ มีดัชนีน้ำตาลต่ำ กระบวนการผลิตใช้สูตรดั้งเดิมที่ยังรักษาไว้แบบสมัยโบราณ คือ คัดเลือกน้ำผึ้งเหลวหรือน้ำตาลโตนดเหลวเกรดพิเศษ ภาษาท้องถิ่นจะเรียกว่า น้ำผึ้งเป็น คือสามารถเคี่ยวแล้วจับตัวเป็นก้อนได้ หากใช้น้ำผึ้งเกรดทั่วไป พอเคี่ยวจะไม่จับตัวเป็นก้อน บางรายจึงผสมน้ำตาลทรายลงไป ข้อสังเกตง่ายง่ายของน้ำตาลผง100% จะมีสีน้ำตาลไหม้ออกเหลือง กลิ่นจะหอม ส่วนน้ำตาลโตนดผงที่ผสมน้ำตาลทรายสีจะใสกว่า และกลิ่นหอมน้ำกว่า ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือน้ำตาลโตนดแท้เมื่อทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกตินานๆ จะคืนสภาพคือจะละลาย เหลว แต่น้ำตาลทรายจะจับตัวเป็นก้อนแข็งไม่เหลว
การผลิตมีความพิถีพิถัน และซื่อสัตย์ ซึ่งสืบทอดมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่นมานับร้อยปี
ใช้สำหรับทำอาหาร ใส่เครื่องดื่มทั่วไป หรือโรยหน้าขนม โรยหน้ามะพร้าวอ่อน

https://www.lazada.co.th/-i965438133-s2057886417.html?spm=a2o7g.10605368.new-navigation.19.482e1e13hcBYIA&urlFlag=true&mp=2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%87&fbclid=IwAR0_OdOo7C1V6bxAP7mqrCyX37Mw66hemvJMXIzmGnJT1N_6FSXN5odwalk

เทคนิคการเขียนข้อเสนองานวิจัย

เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย:
ตอนที่1 การตั้งชื่อโครงการวิจัย

ฤดูการเขียนข้อเสนอโครงการมาถึงแล้ว!

ยกตัวอย่างเช่น
“กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นกรมที่มีอาชีพหลักคือ วิจัย” ฤดูเขียนโครงการจะเริ่มตั้งแต่เดือน มีนาคม จบเอาก็เดือน สิงหาคม กันยายน และระบบบริหารงานวิจัย ก็วางไว้เข้มขันมากไม่ว่าจะนับจากบนลงล่างหรือล่างขึ้นบน หนึ่งโครงการที่ทำขึ้นมาเสนอ วช. สกสว จะประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องคือ
1ผู้ใช้ผลงานวิจัย 2นักวิจัย 3ทีมวิจัย 4ผู้จัดการพืช/สาขา 5ผู้จัดการกลุ่มพืช/สาขา 6คณะพัฒนาข้อเสนอ/กก.วิจัยศูนย์ 7คณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการระดับสำนัด 8คณะกรรมการบริหารระดับสำนัก 9คณะกรรมการที่ปรึกษาระดับกรม 10คณะกรรมการบริหารระดับกรม ….อาชีพวิจัยก็เยอะแบบนี้ก็เพื่อให้ข้อเสนอมีคุณภาพ

ก่อนจะตั้งชื่อโครงการ จะมีคำถามว่า โจทย์วิจัยมาจากไหน มีคำตอบที่เล่าต่อกันมาว่า
“โจทย์วิจัย อยู่ในไร่นาเกษตรกร”
ก็หมายความว่า นักวิจัยต้องลงพื้นที่ก่อน ไม่ใช่นั่งหน้าคอมก่อน
ลงไร่นามี2แบบ คือ ลงแบบสมองว่าง คือไม่พกโจทย์ไปด้วย ถ้าตั้งโจทย์ไปก่อนลง ไม่แนะนำ อาจนำไปสู่วิจัยที่ชอบๆ แบบที่สองลงแบบสมองรก พกนโยบาย แบบนี้ให้นั่งหน้าคอมก่อนได้ เพื่อ…ทำความเข้าใจนโยบายการพัฒนาประเทศว่าอีก 5-10 ปี จะเดินไปให้บรรลุเป้าหมายอะไร และจึงลงไร่นาพบเกษตรกร

การตั้งชื่อโครงการวิจัย

ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา
เขียนไว้น่าสนใจว่า ชื่อโครงการวิจัย เป็นหัวข้อที่เขียนสั้นที่สุด แต่มีความสำคัญมาก เพราะเป็น ส่วนที่ผู้อ่านจะอ่านเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะอ่านต่อไป หรือไม่

-เลือกสรรคำที่เด่น (แต่ไม่เกินความเป็นจริง) สื่อทางวิชาการที่เหมาะสมและสั้นกะทัดรัด แต่ สามารถบอกเรื่องราว หรือลักษณะของงานที่ทำได้ครอบคลุมทั้งหมด
-ชื่อมีความหมายเชื่อมโยงและสอดคล้องกับความสำคัญและที่มาของปัญหาและวัตถุประสงค์ ให้คล้ายวัตถุประสงค์ก็ย่อมได้
-สั้นที่สุดแต่บอกสาระของงานวิจัยมากที่สุด
-ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย เช่น การศึกษา (A Study on….) การศึกษาเบื้องต้น ( A Primary Study on …) การสังเกต (Observation on….)การสำรวจ (An Investigation on….) การวิจัยและพัฒนา (Research and Development on…) เป็นต้น อจ.บอกว่า คำฟุ่มเฟือยเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรถึงแม้ไม่ใช้ก็ไม่ได้ทำให้ ความหมายของชื่อเรื่องเปลี่ยนไป

ตัวอย่าง
1 Observation on the Effect of Action of Antibiotics on Various Species of Bacteria 2 Action of Antibiotics on Bacteria
3 Action of Streptomycin on Mycobacterium tuberculosis
4 Inhibition of Growth of Mycobacterium tuberculosis by Streptomycin
จาก 1) และ 2) มีสาระของเรื่องไม่ต่างกัน แต่ 1)ใช้คำฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น
2) ดูเหมือนว่าสั้นกะทัดรัดดีแต่กว้างเกินไปเหมือนกับว่า จะศึกษา Antibiotics และ Bacteria ทุกชนิด
3) ปรับดีขึ้นแสดงสาระที่แคบเข้า หรือ เฉพาะมากขึ้นแต่ก็ยังมีค า Action ที่เปิดอยู่
4) น่าจะเหมาะสมที่สุดโดยศึกษา Action ใน บริบทของ “Inhibition of Growth”

นอกจากนั้นท่าน รศ.ดร.กุหลาบ รัตนสัจธรรม แนะนำว่า ควรสื่อว่า
-อะไร อย่างไร ที่ไหน เพื่ออะไร หรือ
อะไร ใคร อย่างไร ทีไหน

ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ทุน ยิ่งมีตำแหน่งสูง ยิ่งมีเวลาน้อย (อาจจะ)ยิ่งอ่านสั้น..เพียงชื่อโครงการ จึงต้องตั้งชื่อให้โดนนโยบาย และสื่อความหมายสำคัญได้ทั้งโครงการ

…..ธัชธาวินท์

………………………….
แหล่งที่มาข้อมูล :
เฉลิมพล แซมเพชร เรื่อง หลักการเขียน ข้อเสนอการวิจัย และ รายงานการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา

กุหลาบ รัตนสัจธรรม เรื่อง เทคนิคการเขียนข้อเสนองานวิจัยของ วช.

เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย
ตอนที่2 ความสำคัญและที่มาของปัญหา

ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาแนะนำไว้ว่าการเขียนจึงต้องตอบคำถาม ดังนี้
-ทำไมถึงทำ- ต้องการค้นหาอะไร -ทำแล้วจะได้อะไร -ใครจะได้ประโยชน์ โดยต้องมีการชี้แจง

  • เบื้องหลังความเป็นมา สาเหตุและความสำคัญที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไข มากน้อยหรือไม่อย่างไร ? มีจุดอ่อน-จุดแข็งอย่างไร ? (โดยวิเคราะห์/สังเคราะห์จากการตรวจเอกสารเป็นหลัก)
  • การวิจัยนี้จะมีการพัฒนาต่อยอด หรือเสริมแต่งให้สมบูรณ์มากขึ้น หรือว่าจะใช้แนวทางอื่น หรือทางเลือกอื่นที่อาจจะดีกว่า หรือมีประโยชน์มากกว่าอย่างไร ? บนสมมติฐานทาง วิชาการอะไร ? เป็นต้น
    อจ.บอกว่า หัวข้อนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนยาวและไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารอ้างอิงมากเพราะว่า ท่านไม่ได้กำลังเขียนการทบทวนวรรณกรรม และ “ถ้าท่านเขียนยาวถึง 2 หน้า กล่าวได้ว่าท่านอาจเขียนยาวเกินไปแล้ว”
    เช่น ย่อหน้าการเขียน เรื่อง
    Effects of Higher Day and Night Temperature on Growth and Yields of Some Crop Plants.
  • สาเหตุของ global warming ซึ่งทำให้อุณหภูมิ Day and Night ในรอบวันสูงขี้น
  • อุณหภูมิเปลี่ยนย่อมมีผลกระทบต่อกระบวนการต่าง ๆ หลายระดับ biochemical, physiological, morphological และ agronomic เป็นต้น
  • อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้การ photosynthesis and respiration เพิ่มขึ้น แต่อัตราการเพิ่มขึ้น ของ respiration มากกว่า photosynthesis
    -ในที่สุดทำให้ growth and yield ลดลง
    และจะ มีผลกระทบในเขตหนาวมากกว่าเขตร้อน

รศ.ดร.กุหลาบ รัตนสัจธรรม ก็แนะนำหลัก 7 ข้อ
1.ตรงจุด 2.ครบประเด็น 3.มีเนื้อหาละเอียดพอควร 4.อย่าใส่เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง 5.อ้างที่มา 6.ขึ้นย่อหน้า และให้เห็นการเชื่อมโยงต่อเนื่อง 7.เชื่อมโยงไปถึงผลที่จะได้

สุดท้าย อย่าสับสนกับเรื่องความสำคัญ !
“ใครๆก็คิดว่าเรื่องของตัวเองสำคัญ” แต่ 2 เรื่องต่อไปนี้ต่างกัน
‘ความรู้สึกว่าสำคัญ กับ การเขียนให้เห็นว่าสำคัญ”
“พืชสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องของพืชนี้จะสำคัญ”
” สำคัญกับใคร สำคัญระดับชาติ หรือบุคคล”
” สำคัญ มักจะสัมพันธ์ กับความร้ายแรง ถ้าไม่ทำ จะเสียหายอย่างไร”
“แก้ปัญหาเร่งด่วน หรือ เตรียมการรับอนาคตที่จะมาถึงตอนจบโครงการ”

…ปัญหาแต่ละเรื่องไม่ได้แก้ด้วยการต้องทำวิจัย อาจเพียงแค่นำความรู้ที่มีมาใช้ ก็แก้ปัญหาได้เลย…

….ธัชธาวินท์

………………………….
แหล่งที่มาข้อมูล :
เฉลิมพล แซมเพชร เรื่อง หลักการเขียน ข้อเสนอการวิจัย และ รายงานการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา

กุหลาบ รัตนสัจธรรม เรื่อง เทคนิคการเขียนข้อเสนองานวิจัยของ วช.

เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย
ตอนที่3 การเขียนวัตถุประสงค์

ผู้คร่ำหวอดในวงการหลายท่านชี้ว่า ช้อเขียนเหล่านี้ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เช่น
-เพื่อจัดทำ เพื่ออบรม =กิจกรรม
-เพื่อให้มี เพื่อให้ได้ = เป้าหมาย
-เพื่อคุณภาพชีวิต เพื่อความมั่นคง =ผลกระทบ
-เพื่อให้ได้รู้ เพื่อให้ได้ทราบ..ก็ดูไม่โอเคนัก

วัตถุประสงค์ จะบอกถึงว่า จะทำเพื่อใคร ให้ได้ประโยชน์ที่เจาะจงคืออะไร และสามารถวัดได้ชัดเจน เช่น เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้เพิ่มขึ้น

รศ.ดร.กุหลาบ รัตนสัจธรรม ให้หลักคิดสำคัญในการเขียน คือ เจาะจง วัดได้ เป็นจริง และเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยคำที่ยิยมใช้ เช่น เพื่อศึกษาวิธีการ ศึกษาความสัมพันธ์ ศึกษารูปแบบ เปรียบเทียบ วิเคราะห์ ประเมิน พัฒนา เป็นต้น

ความเชื่อมโยงของวัตถุประสงค์กับหัวข้อต่างๆในข้อเสนอโครงการ
-จะขยายรายละเอียดตัวแปรหรือคำสำคัญต่างๆในชื่อเรื่อง
-จะเป็นแนวทางในการหาคำตอบของปัญหาในหลักการ
-จะเป็นตัวกำหนดจำนวนกิจกรรมหรือการทดลอง
-จะชี้แนวทางไนการวิเคราะห์ข้อมูลและการเลือกใช้สถิติ
-จะเป็นตัวกำหนดเป้าหมายทั้งเชิงปริมาณและระยะเวลา

ถึงแม้บางครั้งบางท่านจะไม่ได้ใส่ใจวัตถุประสงค์มากนัก แต่มืออาชีพ จะใช้วัตถุประสงค์เป็นประตูสู่การเขียนในหัวข้อต่างๆ

….ธัชธาวินท์

แหล่งข้อมูล :
กุหลาบ รัตนสัจธรรม เรื่อง เทคนิคการเขียนข้อเสนองานวิจัยของ วช.
อ่านเพิ่มเติม https://www.facebook.com/groups/1629943863933629/permalink/1843763255885021/

เทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย
ตอนที่4 การทบทวนวรรณกรรม

ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา กล่าวไว้ว่า เป็นการรวบรวมความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อ
-นำมา วิเคราะห์ สังเคราะห์ สรุปเปรียบเทียบกัน
-เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดในเรื่องนั้นยิ่งขึ้น
-นำข้อมูล มาสังเคราะห์(synthesis) ประมวล/สรุป (conclusion) เป็นความรู้ (knowledge)

  • ไม่ใช่นำเสนอแต่เพียงว่า ขาว (2540) กล่าวว่า…… ดำ (2545) พบว่า…. แดง (2544) รายงานว่า….. เท่านั้น แต่จะต้องนำข้อมูลจากทั้ง 3 รายงานนั้นมาสังเคราะห์ และสรุปเป็นข้อคิด หรือเป็นความรู้ว่า ทำไมข้อมูลจาก 3 คนนั้นถึงแม้จะทำเรื่องเดียวกัน หรือลักษณะเดียวกัน แต่ได้ผลแตกต่างกัน หรือ เหมือนกันด้วยสาเหตุ หรือเงื่อนไขอะไร เป็นต้น
    -ควรจัดจำแนกออกเป็นหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย

“หัวข้อนี้ ผู้ประเมินโครงการใช้เป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่า ผู้ที่จะทำวิจัยนั้นมีความพร้อมและมีองค์ความรู้พร้อมในการทำวิจัยหรือไม่”

วิธีตรวจสอบว่าเขียนได้ครบถ้วนหรือไม่
-คำสำคัญจากชื่อเรื่องได้ถูกนำมาเป็นหัวข้อหลักอย่างครบถ้วน
-ต้องบอกได้ว่าความรู้ ทฤษฎี ในเรื่องที่ทำมีอะไรบ้าง
-ใครได้ทำวิจัยมาบ้างแล้ว ทำอย่างไรและได้ผลอย่างไร
-ประเด็นอะไรที่ยังไม่ได้มีคนทำ หรือยังไม่ได้คำตอบ

“วรรณกรรมจะนำไปสู่การกำหนดวิธี หัวข้อและวิธีการทดลอง” หมายความว่า
-อะไรที่คนอื่นทำแล้ว ได้คำตอบสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องเอามาทำอีก
-อะไรที่ทำแล้ว แต่ยังไม่ได้ผล ก็ไม่ต้องทำ หรือต้องเอามาปรับใหม่ ตามแต่กรณี
-อะไรที่จะทำเพียงต่อยอด โดยไม่ต้องนับ1ใหม่

“การทบทวนวรรณกรรม อย่าก้มหน้ามองแต่เอกสารอย่างเดียว แต่ให้ดูความเป็นจริงทีเกิดขึ้นแล้วด้วย เพราะในโลกแห่งภูมิปัญญา การปฏิบัติทุกอย่างมิได้ถูกตีพิมพ์ไว้เป็นลายลักษ์อักษร”

….ธัชธาวินท์

………………………….
แหล่งข้อมูล :
เฉลิมพล แซมเพชร เรื่อง หลักการเขียน ข้อเสนอการวิจัย และ รายงานการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา

เทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงวิจัย/รายงานผลวิจัย
ตอนที5 การเขียนอภิปรายผล

“การอภิปรายผล เป็นยาดำของมือใหม่ เป็นเคล็ดใหญ่ของมืออาชีพ”

ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา กล่าวว่า การอภิปรายผลอาจอภิปรายร่วมอยู่กับหัวข้อผลการทดลองพร้อมกันไปก็ได้ หรือจัดแยกออกมาต่างหากก็ได้ การอภิปรายอาจกล่าวได้ว่า เป็นส่วนที่ยากที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ต้องใช้เหตุผลและองค์ความรู้ ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องอธิบาย ให้ความหมายผลการทดลองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
วิธีเขียน
-ผลนั้นมีความเกี่ยวเนื่อง/ เกี่ยวพัน (หรือโดยเปรียบเทียบ) กับผลการทดลองที่มีมาก่อนหน้าหรือไม่ อย่างไร ?

  • ผลนั้น เมื่อประเมินแล้วเป็นไปตามสมมติฐาน หรือวัตถุประสงค์หรือไม่อย่างไร ทำไมถึงเกิดขึ้น หรือไม่ เกิดขึ้น ?

หัวข้อนี้มักถูกละเลย เพราะเป็นการเขียนที่ยากมากหัวข้อหนึ่ง แต่ถ้าได้ทบทวนวรรณกรรมไว้ดีครบถ้วน การเขียนอภิปรายก็เพียงนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับผล

ถ้าผลการทดลองมีน้อย เช่น มีเฉพาะผลวิเคราะห์การเปรียบค่าเฉลี่ยงานทดลอง หากเพิ่มการอภิปรายผลอย่างเข้มข้น ก็จะทำให้กลายเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงได้

..ธัชธาวินท์

แหล่งข้อมูล
เฉลิมพล แซมเพชร เรื่อง หลักการเขียน ข้อเสนอการวิจัย และ รายงานการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา

เทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงวิจัย
ตอนที่6 การเขียนเอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สรุปไว้ให้ดังนี้

การอ้างในเนื้อเรื่อง :
วิธีการอ้างอิงมีหลายรูปแบบ แต่ทางสาขาวิทยาศาสตร์ควรใช้ระบบชื่อ และปี (Name and Year System) ตัวอย่าง
ภาษาไทย : ใช้ชื่อต้น-ปี พ.ศ.

  • อานนท์ (2550)….หรือ ..(อานนท์, 2550)
  • อานนท์และอนันต์ (2550)…………. หรือ……..(อานนท์และอนันต์, 2550)
  • กรณีที่มีผู้วิจัยตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปให้ใช้ และคณะ ต่อท้ายผู้แต่งคนแรก
    อานนท์และคณะ (2550)……. หรือ…….(อานนท์และคณะ, 2550)
    -ในการทำรายการเอกสารอ้างอิงให้ใส่ชื่อหมดทุกคน ภาษาอังกฤษ : ใช้ชื่อสกุล-ปี ค.ศ.
  • Arnold (2007)..หรือ ….(Arnold, 2007)
  • Arnold and Schepers (2007)…….หรือ (Arnold and Schepers, 2007) ควรใช้ and ไม่ ควรใช้ และ)
  • กรณีที่มีผู้วิจัยตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปให้ใช้ et al. ต่อท้ายผู้แต่งคนแรก Arnold et al. (2007)……… หรือ…………(Arnold et al., 2007)
    -ในการทำรายการเอกสารอ้างอิงให้ใส่ชื่อหมดทุกคน
    กรณีที่เอกสารไม่ปรากฏผู้แต่งให้ใช้ นิรนาม (ภาษาไทย) หรือ Anon. (Anonymous) (ภาษาอังกฤษ)

การทำบัญชีรายการเอกสารอ้างอิง :
ให้เรียงลำดับเอกสารภาษาไทยก่อนภาษาอังกฤษ โดยเรียงตาม อักษรลำดับในแต่ละภาษา (ไม่ต้องใส่เลขที่)

  1. จากวารสาร (Jounal) :
    มีส่วนปรกอบเรียงลำดับดังต่อไปนี้
    ชื่อผู้วิจัย. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อวารสาร (เขียนเต็ม หรือย่อ) ฉบับที่ (Volume number) และเล่มที่ (Issue number) (ถ้ามี): เลขหน้าเริ่มต้น-เลขหน้าที่สิ้นสุด
    การพิมพ์ชื่อผู้วิจัยภาษาไทยใช้ ชื่อ-นามสกุล
    ส่วนภาษาอังกฤษ เฉพาะคนแรกเท่านั้นขึ้นต้น ด้วยนามสกุลแล้วคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ตามด้วยชื่อต้นและชื่อกลาง (ถ้ามี)
    และในกรณีที่มี ผู้วิจัย หลายคนให้ใช้ และ (ภาษาไทย) หรือ and (ภาษาอังกฤษ) นำหน้าคนสุดท้าย ตัวอย่าง :
    จรูญโรจน์ จันทรศิริ และเฉลิมพล แซมเพชร. 2548. ผลิตภาพของแปลงหญ้าเมื่อปลูกหญ้า รูซี่ในระหว่างแถบกระถิน. วารสารเกษตร 21(1) : 55-62.
    Souza, P.I., D.B. Egli, and W.P. Bruening. 1997. Water Stress Seed Filling and Leaf Senescence in Soybean. Agron. J. 89:807-812.
    ในกรณีที่การพิมพ์ของแต่ละรายการไม่จบในบรรทัดเดียวกัน การพิมพ์บรรทัดต่อ ๆ ไปให้ เริ่มต้นที่เคาะที่ 6
  2. จากหนังสือและตำรา (Books & Textbooks) ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. พิมพ์ครั้งที่ (Edition number) (ถ้ามี) สำนักพิมพ์, เมืองที่ พิมพ์. จำนวนหน้าทั้งหมด.
    เฉลิมพล แซมเพชร. 2542. สรีรวิทยาการผลิตพืชไร่. นพบุรีการพิมพ์, เชียงใหม่. 284 น.
    Fageria, N.K., V.C. Baligar, and R.B. Clark. 2006. Physiology of Crop Production. The Haworth Press, Inc., New York. 345 p.

กรณีเป็นบทหนึ่งของหนังสือ
Hill, S.E. 1996. Emultions. In: Hall, G.M. (ed.) Methods of Testing Protein Functionality. Chapman & Hall, London. pp. 153-185.

  1. เอกสารรวมเล่ม หรือรายงานเสนอในการประชุมสัมมนา ชื่อผู้วิจัย. ปีทีพิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อการประชุมสัมมนา, สถานที่,วัน เดือน ปีที่จัด ประชุมสัมมนา
    เฉลิมพล แซมเพชร และวีระชัย ศรีวัฒนพงศ์. 2539. การตอบสนองของข้าวบาเลย์ชนิด สองแถวและหกแถวต่อปุ๋ยไนโตรเจน. รายงานวิจัยการประชุมทางวิชาการธัญพืชเมือง หนาว. ณ โรงแรมอมรินทร์ลากูน. พิษณุโลก, 16-18 มกราคม 2539.
    Bouldin, D.R. 1988. Effect of Green Manure on Soil Organic Matter Content and Nitrogen Availability. Proceeding of a symposium on sustainable agriculture: The Role of Green Manure Crops in Rice Farming Systems. IRRI, Philippines, May 25-29, 1987: 151-163.
  2. วิทยานิพนธ์
    ชื่อผู้เขียน. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ระดับวิทยานิพนธ์. สาขาวิชา. สถาบันการศึกษา. เมืองที่ พิมพ์. จำนวนหน้าทั้งหมด.
    มนกฤตย์ บุญยฤทธิ์. 2538. การตรึงและการสะสมไนโตรเจนของถั่วเหลืองในแต่ละดับการ ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและความหนาแน่นของต้นปลูก. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาพืชไร่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่. 125 หน้า.
  3. จากสื่ออิเลคทรอนิคส์ ชื่อผู้เขียน. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. (ระบบออนไลน์). ชื่อ Website (วันเดือนปีที่สืบค้นข้อมูล).
    กรมส่งเสริมการเกษตร. 2548. การปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน (ไฮโดรโปนิกส์). (ระบบ ออนไลน์). แหล่งข้อมูล: http://www.doae.go.th/poster/nondin/htm (21 เมษายน 2548).
    Linadakis, D.K. and B.I. Manois. 2005. Hydroponic Culture of Strawberries in Perlite. (Online). Available. http://www.schunder.com/strawberries.htm (21 April, 2005).

เอกสารอ้างอิง:
เฉลิมพล แซมเพชร. ม.ป.ป. หลักการเขียนข้อเสนอการวิจัย และ รายงานการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา. (ระบบออนไลน์). แหล่งข้อมูล:
http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=724. (1 พฤษภาคม 2560)

เทคนิคการจัดทำข้อเสนองานวิจัย/รายงาน
ตอน7 (จบ) เทคนิคการเขียน

เรื่องเล็กๆน้อยๆในการเขียน เรามักไม่ค่อยใส่ใจเช่น เครื่องหมาย . , – หรือ การตั้งค่าหน้ากระดาษ หรือ การย่อหน้าตามหัวข้อย่อยต่างๆ เป็นต้น

ในเอกสาร“คู่มือการเขียนหนังสือ/ตําราทางวิชาการ” เขียนไว้น่าสนใจและน่าเอาไปใช้ เช่น

  1. การตั้งค่าหน้ากระดาษในคอมพิวเตอร์ให้จัดระยะดังนี้
    ขอบกระดาษ
    -ด้านบน 3.8 เซนติเมตร (1.5 นิ้ว)
    -ด้านล่าง 2.5 เซนติเมตร (1 นิ้ว)
    -ด้านซ้าย 3.8 เซนติเมตร (1.5 นิ้ว)
    -ด้านขวา 2.5 เซนติเมตร (1 นิ้ว)
    ช่องไฟ 0.0 เซนติเมตร
    จากด้าน
    -หัวกระดาษ 1.25 เซนติเมตร (0.5 นิ้ว)
    -ท้ายกระดาษ 1.25 เซนติเมตร (0.5 นิ้ว)
  2. เครื่องหมายวรรคตอนและการเว้นระยะ
    -เว้น 1 ระยะ หลัง เครื่องหมายต่อไปนี้
    ; semi colon (อัตภาค)
    , comma (จุลภาค)
    . period (มหัพภาค)
    : colon (มหัพภาคคู่)
    -เว้น 1 ระยะ ทั้ง หน้า และ หลัง เครื่องหมายต่อไปนี้
    & ampersand (และ)
    ( ) parentheses (วงเล็บ หรือ วงเล็บเล็ก)
    [ ] brackets (วงเล็บเหลี่ยม)
    -ไม่เว้น ทั้ง หน้า และ หลัง เครื่องหมายต่อไปนี้
    / slash (ทับ)
  • hyphen (ยัติภังค์)
  1. การพิมพ์ตารางและภาพประกอบ
    ข้อกําหนดต่าง ๆ ในการจัดทําตารางและภาพ
    -ตารางหรือภาพประกอบ อาจจัดแทรกไว้ตามลําดับเนื้อหาที่ปรากฏ หรือจัดไว้ใน
    ภาคผนวก ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเรื่องที่วิจัย
    -ตาราง (Table) ต้องมีหมายเลขประจําและเรียงลําดับ ชื่อและเลขลําดับที่ของตารางให้
    พิมพ์ไว้ส่วนบนของตารางในแนวชิดขอบซ้ายโดยใช้คําว่า ตารางที่…(ตัวหนา) ตามด้วยชื่อตาราง (ตัวบาง) เมื่อจบข้อความที่เป็นชื่อของตารางแล้วให้เว้น 1 ช่วงบรรทัดก่อนพิมพ์เส้นตาราง
    กรณีที่ชื่อตารางไม่จบในบรรทัดเดียวให้เริ่มบรรทัดที่ 2 โดยตรงกับอักษรตัวแรก ของชื่อ
    ตาราง
    -ภาพประกอบ (Illustration) หมายถึง ภาพอื่นใดที่ใช้ประกอบคําอธิบาย เช่น แผนผัง แผนที่ กราฟ แผนภูมิ รูปภาพ เป็นต้น ภาพประกอบทุกประเภทให้มีลําดับต่อเนื่องกัน ชื่อและเลขลําดับที่
    ของภาพประกอบให้พิมพ์ที่ส่วนกลางของภาพประกอบในแนวชิดขอบซ้ายใช้คําว่าภาพที่ …(ตัวหนา) ตามด้วยชื่อภาพด้วยอักษรตัวหนา พร้อมอ้างอิง (ถ้ามี) โดยเว้นห่างจากภาพประกอบนั้น ๆ 1 ช่วงบรรทัด
    -ในกรณีที่ตารางมีความยาวมากไม่สิ้นสุดในหน้าเดียว ให้จัดพิมพ์ส่วนที่เหลือในหน้าถัดไป
    โดยพิมพ์ลําดับที่และชื่อของตารางเช่นเดิม เพียงแต่แทรกคําว่า (ต่อ) ไว้ระหว่างตัวเลขลําดับที่กํากับชื่อของตาราง
    -กรณีข้อความของตารางใดสิ้นสุดลงพอดีในตอนท้ายของหน้ากระดาษ แต่ไม่มีเนื้อที่ใต้ตารางพอเพียงสําหรับเขียนอ้างถึงที่มา เป็นเหตุให้ต้องเขียนที่ของตารางนั้นไว้ในหน้าถัดไป กรณีเช่นนี้ต้องจัดทําตาราง (ต่อ) ในหน้าถัดไปพร้อมทั้งยกเอาข้อความไปใส่ไว้ด้วยอย่างน้อย 2 บรรทัด โดยยอมปล่อยให้มีที่ว่างในตารางหน้าเดิมซึ่งยังไม่ต้องใช้เส้นคู่ปิดตาราง (ตารางในแต่ละหน้ากําหนดให้มีส่วนของข้อความอยู่ด้วยอย่างน้อย 2 บรรทัด)
    -เส้นขอบบนสุดและเส้นท้ายสุดที่เปิดและปิดตารางให้ใช้เส้นคู่ ขนาด 3 จุด ส่วนเส้นที่ใช้
    คั่นแถว (Low) ในส่วนอื่น ๆ ของตารางให้ใช้เส้นเดี่ยว ขนาด ½ จุด ทั้งนี้ ไม่ต้องใช้เส้นคั่นแนวตั้ง (Column)
  2. การพิมพ์ชื่อวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ
    -การพิมพ์ชื่อวิทยาศาสตร์ของจุลชีพ พืช หรือสัตว์ ให้ใช้ตามประมวลนามศาสตร์สากล
    (International code of Nomenclature) คือทําให้เด่นชัดแตกต่างจากอักษรหรือข้อความอื่นๆ โดยพิมพ์ด้วยตัวเอน หรือพิมพ์ตัวเอนหนา
    -การพิมพ์ภาษาต่างประเทศด้วยภาษาไทย คําที่มาจากภาษาต่างประเทศเมื่อเขียนหรือ
    แปลเป็นภาษาไทยในลักษณะศัพท์ อาจจะวงเล็บภาษาต่างประเทศนั้นๆ กํากับไว้ด้วยเมื่อเริ่มใช้
    ภาษาต่างประเทศนั้นเป็นครั้งแรกเพียงครั้งเดียว โดยใช้อักษรตัวพิมพ์เล็กทุกตัว เว้นแต่เป็นศัพท์เฉพาะ หรือบัญญัติให้ใช้อักษรตัวพิพม์ใหญ่ตามหลักไวยากรณ์ ส่วนคําศัพท์ภาษาต่างประเทศที่ไม่บัญญัติไว้โดยราชบัณฑิตยสถานก็พิจารณาใช้ตามความเหมาะสม กรณีเป็นคําที่ใช้ทั่ว ๆ ไปไม่จําเป็นต้องวงเล็บภาษาต่างประเทศ
    -การพิมพ์ภาษาต่างประเทศโดยใช้ตัวอักษรภาษาไทยไม่นิยมใส่รูปวรรณยุกต์กํากับเสียง
    สูงต่ำ เช่น
    Oxygen เป็น ออกซิเจน
    Technology เป็น เทคโนโลยี
    คําที่เป็นพหูพจน์ไม่เติม “ส” “ส์” ในภาษาไทย
    Integrals เป็น อินทิกรัล
    Semigroups เป็น เซมิกรุ๊ป
    Games เป็น เกม
    ยกเว้นคํานามที่ใช้เป็นชื่อเฉพาะ เช่น
    ASIANGAMES PROFESSOR เป็น ASST. PROF.
    ASSOCIATE PROFESSOR เป็น ASSOC. PROF.
    PROFESSOR เป็น PROF.
  3. การเขียนอ้างอิง
    ในงานเขียนมี 2 รูปแบบ คือ
    -การเขียนอ้างอิงส่วนเนื้อหา รูปแบบการอ้างอิงที่ใช้อยู่โดยทั่วไป 3 แบบ ได้แก่ แบบเชิงอรรถ
    (footnote citation) แบบอ้างอิงท้ายบท (end note citation) และแบบแทรกในเนื้อหา (in-text citation)
    -การเขียนรายการอ้างอิงท้ายเล่ม อาจรวบรวมเป็นเอกสารอ้างอิง (References) หรือ
    บรรณานุกรม (Bibliography) ก็ได้ ซึ่งมีข้อแตกต่างกันคือ
    เอกสารอ้างอิง: จะรวบรวมรายละเอียดของรายการที่อ้างอิงไว้ในส่วนเนื้อหาเท่านั้น
    บรรณานุกรม: นอกจากจะมีรายละเอียดของรายการที่อ้างอิงไว้ในเนื้อหาทุกรายการแล้ว
    ผู้เขียนสามารถนํารายการอื่นที่ไม่ได้อ้างไว้ในส่วนเนื้อหามารวบรวมไว้ก็ได้
    หากผู้เขียนใช้อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐานหรือเห็นว่าเอกสารนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขียนและจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน

…จบเรื่องเทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการฯ 7 ตอน หวังว่า “จะมีสัก 1 คำ ที่ทำให้ท่านได้ประโยชน์นะครับ” ขอบคุณที่ติดตาม …ธัชธาวินท์

แหล่งศึกษาเพิ่มเติม:
สํานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา. 2557.
คู่มือการเขียนหนังสือ/ตํารา ทางวิชาการ. (ระบบออนไลน์) แหล่งที่มา: http://regis.skru.ac.th/RegisWeb/datafiledownload/guide_academic_performance.pdf

“หมู่บ้านปลอดโควิด” ล้อมคอกก่อนสาย ป้องกันไว้ ก่อนหลั่งน้ำตา

รีบทำก่อนจะสาย ลุกขึ้นปกป้องหมู่บ้านตนเองเสียแต่ตอนนี้ครับ ปกป้องญาติพี่น้องของท่าน อย่ารอคำสั่งจากใคร

บนพื้นฐาน “ชุมชน ใช้พลังชุมชน ดูแลชุมชนกันเอง จะรอด”

จึงขอเสนอให้ทำหมู่บ้าน/ชุมชนต้านโควิด ตัวอย่างวิธีทำ คือ

  1. ผู้ใหญ่บ้าน ใจถึงพึ่งได้หัวก้าวหน้า ใจเต็ม100 คิดที่จะปกป้องพี่น้องในหมู่บ้าน และประกาศตน จะทำหมู่บ้านต้านโควิด
  2. ปลุกลูกบ้านทุกคนให้เอาด้วย ร่วมมือร่วมใจ สู้ๆ
  3. ชวนแนวร่วม จากในไปหานอก เช่น ผชผญบ สอบต อสม ผู้นำต่างๆ กก.หมู่บ้าน ครู รพสต กำนัน อบต ยาวไปจนถึงอำเภอ จังหวัด แต่จำไว้ว่าจะไม่ฝากความหวังกับคนนอกหมู่บ้านให้มาช่วย ต้องเดินด้วยคนในชุมชนเป็นหลัก
  4. ช่วยกันเขียนข้อกำหนดในการปฎิบัติมาสัก 10 ข้อว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องให้จนท สธ.มาช่วยเขียน เป็นเกณฑ์ในการตรวจประเมินติดตามด้วย ให้คะแนนข้อละ 10 รวม 100 คะแนน ประเมินคนเองทุกสัปดาห์ และแจก10 ข้อนี้ไปทุกครัวเรือน
  5. ปฎิบัติ กำกับ ควบคุม ตาม 10 ข้อ เช่น
    1) ตั้งกรรมการฝ่ายต่างๆ เช่น สารวัตรโควิดประจำหมู่บ้าน อปคว. อาสาป้องกันภัยโควิด พร้อมมีหน้าที่อะไรบ้าง
    2) ตั้งด่านเข้าออก ตรวจคนเข้าออกให้ปฎิบัติตามกฏ เช่น ห้ามคนไม่ใส่แมสเข้าหมู่บ้าน หรือวัดแล้วพบว่ามีไข้ ห้ามเข้า จนกว่าจะตรวจพบว่าไม่เข้าข่ายโควิด
    3) ออกจากบ้านต้องใส่แมส เข้าบ้านต้องล้างมือ
    4) มีเจลหรือสบู่ล้างมือไว้หน้าบ้าน ใครเข้าบ้านต้องล้างมือก่อนเข้า
    5) มีกฎในการปฎิบัติ ในสถานที่เสี่ยง เช่น ในวัด มัสยิด ตลาดนัด
    6) กักตัวคนที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง แจ้งให้ทุกคนรู้ และช่วยกันดูแล ให้กำลังใจ และขึ้นธงเหลืองเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องหมาย
    7) x-ray เพื่อติดตามสถานการณ์ และสารวัตรโควิดออกตรวจตราห้ามการรวมกลุ่ม ตั้งวงต่างๆ เช่น เล่นพนัน กินเหล้า หรือตั้งวงนินทา
    8) ร้านค้าต่างๆ ตลาดนัดชุมชน จัดตามหลักโควิด ต้องมีอุปกรณ์ล้างมือ มีการจัดวิธีซื้อขายให้ลดความเสี่ยง เช่น ไม่ขายให้คนไม่ใส่แมส คนไม่ใส่แมสห้ามเข้า ห้ามไปหยิบจับสินค้าเอง แม่คนจัดของให้คนเดียว ยืนห่างกัน 2 เมตร เข้าออก เดิน อย่างเป็นระเบียบ งดการสัมผัสกันและกัน เป็นต้น
    9)เสียงตามสายให้ความรู้ ให้ข่าวสาร อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
    10) สมาชิกทุกคนต้องรายงานสถานการณ์ผ่านกลุ่มไลน์
  6. จัดทำรายงานเก็บไว้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับติดตามและผู้สนใจได้ศึกษา
  7. ประสานงานกับนายอำเภอ สธ. อำเภอ และ รพ.อำเภอ เป็นระยะ
  8. ระดับอำเภอเอาข้อลงแผนที่ระบายสีหมู่บ้านสีเขียว สีเหลือง สีแดง
  9. อื่นๆ เช่น การดูแลให้สามารถการประกอบอาชีพได้ เรื่องนี้ก็สำคัญมาก

ลองดูนะครับ ทำไม่ยาก ตั้งใจทำ เพื่อดูแลคนในชมชน ความสุขมาจากการตั้งใจดี ส่วนผลจะสำเร็จแค่ไหน ทำไป ก็จะดีขึ้นเอง เป็นกำลังให้ ผู้ใหญ่บ้านทุกคน “

ด้วยความห่วงใย….ธัชธาวินท์

“เศรษฐกิจพอเพียง” ทางรอดเกษตรกรที่ต้องมาก่อน จาก 1 ใน 5 แนวทางเกษตรสู้โควิด 19


Covid 19 ถ้าไปไหนไม่ได้ต้องอยู่กับบ้าน อาหารคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องมีพอให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้จากครัวเรือนและไร่นาของตนเอง
11 ข้อเสนอแนะในการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในยามวิกฤตมีดังนี้

  1. มีข้าวให้พอกิน 1 คนกินข้าวประมาณ 200 กก.ข้าวเปลือก/ปี
    เก็บข้าวไว้ให้พอกินก่อนจึงจะขาย แต่ถ้าไม่ได้ปลูก เมืองไทยมีข้าวพอกินทั้งประเทศ ไม่น่าเป็นห่วง ลองสนับสนุนข้าวจากเกษตรกรในชุมชนด้วยกันเอง จะดีกว่าการออกไปหาข้าวถุงตามห้างสรรพสินค้า
  2. ปลูกพืชเป็นเครื่องแกง
    ปลูก ขมิ้น พริก ตะไคร้ พริกไทย หอม กระเทียม และพืชปรุงรส กะเพรา โหระพา ผักชี รวมทั้งสิ่งจำเป็นอื่นๆ เช่น กะปิ น้ำปลา น้ำตาล พืชบางชนิดที่ไม่มีปลูกในท้องถิ่น ควรให้สหกรณ์จัดหามา บางชนิดอาจต้องเรียนรู้เพิ่มเติมในการทำเทียม หรือใช้อย่างอื่นทดแทน
  3. ปลูกพืชเป็นผัก
    ปลูกทุกผักที่อยากจะกิน
    ปลูกใส่ภาชนะไว้จะดูแลจัดการได้ง่าย และเหมาะสำหรับคนไม่มีพื้นที่ เน้นเป็นผักอายุสั้น ผักที่ปลูกครั้งเดียวเก็บได้นาน ผักให้หลากหลายชนิด และผักที่เป็นยา เช่น มะระ ให้วิตามินซีสูง เช่น คะน้า
  4. ปลูกพืชเป็นผลไม้
    สำหรับการปลูกใหม่ ผลไม้ที่ปลูกง่าย อายุสั้นเช่น มะละกอ เสาวรส ฝรั่ง กล้วย พืชอายุสั้นที่เป็นทั้งผักและผลไม้ อย่าง ข้าวโพดหวาน ฟักทอง เป็นต้น
  5. เลี้ยงปลาไว้กิน
    เลี้ยงในบ่อซิเมนต์ ในบ่อพลาสติก หรือ ปรับปรุงบ่อเก่าให้เลี้ยงปลาได้ เน้นปลาโตเร็วเช่น ปลาดุก หรือปลาที่กินเศษผักผลไม้
  6. เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ
    เลี้ยงสัก 5-10 ตัว ซื้อไก่ใกล้ปลดระวาง หรือไก่สาว จากฟาร์ม จะทำให้ได้ไข่เร็วขึ้น
  7. แปรรูปอาหาร
    ทำปลาส้ม ปลาแห้ง ผักผลไม้ดอง เพื่อสำรองผลผลิตที่เหลือกิน แถมยังให้ได้รสชาติอาหารที่แตกต่าง
  8. ทำน้ำหมักไว้เป็นปุ๋ยใส่พืช
    ใช้กากน้ำตาล 1 ส่วน คลุกเคล้ากับเศษพืชผักผลไม้ หรือเศษปลา 3 ส่วน หมักไว้ในถุงมัดปาก หรือในถังมีฝาปิด จนมีกลิ่นหอม นำมาผสมน้ำ 1:500 ใช้ร่วมกับปุ๋ยคอก แทนปุ๋ยเคมีได้
  9. สำรองน้ำสะอาด
    มีถังกรองน้ำฝน กรองน้ำประปา กรองน้ำใต้ดิน เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่าย
  10. แบ่งปันน้ำใจสู้ไวรัส
    แบ่งปันอาหาร ผลิตผล เมล็ดพันธุ์ เพื่อนบ้าน น้ำใจจะทำให้เรามีความสุขแม้ในยามวิกฤต
  11. นอกจากการสร้างความพอประมาณแล้ว นำหลักการสร้างภูมิคุ้มกันจากผลกระทบที่จะมาจากภายนอกที่ดีมาใช้ทั้งในเรื่องการป้องกันการติดต่อของโรค และภูมิคุ้มกันการดำรงชีพ
    การใช้เหตุใช้ผลในการรับข้อมูล มีการป้องกันเชื้อโรคอย่างรอบคอบระมัดระวัง ใฝ่หาความรู้ที่ถูกต้อง และมีคุณธรรม รับผิดชอบสังคม ในการที่จะกักตัวหากพบว่าอาจมีความเสี่ยง

ด้วยความห่วงใยขอให้พี่น้องเกษตรกรปลอดภัยกันทุกคนจากวิกฤต covid19
…… ธัชธาวินท์ สะรุโณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

5 แนวทาง เกษตรสู้โควิด

“5 แนวทาง ในการปรับตัวของเกษตรกร ในสถานการณ์ covid 19” สถานการณ์ และเงื่อนไข : โรคโควิด และ พรก.ฉุกเฉิน ทำให้คนออกจากบ้านน้อยลง สถานที่ต่างๆปิดตัว การบริโภคน้อยลง จะกระทบ เส้นทางการไหลของสินค้าเกษตรจากไร่นาสู่โต๊ะอาหาร คือ เดิมจากไร่นา เกษตรกรสามารถนำสินค้าขายไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ก็จะทำได้น้อยลง และจากไร่นาสู่พ่อค้าคนกลาง ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค จะลดเช่นเดียวกัน

สินค้าสดขายได้น้อยลง ขายได้ยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น
ข้อเสนอแนะในการปรับตัวภาคเกษตรมีดังนี้

  1. จัดตลาดนัดชุมชนแบบร้านสะดวกซื้อ
    ชุมชน ท้องถิ่น และราชการ ต้องเข้ามาจัดระเบียบตลาดให้เป็นไปตามหลักการจัดการโควิดเช่นเดียวกับที่ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าทำอยู่ เช่น การคัดกรอง มีที่ล้างมือ มีวัสดุล้างมือ การเว้นระยะแผงขาย คนต้องใส่หน้ากาก รักษาระยะห่าง และ การฉีดฆ่าเชื้อหลังตลาดเลิก มีการประกาศให้คำเตือนและให้ความรู้ ที่สำคัญชุมชนต้องสื่อสารและประกาศตัวให้สังคมมั่นใจ “ตลาดสด ตลาดนัด ปลอดภัยไร้โควิด” ซึ่งจะมีจุดดีกว่าห้างตรงที่ตลาดกลางแจ้งจะปลอดภัยกว่าห้องแอร์
  2. ส่งถึงบ้าน ประสานห้าง
    บริการส่งสินค้าถึงบ้านทั้งส่งเองและออนไลน์ในรูปผลผลิตหรือ ต้นกล้าผักให้ไปเลี้ยงเอง และติดต่อห้างสรรพสินค้าในการกระจายสินค้า ซึ่งราชการควรอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร
  3. แปรรูป ยืดเวลา สร้างมูลค่าเพิ่ม
    กรณีสินค้าสดออกสู่ตลาดลดลง จะมีความเสียหายเกิดขึ้น เกษตรกรต้องทำการแปรรูปพืชผลสด ไม่ให้เกิดความเสียหาย เช่น ผักผลไม้ดอง อบ แช่อิ่ม หรือการแปรสภาพอื่นๆ จะยืดเวลาการขายและยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม
  4. ปลูกพืชเพื่อโภชนเภสัช และสมุนไพร
    ในวิกฤตโรคระบาด เป็นโอกาสของพืชสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร หรือพืชทีกินแล้วได้สรรพคุณทางยามาด้วย เกษตรกรสามารถเพาะต้นกล้าขาย หรือนำมาทำเป็นแคปซูล
  5. เศรษฐกิจพอเพียง
    กรณีทุกอย่างต้อง หยุด!
    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการทำเกษตรและการดำรงชีพ จะช่วยให้เกษตรกรอยู่รอด
    เช่น ปลูกทุกอย่างที่กิน พึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาภายนอก ประหยัด ใช้แต่พอดี ใช้เหตุใช้ผลคิดทบทวนหาทางปิดจุดอ่อนในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีความระมัดระวัง หมั่นติดตามหาความรู้

“ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการจัดการโควิด และราชการลงมาช่วยเกษตรกรที่จะรับมือ เพื่อให้ผ่านวิกฤตสุขภาพนี้ไปได้”

ตรัง ชูธง เกษตรอินทรีย์พรีเมียม

จังหวัดตรัง ปักธงพัฒนา เกษตรอินทรีย์คุณภาพพรีเมียม

วันนี้นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ประธานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ประชุมหน่วยราชการและแกนนำภาคประชาชน ยกร่าง roadmap เกษตรอินทรีย์วิถีคนเมืองตรัง โดยหน่วยงานกรมวิชาการเกษตร ได้มี นาย ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ8 และนางสุคนธ์ วงศ์ชนะ ผอ. ศวพ.ตรัง เข้าร่วมประชุม สรุปเนื้อหาดังนี้

  1. วิสัยทัศน์ : จังหวัดต้นแบบเกษตรอินทรีย์คุณภาพสูง บนพื้นฐานความยั่งยืน และอัตลักษณ์ความเป็นเมืองตรัง
  2. มาตรการพัฒนา แอประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ
    ห่วงที่1 ประชาสัมพันธ์ สร้างกระแสการรับรู้การตื่นตัว
    ห่วงที่2 ส่งเสริมการผลิต แปรรูป การตลาด มาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างแบรนด์
    ห่วงที่3 พัฒนา organic platform เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสียทั้งองคาพยบ และระบบข้อมูล
    เงื่อนไข: คุณธรรม และความรู้

แผนพัฒนาระยะสั้น ระยะปานกลาง ระยะยาว ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
เป้าหมายปี 2563-2565
ให้ได้สินค้าอินทรีย์พรีเมียมอย่างน้อย 6 ชนิดหลัก คือ ข้าว แตงโมเกาะสุกร พริกไทยปะเหลียน ปูทะเล หมู และไม้ผลพืชผัก
ทั้งนี้จะมีเจ้าภาพขับเคลื่อนในแต่ละมาตรการ และแต่ละสินค้าอย่างชัดเจน ภายใต้การร่วมมือของทุกภาคส่วน เช่น มหาดไทย เกษตร พาณิชย์ อุตสาหกรรม สาธารณสุข การศึกษา สถิติ ท้องถิ่น ภาคเครือข่ายประชาชนภาคเกษตร ผู้ประกอบการทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และบริการ

ศวพ.ตรัง สวพ.8 นอกจากจะร่วมเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนแล้ว จะเป็นเจ้าภาพหลักในการพัฒนาพริกไทยปะเหลียน และ พัฒนา Tang organic platform สนง.เกษตรและสหกรณ์ เจ้าภาพประชาสัมพันธ์ และสนง.เกษตรจังหวัด เจ้าภาพการผลิต แปรรูป และตลาด

กรมวิชาการเกษตร ส่งสินค้ากลุ่มวิสาหกิจรำแดงพร้อมขายใน lazada

ตามที่กระทรวงเกษตรโดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการ ส่งเสริมให้เกษตรกรขายออนไลน์โดยร่วมกับ lazada นั้น กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 สงขลา ได้เข้าร่วมโครงการ ส่งเจ้าหน้าที่มาอบรมการเปิดร้านขายให้กับกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมรำแดง สงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรในโครงการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืนโดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์กล้วยฉาบน้ำตาลโตนดและข้าวปลอดสารพิษคาบสมุทรสทิงพระ
ซึ่งได้ทำการถ่ายทอดการบริหารร้านค้าออนไลน์ให้กับเกษตรกร และพร้อมกับเปิดตัวสินค้า 2 ชนิดแรกในวันนี้ คือ
1) กล้วยฉาบน้ำตาลโตนดรำแดง (1 ชุด 10 กล่อง) ผลิตจากกล้วยน้ำว้าที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP ปลอดสารพิษ ฉาบด้วยน้ำตาลโตนด 100% ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำดีต่อสุขภาพ จากคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมียมรำแดง | https://s.lazada.co.th/s.0julG
2) ข้าวปลอดสารพิษคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ( 1 ชุดประกอบด้วย ไรเบอร์รี่ สังข์หยด กข 43 อย่างละ 1 กก. ) คัดสรรโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมรำแดง ข้าวคุณภาพดีผลิตภายใต้คำแนะนำสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ | https://s.lazada.co.th/s.0jIQY

ผู้สนใจและต้องการอุดหนุนสินค้าชุมชนที่กรมวิชาการเกษตรดูแลกระบวนการผลิต สามารถสั่งซื้อออนไลน์ใน lazada ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

กรมวิชาการเกษตร ห่วงใยสังคม ร่วมช่วยป้องกัน covid19

สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร จัดทำโครงการปันน้ำใจสู้ไวรัส covid19

คณะเจ้าหน้าที่ สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร ได้มีเจตนารมย์ ในการช่วยดูแลสังคม ช่วงที่มีการระบาดของ covid19 จึงได้มีโครงการแบ่งปันเจลล้างมือขึ้นมา โดยได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันบริจาคค่าวัสดุมาให้ สวพ.8 ทำการผลิต และได้ส่งวิเคราะห์พบว่าเป็นไปตามมาตรฐาน คือ แอลกอฮอร์ไม่น้อยกว่า 70% เจลที่ผลิตได้นี้จะได้ไปบริจาคให้กับกลุ่มเสี่ยงต่างๆต่อไป
สวพ.8 ขอขอบคุณท่านคณะผู้บริจาค และผู้บริหาร , คณะเจ้าหน้าที่ สวพ.8 เครือข่าย และ กรมวิชาการเกษตร มา ณ ที่นี้

เกษตร + ลาซาด้า

นโยบาย รมว.เกษตร ดร.เฉลิมชัย ศรัอ่อน ในงาน ก.เกษตร ทำความร่วมมือกับลาซาด้า ตลาดนำการเกษตร 4/3/63 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จะต้องพัฒนาให้เกษตรกรมีรายได้ดี ต้องก้าวข้าม เรื่องทำให้สินค้าผลิตได้และได้ราคาดี
กรมวิชาการเกษตร เป็นกรมที่ทำให้สินค้ามีคุณภาพเพิ่มขึ้น ต้องทำให้สินค้าขายได้ราคาดีจากการสร้างนวัตกรรม ลดต้นทุน ตลาดนำการเกษตร เกษตรกรต้องเปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนไปสู่การปฎิรูปที่ดีขึ้น
กลุ่มเกษตรกรหลายกลุ่มได้เริ่มพัฒนาแล้ว สำคัญเกษตรกรต้องเปิดใจพัฒนายกระดับสินค้าตัวเอง


การร่วมกับลาซาด้าจะช่วยเป็นช่องทางให้ผู้ซื้อ จะทำให้สินค้าขายได้มากขึ้น
ผู้ประกอบการต้องมีความซื่อสัตย์มีคุณภาพสม่ำเสมอ เรื่องนี้สำคัญที่สุด คุณภาพต้องรักษาไว้และพัฒนาได้ดีขึ้น
เรามีนวัตกรรมมากมาย ราชการจะเป็นพี่เลี้ยงช่วยสนับสนุน ช่วยประคองเกษตรกรให้เดินไปได้มั่นคง
กระทรวงจะขยายความร่วมมือกับบริษัทค้าออนไลน์มากขึ้น
ในสถานการณ์ทุกวันนี้คนนิยมซื้อออนไลน์
ขอให้เกษตรกรพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ เพื่อการแข่งขัน เอานวัตกรรมมาใช้ เอาผลงานกรมวิชาการเกษตรมาใช้ ทำการผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น จะทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงมากขึ้น นำไปสู่การทำให้ไทยจะมั่นคงยิ่งขึ้น

…ธัชธาวินท์ รายงาน

แก่นเศรษฐกิจพอเพียง


เทคนิคการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนงานนโยบายเข้าถึงแก่นของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เริ่มที่ลองทบทวนครุ่นคิดทีละคำ ทำความเข้าใจที่พ่อสอน

ปรัชญา คือหลักคิด
เศรษฐกิจพอเพียง คือหนทางสู่การพึ่งตนเอง

การเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่แค่ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ แต่ต้องให้พอดีทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม และไม่เปราะบาง ไม่อ่อนแอ ต่อผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นทั้งจากภายนอกและภายใน ที่สำคัญยิ่งคือ ใช้ความคิดตัดสินใจด้วยเหตุและผล(ทางวิทยาศาสตร์) ทำอย่างมีความเพียร และคงไว้ซึ่งการมีคุณธรรมในหัวใจ(ไม่ให้ไปเกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใด)

……….

ระบบการปลูกพืช

ระบบการปลูกพืช ….ทางรอดจากวิกฤติพืชเชิงเดี่ยว

การจัดระบบการปลูกพืชเป็นการจัดการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และระยะเวลา ความสำเร็จของการจัดระบบการปลูกพืชจะต้องคำนึงถึง ชนิดพืชที่ปลูก วัตถุประสงค์ของการปลูกเพื่ออาหาร รายได้ หรืออาหารสัตว์ ความสูงของพืช ช่วงอายุจนถึงเก็บเกี่ยว ความทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง การช่วยปกคลุมดิน ชนิดของราก และการช่วยบำรุงดิน เป็นต้น โดยมีการจัดระบบการปลูกพืชแบบต่างๆได้ดังนี้
1 การปลูกพืชเชิงเดี่ยว (Mono cropping) เป็นการปลูกพืชชนิดเดียวกันติดต่อกันในพื้นที่เดียวกัน เช่น ปลูก ข้าวนาปี นาปรัง หมุนเวียนตลอดปี เป็นต้น
2 การปลูกพืชหมุนเวียน (Crop Rotation) การปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่าลงบนพื้นที่เดียวกัน แต่ว่าจะปลูกไม่พร้อมกัน มีการจัดลำดับพืชที่ปลูกก่อนและปลูกหลังอย่างเหมาะสม การปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกต่างชนิดติดต่อกันในพื้นที่เดียวกัน เช่น ปลูกข้าวโพด 1 ฤดู และตามด้วยการปลูกถั่วในฤดูถัดไปหมุนเวียนกันไป เป็นต้น
3 การปลูกพืชเหลื่อมฤดู (Relay Cropping) เป็นการจัดระบบพืชโดยการปลูกพืชที่สอง ขณะที่พืชแรกยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยว เช่น ระบบการปลูกพืชแบบนี้ ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวโพดเหลื่อมกับมันเทศ การปลูกข้าวเหลื่อมกับถั่วเขียวในนาธรรมชาติ เป็นต้น
4 การปลูกพืชแซม (Intercropping) คือ การปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่าสองชนิดพร้อมกัน หรือปลูกในเวลาใกล้เคียงกัน แบบแถวสลับแถว วิธีนี้ควรคำนึงถึงความสัมพันธ์ของพืชในเรื่องของระบบราก ความต้องการธาตุอาหาร ศัตรูพืช ความสูง และการเกิดร่มเงาหน้าดินส่วนใหญ่มีพืชคลุม ทำให้ลดการชะล้างพังทลายของดิน น้ำฝน สามารถซึมลงในดินได้มากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของพืชหลักเนื่องจากศัตรูพืช เช่น การปลูกถั่วลิสงแซมมันสำปะหลัง การปลูกสับปะรดแซมยางพารา การปลูกถั่วระหว่างแถวข้าวโพด เป็นต้น
5 การปลูกพืชแบบผสม (Mixed Cropping) เป็นวิธีการปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่าสองชนิดในแปลงเดียวกัน โดยไม่ต้องปลูกเป็นแถวเป็นแนว เป็นวิธีการปลูกแบบดั้งเดิมของเกษตรกรเมื่อครั้งที่ดินยังอุดมสมบูรณ์อยู่ โดยนำเมล็ดสองชนิดรวมกันหว่านลงในแปลง ให้พืชหลักมีจำนวนมากกว่าพืชรอง พืชปลูกควรมีคุณสมบัติที่เกื้อกูลกัน เช่น ช่วยลดการทำลายของศัตรูพืช ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น
6 การปลูกพืชแบบผสมผสานต่างระดับ (Multi-Storey Cropping) เป็นการปลูกพืชในระบบวนเกษตรคือจะมีไม้ยืนต้นเป็นไม้ใช้สอยหรือไม้ผล โดยให้ลักษณะของพืชที่ปลูกนั้นแบ่งเป็น 3-5 ระดับ ตามความสูงและความลึกของราก ชั้นบน (ระดับแรก) จะเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก มีพุ่มใบไม่หนาทึบ เช่น มะพร้าว หมาก รองลงมา (ระดับที่สอง) ก็จะเป็นต้นไม้ ที่มีใบพุ่มหนา เช่น มะม่วง รองลงมาอีก (ระดับที่สาม) ก็จะเป็นกล้วย จนถึงพืชผักในระดับผิวดิน และใต้ดิน การปลูกพืชแบบผสมผสานต่างระดับนี้นะค่ะ จะช่วยให้ธาตุอาหารในดินหมุนเวียนและถูกใช้ไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ดินจะถูกปกคลุมตลอดเวลาและได้รับอินทรียวัตถุอย่างสม่ำเสมอ จากใบไม้ที่ร่วงหล่น ลดความแรงของการกระทบโดยตรงของเม็ดฝน เพราะเรือนยอดของต้นไม้และไม้พืชล่างที่ขึ้นคลุมดินอยู่จะช่วยรองรับน้ำฝนเป็นชั้นๆ โรคและแมลงก็มีน้อยลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช จึงเป็นวิธีการปรับปรุงดินที่ใช้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน
7 การปลูกพืชพี่เลี้ยง (Nursing Crop) เหมาะสำหรับการฟื้นฟูอนุรักษ์ดินที่ถูกทำลายจนล้านโล่งเตียน วิธีการปลูกคือ นำพืชโตเร็วมาปลูกร่วมกับพืชหลัก เพื่อให้เป็นร่มเงาพืชหลัก ให้ความชุ่มชื้น เป็นที่เกาะยึดและใบช่วยบำรุงดินและช่วยเพิ่มรายได้ในระยะแรก เช่น การปลูกกล้วยร่วมกับไม้ผลที่เพิ่งปลูกใหม่ กล้วยจะช่วยบังร่มเงาให้ความชุ่มชื้นไม้ผลในฤดูแล้ง และยังให้ผล ใบ ปลี ขายเป็นรายได้ในช่วงที่ไม้ผลยังไม่มีผลผลิต
8 การปลูกพืชบังลม (Wind Break) โดยการนำไม้ยืนต้นโตเร็ว กิ่งก้านเหนียว แตกทรงพุ่มหนา เช่น ไม้สน ประดิพัทธ์ กระถินณรงค์ สะเดา แคฝรั่ง ปลูกเป็นแนวขวางทิศทางลมในแปลงพืชโดยปลูกเป็นระยะๆ ห่างกันพอสมควรขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ แนวพืชที่ปลูกในทิศทางขวางทางลม จะช่วยลดความเสียหายจากการฉีกหักของกิ่งไม้ผลเพราะแรงลมได้ โดยเฉพาะช่วงที่กิ่งกำลังติดผล ช่วยลดความเสียหายจากการล้มต้นของพืชไร่ ลดการคายน้ำและการระเหยของน้ำ (Evapotranspiration) ลดปริมาณการใช้น้ำของพืช ลดปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าดิน (Runoff) และป้องกันการสูญเสียหน้าดินอันเนื่องมาจากลม (Wind erosion)
9 การปลูกต้นไม้เป็นแนวกันไฟ (Fire-Break) เหมาะกับพื้นที่เขตภูเขา ซึ่งมีเหตุไฟป่าในฤดูแล้งเป็นประจำ เพื่อป้องกันไฟป่าไม่ให้ลามเข้ามาในแปลง โดยการถางหญ้าทำแนวกันไฟ 1-2 เมตร และปลูกต้นไม้ที่ทนไฟเป็นแนวกันไฟ เช่น ปลูกต้นแคฝรั่ง ซึ่งลำต้นเหนียว และสามารถแตกกิ่งก้านได้ทันทีหลังถูกไฟเผาเป็นแนวกันไฟ
10 การปลูกพืชแบบราทูน (Ratoon Cropping) เป็นการปลูกพืชที่จะยืดระยะเวลาของการให้ผลผลิตได้มากกว่า 1 ฤดูกาลโดยไม่ต้องมีการปลูกใหม่ เช่น อ้อย สับปะรด เป็นต้น
11 การปลูกพืชแบบตามกัน (Sequential cropping) เป็นการปลูกพืชชนิดหนึ่งในช่วงก่อนหรือหลังอีกชนิดหนึ่ง เช่น ปลูกข้าวโพดในฤดูฝนและปลูกถั่วในฤดูแล้ง ระบบถั่วเขียว-ข้าว เป็นต้น
12 การปลูกพืชคลุมดิน (Cover cropping) เป็นการปลูกพืชที่มีรากมาก รากลึก ใบแผ่แน่น และโตเร็ว เช่น หญ้าแฝก ยึดหน้าดินไว้เพื่อป้องกันการชะล้างและช่วยรักษาความชื้น เป็นต้น
13 การปลูกพืชสลับเป็นแถบ (Strip cropping) คือ การปลูกพืชต่างชนิดกันสลับเป็นแถบตามที่ราบหรือขวางความลาดเทของพื้นที่ที่ลาดชัน เพื่อลดความรุนแรงของการไหลของน้ำ
14 การปลูกพืชตามแนวระดับ (Contour cropping) คือการปลูกพืชขวางความลาดเทของพื้นที่ตามเส้นแนวระดับหรือเส้นแนวขอบเนิน เพื่อจะลดความรุนแรงของการไหลของน้ำ การปลูกต้นไม้เป็นแนวระดับขวางทางลาดชัน ในเขตภูเขาหรือที่ที่มีความลาดชัน จะมีการปลูกไม้พุ่มขวางทางลาดชันเป็นแนวระดับ โดยจะปลูกไม้พุ่มให้เป็นแนวชิดติดกันเป็นแถวคู่ ระหว่างแนวระดับก็จะปลูกพืชไร่และต้นไม้ แนวไม้พุ่มจะช่วยดักอินทรียวัตถุและหน้าดินที่ถูกน้ำพัดพาลงมา และช่วยลดการพังทลายของหน้าดินและช่วยตรึงไนโตรเจน เช่น ถั่วมะแฮะ กระถิน เมื่อต้นสูงก็จะตัดกิ่งและใบมาคลุมดิน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินช่วยรักษาความชุ่มชื้นและช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน
15 การปลูกพืชตามขั้นบันได (Terracing) คือ การทำดินเป็นขั้นขวางตามแนวลาดชัน เพื่อเก็บกักน้ำ ลดความเร็วของน้ำ และกักแร่ธาตุที่ถูกชะล้างไว้ให้กับดิน

….ธัชธาวินท์ สะรุโณ สวพ.8 เรียบเรียง

เอกสารอ้างอิง
คณะทรัพยากรธรรมชาติ. 2544. บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร ประจำวันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ สิบวิธีการปลูกพืชเพื่อรักษาหน้าดินและสงวนน้ำ. สืบค้นจาก : http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/

FAO:FOOD AND AGRICULTURE ORGANIZATION OF THE UNITED NATIONS. Crops and cropping systems. สืบค้นจาก : http://www.fao.org/ag/ca/Africa Training ManualCD/PDF%20Files/06CROP1.PDF

แตงโมเกาะสุกร จ.ตรัง

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นางวิไลวรรณ พรหมคำ ให้นโยบาย ศวพ. ร่วมพัฒนาแตงโมเกาะสุกร

27 กุมภาพันธ์ 63 รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นำคณะผู้บริหารและนักวิจัย สวพ.8 และ ศวพ.ตรัง ไปช่วยกันหาแนวทางการยกระดับการพัฒนาแตงโมเกาะสุกร จังหวัดตรัง จากการพบปะผู้นำกลุ่มและเกษตรกร สรุปว่าจะมีการร่วมกันพัฒนาและตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเป็น GAP อินทรีย์ และ GI
ซึ่งจังหวัดตรังถือเป็นพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่จะส่งเสริมต่อไป

เกาะสุกร ปลูกแตงโม ประมาณ 300 ไร่ ผลผลิตประมาณ 300-350 ตัน เกษตรกรที่ปลูกประมาณ 80 ราย

ร่างแผนพัฒนากาแฟ โดยกรมวิชาการเกษตร ตอนที่ 4 SWOT

การวิเคราะห์สถานการณ์กาแฟ
ภายใต้เงื่อนไขการค้าเสรี
ใช้แนวทางวิเคราะห์แบบ SWOT คือวิธีวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เข้าใจ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อให้สามารถกำหนดกลยุทธ์สำหรับสินค้ากาแฟของประเทศไทยได้ ดังนี้
จุดแข็ง (Strength-S)
S1 กระแสความนิยมดื่มกาแฟภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15-25 ปี และมีรูปแบบการนำเสนอกาแฟที่น่าสนใจมากขึ้น (เมนู การโฆษณา ผลิตภัณฑ์ใหม่)
S2 มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาให้แก่ชาวสวนกาแฟไทย โดยผ่านกลไกของรัฐ เช่น การเผยแพร่เทคโนโลยีการผลิต การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เงินทุน โดยเฉพาะนโยบายให้ความเป็นธรรม
S3 ประเทศไทยได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่จุดกึ่งกลางภูมิภาคอาเซียน และยังมีระบบโลจิสติกส์ที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
S4 ไทยสามารถส่งออกกาแฟไปประเทศต่างๆ มากกว่า 40 ประเทศ โดยมีมูลค่าส่งออกมากกว่า 4,583 ล้านบาท ในปี 2561
S5 แหล่งปลูกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น สภาพอากาศ ดิน และการสร้างอัตลักษณ์ สามารถต่อยอดสร้างสินค้า Local brand และ GI
S6 มีความหลากหลายของการแปรรูปที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้
S7 มีแหล่งผลิตกาแฟเฉพาะถิ่นที่มีชื่อเสียง (GI) ทำให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น
S8 ผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเพื่อสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้งบริโภคภายในประเทศและส่งออก
S9 เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้สูงกว่าราคาต้นทุน
S10 ไทยมีการส่งออกกาแฟสำเร็จรูป/เมล็ดกาแฟดิบ
S11 ความหลากหลายของสภาพพื้นที่ปลูกทำให้สามารถสร้างอัตลักษณ์กาแฟไทยได้หลายหลายทำให้ขยายตลาดได้กว้างเพิ่มมากขึ้น
S12 ทักษะบุคลากร เช่น บาริสตาระดับโลก โรงงานแปรรูป มีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้เราเปิดตลาดใหม่ได้
S13 มีองค์กรและสถาบันที่มีความพร้อมในการวิจัยและพัฒนาด้านกาแฟ
S14 พื้นฐาน ทักษะของเกษตรกรไทยที่ได้รับผลงานวิจัยเพื่อนำไปปฏิบัติในสวนหรือร่วมวิจัยกับผู้วิจัยได้ดีกว่าประเทศคู่แข่ง
S15 ประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟของโลก
S16 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการจัดทำยุทธศาสตร์กาแฟ ในลักษณะบูรณาการและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการผลิตกาแฟทั้งระบบ เพื่อสร้างคุณค่าของชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต

เกษตรกรรุ่นใหม่ กลับคืนถิ่นเดิม และใช้พื้นฐานในชุมชนเดิมในการผลิตกาแฟ นำไปขยายฐานการใช้ประโยชน์ มีโอกาสในการหาตลาดมากขึ้น สร้างห่วงโซ่การท่องเที่ยว ในชุมชน
S18 ประเทศไทยพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูก ทำให้ได้คุณภาพผลผลิต และมีรสชาติดี เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
S19 มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต เช่น กาแฟดอยช้าง กาแฟห้วยห้อม กาแฟปางขอน
S20 มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาผลผลิตให้แก่เกษตรกร ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพกาแฟดีขึ้น สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
S21 บุคลากรมีความสามารถในการส่งเสริมและชักจูง เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กในการพัฒนาการแปรรูปกาแฟ
S22 มีวัตถุดิบที่ดีและมีผู้แปรรูปที่มีความรู้มากขึ้น รวมทั้งมีสถาบันให้ความรู้ด้านการแปรรูปกาแฟมากขึ้น
S23 มีการผูกเรื่องราวของสินค้าแปรรูปกับวัฒนธรรม โดยการผูกเรื่องกับการผูกเรื่องเป็นพืชทดแทนพืชเสพติด
S24 มีนวัตกรรมการแปรรูปที่มากและทันสมัยในการแปรรูปเพิ่มความหลากหลายในการแปรรูปกาแฟและผลิตภัณฑ์ต่อยอด
S25 มีบุคลากรที่มีความสามารถในการซื้อเมล็ดกาแฟ การคั่วกาแฟ การชิมกาแฟ และการชงกาแฟ (Buyer/Roaster/Cupping/Brewer)
S26 มีวัตถุดิบและแหล่งปลูกกาแฟที่สมบูรณ์และเป็นเอกลักษณ์รวมทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยังมีความเป็นธรรมชาติสูง
S27 มีโรงงานแปรรูปทางการเกษตรที่ทันสมัย
S28 มีเส้นทางและช่องทางการจำหน่ายสินค้าหลายแหล่งได้แก่ เครื่องบิน รถไฟ และทางบก และติดชายแดน
S29 มีสายพันธุ์กาแฟที่แข็งแรงและหลากหลายเหมาะสำหรับการนำไปแปรรูปเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะ
S30 ตลาดกาแฟไทยมีการเติบโตสูงมาก เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟ
S31 ธุรกิจ SME มีศักยภาพในการขยายตัวที่สูงมาก ซื่งเป็นผลดีต่อความอยู่รอดของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ แต่ธุรกิจ SME ขาดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภาครัฐควรเข้ามามีส่วนร่วมโดยส่งเสริมการลงทุน
S32 ส่งเสริมการสร้างตลาดกลางการซื้อขายกาแฟ
S33 ภาครัฐควรส่งเสริมการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อลดต้นทุนการผลิตที่สูงมาก
S34 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน
S35 พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต เพื่อให้สามารถใช้ปัจจัยการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
S36 ส่งเสริมความความร่วมมือระหว่างเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่แท้จริงในอุตสาหกรรมกาแฟ
S37 ภาครัฐควรสนับสนุนภาคเอกชนในการขยายตลาดกาแฟไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ เช่น การจัด roadshow ในเวทีต่างประเทศ เป็นต้น

S38 รัฐบาลมีนโนบายสนับสนุน และมีการจัดทำยุทธศาสตร์วิจัยและพัฒนากาแฟในลักษณะบูรณาการ
S39 มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนในด้านการวิจัยและพัฒนากาแฟ
S40 มีความร่วมมือกับต่างประเทศในงานวิจัยและพัฒนากาแฟ
S41 กาแฟเป็นพืชที่มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และการบริการที่หลากหลายและมีมูลค่าสูง
S42 มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาองค์ให้แก่ชาวสวนกาแฟไทย ทำให้การรวมกลุ่มเป็นวิสหกิจชุมชนเข้มแข็งขึ้น และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
S43 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน และมีการจัดทำยุทธศาสตร์กาแฟในลักษณะบูรณาการด้วยกลไลประชารัฐทำให้เกิดต้นแบบของการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
S44 ความเป็นอัตลักษณ์ของกาแฟอะราบิกาในประเทศไทยของแต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย สามารถสร้างคุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มได้
S45 กาแฟอะราบิกา สามารถปลูกร่วมกับป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

จุดอ่อน (Weakness-w)
W1 พื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ภาครัฐไม่สามารถส่งเสริมได้เต็มที่ โดยมากกว่าร้อยละ 90 เป็นเขตป่าสงวน ซึ่งเกษตรกรได้ทำกินกันมานานโดยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ยากต่อการให้การส่งเสริมของภาครัฐ
W2 ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เนื่องจากดินมีสภาพเสื่อมโทรม ไม่มีการปรับปรุงดิน ประกอบกับการขาดการตัดแต่งกิ่ง และทำสาวต้นกาแฟ เนื่องจากการขาดแคลนแรงงาน และขาดแรงจูงใจเนื่องจากพืชคู่แข่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า
W3 สถาบันเกษตรกรส่วนมากไม่มีความเข้มแข็ง ไม่สามารถช่วยเหลือสมาชิกในการบริหารจัดการด้านการผลิต
W4 เกษตรกรยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ
W5 เกษตรขาดองค์ความรู้และเครื่องมือในการแปรรูป ทำให้ขาดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แข่งขันได้
W6 ต้นทุนในการผลิตและการแปรรูปสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ราคาสูง เกิดความเสียเปรียบคู่แข่งในด้านราคา
W7 ต้นทุนของไทยสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง ทำให้ขีดความสามารถในการส่งออกลดลง เนื่องจากไทยมีค่าแรงงานสูงกว่า และผลผลิตต่อไร่ต่ำ
W8 ขาดแรงงานในภาคเกษตร
W9 ขาดกระบวนการ Goal alignment ทำให้ไม่สามารถระบุกลยุทธ์ในการบริหารในภาพรวม
W10 การถ่ายทอดและการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรยังขาดประสิทธิภาพ
W11 ค่าแรงเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนในงานวิจัยเพิ่มขึ้น
W12 ขาดการทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและเชื่อมโยงการติดตามประเมินผลในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
W13 พื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ภาครัฐไม่สามารถส่งเสริมได้เต็มที่ โดยมากกว่าร้อยละ 50 เป็นเขตป่าสงวนซึ่งเกษตรกรไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ยากต่อการส่งเสริมของภาครัฐ
W14 การรวมกลุ่มของเกษตรกรไม่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน แม้ในระยะแรกมีการรวมตัวกันได้แต่ท้ายสุดแล้วมีเหตุให้ต้องล้มเลิกไป ส่งผลให้การสนับสนุนส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ไม่บรรลุผล
W15 เกษตรกรไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้องในการจัดการเทคโนโลยีการผลิต ส่งผลให้ผลผลิต และคุณภาพของกาแฟต่ำ รายได้ของเกษตรกรลดลง
W16 ต้นทุนการผลิตของไทยยังอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เนื่องจากมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ และค่าแรงสูง
W17 เกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย ได้มาตรฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของกาแฟ
W18 ขาดการรวมกลุ่มที่เป็นนิติบุคคลทางกฎหมาย
W19 เทคโนโลยีด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปกาแฟไม่หลากหลายและไม่มีการยกระดับโดยตัวเอง และการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการรักษาความสะอาด
W20 ขาดโอกาสในการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในด้านการตลาด และเกษตรกรไม่พึ่งพาตัวเอง

W21 ขาดข้อมูลความต้องการของเมล็ดกาแฟแต่ระดับของการแปรรูปไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ทำให้มีการลักลอบนำเข้า
W22 เกษตรกรในพื้นที่เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานและมีประสบการณ์
W23 บรรจุภัณฑ์เมล็ดกาแฟและการยืดอายุการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟและกาแฟคั่วมีราคาสูงและไม่มีบรรจุภัณฑ์ทดแทน
W24 ผลผลิตไม่เพียงพอ ขึ้นอยู่กับฤดูกาล
W25 ภาครัฐไม่สนับสนุน ขาดความเข้าใจในปัญหา และขาดความร่วมมือกับภาคเอกชน
W26 ต้นทุนการผลิตที่สูงมาก
W27 ขาดการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพกาแฟ ทั้งสายพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย
W28 กฎหมายและข้อบังคับเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการผลิตกาแฟ เช่น บางพื้นที่ปลูกเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เป็นอุปสรรคในการพัฒนาและลงทุน
W29 กาแฟแต่ละพื้นที่ของไทยไม่มีความแตกต่างกันชัดเจน
W30 ขาดหน่วยงานที่ทำหน้าที่แบบ one stop service เพื่อสนับสนุนการส่งออก
W31 ขาดพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมเฉพาะพื้นที่ ทำให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำ
W32 ขาดการยอมรับและการปฏิบัติของเทคโนโลยีเนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกร (ชนเผ่า) ทำให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตลดลง
W33 เกิดการปรับตัวของศัตรูกาแฟทำให้การระบาดของศัตรูมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพ และรายได้ลดลง
W34 พื้นที่ปลูกกาแฟอะราบิกาส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ภาครัฐไม่สามารถส่งเสริมได้เต็มที่ โดยมากกว่าร้อยละ 50 เป็นเขตป่าสงวน ซึ่งเกษตรกรได้ทำกินกันมานานโดยไม่มีกรรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ยากต่อการให้การส่งเสริมของภาครัฐ และไม่สามารถยื่นขอการรับรองแหล่งผลิตดีที่เหมาะสม (GAP) ได้

โอกาส (Opportunity-O)
O1 ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในขณะที่ผลผลิตมีทิศทางลดลง ให้เกษตรกรมีแรงกระตุ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ
O2 มีแหล่งรับซื้อผลผลิตกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณพื้นที่ที่ปลูกกาแฟ ช่วยลดต้นทุนการผลิตในส่วนการขนส่ง
O3 เกษตรกรรมแบบผสมผสาน ลดความเสี่ยงในด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร และเป็นโอการสในการขยายพื้นที่ปลูกและเพิ่มผลผลิต
O4 พฤติกรรมการบริโภคกาแฟของโลกได้เปลี่ยนไป โดยเน้นการบริโภคกาแฟเย็น จึงเป็นโอกาสในการคิดนำเสนอกาแฟรูปแบบใหม่ๆ เช่น กาแฟโบราณที่มีรสชาติเป็นเป็นเอกลักษณ์
O5 กระแสการบริโภคกาแฟเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ประเทศไทยมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตกาแฟรักษ์สิ่งแวดล้อม
O6 เกษตรออนไลน์เพื่อผลิตกาแฟให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ/ผลิตในตรงกับตลาด
O7 กระแสการบริโภคกาแฟมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15 % ต่อปี เป็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟและรูปแบบการบริการเพิ่มมูลค่าของกาแฟ
O8 พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตเน้นการบริโภคสินเค้าเพื่อสุขภาพ ปลอดภัย เป็นโอกาสสร้างนวัตกรรมในการแปรรูปผลิตภัณฑ์
O9 ปริมาณความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งปริมาณ และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
O10 มีแหล่งรับซื้อผลผลิตโรบัสตากระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ที่มีการปลูกกาแฟทำให้ลดต้นทุนโลจิสติกของเกษตรกร และเกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้ง่าย
O11 พฤติกรรมการบริโภคในเอเชียใช้โรบัสตาเป็นหลักในขณะที่พื้นที่ปลูกโรบัสตาในอาเซียนลดลงแต่ความต้องการใช้ทั้งในประเทศ/ต่างประเทศ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จะเป็นช่องทางให้ประเทสไทยคลองตลาดโรบัสตาได้มากขึ้น
O12 เทรนการบริโภคกาแฟเพื่อสุขภาพและความงามทำให้สามารถเปิดช่องขายตลาดใหม่เพิ่มขึ้น
O13 โอกาสการขายสินค้า/วัตถุดิบในตลาด online
O14 การขยายของธุรกิจ SME และรูปแบบการขยายธุรกิจโดยขายเฟรนด์ไชน์
O15 ความต้องการกาแฟในตลาดโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงเป็นโอกาสในการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตกาแฟและลดต้นทุนการผลิต
O16 มีมาตรฐานสากลที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการวิจัยและพัฒนา
O17 มีความร่วมมือด้านการวิจัยกับองค์กรในต่างประเทศจึงมีโอกาสในการวิจัยงานวิจัยและพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย
O18 มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในการสนับสนุนองค์ความรู้มาพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟ
O19 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้เข้าถึงช่องทางการบริการภาครัฐได้มากขึ้น
O20 กาแฟไทยเป็นที่ยอมรับด้านคุณภาพ ทำให้มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟทั้งในประเทศ และต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟ เพิ่มรายได้ให้กับประเทศมากขึ้น
O21 หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมสนับสนุนพันธุ์กาแฟคุณภาพดี และให้ผลผลิตต่อไร่สูง ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพกาแฟดีขึ้น สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

O22 เกษตรกรรมแบบผสมผสานกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ให้เกษตรกร และเป็นโอกาสในการขยายพื้นที่ปลูก
O23 นโยบายของรัฐให้ความสำคัญกับกาแฟเพื่อเป็นเมืองต้นแบบ Food safety , Green Economy
O24 กำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางค้าขายกาแฟ (Asean Coffee Hub) โลจิสติกทางราง ทางบก ทางอากาศ ได้แก่ Highway, R410 และสนามบิน
O25 ประเทศไทยมีดินแดนเชื่อมกับประเทศเพื่อบ้านเพื่อส่งออกสินค้าแปรรูป ให้หลากหลาย โดยรับเข้ามาและส่งออก
O26 ประเทศไทยมีสินค้ากาแฟเกษตรที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ดอยช้าง ดอยตุง เกอิชาน่าน กาแฟดงมะไฟ ฯลฯ
O27 มีการจัดงานเทศกาลกาแฟระดับนานาชาติ ได้แก่ เชียงใหม่เมืองกาแฟ Chiangrai Coffee fest, Thailand coffee fest, Thaifex, ACID etc.
O28 มีผู้บริโภคกาแฟในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 200 แก้วต่อคนต่อปี มูลค่า 21,220 ล้านบาท
O29 มีเทคโนโลยีด้านการแปรรูปที่ทันสมัยเช่น การคั่วกาแฟ การแปรรูปกาแฟ การตากกาแฟ Barista ฯลฯ
O30 มีช่องทางสื่อสารในท้องถิ่น เช่น สถานีวิทยุ ช่องโทรทัศน์ เอกสารเผยแพร่ ออนไลน์ สภากาแฟฯลฯ
O31 รัฐบาลมีนโยบายในแก้ใขปัญหาภูเขาหัวโล้นและลดปัญหาหมอกควัน จึงเป็นโอกาสในการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหา
O32 มีความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพิ่มโอกาสการแข่งขันด้านการตลาดมากขึ้น
O33 มีองค์กรต่างประเทศที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนา ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยและพัฒนาได้เร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพO4: แนวโน้มด้านอาหารสุขภาพและความงามที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
O34 นโยบาย Thailand 4.0 ในการปฏิรูปภาคเกษตรเพื่อการพัฒนาสินค้าโดยพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มมูลค่าด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม
O35 รัฐบาลมีนโยบายสงเสริมกิจการ SME สร้างสภาพคล่องให้ผู้ประกอบกิจการมากขึ้น
O36 ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ส่งเสริมการรวมกลุ่มทางการเกษตรให้เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก

อุปสรรค/ข้อจำกัด (Threat-T)
T1 ปริมาณและคุณภาพผลผลิตแปรผันตามสภาพแวดล้อม ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล
T2 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อโรคแมลง ศัตรูพืชอุบัติใหม่ สามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
T3 ผลตอบแทนพืชเศรษฐกิจอื่นสูงกว่ากาแฟ ทำให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นแทนกาแฟเพราะได้รายได้ดีกว่า
T4 กฎระเบียบที่เป็นปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิการครอบครองใช้ประโยชน์บนที่ดิน ไม่สมารถยื่นขอการรับรองแหล่งผลิต GAP ได้ตามพิ้นที่ปลูกจริง
T5 นโยบายของภาครัฐไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในในการสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟไปสู่การปฏิบัติในการขับเคลื่อน/ไม่ต่อเนื่องและจริงจัง
T6 อุปกรณ์แบะเทคโนโลยีมีราคาสูง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงของเกษตรกร และทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูง
T7 ผลิตภัณฑ์แปรรูปจกต่างประเทศเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของกาแฟในประเทศ
T8 การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากราคาต่ำกว่าภายในประเทศ
T9 การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากราคาต่ำกว่าภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศ
T10 กฎระเบียบการนำเข้า – ส่งออก ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟ ลดความสามารถในการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ
T11 ประเทศผู้ผลิตกาแฟมีการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนากาแฟโดยทำให้ประเทศคู่แข่งมีนวัตกรรมในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากกว่า
T12 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ผลงานวิจัยล่าช้าหรือไม่ประสบผลสำเร็จ
T13 เกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ทำกินทำให้ไม่สามารถขอรับรองแหล่งผลิตได้ ส่งผลให้เป็นอุปสรรคทางการค้า
T14 ขาดข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและบูรณาการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
T15 การสวมสิทธิ์นำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้การจัดการผลผลิตกาแฟในประเทศมีความคลาดเคลื่อนไม่สอดคล้องกับสภาพควรมเป็นจริง
T16 ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น เมียนม่า ลาว มีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะพันธุ์
T17 อะราบิกา และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลต่อให้ไทยได้ส่วนแบ่งการตลาดโลกลดลง
T18 มีการลักลอบนำเข้าเมล็ดกาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่มีการเสียภาษีที่ถูกต้อง กระทบต่อกลไกราคาของประเทศ
T19 พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อยู่ในเขตสงวนหวงห้ามของรัฐ ส่งผลให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเต็มที่
T20 มีการระบาดของโรคและแมลง กระทบต่อคุณภาพและผลผลิต ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร
T21 ปริมาณและคุณภาพผลผลิตแปรผันตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต ความสม่ำเสมอของคุณภาพ รวมทั้งเกิดการระบาดของโรคและแมลงมากขึ้น

มีปัญหาสภาพพื้นที่และสถานที่ตั้งโรงงานแปรรูปไม่เหมาะสม เช่น น้ำ พื้นที่ตากกาแฟ
T23 มีปัญหาในการกำหนดราคาของภาคเอกชนในพื้นที่เพื่อการรับซื้อกาแฟในการแปรรูปตลอดสายทั้งกาแฟสาร กาแฟกะลา กาแฟคั่วและกาแฟอื่นๆ
T24 มีปัญหาการ Zoning พื้นที่ปลูกกาแฟเพื่อการแปรรูปและการส่งเสริมการผลิตกาแฟพิเศษ
T25 ปัญหาขาดแรงงานที่มีทักษะความรู้ด้านการเกษตรและไม่มีผู้สืบทอดในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
T26 มีปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ (Climate Change)
T27 มีปัญหาการจัดการระบบโลจิสติกที่ครอบคลุมพื้นที่
T28 มีปัญหาในการตรวจสอบคุณภาพกาแฟแปรรูปกาแฟตลอดวงจรการผลิต ไม่มีหน่วยงานรับรอง
T29 มีปัญหาข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ไม่แท้จริง และการสื่อสารเอกสารผิดต่อผู้ซื้อ ผู้บริโภค
T30 ต้นทุนการผลิตสูงกว่าต่างประเทศ
T31 ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ
T32 นโยบายการค้าเสรี (FTA) จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ SME และเกษตรกรไทย
T33 ประเทศผู้ผลิตกาแฟอื่น ๆ ในเอเชีย มีการปรับนโยบายต่าง ๆ จากประเทศส่งออกกาแฟ เป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟชนิดต่าง ๆ ลดภาษีการนำเข้า และสนับสนุนการส่งออก
T34 ไม่มีโครงสร้างมารองรับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ Digital Disruption
T35 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
T36 การนำเข้าสารเคมีอย่างเสรี ทำให้มีการใช้สารเคมีในแปลงข้างเคียงกาแฟมากขึ้น ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นอุปสรรคในการวิจัยและพัฒนากาแฟอินทรีย์/กาแฟชนิดพิเศษ/กาแฟเฉพาะกลุ่ม
T37 การลับลอบนำเข้ากาแฟ ทำให้เกิดปัญหาศัตรูกาแฟชนิดใหม่ๆ และทำให้เกิดการระบาดอย่างรุนแรง
T38 เมล็ดกาแฟภาษีเหลือร้อยละ 5 กาแฟสำเร็จรูปภาษีเหลือร้อยละ 0 การนำเข้าจากประเทศอาเซียนมีผลให้ราคากาแฟถูกลง ซึ่งอาจกระทบกับผลผลิตในประเทศ
T39 ประเทศคู่แข่งซึ่งปลูกกาแฟอะราบิกาเช่นเดียวกับไทย มีปริมาณการผลิตมาก มีค่าแรงงาน และต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย จึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้
T40 การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีการเสียภาษีที่ถูกต้อง การสวมสิทธิ์ ส่งผลต่อเกษตรกรและตลาดกาแฟ

ร่างแผนพัฒนากาแฟ โดยกรมวิชาการเกษตร ตอนที่ 3 ปัญหาและความท้าท้าย

ประเด็นปัญหา
ด้านการผลิตและลดต้นทุนการผลิต
กาแฟโรบัสตา
1) เกษตรกรไม่ให้ความสำคัญในการคัดเลือกพันธุ์ เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุน มีแรงจูงใจที่เพียงพอ รวมทั้งการเข้าถึงพันธุ์ดีที่เหมาะสมมีน้อย ทำให้ผลผลิตต่ำไม่ต้านทานโรค ไม่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2) พื้นที่ปลูกกาแฟมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ทุเรียน ทำให้เกษตรกรโค่นกาแฟทิ้ง
3) พื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสตาส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ในพื้นทีไม่มีเอกสารสิทธ์ทำให้ไม่ได้รับการ การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่น การรับรองแปลง GAP เพื่อเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานของกาแฟ
4) ระบบการปลูกกาแฟแบบเดิม เป็นแบบต่างคนต่างทำ ไม่มีการรวมกลุ่มกัน
5) เกษตรกรไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการผลิตกาแฟที่เหมาะสม (การจัดการดิน การเกษตรกรรม เครื่องมือ เครื่องจักรกล
6) กาแฟที่มีคุณลักษณะเฉพาะมีน้อย (คุณภาพ/พรีเมี่ยม)
กาแฟอะราบิกา
1) พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้ไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น พื้นที่ปลูกอยู่ในเขตภูเขา ชาวเขาถือครองมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำให้ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และอินทรีย์
2) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้โรคและแมลงเกิดการปรับตัวสร้างความหลากหลาย และความรุนแรงมากขึ้นทุกปี เช่น โรคราสนิม โรคแอนแทรกโนส และการระบาดของมอดเจาะผลกาแฟ ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพของกาแฟอะราบิกาเป็นอย่างมาก
3) เกษตรกรไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้องในการการจัดการเทคโนโลยีการผลิต เช่น การเลือกใช้ต้นพันธุ์ดี การจัดการสวนที่ถูกต้อง เป็นต้น การจัดการผลผลิตตกค้างในแปลงให้หมดเพื่อลดการเข้าทำลายของโรคและแมลง

ด้านการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม
กาแฟโรบัสตา
1) ขาดเครื่องมืออุปกรณ์ในการแปรรูปและขาดองค์ความรู้ในการจัดการกระบวนการแปรรุป เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตรงตามมาตรฐานและความต้องการของตลาด
2) ไม่มีหน่วยงานกลางในการตรวจสอบมาตรฐานสากลและคุณภาพของผลิตภัณฑ์แปรรูป
3) การรวมกลุ่มในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยังขาดการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน
4) ยกระดับการผลิตคุณภาพในระดับอุตสาหกรรมและ Fine Robusta
กาแฟอะราบิกา
1) ความหลากหลายของมาตรฐาน (มกอช., มอก, มกษ, SCA, COE และอื่นๆ) ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถยึดถือในการปฏิบัติ
2) ไม่มีองค์กรกลางในการจัดการบริหารจัดการการตลาดและสื่อสารความเข้าใจระหว่างผู้ซื้อและเกษตรกร
3) มาตรฐานเครื่องจักรกลในการแปรรูปกาแฟของไทยไม่ได้มาตรฐาน และเครื่องตรวจสอบคุณภาพจากต่างประเทศมีราคาสูง ยังต้องนำเข้า
4) ยังไม่เกิดการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อการแปรรูปที่ชัดเจนและเข้มแข็ง
5) การบริหารจัดการของเสียจากการแปรรูปกาแฟ ได้แก่ เชอร์รี่ เมือก น้ำเสีย กะลา เป็นต้น
6) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคกาแฟ
7) ขาดทักษะ/องค์ความรู้ในการคั่วกาแฟและการส่งเสริมการคั่วที่สะอาด ปลอดภัย และเพื่อควบคุมคุณภาพของกาแฟ โดยเฉพาะสารพิษ Ochratoxin (OTA), Acrylamide, Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs)
8) มีเฉพาะการส่งเสริมการสร้างแบรนด์ แต่เกษตกรไม่ทราบถึงกระบวนการคั่วที่แท้จริง
9) พนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่ไปส่งเสริมในการแปรรูปกาแฟขาดความรู้และความเข้าใจทำให้เกิดการแปรรูปที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น นำเครื่องคั่วพริกไปใช้คั่วกาแฟ
10) กาแฟถูกกำหนดให้เป็นสารก่อมะเร็งชนิด Class 2B- Probable Cancerogenic Agent
11) ขาดจริยธรรมในการผลิตสินค้า Geographical Indication: GI
12) ไม่มี Certification ที่เพิ่มมูลค่าเพิ่ม

ด้านการตลาด
กาแฟโรบัสตา
1) เมล็ดกาแฟดิบในสหกรณ์ระนองหาตลาดรับซื้อไม่ได้ จำนวน 270 ตัน เนื่องจากราคานำเข้าถูกกว่า
2) ปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ความจริงใจ ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ จึงไม่เกิดความยั่งยืน
3) ราคากาแฟเกรดอุตสาหกรรมในประเทศสูงกว่าตลาดโลก เพราะเราประกันราคาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ทำให้เป็นช่องว่างของผู้ประกอบการ
กาแฟอะราบิกา
1) โครงสร้างการกำหนดราคาถูกบิดเบือน เกษตรกรเกิดความเข้าใจผิดว่าจะสามารถขายได้ราคาสูง เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การปั่นราคา การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน ต้นทุนการผลิตสูงโดยเฉพาะค่าแรง ภาษีนำเข้าสูง
2) ไม่มีหน่วยงานกลางในการกำหนดมาตรฐาน คุณภาพผลผลิต และราคา
3) ผู้บริโภคหันไปใช้กาแฟทดแทนจากต่างประเทศ

  • ตลาด commodity ปัจจุบันมีการใช้มากกว่า 100%
  • ตลาด specialty ขึ้นอยู่กับราคา
    4) การผลิตไม่สะท้อนสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
    5) โครงสร้างการกำหนดราคาถูกบิดเบือนจากหลายสาเหตุ เช่น การลักลอบนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน ต้นทุนการผลิตสูงโดยเฉพาะค่าแรง
    6) กาแฟไทยสามารถเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละครั้ง และมีสายพันธุ์ที่ปลูกน้อย ไม่ตอบสนองความต้องการของตลาด
    7) ราคาวัตถุดิบสูง ขาดความสามารถในการแข่งขัน
    8) ผลกระทบจากการค้าเสรีต่อผู้ผลิตขนาดเล็กและขนาดกลาง
    9) ผู้บริโภคขาด brand royalty ต่อกาแฟไทย
    10) นโยบายรัฐบาลไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เช่น มีการส่งเสริมการปลูกกาแฟโดยใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ แต่ตลาดกาแฟอินทรีย์ในไทยและตลาดโลกมีอัตราการเติบโตช้า
    11) ส่งเสริมการผลิตกาแฟให้ตรงกับความต้องการของแต่ละ Market segment
    12) ขาดงานวิจัยและแนวโน้มทางการตลาด ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ด้านการวิจัยและพัฒนา
กาแฟโรบัสตา
1) พันธุ์กาแฟเริ่มไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2) การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีผลต่อผลผลิตของกาแฟ
3) การบริหารจัดการภายในสวนกาแฟของเกษตรกร เช่น การให้น้ำ การจัดการดิน
4) การเชื่อมโยงองค์ความรู้ การเข้าถึงข้อมูลของเกษตรกร/การถ่ายทอดเทคโนโลยี
5) การวิจัยการจัดเขตการผลิตกาแฟที่เหมาะสม(Zoning) และสอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และภูมิสังคม
6) การระบาดของศัตรูพืชเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น มวนยุงที่ทำลายช่อดอกกาแฟ
กาแฟอะราบิกา
1) พันธุ์ต้านทานโรคราสนิมสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ผลผลิตต่ำ
2) การระบาดโรคแอนแทรกโนส ทำให้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพลดลง
3) การระบาดของมอดเจาะผลกาแฟ ทำให้คุณภาพกาแฟลดลง
4) การออกดอกกาแฟไม่พร้อมกัน ทำให้เพิ่มต้นทุนการผลิตด้านแรงงานในการเก็บเกี่ยว
5) ไม่มีระบบไม้บังร่มในแปลงกาแฟที่เหมาะสม ทำให้อายุการเก็บเกี่ยวสั้นลง ต้นโทรม คุณภาพลดลง
6) ไม่มีระบบการจัดการน้ำหลังขบวนการแปรรูป ทำให้เกิดน้ำเสียในชุมชน/สิ่งแวดล้อม
7) ขาดการพัฒนากระบวนการแปรรูปกาแฟ ขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์กาแฟ ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันในตลาด
8) การเก็บรักษาไม่ถูกวิธี และขาดแรงงานในการเก็บเกี่ยว ทำให้คุณภาพลดง
9) ขาดข้อมูลอัตตลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น ทำให้เสียโอกาสในด้านการตลาด
10) การปลอมปนกาแฟ และขาดวิธีและเทคโนโลยีในการตรวจสอบ ทำให้คุณภาพต่ำ ขาดความน่าเชื่อถือ

ด้านการบริหารจัดการ
กาแฟโรบัสตา
1) ขาดหน่วยงานที่มีอำนาจสั่งการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ขาดการเชื่อมโยงในการติดตามประเมินผลในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ทำให้ไม่ทราบความเคลื่อนไหวและผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์
2) ราคาที่สหกรณ์รับซื้อสูงกว่าราคาตลาดในขณะที่คุณภาพสินค้าอาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้รับซื้อ ส่งผลให้สหกรณ์ฯ ไม่สามารถขายผลผลิตได้/ขาดทุนจากการดำเนินงาน
3) ขาดการจัดการองค์ความรู้ ตลอด Value Chain ของกลุ่มเกษตรกร/ วิสาหกิจชุมชน/ สหกรณ์ฯ ทำให้ ผลผลิตที่ได้ขาดคุณภาพ ราคาตกต่ำ
4) การขยายพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าปลอดภัย GAP/Organic ได้ อาจทำให้เกิดการสวมสิทธิ์และไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเกษตรกรจะขาดโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
5) ผลผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอ และมีคุณภาพต่ำ ไม่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการนำเข้า ไม่เอื้อต่อภาคอุตสาหกรรมกาแฟ เพิ่มขั้นตอนในการนำเข้าและความยุ่งยากในการบริหารจัดการ
กาแฟอะราบิกา
1) ข้อมูลไม่เป็นเอกภาพ ข้อมูลของภาครัฐและเอกชนไม่ตรงกัน จึงทำให้มีความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ทำให้ไม่สามารถดึงข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมกาแฟอะราบิกาได้ ข้อมูลต้นน้ำ เช่น การผลิต กลางน้ำ เช่น การแปรรูป นวัตกรรม การตลาด ปลายน้ำ เช่น การตลาด ไม่มีคุณภาพ ขาดการเชื่อมโยงระหว่างกัน ไม่สามารถดึงมาใช้ประโยขน์ได้อย่างสะดวก มีความยุ่งยาก ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อมูลการคาดการณ์แนวโน้ม การขาดการจัดการข้อมูลที่สำคัญ และบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เผยแพร่ข้อมูล ตลอดจนผู้รับซื้อผลผลิตกาแฟอะราบิกา เช่น สหกรณ์ วิสหกิจชุมชน หรือพ่อค้าคนกลาง ประสบปัญหาการขาดทุน เนื่องจากรับซื้อผลผลิตในราคาสูง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ราคาของตลาดโลกได้ จึงเกิดภาวะขาดทุน
2) การรวมกลุ่มของเครือข่ายผู้ผลิตกาแฟอะราบิกาประเทศไทย และผู้ซื้อรวมตัวกันแบบไม่เข้มแข็ง มีการรวมตัวเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพ จึงเป็นการรวมกันแบบหลวมๆ บางส่วน จึงไม่สามารถบริหารจัดการผลผลิตได้ทั้งระบบ
3) นโยบายการค้าเสรีที่ให้มีการนำเข้ากาแฟแปรรูป ภาษีร้อยละ 0 กระทบต่อผู้ประกอบการแปรรูปในประเทศ

ความท้าทายในอนาคต
ด้านการผลิตและลดต้นทุนการผลิต
กาแฟโรบัสตา
1) ปรับปรุงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรสามารถปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ด้วยตนเอง
2) การสร้างอัตลักษณ์/ GI เพื่อเพิ่มมูลค่าและราคา เช่น กาแฟคุณภาพ/พรีเมี่ยม
3) ส่งเสริม ให้ความรู้ ระบบการปลูกพืชกาแฟร่วมกับพืชอื่น ลดความเสี่ยงเรื่องรายได้ ปลูกพืชอย่างยั่งยืน (กรณีแปลงใหม่)
4) พัฒนาการปลูกกาแฟในพื้นที่ปลูกเดิมให้ยั่งยืนและอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ เป็นระบบนิเวศน์สวนกาแฟ เช่น สวนผสมผสาน
5) สร้างกลุ่มเกษตรกรเพื่อการบริหารจัดการในกลุ่ม ให้เข้มแข้ง และมีอำนาจการต่อรอง
6) สร้างแอพพลิเคชั่นการจัดการฟาร์มที่ดี เทคโนโลยีการปลูกและการจัดการฟาร์ม และการเตือนภัยการเกษตรให้มีความแม่นยำและถูกต้อง
7) สร้างเกษตรกรต้นแบบ (smart farmer)
8) สร้างแปลงกาแฟอัจฉริยะ (Premium) การปลูกกาแฟในระบบโรงเรือนปิดควบคุมสภาพแวดล้อม
กาแฟอะราบิกา
1) ยกระดับคุณภาพผลผลิตได้ให้มาตรฐานระดับสากล (มีการจัดทำแผนบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ)
2) สร้างนวัตกรรมใหม่ที่เหมาะสมต่อการผลิตกาแฟอะราบิกา (พันธุ์/ปรับปรุงพันธุ์ , การจัดการสวน)
3) การพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิตสู่ความเป็นเลิศสามารถแข่งขันได้ (ส่งเสริมและสนับสนุนต้นพันธุ์ดี , จัดทำแปลงสาธิต ,ดูงาน)
การแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม
กาแฟโรบัสตา
1) ส่งเสริม ให้ความรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟให้มีความหลากหลายและได้มาตรฐาน โดยใช้วัตถุดิบจากกาแฟทุกส่วน (Zero Waste)
2) จัดตั้งหน่วยงาน/สถาบันกลาง ให้ความรู้ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟ รวมทั้งตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์
กาแฟอะราบิกา
1) การสร้างมาตรฐานกลางของไทยและหน่วยงานรับรอง และระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2) การแบ่งตลาดเพื่อการแปรรูปให้ชัดเจน ได้แก่ ตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) และตลาดกาแฟทั่วไป (Common Coffee)
3) ยกระดับมาตรฐานการแปรรูปกาแฟให้เป็นกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee

4) ภาครัฐต้องอุดหนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาเครื่องจักรหรืออุดหนุนการนำเข้าเครื่องจักร เช่นเครื่องวัดความชื้น
5) ส่งเสริมการรวมตัวเพื่อการแปรรูปเพื่อพัฒนาการยกระดับมาตรฐานชุมชนโดยมุ่งสู่อุตสาหกรรมกาแฟขนาดใหญ่ระดับกลางและขนาดใหญ่
6) การบริหารจัดการสู่ระบบ Zerowaste เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco-friendly
7) การแปรรูปกาแฟเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เช่น เปรี้ยวเพิ่มขึ้น อุมามิ โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่ม indies
8) สร้างมาตรฐานและส่งเสริมความปลอดภัยของคุณภาพกาแฟและเมล็ดกาแฟคั่วให้สะอาดปลอดภัยและควบคุมสารพิษส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้อง
9) มีการนำไปพัฒนากาแฟโบราณ
10) ส่งเสริมความรู้การสร้างอาชีพนักคั่วกาแฟที่สามารถพัฒนาและส่งเสริมการคั่วกาแฟให้ได้มาตรฐานและทางการ
11) ส่งเสริม อบรมเจ้าหน้าที่ไปส่งเสริมและตรวจสอบการส่งเสริมเจ้าหน้าที่ให้มีการนำเทคโนโลยีไปถ่ายทอดให้ถูกต้องและการพัฒนามาตรฐานร่วมกัน
12) ส่งเสริม Health Cluster ให้มีงานวิจัยด้านกาแฟสุขภาพและให้ส่งเสริมประโยชน์ของกาแฟเพื่อตอบสนอง IARC
13) ปรับเปลี่ยนกฎหมายส่งเสริมการแปรรูปสินค้าแปรรูปจากพืช GI เพื่อการส่งเสริมการจัดการเพิ่มมูลค่าสินค้า
14) ให้หน่วยงานภาครัฐเข้มแข็งในมาตรฐานของ GAP, GMP และมาตรฐานอื่นๆหรือมีองค์กรกลางในการพัฒนา ส่งเสริมมาตรฐาน เช่น CCQ – Certified Coffee Quality laboratory
ด้านการตลาด
กาแฟโรบัสตา
1) ข้อมูลที่ชัดเจนทั้งปริมาณและคุณภาพ ในภาคการผลิตและการตลาด เพื่อสร้างโอกาสให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อการบริหารตลาดได้อย่างถูกต้อง
2) มีข้อมูลด้านความต้องการของตลาดภายในประเทศชัดเจน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ บริหารจัดการผลผลิตได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
3) ภาครัฐสนับสนุนการรวมตัวของเกษตรกรให้แปรรูปสร้างอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่ากาแฟเอง
4) เพิ่มการผลิต การส่งออกกาแฟ ทั้งเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟคั่ว ในลักษณะ fine Robusta ภายใต้แบรนด์และอัตลักษณ์ของไทย (cupping score 8.0 ขึ้นไป) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
กาแฟอะราบิกา
1) ตลาดกาแฟไทยมีการเติบโตสูงมาก เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟ

2) ธุรกิจ SME มีศักยภาพในการขยายตัวที่สูงมาก ซื่งเป็นผลดีต่อความอยู่รอดของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ แต่ธุรกิจ SME ขาดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภาครัฐควรเข้ามามีส่วนร่วมโดยส่งเสริมการลงทุน
3) ส่งเสริมการสร้างตลาดกลางการซื้อขายกาแฟ
4) ภาครัฐควรส่งเสริมการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อลดต้นทุนการผลิตที่สูงมาก
5) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน
6) พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต เพื่อให้สามารถใช้ปัจจัยการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
7) ส่งเสริมความความร่วมมือระหว่างเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่แท้จริงในอุตสาหกรรมกาแฟ
8) ภาครัฐควรสนับสนุนภาคเอกชนในการขยายตลาดกาแฟไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ เช่น การจัด roadshow ในเวทีต่างประเทศ เป็นต้น
ด้านการวิจัยและพัฒนา
กาแฟโรบัสตา
1) การยกระดับการวิจัยและพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐานเพื่อการแข่งขัน
2) การสร้างนวัตกรรม
3) งานวิจัยที่เชื่อมโยงกับโลจิสติกและมิติทางด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อลดต้นทุนการผลิตกาแฟ
4) การปรับปรุงพันธุ์กาแฟในทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ/พฤติกรรมของเกษตรกรที่เปลี่ยนไป
5) พัฒนาชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
6) การนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำมาใช้ในการผลิต
7) พัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ เพื่อการเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนการผลิต
กาแฟอะราบิกา
1) นวัตกรรมใหม่ด้านพันธุ์ ในการจัดการแปลงปลูกและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เพิ่มมูลค่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย และสร้างรายได้ให้กับประเทศ
การบริหารจัดการ
กาแฟโรบัสตา
1) สำรวจและสร้างฐานข้อมูลการผลิตกาแฟ (Big data) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามาถนำไปใช้บริหารจัดการผลผลิตกาแฟในประเทศ
2) ปรับปรุงระเบียบการนำเข้าเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้เกษตรกรภายในประเทศได้รับผลกระทบ

3) พัฒนาธุรกิจกาแฟทั้งระบบให้มีความเชื่อมโยง ตั้งแต่กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ให้มีทิศทางการพัฒนาไปในทางเดียวกัน
กาแฟอะราบิกา
1) การใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมาจัดการฐานข้อมูล Big data ของกาแฟอะราบิกาของภาครัฐ และเอกชนประเทศไทย ให้เป็นเอกภาพ โดยจัดตั้งหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบโดยตรงในการจัดเก็บ และรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ รวมไว้ด้วยกัน เช่น ข้อมูลสถานการณ์การผลิต การนำเข้า-ส่งออก การสารสนเทศ การตลาดการดูแลรักษา การพยากรณ์การเกิดโรคแมลง การแปรรูป การขนส่ง และการบริหารจัดการ เป็นต้น
2) ส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/ เครือข่าย โดยการยกระดับอัตลักษณ์ของกาแฟอะราบิกาชุมชน ให้มีความแปลกใหม่มีเอกลักษณ์ โดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ แปรรูปกาแฟให้มีเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น หรือชุมชนนั้นๆ มีเรื่องราว (story) โดยสร้างแบรนด์เฉพาะของประเทศไทย เช่น กาแฟอะราบิกาไทยแลนด์โอลี่

ร่าง แผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ปี 2563 – 2573 โดยกรมวิชาการเกษตร (ตอนที่ 2 สถานการณ์)

2.1.2 การตลาด
(1) ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟ
ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโลก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 8.543 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 9.616 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.99 ต่อปี เนื่องจาก การบริโภคโดยรวมของโลกขยายตัว ประเทศที่มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟมากที่สุดได้แก่ ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และบราซิล (ตารางที่ 4)
(2) ราคา
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 68.45 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 62.62 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.39 ต่อปี และราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดลอนดอน เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 61.44 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 64.02 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.55 ต่อปี ส่วนราคากาแฟอะราบิกาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 128.17 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 96.17 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 6.10 ต่อปี (ตารางที่ 5)

(3) การส่งออก
การส่งออกเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจาก 7.733 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 7.871 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.14 ต่อปี ประเทศ ที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ บราซิล ส่งออก 2.049 ล้านตัน ในปี 2556/57 ลดลงเหลือ 1.827 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.24 ต่อปี รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม ส่งออก 1.697 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 1.770 ล้านตัน ในปี 2558/59 และลดเหลือ 1.674 ล้านตันในปี 2560/61 ทำให้ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.22 ต่อปี และโคลัมเบียส่งออก 0.662 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 0.763 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.94 ต่อปี (ตารางที่ 6)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นจาก 6.600 ล้านตันในปี 2556/57 เป็น 6.676 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.17 ต่อปี โดยประเทศบราซิลส่งออกมากที่สุด จาก 1.836 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.616 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลง ร้อยละ 3.68 ต่อปี รองลงมาได้แก่ เวียดนามส่งออก 1.636 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.515 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.81 ต่อปี และโคลัมเบีย ส่งออก 0.618 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.702 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.50 ต่อปี (ตารางที่ 7)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกกาแฟสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 0.939 ล้านตันในปี 2556/57 เป็น 0.969 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.39 ต่อปี โดยประเทศบราซิลส่งออกมากที่สุด จาก 0.211 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.224 ล้านตัน ในปี 2559/60 และลดลงเหลือ 0.210 ล้านตัน ในปี 2560/61 ทำให้ในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.55 ต่อปี รองลงมาได้แก่ มาเลเซียส่งออก 0.127 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.183 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.15 ต่อปี และเวียดนามส่งออก 0.054 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.126 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.84 ต่อปี (ตารางที่ 8)

(4) การนำเข้า
การนำเข้าเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจาก 7.021 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 7.665 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.54 ต่อปี ประเทศ ผู้นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป นำเข้า 2.679 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 2.847 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.43 ต่อปี รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา นำเข้า 1.495 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 1.589 ล้านตัน ในปี 2560 ล้านตัน และลดเหลือ 1.487 ล้านตัน ในปี 2560/61 ทำให้ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.88 ต่อปี เนื่องจากความต้องการบริโภคของประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 9)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้าเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นจาก 6.157 ล้านตัน ในปี 2560/61 เป็น 6.500 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.55 ต่อปี โดยกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนำเข้ามากที่สุด จาก 2.679 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 2.847 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.43 ต่อปี รองลงมาได้แก่ สหรัฐฯ นำเข้า 1.473 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 1.549 ล้านตัน ในป 2559/60 และลดเหลือ 1.467 ล้านตันในปี 2560/61 ทำให้ภาพรวมเพิ่มเป็นร้อยละ 0.85 ต่อปี และญี่ปุ่นนำเข้า 0.413 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.390 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 1.39 ต่อปี (ตารางที่ 10)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 0.720 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.964 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.71 ต่อปี โดยประเทศฟิลิปปินส์นำเข้ามากที่สุด จาก 0.179 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.330 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.05 ต่อปี รองลงมาได้แก่ จีน นำเข้า 0.041 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.120 ล้านตันในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.49 ต่อปี และรัสเซีย นำเข้า 0.104 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.076 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 5.21 ต่อปี (ตารางที่ 11)

2.2 ของอาเซียน
2.2.1 การผลิต
ผลผลิตกาแฟอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 2.709 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 2.604 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.99 ต่อปี เนื่องจากสภาพอากาศ ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตเสียหาย ประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดได้แก่ เวียดนาม รองลงมาคือ อินโดนีเซีย โดยมีผลผลิตในปี 2560/61 คิดเป็นร้อยละ 67.51 และร้อยละ 23.96 ของผลผลิตอาเซียน ตามลำดับ (ตารางที่ 12)

(1) เวียดนาม เป็นผู้ผลิตกาแฟอันดับ 1 ของอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตกาแฟของเวียดนามลดลงจาก 1.790 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.758 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.62 ต่อปี โดยแยกเป็นกาแฟโรบัสตา ลดลงจาก 1.719 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.680 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.77 ส่วนกาแฟอะราบิกา ลดลงจาก 0.114 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.060 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 11.82 (ตารางที่ 12, ตารางที่ 13 และ ตารางที่ 14)


(2) อินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตกาแฟอันดับ 2 ของอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตกาแฟของอินโดนีเซียลดลงจาก 0.714 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.624 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 2.54 ต่อปี โดยแยกเป็นกาแฟโรบัสตา ลดลงจาก 0.600 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.564 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 1.12 ส่วนกาแฟอะราบิกา เพิ่มขึ้นจาก 0.071 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.078 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.37 (ตารางที่ 12, ตารางที่ 13 และ ตารางที่ 14)

2.2.2 การตลาด
(1) ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟ
ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของอาเซียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 0.572 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.865 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.75 ต่อปี เนื่องจากการบริโภคโดยรวมของโลกและเอเซียขยายตัว ประเทศที่มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟมากที่สุดได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย และเวียดนาม (ตารางที่ 15)

(2) ราคา
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 68.45 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 62.62 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.39 ต่อปี และราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาตลาดลอนดอน เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 61.44 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 64.02 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.55 ต่อปี ส่วนราคากาแฟอะราบิกาตลาดนิวยอร์ก ลดลงจากกิโลกรัมละ 128.17 บาท ในปี 2556/57 เหลือกิโลกรัมละ 96.17 บาท ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 6.10 ต่อปี (ตารางที่ 16)

(3) การส่งออก
การส่งออก ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาลดลงจาก 2.595 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 2.398 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.40 ต่อปี ประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม ส่งออก 1.697 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 1.770 ล้านตัน ในปี 2558/59 และลดเหลือ 1.674 ล้านตัน ในปี 2560/61 ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.22 ต่อปี อินโดนีเซีย ส่งออก 0.623 ล้านตันในปี 2556/57 ลดเหลือ 0.481 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 5.66 ต่อปี และมาเลเซีย ส่งออก 0.127 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 0.183 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.15 (ตารางที่ 17)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกเมล็ดกาแฟลดลงจาก 2.170 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 1.952 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 0.20 ต่อปี โดยประเทศเวียดนามส่งออกมากที่สุด จาก 1.636 ล้านตัน ในปี 2556/57 ลดเหลือ 1.187 ล้านตัน ในปี 2557/58 และเพิ่มเป็น 1.515 ล้านตัน ในปี 2560/61 ทำให้ในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.81 ต่อปี รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซียส่งออก 0.512 ล้านตัน ในปี 2556/57 ลดเหลือ 0.416 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.32 ต่อปี และสปป.ลาว ส่งออก 0.022 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.021 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลง ร้อยละ 2.80 ต่อปี (ตารางที่ 18)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การส่งออกกาแฟสำเร็จรูปลดลงจาก 0.415 ล้านตันในปี 2556/57 เหลือ 0.408 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 2.20 ต่อปี โดยประเทศมาเลเซีย ส่งออกมากที่สุด จาก 0.127 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.183 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.15 ต่อปี รองลงมาได้แก่ เวียดนาม ส่งออก 0.054 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.126 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.84 ต่อปี และอินโดนีเซีย ส่งออก 0.108 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.060 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 18.46 ต่อปี (ตารางที่ 19)

(4) การนำเข้า
การนำเข้า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 0.466 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.668 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.64 ต่อปี ประเทศผู้นำเข้ากาแฟที่สำคัญ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยฟิลิปปินส์ มีการนำเข้า 0.189 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มขึ้นเป็น 0.364 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.30 ต่อปี อินโดนีเซีย นำเข้า 0.058 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 0.105 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.89 ต่อปี และมาเลเซีย นำเข้า 0.076 ล้านตัน ในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 0.093 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.47 ต่อปี เนื่องจากความต้องการบริโภคของประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 20)


เมล็ดกาแฟ ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้าเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นจาก 0.225 ล้านตันในปี 2556/57 เป็น 0.250 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83 ต่อปี โดยประเทศมาเลเซียนำเข้ามากที่สุด จาก 0.076 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.093 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.47 ต่อปีรองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย นำเข้า 0.014 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.053 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.10 ต่อปี และฟิลิปปินส์นำเข้า 0.010 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.034 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.66 ต่อปี (ตารางที่ 21)


กาแฟสำเร็จรูป ในช่วง 5 ปีผ่านมา การนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 0.222 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.390 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.43 ต่อปี โดยประเทศฟิลิปปินส์ นำเข้ามากที่สุด จาก 0.179 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.330 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.05 ต่อปี รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย นำเข้า 0.033 ล้านตัน ในปี 2556/57 เป็น 0.050 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.07 ต่อปี และเวียดนาม นำเข้า 0.010 ล้านตัน ในปี 2556/57 เหลือ 0.008 ล้านตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 16.43 ต่อปี (ตารางที่ 22)

2.3 ของไทย
2.3.1 การผลิต
(1) กาแฟพันธุ์โรบัสตา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื้อที่ให้ผลลดลงจาก 208,789 ไร่ ในปี 2556/57 เหลือ 182,214 ไร่ ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.02 ต่อปี ส่วนผลผลิตลดลงจาก 29,935 ตัน ในปี 2556/57 เหลือ 13,845 ตัน ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 14.31 ต่อปี และผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 143 กิโลกรัม ในปี 2556/57 เหลือ76 กิโลกรัม ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 11.59 ต่อปี เนื่องจากแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตาทางภาคใต้ที่ปลูกกาแฟแซมในสวนไม้ผล เช่น ทุเรียน เริ่มให้ผลผลิต เกษตรกรจึงโค่นต้นกาแฟที่ไม่สมบูรณ์ และอายุมากออก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตลดลง (ตารางที่ 23)


สำหรับแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตาที่สำคัญของไทยอยู่ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ ซึ่งในปี 2560/61 มีสัดส่วนร้อยละ 69 เมื่อเทียบกับ เนื้อที่ปลูกทั้งหมด
(2) กาแฟพันธุ์อะราบิกา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื้อที่ให้ผล และผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยเนื้อที่ให้ผลเพิ่มจาก 52,179 ไร่ ในปี 2556/57 เป็น 75,547 ไร่ ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.05 ผลผลิตเพิ่มจาก 8,015 ตัน ในปี 2556/57 เป็น 9,772 ตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.87 เนื่องจากภาครัฐและเอกชน มีโครงการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟเพิ่มในสวนไม้ผล ไม้ยืนต้น และพื้นที่ป่าชุมชน เริ่มให้ผลผลิต ส่วนผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 154 กิโลกรัม ในปี 2556/57 เหลือ 129 กิโลกรัม ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 4.89 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ในช่วงกาแฟกำลังออกดอก ทำให้กาแฟติดผลลดลง (ตารางที่ 23)


สำหรับแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิกาที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก ซึ่งในปี 2560/61 มีสัดส่วนร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับ เนื้อที่ปลูกทั้งหมด

ต้นทุนการผลิตกาแฟในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 6,902.26 บาทต่อไร่ ในปี 2556/57 เหลือ 6,154.83 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 2.38 ต่อปี และต้นทุนการผลิต ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจาก 47.60 บาทในปี 2556/57 เป็น 66.90 บาทในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.13 ต่อปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของ ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย เป็นต้น (ตารางที่ 24)

สำหรับต้นทุนการผลิตพันธุ์โรบัสตาลดลงจาก 6,638.91 บาทต่อไร่ ปี 2556/57 เหลือ 5,578.91 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 3.46 ต่อปี ส่วนต้นทุนต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นจาก 46.43 บาทในปี 2556/57 เพิ่มเป็น 73.41 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.19 ต่อปี เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ต่ำ แม้ว่าต้นทุนต่อไร่ลดลงก็ตาม ส่วนพันธุ์อะราบิกาลดลงจาก 7,931.82 บาทต่อไร่ในปี 2556/57 เหลือ 7,563.64 บาทต่อไร่ในปี 2560/61 หรือลดลงร้อยละ 1.49 ต่อปี (ตารางที่ 25)

2.3.2 การตลาด
(1) ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงาน
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้น จาก 75,000 ตัน ในปี 2556/57 เป็น 95,000 ตัน ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.08 ต่อปี ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้น ทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก (ตารางที่ 26)

(2) ราคา
ราคาเมล็ดกาแฟโรบัสตาที่เกษตรกรขายได้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 64.94 บาท ในปี 2556/57 เป็นกิโลกรัมละ 69.74 บาท ในปี 2560/61 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.37 ต่อปี เนื่องจากผลผลิตมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของโรงงานแปรรูป ประกอบกับเมล็ดกาแฟของไทยมีคุณภาพดี ส่งผลให้ราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดโลก (ตารางที่ 28)


สำหรับราคาเมล็ดกาแฟอะราบิกาเกษตรกรขายเป็นผลสดในพื้นที่ราคากิโลกรัมละ 15-20 บาท

(3) การส่งออก
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกเมล็ดกาแฟดิบของไทยลดลงจาก 399 ตัน ในปี 2557 เหลือ 305 ตัน ในปี 2560 และเพิ่มขึ้นเป็น 469 ตัน ในปี 2561 ทำให้ในภาพรวมลดลงร้อยละ 0.65 ต่อปี สำหรับเมล็ดกาแฟคั่วลดลงจาก 168 ตัน ในปี 2557 เหลือ 164 ตัน ในปี 2561 หรือลดลงร้อยละ 1.54 และกาแฟสำเร็จรูป ลดลงจาก 6,316 ตัน ในปี 2557 เหลือ 3,950 ตัน ในปี 2561 หรือลดลงร้อยละ 14.10 เนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลง และความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มมากขึ้น (ตารางที่ 29)

(4) การนำเข้า
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบเพิ่มขึ้นจาก 46,305 ตัน ในปี 2557 เป็น 62,657 ตัน ในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.91 ต่อปี และเมล็ดกาแฟคั่วเพิ่มขึ้นจาก 1,108 ตัน ในปี 2557 เป็น 2,028 ตัน ในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.17 เนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูป สำหรับกาแฟสำเร็จรูปมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 7,015 ตัน ในปี 2557 เป็น 7,208 ตัน ในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.51 ต่อปี (ตารางที่ 30)

แผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ปี 2563 – 2573 โดยกรมวิชาการเกษตร (ตอนที่1 บทสรุป)

แผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ปี 2563 – 2573

1. หลักการและเหตุผล กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ที่ทำรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ( ปี 2557-2561) ตลาดกาแฟมีการขยายตัวอย่างมาก ทำให้ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปกาแฟในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 75,000 ตัน ในปี 2557 เป็น 95,000 ตัน ในปี 2561

ในขณะเดียวกันผลผลิตกาแฟในประเทศกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคากาแฟที่ตกต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล เนื้อที่ที่ให้ผลจึงลดลงจาก 260,968 ไร่ ในปี 2557 เหลือเพียง 257,761 ไร่ ในปี 2561 ส่งผลให้ผลผลิตลดลงจาก 37,950 ตันในปี 2557 เหลือผลผลิตเพียง 23,617 ตัน

ในปี 2561 ทำให้ผลผลิต ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นโดยพันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์กาแฟโรบัสตา มีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัด ชุมพร ระนอง ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ ซึ่งในปี 2557 มีสัดส่วนร้อยละ 69 ของเนื้อที่ปลูกกาแฟของไทยส่วนพันธุ์อะราบิกามีสัดส่วนร้อยละ 31 โดยแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก

และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ประเทศไทยจะต้องเปิดตลาดให้นำเข้ากาแฟเสรี โดยลดภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟและกาแฟสำเร็จรูปเหลือร้อยละ 5 และร้อยละ 0 ตามลำดับ ซึ่งการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศในอาเซียน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ลาว และอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้สามารถผลิตกาแฟที่ให้ผลผลิตสูงกว่าและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า อีกทั้งปัจจุบันสวนกาแฟของไทยส่วนใหญ่เป็นสวนผสม ปลูกร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลให้ผลผลิตต่ำ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการยุทธศาสตร์กาแฟตั้งแต่ปี 2552-2556 สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในระดับหนึ่ง จำเป็นต้องดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการพัฒนาในระยะต่อไปจำเป็นต้องจัดทำยุทธศาสตร์กาแฟ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นการบริหารจัดการแบบครบวงจร บนพื้นฐานของศักยภาพ และอัตลักษณ์ของกาแฟไทย ภายใต้การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตในระดับฟาร์มถึงผู้บริโภค โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟสู่มาตรฐานสากล

วิสัยทัศน์ ‘เป็นผู้นำการผลิต การแปรรูป และการค้ากาแฟคุณภาพในระดับเอเชียที่แข่งขันได้ ในตลาดโลกภายใต้อัตลักษณ์กาแฟไทย”

พันธกิจ

1) วิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาระบบการบริหารจัดการการผลิตที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตกาแฟคุณภาพในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ

2) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบการผลิตกาแฟ ที่มีมาตรฐานในระดับสากล เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่า ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

3) สร้างและพัฒนาเครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายกลุ่มเกษตรกร และเครือข่ายผู้ประกอบการ ให้เป็นห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจร และมีพลังในการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟของชาติให้เข้มแข็ง และยั่งยืน

4) ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน และอัตลักษณ์กาแฟไทย ให้เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมกาแฟระดับประเทศ ภูมิภาคเอเชีย และระดับโลกที่แข่งขันได้

5) เสริมสร้างการพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางการค้ากาแฟในภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย สร้างงานอาชีพให้กับชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ที่มา กรมวิชาการเกษตร

โครงการปันน้ำใจ สู้ไวรัส

ผมขอเชิญชวน มาทำ
“โครงการปันน้ำใจสู้ไวรัส”
ร่วมเผชิญโรคร้ายด้วยความรู้และน้ำใจ แบ่งปันหน้ากาก แบ่งปันเจลล้างมือ ป้องกันตนเองเพื่อป้องกันคนอื่น ชวนกันใส่หน้ากาก ชวนกันล้างมือ มอบมิตรภาพ และสายตาที่ไว้วางใจและเก็บตัวถ้าคิดว่ามีความเสี่ยงจะติดเชื้อ